แหล่งข่าว กล่าวว่า ภายหลังจากการที่ทางทหารไทยได้ฝึกปฏิบัติจริงภาคสนามแก่กองกำลังพล สร้างเสริมประสบการณ์เขี้ยวเล็บในแต่ละหน่วยเป็นการฝึกจริงภาคกสนามประจำปี มีการซ้อมรบ ตามแนวชายแดน ทำให้กัมพูชาได้เคลื่อนกำลังพลนำรถถัง ยานหุ้มเกราะ อาวุธหนัก เบา นำกองกำลังจากหลัก 3 กองพลประชิดชายแดนกัมพูชาไทยห่างเขตแดนประมาณ 3 - 5 กิโลเมตร
แหล่งข่าว กล่าวว่า ตามแนวเส้นทางคู่ขนานชายแดนไทยกัมพูชาเทือกเขาพนมดงรักไปทางทิศตะวันตกเฉียงหนือ เส้นทางจากอำเภออัลลองเวง - อุดรมีชัย บริเวณที่มีการปลูกอ้อยจำนวนมาก ฝั่งตรงข้ามพื้นที่ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ มีรถถังแกะกล่อง และเก่าไม่ทราบยี่ห้อ ประเทศที่ผลิตเข้าประชิดเขตแดนประจำการ ร่วม 10 คัน สามารถเคลื่อนที่เร็วสมทบกำลังพลที่ฐานโอทะมอร์ภายในเวลา 10 - 15 นาที ซึ่งเป็นฐานที่มั่นเดิมของกัมพูชา ฝั่งตรงข้ามด่านช่องสะงำ เยื้องทางขวามือหากหันหน้าไปเข้าประเทศกัมพูชา ห่างประมาณ 800 - 1000 เมตร
ส่วนด้านเส้นทางหมายเลข67 บ้านโอกะกีร์กันดาน อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัยก็มีฐานที่มั่นมีรถถังนับ 10 คันเหมือนกัน แต่ห่างชายแดนออกไปร่วม 20 กิโลเมตร แต่สามารถเคลื่อนที่เร็วสมทบกำลังพลตามแนวชาวแดนไม่เกิน 20-30 นาที ไม่ว่าจะเป็นฐานโอกะยูงห่างผาตาม๊อกปะมาณ 500 - 600 เมตร ฐานฝั่งตรงข้ามช่องเขาขาดตรงกันข้ามบ้านโอปังโกว์ ตำบลไพรพัฒนา ห่างออกไปจากหมู่บ้านประมาณ 7- 8 กิโลเมตร ทดกะสานฝั่งตรงข้ามบ้านคูซีแจ ตำบลดงรัก ห่างออกไปประมาณ ประมาณ 7- 8 กิโลเมตรเช่นกัน
แหล่งข่าวอีกแหล่งหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้ทางการทหารกัมพูชา ก็มีการวางเสริมกองกำลังตรึงตลอดแนวชายแดนกัมพูชา ไทย ตั้งแต่จังหวัดอุดรมีชัยไล่ยาวถึงจังหวัดพระวิหาร มีการนำกองกำลังเสริม กองกำลังหลัก โดยกองกำลังพล จาก 3 กองพล ประกอบด้วย หน่วยทหารปืนใหญ่ หน่วยรบพิเศษ และกองกำลังทหารจากหน่วยภูมิภาคที่ 4 วางสับเปลี่ยนกำลังตลอดแนว จากอุดรมีชัยตลอดแนวถึงจังหวัดเขาพระวิหาร ประเทศกัมพูชา
ที่มา.เนชั่น
วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554
คนดังสหรัฐโดดร่วมยื่นฟ้องรัฐบาลไทยสังหารหมู่ประชาชน ??
คนเสื้อแดงได้รับข่าวดีเมื่อ “โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม” แจ้งยืนยัน “ศ.ดักลาส แคสเซล” ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับแถวหน้าของสหรัฐ ที่มีผลงานฟ้องมาแล้วหลายรัฐบาล ตอบรับเข้าร่วมทีมยื่นฟ้องรัฐบาลไทยต่อศาลอาชญากรโลกในวันที่ 31 ม.ค. นี้ ทำให้มีความมั่นใจว่าศาลจะรับคดีเอาไว้พิจารณาแม้ไทยจะไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกก็ตาม วันที่ 28 ม.ค. ประชุมข้ามทวีปผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับทีมกฎหมายฝ่ายไทยเพื่อเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้ายก่อนยื่นฟ้อง ดีเอสไอยังโชว์ผลงานไม่หยุด ล่าสุดบุกจับ 2 แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น
เว็บไซต์ส่วนตัวนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เจ้าของสำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายในต่างประเทศให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับคำยืนยันจากศาสตราจารย์ดักลาส แคสเซล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ว่าตัดสินใจประกาศตัวให้การสนับสนุนนายโรเบิร์ตและทีมงานในการยื่นฟ้องรัฐบาลไทยต่อศาลอาชญากรระหว่างประเทศหรือ “ไอซีซี” ในวันที่ 31 ม.ค. นี้แล้ว นอกจากศาสตราจารย์แคสเซลแล้วยังมีผู้เชี่ยวชาญอย่างนายอเล็กซานเดอร์ เกิร์ท ยาน คนุปส์ เข้าร่วมด้วย
ศาสตราจารย์แคสเซลเคยยื่นฟ้องรัฐบาลหลายประเทศก่อนหน้านี้ เช่น โคลอมเบีย กัวเตมาลา เปรู และเวเนซุเอลา ฐานละเมิดสิทธิของประชาชน โดยได้แสดงความมั่นใจว่าไอซีซีจะรับพิจารณาคดีนี้ในวันที่ 31 ม.ค. อย่างแน่นอน แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของไอซีซีก็ตาม
นายอัมสเตอร์ดัมระบุว่า รู้สึกยินดีที่จะได้ร่วมงานกับศาสตราจารย์แคสเซลในคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ พร้อมแสดงความมั่นใจว่าประสบการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติของศาสตราจารย์แคสเซลน่าจะช่วยยุติความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ และจะช่วยเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 28 ม.ค. นี้ทีมกฎหมายของนายอัมสเตอร์ดัมจะประชุมทางไกลด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับทีมกฎหมายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินในประเทศไทย เพื่อหารือกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรระหว่างประเทศในวันที่ 31 ม.ค.
ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังเข้าจับกุมนายฉวี เข็มทอง อายุ 63 ปี นายนฤเบศ ปาปะขัง อายุ 65 ปี แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่น ตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 538/2553 หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีนำมวลชนปิดถนนขัดขวางการเดินทาง และตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ที่กำลังเดินทางผ่านถนนในเขตเทศบาลสีชมพู ตำบลวังเพิ่ม อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น เพื่อไม่ให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2553
ดีเอสไอตั้งข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยกระทำการเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุม, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ผู้กระทำความผิดไม่เลิก, ร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำด้วยประการใดๆบนทางหลวง ในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล, ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจหรือของผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น
เบื้องต้นทั้ง 2 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัวไว้สอบสวนก่อนไปขออำนาจศาลฝากขัง
ที่มา.หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
**********************************************************************
เว็บไซต์ส่วนตัวนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เจ้าของสำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์ ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายในต่างประเทศให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับคำยืนยันจากศาสตราจารย์ดักลาส แคสเซล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับแถวหน้าของสหรัฐอเมริกา ว่าตัดสินใจประกาศตัวให้การสนับสนุนนายโรเบิร์ตและทีมงานในการยื่นฟ้องรัฐบาลไทยต่อศาลอาชญากรระหว่างประเทศหรือ “ไอซีซี” ในวันที่ 31 ม.ค. นี้แล้ว นอกจากศาสตราจารย์แคสเซลแล้วยังมีผู้เชี่ยวชาญอย่างนายอเล็กซานเดอร์ เกิร์ท ยาน คนุปส์ เข้าร่วมด้วย
ศาสตราจารย์แคสเซลเคยยื่นฟ้องรัฐบาลหลายประเทศก่อนหน้านี้ เช่น โคลอมเบีย กัวเตมาลา เปรู และเวเนซุเอลา ฐานละเมิดสิทธิของประชาชน โดยได้แสดงความมั่นใจว่าไอซีซีจะรับพิจารณาคดีนี้ในวันที่ 31 ม.ค. อย่างแน่นอน แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของไอซีซีก็ตาม
นายอัมสเตอร์ดัมระบุว่า รู้สึกยินดีที่จะได้ร่วมงานกับศาสตราจารย์แคสเซลในคดีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ พร้อมแสดงความมั่นใจว่าประสบการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติของศาสตราจารย์แคสเซลน่าจะช่วยยุติความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ และจะช่วยเปิดเผยความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 28 ม.ค. นี้ทีมกฎหมายของนายอัมสเตอร์ดัมจะประชุมทางไกลด้วยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับทีมกฎหมายของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินในประเทศไทย เพื่อหารือกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการยื่นฟ้องต่อศาลอาชญากรระหว่างประเทศในวันที่ 31 ม.ค.
ด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำกำลังเข้าจับกุมนายฉวี เข็มทอง อายุ 63 ปี นายนฤเบศ ปาปะขัง อายุ 65 ปี แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่น ตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่นที่ 538/2553 หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีนำมวลชนปิดถนนขัดขวางการเดินทาง และตรวจค้นเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนของตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย ที่กำลังเดินทางผ่านถนนในเขตเทศบาลสีชมพู ตำบลวังเพิ่ม อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น เพื่อไม่ให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2553
ดีเอสไอตั้งข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยกระทำการเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการในการมั่วสุม, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ผู้กระทำความผิดไม่เลิก, ร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำด้วยประการใดๆบนทางหลวง ในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล, ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจหรือของผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น
เบื้องต้นทั้ง 2 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จึงได้ควบคุมตัวไว้สอบสวนก่อนไปขออำนาจศาลฝากขัง
ที่มา.หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
**********************************************************************
พระยาละแวกยุคดิจิตอล !!??
หลายท่านคงพอทราบข่าวกันแล้วถึงกรณีที่ทางการกัมพูชาสลักป้ายใหญ่โตบนหินผา ประณามคนไทย และทหารไทย บนแผ่นหิน โดยระบุว่า “ผู้รุกราน ผู้ล้ำดินแดนเขมร”...และเชื่อว่าไม้นี้ของฮุนเซน น่าจะทำให้คนไทยปวดใจไม่น้อยจะว่าไปแล้วสายสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาเองก็ไม่ค่อยดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงขนาดมีการผูกนิทานขึ้นกล่าวร้าย กันอย่างเรื่อง “เรื่องพระโคพระแก้ว” หรือแม้แต่การยกตำนานเขมรที่เกี่ยวกับพุทธทำนาย ว่า ตะกวด เป็นบรรพบุรุษเขมร แล้วยกเอาลักษณะลิ้นสองแฉกของตะกวด มาประณามเขมรเป็นตัวเหี้ย..ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม หรือถูกต้องนัก
ชาติพันธุ์ใคร...เขาก็รัก ก็หวงแหนเผ่าพงษ์วงศาของตน เขาว่าเราเราก็ไม่ชอบ เราว่าเขาเขาก็ไม่ชอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องราวที่เล่าขานกันมาก็ต่างเลยผ่านมานานนม ครั้นจะเก็บมาเป็นอารมณ์ก็ใช่ที่ แต่สิ่งที่หยั่งรากในจิตใจก็ยากที่จะทราบได้พูดถึงตำนานเล่าขานระหว่างไทย-กัมพูชา....มีอยู่อีกเรื่องที่หลายท่านรู้จักกัน ดี คือ เรื่อง “พระยาละแวก” คือในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ กรุงหงสาวดีได้ยกทัพมาตีไทย ฝ่ายเขมร พระยาละแวกเห็นได้ทีฉวยโอกาสมากวาด ต้อนผู้คนไปใช้แรงงานจำนวนมาก หลังเสร็จศึกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรง พิโรธมาก รับสั่งให้ยกทัพไปเขมร พระยาละแวก เห็นท่าไม่ดี ส่งราชสาสน์มาขอพระราชทานอภัยใจความ ว่า “ข้าพระองค์ ผู้ปกครองกัมพูชา มิได้เกรงพระบรมเดชา นุภาพที่ไปกวาดต้อนคนจากปราจีนบุรี ขออย่าทรงพิโรธยกทัพมาตีเมือง ข้าพเจ้าจะนำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปาวสาน”
หลังจากนั้น 3 วัน พระยาละแวกได้นำเครื่องราชบรรณาการพร้อมด้วยนักพระสุโทและนักพระสุทันเป็นราชบุตรมาเข้า เฝ้า ทางพระมหาจักรพรรดิก็ทรงคลายพิโรธ และขอนำโอรสทั้งสองไปเลี้ยงดู พระยาละแวกก็ยอม จากนั้นก็กวาดต้อนคนชาวปราจีนบุรีกลับคืนมาฝั่งไทย ต่อมาไม่นาน ญวนได้ยึดเมืองละแวก ไทยจึงส่งกองทัพ ไปช่วยเพื่อตีเมืองคืน แต่ทำไม่สำเร็จ
ในภายหลังไทยเสียกรุงให้แก่พม่าเพียงปีเดียว พระยาละแวกจากเขมรได้ถือ โอกาสเข้ามาปล้นและตีเมืองนครนายก พระมหาธรรมราชาจึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปปราบ ให้ทหารนำปืนจ่ารงค์ยิงไปถูกพระ จำปาธิราชของเขมรตายคาที่บนคอช้าง ทัพ ของเขมรถอยกลับไป แต่ก็ย้อนกลับมาปล้นเมืองอีกหลายครั้ง นอกจากนี้ พระยาละแวกยังนำทัพมากวาดต้อนผู้คนแถวจันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรากลับไปเขมรจำนวนมากด้วยความคดในข้องอในกระดูก พระยาละแวกได้ยกทัพมาถึงปากน้ำพระ ประแดงโจมตีเมืองธนบุรี จับชาวเมืองธนบุรีและนนทบุรีเป็นเชลยจำนวนมาก เลยได้ใจรวบรวมคนหมายจะตีกรุงศรีอยุธยา แต่งทัพเรือ 30 ลำเข้าปล้นบ้านนายก่าย แต่โชคไม่ดีถูกปืนใหญ่ของไทยยิงตายเป็น จำนวนมาก ฝ่ายเขมรแตกทัพหนีกลับไปทางพระประแดง แต่ยังไม่วายกวาดต้อนผู้คนแถวสาครบุรีกลับไปอีกด้วย เยี่ยมจริงๆ
จนถึงปี พ.ศ.2129 พระยาละแวก เห็นว่าไทยกำลังสู้ศึกหงสาวดีอยู่ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตีเมืองปราจีน สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสว่า “พระยาละแวกตระบัดสัตย์อีกแล้ว จึงต้องยกไปปราบให้ราบคราบ” ผลการศึกกองทัพไทยไล่ตีเขมรไปจนสุดชายแดน ทหารเขมรล้มตายจำนวนมาก
และในปี พ.ศ.2132 หลังจากสมเด็จพระนเรศวรครองราชย์ ทรงปรึกษา ข้าราชการว่ากษัตริย์เขมรมีใจคิดไม่ซื่อเหมือนพระยาละแวก ชอบซ้ำเติมไทยในยามศึกกับพม่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปแก้แค้นเอาโลหิตมาล้างพระบาท ทรงจัดกองทัพให้ไปตีเมืองปัตบอง เมืองโพธิสัตว์ แล้วเข้าล้อมเมืองละแวกเอาไว้ ทรงล้อมเมืองนานถึง 3 เดือนยังตีไม่ได้ เสบียงอาหารเริ่มลดน้อยลง จึงทรงรับสั่ง ให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาไปก่อน แล้วจะเตรียมการมาตีในภายหน้า สุดท้าย พ.ศ. 2137 สยามตีเมืองละแวกแตก แต่ยังคง มีกษัตริย์ปกครองกัมพูชาต่อไปหากจะว่าไปเรื่องราวของพระยาละแวกอาจเป็นเครื่องเตือนใจชาวไทยได้ เป็นอย่างดี ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของบุคคล บางจำพวก (ก็พวกนั้นแหละเจ้าค่ะ) แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคิดต่อในด้านความ รู้สึกในเรื่องราว แต่พระยาละแวกยุคดิจิตอลนี่สิ... ความสามารถด้านนี้เขาไม่แพ้ในยุคดั้งเดิมเลยจริงๆ
ที่มา.สยามธุรกิจ
ชาติพันธุ์ใคร...เขาก็รัก ก็หวงแหนเผ่าพงษ์วงศาของตน เขาว่าเราเราก็ไม่ชอบ เราว่าเขาเขาก็ไม่ชอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องราวที่เล่าขานกันมาก็ต่างเลยผ่านมานานนม ครั้นจะเก็บมาเป็นอารมณ์ก็ใช่ที่ แต่สิ่งที่หยั่งรากในจิตใจก็ยากที่จะทราบได้พูดถึงตำนานเล่าขานระหว่างไทย-กัมพูชา....มีอยู่อีกเรื่องที่หลายท่านรู้จักกัน ดี คือ เรื่อง “พระยาละแวก” คือในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยพระมหาจักรพรรดิ กรุงหงสาวดีได้ยกทัพมาตีไทย ฝ่ายเขมร พระยาละแวกเห็นได้ทีฉวยโอกาสมากวาด ต้อนผู้คนไปใช้แรงงานจำนวนมาก หลังเสร็จศึกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรง พิโรธมาก รับสั่งให้ยกทัพไปเขมร พระยาละแวก เห็นท่าไม่ดี ส่งราชสาสน์มาขอพระราชทานอภัยใจความ ว่า “ข้าพระองค์ ผู้ปกครองกัมพูชา มิได้เกรงพระบรมเดชา นุภาพที่ไปกวาดต้อนคนจากปราจีนบุรี ขออย่าทรงพิโรธยกทัพมาตีเมือง ข้าพเจ้าจะนำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และเป็นข้าพระบาทตราบชั่วกัลปาวสาน”
หลังจากนั้น 3 วัน พระยาละแวกได้นำเครื่องราชบรรณาการพร้อมด้วยนักพระสุโทและนักพระสุทันเป็นราชบุตรมาเข้า เฝ้า ทางพระมหาจักรพรรดิก็ทรงคลายพิโรธ และขอนำโอรสทั้งสองไปเลี้ยงดู พระยาละแวกก็ยอม จากนั้นก็กวาดต้อนคนชาวปราจีนบุรีกลับคืนมาฝั่งไทย ต่อมาไม่นาน ญวนได้ยึดเมืองละแวก ไทยจึงส่งกองทัพ ไปช่วยเพื่อตีเมืองคืน แต่ทำไม่สำเร็จ
ในภายหลังไทยเสียกรุงให้แก่พม่าเพียงปีเดียว พระยาละแวกจากเขมรได้ถือ โอกาสเข้ามาปล้นและตีเมืองนครนายก พระมหาธรรมราชาจึงทรงรับสั่งให้ยกทัพไปปราบ ให้ทหารนำปืนจ่ารงค์ยิงไปถูกพระ จำปาธิราชของเขมรตายคาที่บนคอช้าง ทัพ ของเขมรถอยกลับไป แต่ก็ย้อนกลับมาปล้นเมืองอีกหลายครั้ง นอกจากนี้ พระยาละแวกยังนำทัพมากวาดต้อนผู้คนแถวจันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรากลับไปเขมรจำนวนมากด้วยความคดในข้องอในกระดูก พระยาละแวกได้ยกทัพมาถึงปากน้ำพระ ประแดงโจมตีเมืองธนบุรี จับชาวเมืองธนบุรีและนนทบุรีเป็นเชลยจำนวนมาก เลยได้ใจรวบรวมคนหมายจะตีกรุงศรีอยุธยา แต่งทัพเรือ 30 ลำเข้าปล้นบ้านนายก่าย แต่โชคไม่ดีถูกปืนใหญ่ของไทยยิงตายเป็น จำนวนมาก ฝ่ายเขมรแตกทัพหนีกลับไปทางพระประแดง แต่ยังไม่วายกวาดต้อนผู้คนแถวสาครบุรีกลับไปอีกด้วย เยี่ยมจริงๆ
จนถึงปี พ.ศ.2129 พระยาละแวก เห็นว่าไทยกำลังสู้ศึกหงสาวดีอยู่ จึงฉวยโอกาสยกทัพเข้ามาตีเมืองปราจีน สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสว่า “พระยาละแวกตระบัดสัตย์อีกแล้ว จึงต้องยกไปปราบให้ราบคราบ” ผลการศึกกองทัพไทยไล่ตีเขมรไปจนสุดชายแดน ทหารเขมรล้มตายจำนวนมาก
และในปี พ.ศ.2132 หลังจากสมเด็จพระนเรศวรครองราชย์ ทรงปรึกษา ข้าราชการว่ากษัตริย์เขมรมีใจคิดไม่ซื่อเหมือนพระยาละแวก ชอบซ้ำเติมไทยในยามศึกกับพม่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปแก้แค้นเอาโลหิตมาล้างพระบาท ทรงจัดกองทัพให้ไปตีเมืองปัตบอง เมืองโพธิสัตว์ แล้วเข้าล้อมเมืองละแวกเอาไว้ ทรงล้อมเมืองนานถึง 3 เดือนยังตีไม่ได้ เสบียงอาหารเริ่มลดน้อยลง จึงทรงรับสั่ง ให้ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยาไปก่อน แล้วจะเตรียมการมาตีในภายหน้า สุดท้าย พ.ศ. 2137 สยามตีเมืองละแวกแตก แต่ยังคง มีกษัตริย์ปกครองกัมพูชาต่อไปหากจะว่าไปเรื่องราวของพระยาละแวกอาจเป็นเครื่องเตือนใจชาวไทยได้ เป็นอย่างดี ถึงความไม่ซื่อสัตย์ของบุคคล บางจำพวก (ก็พวกนั้นแหละเจ้าค่ะ) แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาคิดต่อในด้านความ รู้สึกในเรื่องราว แต่พระยาละแวกยุคดิจิตอลนี่สิ... ความสามารถด้านนี้เขาไม่แพ้ในยุคดั้งเดิมเลยจริงๆ
ที่มา.สยามธุรกิจ
มาร์ค-ม็อบ พอกัน !!!!!!
เห็นท่าทีขึงขังของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ประกาศลั่นห้ามม็อบพันธมิตรและม็อบคนไทยหัวใจรักชาติบุกเข้ายึดทำเนียบเด็ดขาด
อดให้นึกถึงตอนม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบหนก่อน ไม่ได้
นายอภิสิทธิ์คนนี้ล่ะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านนำส.ส. ประชาธิปัตย์ไปให้กำลังใจพันธมิตรถึงหลังเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานฯ
ก่อนที่ม็อบเหลืองจะบุกยึดทำเนียบไม่นาน
เหมือนกับตอนที่ม็อบพันธมิตรบุกล้อมรัฐสภา 7 ตุลาก็เช่นกัน
ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ก็สนับสนุนการเคลื่อนไหวนอกสภา ของส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ร่วมหัวจมท้ายกับพันธมิตร
แถมยังอภิปรายในสภาจนกลายเป็นวาทะแห่งทศวรรษ
"จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง"
ที่เขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่าสนับสนุนการยึดทำเนียบ
แต่ต้องการให้เห็นความ 2 มาตรฐานของนายอภิสิทธิ์!
อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ใช้มาตรฐานหนึ่ง
เมื่อต้องเสียประโยชน์ก็ใช้อีกมาตรฐาน
พอโดนจับผิดก็จะอ้างว่ามันคนละสถานการณ์กัน!?
ต้องยกนิ้วให้เป็นสุดยอดนายกฯ จริงๆ
แต่อีกฝ่ายก็ใช่ย่อย มาตรฐานพอๆ กัน
จากเดิมกอดกันกลม ผลักดันกันจนได้เป็นรัฐบาล
แต่พอถึงวันที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัว!?
คำหวานๆ ที่เคยยกยอ กลายเป็นคำก่นด่า สาปแช่ง
ขนคนออกมาขับไล่กันแบบง่ายดาย
ยึดวิธีแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ ยึดที่นั่นยึดที่นี่
เป้าหมายคือการล้มรัฐบาลให้ได้แค่นั้นพอ
แต่ที่รับไม่ได้เลยคือแนวคิดสุดโต่ง ย้อนยุค
หาทางออกให้ประเทศชาติแบบพิลึกพิลั่น
ปลุกกระแสคลั่งชาติ-กู้ชาติ
หวังให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ
โดยไม่คำนึงถึงผลเสียใหญ่หลวงที่จะเกิดตามมา!
ล่าสุดยังเกิดข่าวลือกันกระหึ่มเมือง
มีแผนเตรียมผลักดันให้เกิดการปฏิวัติ-รัฐประหารขึ้นอีกรอบ
หวังล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ ล้างไพ่ใหม่อีกหน
เหมือนกับตอนที่รัฐประหาร 19 กันยา 49 โค่นรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร
แปลกใจจริงๆ คิดกันได้แค่นี้เองหรือ?
โค่นล้มคนเก่า ผลักดันคนใหม่ขึ้น
คนใหม่ทำไม่ถูกใจก็โค่นล้มอีก
หนีไม่พ้นจริงๆ วงจรอุบาทว์
แต่ก็ยังโชคดีที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แบบนี้
ไม่เอาด้วยกับการปลุกกระแสคลั่งชาติพิลึกพิลั่น
ผู้ชุมนุมเลยโหรงเหรงบางตา
ที่สำคัญไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองเสียหายและบอบช้ำไปกว่านี้
ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ เหล็กใน
ประกาศลั่นห้ามม็อบพันธมิตรและม็อบคนไทยหัวใจรักชาติบุกเข้ายึดทำเนียบเด็ดขาด
อดให้นึกถึงตอนม็อบพันธมิตรยึดทำเนียบหนก่อน ไม่ได้
นายอภิสิทธิ์คนนี้ล่ะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านนำส.ส. ประชาธิปัตย์ไปให้กำลังใจพันธมิตรถึงหลังเวทีปราศรัยที่สะพานมัฆวานฯ
ก่อนที่ม็อบเหลืองจะบุกยึดทำเนียบไม่นาน
เหมือนกับตอนที่ม็อบพันธมิตรบุกล้อมรัฐสภา 7 ตุลาก็เช่นกัน
ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ก็สนับสนุนการเคลื่อนไหวนอกสภา ของส.ส.ประชาธิปัตย์ที่ร่วมหัวจมท้ายกับพันธมิตร
แถมยังอภิปรายในสภาจนกลายเป็นวาทะแห่งทศวรรษ
"จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง"
ที่เขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่าสนับสนุนการยึดทำเนียบ
แต่ต้องการให้เห็นความ 2 มาตรฐานของนายอภิสิทธิ์!
อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ใช้มาตรฐานหนึ่ง
เมื่อต้องเสียประโยชน์ก็ใช้อีกมาตรฐาน
พอโดนจับผิดก็จะอ้างว่ามันคนละสถานการณ์กัน!?
ต้องยกนิ้วให้เป็นสุดยอดนายกฯ จริงๆ
แต่อีกฝ่ายก็ใช่ย่อย มาตรฐานพอๆ กัน
จากเดิมกอดกันกลม ผลักดันกันจนได้เป็นรัฐบาล
แต่พอถึงวันที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัว!?
คำหวานๆ ที่เคยยกยอ กลายเป็นคำก่นด่า สาปแช่ง
ขนคนออกมาขับไล่กันแบบง่ายดาย
ยึดวิธีแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ ยึดที่นั่นยึดที่นี่
เป้าหมายคือการล้มรัฐบาลให้ได้แค่นั้นพอ
แต่ที่รับไม่ได้เลยคือแนวคิดสุดโต่ง ย้อนยุค
หาทางออกให้ประเทศชาติแบบพิลึกพิลั่น
ปลุกกระแสคลั่งชาติ-กู้ชาติ
หวังให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ
โดยไม่คำนึงถึงผลเสียใหญ่หลวงที่จะเกิดตามมา!
ล่าสุดยังเกิดข่าวลือกันกระหึ่มเมือง
มีแผนเตรียมผลักดันให้เกิดการปฏิวัติ-รัฐประหารขึ้นอีกรอบ
หวังล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ ล้างไพ่ใหม่อีกหน
เหมือนกับตอนที่รัฐประหาร 19 กันยา 49 โค่นรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร
แปลกใจจริงๆ คิดกันได้แค่นี้เองหรือ?
โค่นล้มคนเก่า ผลักดันคนใหม่ขึ้น
คนใหม่ทำไม่ถูกใจก็โค่นล้มอีก
หนีไม่พ้นจริงๆ วงจรอุบาทว์
แต่ก็ยังโชคดีที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แบบนี้
ไม่เอาด้วยกับการปลุกกระแสคลั่งชาติพิลึกพิลั่น
ผู้ชุมนุมเลยโหรงเหรงบางตา
ที่สำคัญไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองเสียหายและบอบช้ำไปกว่านี้
ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ เหล็กใน
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
นปช.ย้ำ"รัฐประหาร"แน่! "ธิดา"แว่วนัดหมาย 10 ก.พ. "จตุพร"ปูดวางแผนที่เซฟเฮาส์โหร คมช.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.เพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวเมื่อวันที่ 27 มกราคม โดยยืนยันว่า มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ประชุมวางแผนเตรียมการก่อรัฐประหารจริง ซึ่งคนที่ไปวางแผนในเซฟเฮาส์ล้วนเป็นลูกศิษย์โหรวารินทร์ (บัววิรัตน์เลิศ) อดีตโหรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทั้งสิ้น เหมือนกับรู้เห็นล่วงหน้า นอกจากนี้ยังมีแกนนำเสื้อเหลืองบางคนไปพบกับคอลัมนิสต์ที่เป็นนายทหารยศเรือเอก และบอกว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อเปิดประตูให้ทหารยึดอำนาจ ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณ
ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ว่า แกนนำ นปช.ที่ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุเทพมหานครได้ประชุมกัน และขอร้องให้ยกร่างจดหมายเปิดผนึกชื่อ "จดหมายปรับทุกข์" เพื่อส่งถึงผู้พิพากษา 1,300 คนทั่วประเทศให้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และความไม่ยุติธรรมในคดีที่แกนนำ นปช. ถูกกล่าวหา และล่าสุดได้รับจดหมายตอบกลับจากศาลอาญาระหว่างประเทศว่าจะรับพิจารณาเรื่อง การส่งพยานมาสังเกตการณ์การพิจารณาคดีคนเสื้อแดงในประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงโรมก็ตาม
"การคัดกรรมการ นปช.จังหวัด จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีข่าวลือออกมาว่าจะเกิดการรัฐประหารในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จึงอยากเตือนไปยังกองทัพว่าหากจะทำรัฐประหารเป็นครั้งที่ 21 จะทำให้ประเทศหายนะ" นางธิดากล่าว
ด้านนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษก นปช. กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มรวมตัวกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลา 13.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเวลา 15.00 น. แต่ยังไม่สามารถระบุได้จะปักหลักถึงเวลาใด เพราะต้องรอดูท่าทีจากรัฐบาลก่อนว่าจะแก้ไขปัญหาแกนนำ นปช. ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอย่างไร
ที่มา.มติชนออนไลน์
______________________________
ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ว่า แกนนำ นปช.ที่ยังถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุเทพมหานครได้ประชุมกัน และขอร้องให้ยกร่างจดหมายเปิดผนึกชื่อ "จดหมายปรับทุกข์" เพื่อส่งถึงผู้พิพากษา 1,300 คนทั่วประเทศให้รับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากล และความไม่ยุติธรรมในคดีที่แกนนำ นปช. ถูกกล่าวหา และล่าสุดได้รับจดหมายตอบกลับจากศาลอาญาระหว่างประเทศว่าจะรับพิจารณาเรื่อง การส่งพยานมาสังเกตการณ์การพิจารณาคดีคนเสื้อแดงในประเทศไทย แม้ไทยจะไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญากรุงโรมก็ตาม
"การคัดกรรมการ นปช.จังหวัด จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากมีข่าวลือออกมาว่าจะเกิดการรัฐประหารในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ จึงอยากเตือนไปยังกองทัพว่าหากจะทำรัฐประหารเป็นครั้งที่ 21 จะทำให้ประเทศหายนะ" นางธิดากล่าว
ด้านนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษก นปช. กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ ว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มรวมตัวกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลา 13.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเวลา 15.00 น. แต่ยังไม่สามารถระบุได้จะปักหลักถึงเวลาใด เพราะต้องรอดูท่าทีจากรัฐบาลก่อนว่าจะแก้ไขปัญหาแกนนำ นปช. ที่ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอย่างไร
ที่มา.มติชนออนไลน์
______________________________
'จาตุรนต์'หนุนรัฐบาลไม่เอา3ข้อเรียกร้องพันธมิตร
"จาตุรนต์"หนุนรัฐบาลไม่ต้องอ่อน 3ข้อเรียกร้องกลุ่มพันธมิตร เพราะการเคลื่อนไหวเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แจงยกเลิกเอ็มโอยู43ไม่ควรทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ส่งบทความเรื่อง ความเห็นต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยระบุว่า ตนได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ”และกลุ่มพันธมิตรฯในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามละเลยได้
มาถึงเวลานี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการเคลื่อนไหวนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและต่อสถานะและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยเองอย่างที่หลายฝ่ายอาจคาดไม่ถึงมาก่อน ล่าสุดกลุ่มพันธมิตรฯ นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้รัฐบาลดำเนินการภายใน 2 วัน มิฉะนั้นก็จะดำเนินการขั้นต่อไป พร้อมทั้งได้ประกาศด้วยว่า ไม่ชนะไม่เลิก(อีกแล้ว)
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อดั่งที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วนั้น เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรทำตาม เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะเสียหายมากถึงกับกลายเป็นการกระทบกระทั่งหรือการรบกันระหว่างทหารของทั้งสองประเทศ
"ในความเห็นผม สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศและสำหรับประเทศไทยเองด้วยก็คือ การมีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศรวมทั้งกัมพูชาด้วย การมีความสัมพันธ์ที่ดีควรจะเกิดจากการพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันในด้านต่างๆให้มากขึ้น ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนฯลฯซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่ดีที่จะร่วมมือกันอยู่แล้ว รวมทั้งยังมีพื้นฐานที่ดีจากการที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้แล้วด้วย"นายจาตุรนต์กล่าว
นายจาตุรนต์กล่าวว่า รัฐบาลไทยก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เคยมีนโยบายร่วมมือและช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้มากๆ ด้วยแนวความคิดว่ายิ่งประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้นเท่าไร เราก็ดีขึ้นด้วยเท่านั้น ผ่านมาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น เรากลับกำลังมีปัญหากับกัมพูชามากขึ้นๆ และกำลังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศขัดแย้งกันจนถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันไปเสียแล้ว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศนั้นควรแก้ด้วยการเจรจาหารือกัน เหมือนอย่างที่เราทำกับประเทศรอบบ้านเราจนมีผลสำเร็จด้วยดีเสมอมาซึ่งก็รวมถึงกัมพูชาด้วย มาถึงตอนนี้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย รวมทั้งประเทศไทยเองก็คือการเจรจาหารือ ไม่ใช่ใช้กำลังเข้าใส่กัน การยกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สองประเทศถอยหลังกลับไปสู่ภาวะที่ตึงเครียดและเสี่ยงต่อการที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายโดยไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย
การถอนตัวจากการเป็นกรรมการมรดกโลกก็เป็นสิ่งที่ไทยไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และไทยก็ไม่ได้มีเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่เพียงเรื่องเดียวที่ต้องอาศัยคณะกรรมการนี้ เรายังต้องร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องต่างๆอีกมาก ไทยเราจึงควรแสดงความมีวุฒิภาวะที่พร้อมจะร่วมมือแก้ปัญหาต่างๆอย่างอารยประเทศเขาทำกัน
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ข้อเสนอให้ทหารไทยผลักดันประชาชนกัมพูชาให้ออกจากพื้นที่พิพาทนั้น ฟังผิวเผินก็อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ยาก เพราะหากไม่ทำก็เหมือนกับยินยอมยกดินแดนตรงนั้นให้กัมพูชาไป แต่ความจริงการจะแก้ปัญหานี้ รัฐบาลไทยควรให้หลักการตามที่กำหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี 2543 คือต้องใช้การเจรจาหารือบนพื้นฐานของการพยายามร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมิตรต่อมิตรด้วยกัน จะดีกว่าการเผชิญหน้ากันด้วยกองกำลังทหารซึ่งอาจจะบานปลายเสียเปล่าๆ
"สรุปว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 3 ข้อ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตร และขอเสนอให้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยความรอบคอบ พยายามชี้แจงเหตุผลความเป็นมาให้ประชาชนเข้าใจ เคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ไม่ใช้มาตรการหรือวิธีการใดๆที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม"นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า คิดว่าสังคมไทยควรมีการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรณีของไทย-กัมพูชากันอย่างจริงจัง เพื่อจะได้มีทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่ไปผสมโรงกับการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคลั่งชาติ ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านไว้บนหลักการที่ถูกต้อง
นอกจากนั้นยังควรช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด บางทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรในเรื่องนี้อาจไม่เพียงต้องการให้ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่อาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรงด้วยวัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุหาผลตามปรกติไม่ได้ก็ได้
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ส่งบทความเรื่อง ความเห็นต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยระบุว่า ตนได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ”และกลุ่มพันธมิตรฯในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามละเลยได้
มาถึงเวลานี้ก็ชัดเจนแล้วว่าการเคลื่อนไหวนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและต่อสถานะและเสถียรภาพของรัฐบาลไทยเองอย่างที่หลายฝ่ายอาจคาดไม่ถึงมาก่อน ล่าสุดกลุ่มพันธมิตรฯ นำโดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง ได้เสนอข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้รัฐบาลดำเนินการภายใน 2 วัน มิฉะนั้นก็จะดำเนินการขั้นต่อไป พร้อมทั้งได้ประกาศด้วยว่า ไม่ชนะไม่เลิก(อีกแล้ว)
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อดั่งที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วนั้น เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ควรทำตาม เพราะเป็นข้อเรียกร้องที่มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหายมากยิ่งขึ้น และอาจจะเสียหายมากถึงกับกลายเป็นการกระทบกระทั่งหรือการรบกันระหว่างทหารของทั้งสองประเทศ
"ในความเห็นผม สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับทั้งสองประเทศและสำหรับประเทศไทยเองด้วยก็คือ การมีสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศรวมทั้งกัมพูชาด้วย การมีความสัมพันธ์ที่ดีควรจะเกิดจากการพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะร่วมมือกันในด้านต่างๆให้มากขึ้น ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนฯลฯซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่ดีที่จะร่วมมือกันอยู่แล้ว รวมทั้งยังมีพื้นฐานที่ดีจากการที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลและประชาชนของทั้งสองประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้แล้วด้วย"นายจาตุรนต์กล่าว
นายจาตุรนต์กล่าวว่า รัฐบาลไทยก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เคยมีนโยบายร่วมมือและช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านให้มากๆ ด้วยแนวความคิดว่ายิ่งประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้นเท่าไร เราก็ดีขึ้นด้วยเท่านั้น ผ่านมาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น เรากลับกำลังมีปัญหากับกัมพูชามากขึ้นๆ และกำลังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศขัดแย้งกันจนถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันไปเสียแล้ว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศนั้นควรแก้ด้วยการเจรจาหารือกัน เหมือนอย่างที่เราทำกับประเทศรอบบ้านเราจนมีผลสำเร็จด้วยดีเสมอมาซึ่งก็รวมถึงกัมพูชาด้วย มาถึงตอนนี้วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย รวมทั้งประเทศไทยเองก็คือการเจรจาหารือ ไม่ใช่ใช้กำลังเข้าใส่กัน การยกเลิกเอ็มโอยูปี 2543 จึงไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สองประเทศถอยหลังกลับไปสู่ภาวะที่ตึงเครียดและเสี่ยงต่อการที่ปัญหาจะลุกลามบานปลายโดยไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย
การถอนตัวจากการเป็นกรรมการมรดกโลกก็เป็นสิ่งที่ไทยไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการชี้แจงเรื่องราวต่างๆให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และไทยก็ไม่ได้มีเรื่องปราสาทพระวิหารอยู่เพียงเรื่องเดียวที่ต้องอาศัยคณะกรรมการนี้ เรายังต้องร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องต่างๆอีกมาก ไทยเราจึงควรแสดงความมีวุฒิภาวะที่พร้อมจะร่วมมือแก้ปัญหาต่างๆอย่างอารยประเทศเขาทำกัน
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ข้อเสนอให้ทหารไทยผลักดันประชาชนกัมพูชาให้ออกจากพื้นที่พิพาทนั้น ฟังผิวเผินก็อาจหาเหตุผลมาโต้แย้งได้ยาก เพราะหากไม่ทำก็เหมือนกับยินยอมยกดินแดนตรงนั้นให้กัมพูชาไป แต่ความจริงการจะแก้ปัญหานี้ รัฐบาลไทยควรให้หลักการตามที่กำหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี 2543 คือต้องใช้การเจรจาหารือบนพื้นฐานของการพยายามร่วมกันแก้ปัญหาอย่างมิตรต่อมิตรด้วยกัน จะดีกว่าการเผชิญหน้ากันด้วยกองกำลังทหารซึ่งอาจจะบานปลายเสียเปล่าๆ
"สรุปว่าผมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 3 ข้อ ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตร และขอเสนอให้รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาด้วยความรอบคอบ พยายามชี้แจงเหตุผลความเป็นมาให้ประชาชนเข้าใจ เคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น ไม่ใช้มาตรการหรือวิธีการใดๆที่รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม"นายจาตุรนต์ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า คิดว่าสังคมไทยควรมีการศึกษาทำความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกรณีของไทย-กัมพูชากันอย่างจริงจัง เพื่อจะได้มีทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม ไม่ไปผสมโรงกับการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะคลั่งชาติ ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านไว้บนหลักการที่ถูกต้อง
นอกจากนั้นยังควรช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด บางทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรในเรื่องนี้อาจไม่เพียงต้องการให้ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่อาจแฝงความพยายามที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รุนแรงด้วยวัตถุประสงค์ที่ลึกลับซับซ้อนแบบที่หาเหตุหาผลตามปรกติไม่ได้ก็ได้
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ติดกับดักเสียเอง
นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ให้สัมภาษณ์ วิพากษ์วิจารณ์สื่อในยุคการเปลี่ยนผ่าน ในวารสาร "ราชดำเนิน" ฉบับล่าสุด
มีหลายประเด็น แต่สะดุดอยู่ 1 ประเด็น
นายวันชัยระบุสื่อจำนวนมากติดกับดักความเชื่อของตัวเอง ไม่เชื่อว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลที่พบเห็นมากขึ้น
พร้อมยกตัวอย่างกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามว่าพอไปเจอหลักฐานชิ้นหนึ่ง ก็สรุปปักใจเชื่อว่าใช่แล้ว ต้องถูกทหารยิงแน่ ไม่คิดจะไปค้นหาต่อ
ยังระบุด้วยว่าสื่อมีหน้าที่เสนอความจริง แต่ไม่ควรติดกับดักความจริง
นั่นคือคำกล่าวของนายวันชัยที่ต้องนำมาขยาย
ในฐานะที่ "ข่าวสด" เกาะติดทำข่าวคดีฆ่า 6 ศพในวัดปทุมวนารามมาตั้งแต่ต้น
บอกได้เลยว่า สิ่งที่ "ข่าวสด" พบและเจอ ไม่ใช่แค่หลักฐานชิ้นเดียว แล้วคิดเอาเองว่าใช่แล้วๆ
แต่มีทั้งพยาน หลักฐานอื่นๆ อีกจำนวนมาก
ที่ยืนยันได้ว่ามีการระดมยิงจากบนรางรถไฟฟ้า บีทีเอสเข้ามาในเขตอภัยทานจริง จนมีการตายหมู่ เกิดขึ้น
แม้แต่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานรับใช้รัฐบาล ซึ่งไปสอบสวนสืบสวน
จากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการก็ให้การว่ามีการยิงเข้าไปในวัดจริง
ดีเอสไอของรัฐแท้ๆ ยังต้องยอมสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ยิง
ในสำนวนมีเจ้าหน้าที่กี่คน ยศอะไร ชื่ออะไร ปรากฏหมดเปลือกแล้ว แนวกระสุนจากบนราง ยิงแบบไหนกี่องศาลงตรงไหน และไม่มีการยิงตอบโต้จากข้างล่างขึ้นไป นี่อยู่ในสำนวนหมด
หลักฐานคดี 6 ศพขณะนี้ไปไกลมาก ถึงขั้นจะนำขึ้นฟ้องศาลโลกแล้ว
พูดกันตรงๆ นายวันชัยเองไม่ได้เข้าไปทำข่าวนี้หรอก
แม้แต่หลักฐานแค่ชิ้นเดียว นายวันชัยก็ไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองเยี่ยงนักข่าวจริงๆ
ที่สำคัญยังติดกับดัก จุดยืนและความเชื่อของตัวเองด้วย
เช่นเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นวิกฤตเผาบ้านเผาเมือง ไม่ใช่วิกฤตอำนาจรัฐปราบปรามประชาชน
เหมือนคนที่ห่วงตึกถูกเผามากกว่าชีวิตคน 80-90 ศพ
ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม,เภรี กุลาธรรม
มีหลายประเด็น แต่สะดุดอยู่ 1 ประเด็น
นายวันชัยระบุสื่อจำนวนมากติดกับดักความเชื่อของตัวเอง ไม่เชื่อว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูลที่พบเห็นมากขึ้น
พร้อมยกตัวอย่างกรณี 6 ศพวัดปทุมวนารามว่าพอไปเจอหลักฐานชิ้นหนึ่ง ก็สรุปปักใจเชื่อว่าใช่แล้ว ต้องถูกทหารยิงแน่ ไม่คิดจะไปค้นหาต่อ
ยังระบุด้วยว่าสื่อมีหน้าที่เสนอความจริง แต่ไม่ควรติดกับดักความจริง
นั่นคือคำกล่าวของนายวันชัยที่ต้องนำมาขยาย
ในฐานะที่ "ข่าวสด" เกาะติดทำข่าวคดีฆ่า 6 ศพในวัดปทุมวนารามมาตั้งแต่ต้น
บอกได้เลยว่า สิ่งที่ "ข่าวสด" พบและเจอ ไม่ใช่แค่หลักฐานชิ้นเดียว แล้วคิดเอาเองว่าใช่แล้วๆ
แต่มีทั้งพยาน หลักฐานอื่นๆ อีกจำนวนมาก
ที่ยืนยันได้ว่ามีการระดมยิงจากบนรางรถไฟฟ้า บีทีเอสเข้ามาในเขตอภัยทานจริง จนมีการตายหมู่ เกิดขึ้น
แม้แต่ดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำงานรับใช้รัฐบาล ซึ่งไปสอบสวนสืบสวน
จากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการก็ให้การว่ามีการยิงเข้าไปในวัดจริง
ดีเอสไอของรัฐแท้ๆ ยังต้องยอมสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ยิง
ในสำนวนมีเจ้าหน้าที่กี่คน ยศอะไร ชื่ออะไร ปรากฏหมดเปลือกแล้ว แนวกระสุนจากบนราง ยิงแบบไหนกี่องศาลงตรงไหน และไม่มีการยิงตอบโต้จากข้างล่างขึ้นไป นี่อยู่ในสำนวนหมด
หลักฐานคดี 6 ศพขณะนี้ไปไกลมาก ถึงขั้นจะนำขึ้นฟ้องศาลโลกแล้ว
พูดกันตรงๆ นายวันชัยเองไม่ได้เข้าไปทำข่าวนี้หรอก
แม้แต่หลักฐานแค่ชิ้นเดียว นายวันชัยก็ไม่เคยได้สัมผัสด้วยตัวเองเยี่ยงนักข่าวจริงๆ
ที่สำคัญยังติดกับดัก จุดยืนและความเชื่อของตัวเองด้วย
เช่นเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เป็นวิกฤตเผาบ้านเผาเมือง ไม่ใช่วิกฤตอำนาจรัฐปราบปรามประชาชน
เหมือนคนที่ห่วงตึกถูกเผามากกว่าชีวิตคน 80-90 ศพ
ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม,เภรี กุลาธรรม
เรื่องใหญ่กว่า?
บรรยากาศประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ
เป็นไปอย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ดุเดือดเลือดพล่าน หรือมีเค้าลาง 'แตกหัก' ตามที่โหมโรงกันไว้ก่อนหน้า
โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 93-98 เกี่ยวกับสูตรที่มาส.ส.แบบแบ่งเขตกับแบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีความเห็นแตกออกเป็น 2 สูตรใหญ่ คือ 375+125 กับ 400+100
ถึงจะมีความพยายามเสนอสูตร 400+125 ขึ้นมาเป็นการพบกันครึ่งทางแต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ
หลักๆ จึงยังเป็นการต่อสู้กันใน 2 สูตรแรก ระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล
หลายคนจับตาความเห็นที่แตกต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาลนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเช่นการ 'ยุบสภา' หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเคลียร์กันลงตัวตั้งแต่ก่อนการประชุมรัฐสภาจะเริ่ม
เนื่องจากมีการนัดพบปะระหว่างแกนนำประชาธิปัตย์กับแกนนำพรรคร่วมทั้ง 'ตัวจริง' และตัวแทน ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย
รวมๆ คือประชาธิปัตย์อ้างว่าได้ถอยให้แล้ว ด้วยการยอมแก้ไขเขตเลือกตั้งกลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ตามความต้องการของพรรคร่วม
ดังนั้น พรรคร่วมจึงควรถอยให้ประชาธิปัตย์บ้าง คือยอมให้เพิ่มส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็น 125 คน
นอกจากนี้ แกนนำประชาธิปัตย์ยังยืนยัน ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลกันตอนนี้ จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันอีก
ทั้งยังจะให้โควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิม
นั่นคือประเด็นสำคัญหนึ่งที่ทำให้พรรคร่วมใจอ่อนยอมรับสูตร 375+125
อีกเรื่องที่น่าจะมีอิทธิพลกับพรรคร่วม คือกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ไป หมาดๆ 1 วันก่อนรัฐสภาจะประชุม
วงเงินทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท
แยกเป็นงบรายจ่ายประจำ 1.82 ล้านล้านบาท รายจ่ายงบลงทุน 3.82 แสนล้านบาท และงบใช้หนี้เงินกู้ 4.71 หมื่นล้านบาท
เน้นไปยังเรื่องของงบลงทุน
ไม่นานมานี้โพลสำรวจความเห็นนักธุรกิจเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์
ยอมรับว่าต้องจ่าย 'ค่าหัวคิว' ให้นักการเมืองและข้าราชการถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการได้รับอนุมัติโครงการจากรัฐ
30 เปอร์เซ็นต์ของ 380,000 ล้านบาท
ตัวเลขทะลุหลักแสนล้านอย่างนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะ 100 คนหรือ 125 คน
กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ เหล็กใน
เป็นไปอย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้ดุเดือดเลือดพล่าน หรือมีเค้าลาง 'แตกหัก' ตามที่โหมโรงกันไว้ก่อนหน้า
โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 93-98 เกี่ยวกับสูตรที่มาส.ส.แบบแบ่งเขตกับแบบปาร์ตี้ลิสต์ ที่มีความเห็นแตกออกเป็น 2 สูตรใหญ่ คือ 375+125 กับ 400+100
ถึงจะมีความพยายามเสนอสูตร 400+125 ขึ้นมาเป็นการพบกันครึ่งทางแต่ก็ไม่เป็นที่ยอมรับ
หลักๆ จึงยังเป็นการต่อสู้กันใน 2 สูตรแรก ระหว่างประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล
หลายคนจับตาความเห็นที่แตกต่างกันในพรรคร่วมรัฐบาลนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเช่นการ 'ยุบสภา' หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเคลียร์กันลงตัวตั้งแต่ก่อนการประชุมรัฐสภาจะเริ่ม
เนื่องจากมีการนัดพบปะระหว่างแกนนำประชาธิปัตย์กับแกนนำพรรคร่วมทั้ง 'ตัวจริง' และตัวแทน ทั้งแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย
รวมๆ คือประชาธิปัตย์อ้างว่าได้ถอยให้แล้ว ด้วยการยอมแก้ไขเขตเลือกตั้งกลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ตามความต้องการของพรรคร่วม
ดังนั้น พรรคร่วมจึงควรถอยให้ประชาธิปัตย์บ้าง คือยอมให้เพิ่มส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เป็น 125 คน
นอกจากนี้ แกนนำประชาธิปัตย์ยังยืนยัน ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้า ทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาลกันตอนนี้ จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลร่วมกันอีก
ทั้งยังจะให้โควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีตัวเดิม
นั่นคือประเด็นสำคัญหนึ่งที่ทำให้พรรคร่วมใจอ่อนยอมรับสูตร 375+125
อีกเรื่องที่น่าจะมีอิทธิพลกับพรรคร่วม คือกรณีที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ไป หมาดๆ 1 วันก่อนรัฐสภาจะประชุม
วงเงินทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท
แยกเป็นงบรายจ่ายประจำ 1.82 ล้านล้านบาท รายจ่ายงบลงทุน 3.82 แสนล้านบาท และงบใช้หนี้เงินกู้ 4.71 หมื่นล้านบาท
เน้นไปยังเรื่องของงบลงทุน
ไม่นานมานี้โพลสำรวจความเห็นนักธุรกิจเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์
ยอมรับว่าต้องจ่าย 'ค่าหัวคิว' ให้นักการเมืองและข้าราชการถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แลกกับการได้รับอนุมัติโครงการจากรัฐ
30 เปอร์เซ็นต์ของ 380,000 ล้านบาท
ตัวเลขทะลุหลักแสนล้านอย่างนี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จะ 100 คนหรือ 125 คน
กลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย
ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ เหล็กใน
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554
ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกันร่วมร่างคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศของคนเสื้อแดง
ในกระบวนการตระเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟ์ทำงานร่วมกับทีมงานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงศาสตราจารย์ทางด้านกฎหมายที่มี่ชื่อเสียงอย่าง ศาสตราจารย์ดักลาสส์ คาสเซิล
ศาสตราจารย์คาสเซิลปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สิทธิพลเรือนและสิทธิมนุษยชนในมหาวิทยาลัยนอทเทอร์ดาม และได้รับการเสนอชื่อให้เป็น “Norte Dame Presidential Fellow” ได้ทำงานร่วมกับนักกฎหมาย โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ศาสตราจารย์คนูปส์ และทีมงาน ตั้งแต่เเริ่มมีการเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศในนามของเหยื่อจากการสลายการชุมนุมในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2554
บทความทางวิชาการทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาสเปนของศาสตราจารย์คาสถูกตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และยุโรป นอกจากนี้เขาได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาในมหาวิทยาลัยและงานประชุมสัมนาทั่วโลกหลายครั้ง รวมถึงมีส่วนร่วมในการยื่นเอกสาร (amicus curiae briefs) ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของนักโทษในกัวตานาโม และการรับผิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้กฎหมาย Alien Tort Claims Act (ATCA) ต่อศาลฎีกาในสหรัฐอเมริกาในนามของนักการทูตเอมริกันที่เกษียรแล้วและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทางด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังเป็นทนายให้กับเหยื่อที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในโคลัมเบีย กัวเตมาลา เปรู และเวเนซูเอล่า ในระหว่างการดำเนินคดีในศาลสิทธิมนุษยชนอเมริกันสากลและคณะกรรมการอเมริกันสากล และดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรสิทธิมนุษยชนและนักฎหมายระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร
ศาสตราจารย์คาสเซิลกล่าวถึงการยื่นคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศในวันที่ 31 มกราคมว่า “ผู้สังเกตการณ์บางท่านมองว่าศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีอำนาจในไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีขอบเขตอำนาจศาลที่แน่ชัด ซึ่งเป็นไปได้ว่าศาสลอาญาระหว่างประเทศจะมีอำนาจพิจารณาคดีในประเทศที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น แม้ประเทศนั้นจะไม่เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศก็ตาม”
“เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผมได้ทำงานร่วมศาสตราจาย์แคสเซิลในคดีประวัติศาสตร์นี้” โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าว “ประสบการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของศาสตราจารย์คาสเซิลมีค่าอย่างมหาศาลในการช่วยเหลือเราในการบรรลุจุดประสงค์เพื่อหยุดระบบภูมิคุ้มกันการรับผิดของผู้นำในประเทศไทย และเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยใช้วิธีทางกฎหมายระหว่างประเทศทุกวิธีที่มีอยู่ ความคาดหวังของเราอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และทุกคนควรเข้าใจว่าการต่อสู้ของเราเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากและยาวเวลานาน เราต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำลายกระบวนคุกคามทางการเมืองที่เป็นระบบและต่อเนื่องต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง”
โดยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟืเคยยื่นรายงานเบื้องต้นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศมาแล้ว
ที่มา.ประเทศไทย Robert Amsterdam
บทความทางวิชาการทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาสเปนของศาสตราจารย์คาสถูกตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และยุโรป นอกจากนี้เขาได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาในมหาวิทยาลัยและงานประชุมสัมนาทั่วโลกหลายครั้ง รวมถึงมีส่วนร่วมในการยื่นเอกสาร (amicus curiae briefs) ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของนักโทษในกัวตานาโม และการรับผิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้กฎหมาย Alien Tort Claims Act (ATCA) ต่อศาลฎีกาในสหรัฐอเมริกาในนามของนักการทูตเอมริกันที่เกษียรแล้วและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำทางด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้เขายังเป็นทนายให้กับเหยื่อที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนในโคลัมเบีย กัวเตมาลา เปรู และเวเนซูเอล่า ในระหว่างการดำเนินคดีในศาลสิทธิมนุษยชนอเมริกันสากลและคณะกรรมการอเมริกันสากล และดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรสิทธิมนุษยชนและนักฎหมายระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร
ศาสตราจารย์คาสเซิลกล่าวถึงการยื่นคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศในวันที่ 31 มกราคมว่า “ผู้สังเกตการณ์บางท่านมองว่าศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีอำนาจในไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีขอบเขตอำนาจศาลที่แน่ชัด ซึ่งเป็นไปได้ว่าศาสลอาญาระหว่างประเทศจะมีอำนาจพิจารณาคดีในประเทศที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น แม้ประเทศนั้นจะไม่เป็นภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศก็ตาม”
“เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผมได้ทำงานร่วมศาสตราจาย์แคสเซิลในคดีประวัติศาสตร์นี้” โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าว “ประสบการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของศาสตราจารย์คาสเซิลมีค่าอย่างมหาศาลในการช่วยเหลือเราในการบรรลุจุดประสงค์เพื่อหยุดระบบภูมิคุ้มกันการรับผิดของผู้นำในประเทศไทย และเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม โดยใช้วิธีทางกฎหมายระหว่างประเทศทุกวิธีที่มีอยู่ ความคาดหวังของเราอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และทุกคนควรเข้าใจว่าการต่อสู้ของเราเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากและยาวเวลานาน เราต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะทำลายกระบวนคุกคามทางการเมืองที่เป็นระบบและต่อเนื่องต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง”
โดยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัมแอนด์พีรอฟฟืเคยยื่นรายงานเบื้องต้นต่อศาลอาญาระหว่างประเทศมาแล้ว
ที่มา.ประเทศไทย Robert Amsterdam
บทเรียน จาก Wikileaks : จุดเปลี่ยนของโลก จริงหรือ !!!??
โดย ดร.พงษ์ศักดิ์ ฮุ่นตระกูล
สถาบันบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมยศ อรรคฮาดสี นักวิชาการอิสระ
ข้อสังเกตต่อวัตถุประสงค์ ของ Wikileaks ที่ต้องการเปิดเผยข้อมูลลับต่างๆ จะเป็นการป้องกันความรุนแรง และสงครามนั้น ดูเหมือนว่าจะตรงข้ามกับความเป็นจริง เพราะการมีความลับต่างหาก ที่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ได้ ทว่าความลับต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญและทำให้การดำเนินการทางการทูตมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น แทนที่ Wikileaks จะยุติความรุนแรง กลับเป็นการเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ดังที่ได้กล่าวต่อไปนี้
จริงอยู่ที่ทุกประเทศต้องมีความลับด้วยเหตุผลหลายประการทั้งในด้านการทหาร ความมั่นคง รวมถึงเป็นข้อมูลที่ใช้ในการเจรจาเพื่อประโยชน์ของชาติ ความลับจึงมีประโยชน์กับทุกระดับในสังคม และความลับก็ทำให้การกระทำการใดๆ เนื่องจากความไม่รู้ เลือกที่จะใช้วิธีการเจรจา มากกว่าใช้ความรุนแรง
ทั้งนี้ แม้ว่าความลับจะเป็นสิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็อยู่ที่การดำเนินการมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อวัตถุประสงค์ใด ลองนึกว่าหากไม่มีความลับในโลก ทุกประเทศสามารถรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกำลังทหารของประเทศอื่นอย่างทะลุปรุโปร่ง จนทำให้ประเมินได้ว่าถ้าหากดำเนินการทางสงครามน่าเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน ก็เท่ากับว่าการไม่มีความลับก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกิดสงครามมากกว่าการดำเนินการทางการทูต
จึงกล่าวได้ว่า ความลับต่างๆ เป็นประเด็นสำคัญของการดำเนินการทางการทูตโดยเฉพาะระหว่างประเทศในทุกระดับ ความสำเร็จในการดำเนินการทางการทูตโดยทั่วไป จึงต้องประกอบด้วยมีการดำเนินการในทางลับและทางสาธารณชนควบคู่กัน
ถ้าพิจารณาการดำเนินการในทางสาธารณะ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ตามสื่อต่างๆ ที่เป็นมาตรการในทางลับนำมาใช้เพื่อให้ผลการเจรจาออกมาสำเร็จ
ข้อสังเกตคือ เบื้องหลังความสำเร็จของการเจรจาต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการในทางลับ (Private) โดยที่ต้องมีการปกปิดโดยปราศจากการรับรู้ของสาธารณะ เพราะเป็นการดำเนินมาตรการกดดันด้านต่างๆ ทั้งกดดัน ขู่ บลั๊ฟฟ์ หรือ การหาทางออกในรูปแบบต่างๆ และเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมา
จะเห็นได้ว่า หากกลไกในการเจรจาในทางลับ ไม่ได้ผลอันเนื่องมาจากไม่มีความลับที่เป็นส่วนสำคัญในการเจรจา ความสำเร็จในการทูตคงแทบเป็นไปไม่ได้ และเมื่อการเจรจาไม่เกิดผล อาจเกิดความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ของ Wikileaks อย่างสิ้นเชิง
สำหรับประเทศในเอเชีย การดำเนินการทูตในทางลับเป็นการดำเนินการที่แพร่หลาย ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย โดยมีตัวอย่างพบได้อยู่เสมอเมื่อเกิดปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าเป็นกรณีใดก็ตาม ประเทศไทยมักส่งตัวแทนในระดับต่างๆ ทั้งทางทหาร หน่วยงานความมั่นคง ไปจนถึงระดับรัฐมนตรี เพื่อเข้าเจรจาในทางลับกับประเทศนั้นๆ การเจรจาดังกล่าวคงไม่สามารถเปิดเผยในทางสาธารณะได้ ซึ่งผลที่ออกมาส่วนใหญ่มักจะประสบผลสำเร็จทุกครั้ง
ข้อพิจารณาที่สำคัญคือ การที่ Julian Assange อ้างว่า การเกิดขึ้นของ Wikileaks ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitic) ระหว่างประเทศ เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ชัดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าผลที่ตามมา รวมถึงแนวทางการดำเนินการในเรื่องความลับและการทูตได้เปลี่ยนไปอย่างที่ Assange กล่าวอ้างหรือไม่
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ระบุว่าเป็นข้อมูลลับที่รั่วไหลออกมาทาง Wikileaks นั้นเป็นข้อมูลที่เป็นความลับและมีความสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น กรณีทหารอเมริกาในอิรัก และอัฟกานิสถาน ที่มีการทำร้ายประชาชนบริสุทธิ์ วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาความรุนแรงคือ ความพยายามยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามนั่นเอง
ในแง่ของข้อมูลของ Wikileaks เชื่อว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมถึงสื่อมวลชนย่อมเข้าใจและทราบถึงข้อจำกัดดังกล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีอะไรใหม่ และเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจมีผลต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
นอกจากนี้ ความลับในเรื่องที่เกี่ยวทางการทูตและการต่างประเทศ ที่ทาง Wikileaks เผยแพร่ออกมาและอ้างว่าเป็นข้อมูลลับ อาทิ การที่นาโต้พยายามเข้าไปมีบทบาทในคาบสมุทรบอลข่าน ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับรัสเซียเป็นอย่างมาก หรือ การที่นายกรัฐมนตรีอิตาลี เบอร์ลุสโคนีมีความใกล้ชิดกับทางรัสเซียเป็นอย่างมาก ประเด็นเหล่านี้ต่างเป็นที่ทราบได้ในวงการทูตและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพราะมีเหตุผลในเรื่องของภูมิศาสตร์การเมือง
ข้อมูลที่รั่วไหลออกมานั้นจึงไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างด้านภูมิศาสตร์การเมืองของประเทศเหล่านั้นได้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับที่รั่วออกมาทั้งหมดที่ปรากฏใน Wikileaks จึงไม่ได้เป็นข้อมูลลับที่มีอ่อนไหวอย่างมากต่อความมั่นคงและการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือต้องติดตามข่าวสารทางการทูตต่างๆ แม้ว่าเอกสารอาจถูกจัดว่าเป็นเอกสารลับก็ตาม แต่อาจสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องและไม่มีความเข้าใจในเรื่องภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่ดีพอ จึงไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างที่ Assange กล่าวอ้าง
ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากการที่เกิดขึ้นของ Wikileaks คงไม่ทำให้เกิดความตึงเครียดในระดับระหว่างประเทศหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญระดับประเทศ แต่ผลกลับย้อนกลับไปกระทบถึงบุคคลที่ให้ข่าว ที่มีชื่อปรากฏในรายงานที่เผยแพร่โดย Wikileaks มากกว่า บางคนอาจกระทบถึงอาชีพในด้านการทูต ขณะเดียวกันข้อมูลที่ปรากฏใน Wikileaks อาจทำให้เกิดความอับอายกับประเทศที่ข้อมูลรั่ว แต่คงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับนโยบายใดๆ ของประเทศ เพราะนโยบายของแต่ละประเทศตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละประเทศอยู่แล้ว
ทว่าขณะนี้ Julian Assange อาจได้เรียนรู้การดำเนินการทางการทูตในทางลับ โดยใช้ข้อมูลที่เป็นความลับที่อ้างว่ายังอยู่ในมือเป็นจำนวนมหาศาล มาใช้ในการต่อรองกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อสู้ทางคดีที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองก็เป็นได้
ที่มา.มติชนออนไลน์
----------------------------------------------------------
สถาบันบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมยศ อรรคฮาดสี นักวิชาการอิสระ
ข้อสังเกตต่อวัตถุประสงค์ ของ Wikileaks ที่ต้องการเปิดเผยข้อมูลลับต่างๆ จะเป็นการป้องกันความรุนแรง และสงครามนั้น ดูเหมือนว่าจะตรงข้ามกับความเป็นจริง เพราะการมีความลับต่างหาก ที่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ได้ ทว่าความลับต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญและทำให้การดำเนินการทางการทูตมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น แทนที่ Wikileaks จะยุติความรุนแรง กลับเป็นการเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น ดังที่ได้กล่าวต่อไปนี้
จริงอยู่ที่ทุกประเทศต้องมีความลับด้วยเหตุผลหลายประการทั้งในด้านการทหาร ความมั่นคง รวมถึงเป็นข้อมูลที่ใช้ในการเจรจาเพื่อประโยชน์ของชาติ ความลับจึงมีประโยชน์กับทุกระดับในสังคม และความลับก็ทำให้การกระทำการใดๆ เนื่องจากความไม่รู้ เลือกที่จะใช้วิธีการเจรจา มากกว่าใช้ความรุนแรง
ทั้งนี้ แม้ว่าความลับจะเป็นสิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็อยู่ที่การดำเนินการมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อวัตถุประสงค์ใด ลองนึกว่าหากไม่มีความลับในโลก ทุกประเทศสามารถรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกำลังทหารของประเทศอื่นอย่างทะลุปรุโปร่ง จนทำให้ประเมินได้ว่าถ้าหากดำเนินการทางสงครามน่าเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน ก็เท่ากับว่าการไม่มีความลับก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกิดสงครามมากกว่าการดำเนินการทางการทูต
จึงกล่าวได้ว่า ความลับต่างๆ เป็นประเด็นสำคัญของการดำเนินการทางการทูตโดยเฉพาะระหว่างประเทศในทุกระดับ ความสำเร็จในการดำเนินการทางการทูตโดยทั่วไป จึงต้องประกอบด้วยมีการดำเนินการในทางลับและทางสาธารณชนควบคู่กัน
ถ้าพิจารณาการดำเนินการในทางสาธารณะ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ตามสื่อต่างๆ ที่เป็นมาตรการในทางลับนำมาใช้เพื่อให้ผลการเจรจาออกมาสำเร็จ
ข้อสังเกตคือ เบื้องหลังความสำเร็จของการเจรจาต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการในทางลับ (Private) โดยที่ต้องมีการปกปิดโดยปราศจากการรับรู้ของสาธารณะ เพราะเป็นการดำเนินมาตรการกดดันด้านต่างๆ ทั้งกดดัน ขู่ บลั๊ฟฟ์ หรือ การหาทางออกในรูปแบบต่างๆ และเป็นช่องทางที่สามารถสื่อสารได้อย่างตรงไปตรงมา
จะเห็นได้ว่า หากกลไกในการเจรจาในทางลับ ไม่ได้ผลอันเนื่องมาจากไม่มีความลับที่เป็นส่วนสำคัญในการเจรจา ความสำเร็จในการทูตคงแทบเป็นไปไม่ได้ และเมื่อการเจรจาไม่เกิดผล อาจเกิดความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งตรงข้ามกับวัตถุประสงค์ของ Wikileaks อย่างสิ้นเชิง
สำหรับประเทศในเอเชีย การดำเนินการทูตในทางลับเป็นการดำเนินการที่แพร่หลาย ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย โดยมีตัวอย่างพบได้อยู่เสมอเมื่อเกิดปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าเป็นกรณีใดก็ตาม ประเทศไทยมักส่งตัวแทนในระดับต่างๆ ทั้งทางทหาร หน่วยงานความมั่นคง ไปจนถึงระดับรัฐมนตรี เพื่อเข้าเจรจาในทางลับกับประเทศนั้นๆ การเจรจาดังกล่าวคงไม่สามารถเปิดเผยในทางสาธารณะได้ ซึ่งผลที่ออกมาส่วนใหญ่มักจะประสบผลสำเร็จทุกครั้ง
ข้อพิจารณาที่สำคัญคือ การที่ Julian Assange อ้างว่า การเกิดขึ้นของ Wikileaks ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitic) ระหว่างประเทศ เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ชัดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าผลที่ตามมา รวมถึงแนวทางการดำเนินการในเรื่องความลับและการทูตได้เปลี่ยนไปอย่างที่ Assange กล่าวอ้างหรือไม่
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ระบุว่าเป็นข้อมูลลับที่รั่วไหลออกมาทาง Wikileaks นั้นเป็นข้อมูลที่เป็นความลับและมีความสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น กรณีทหารอเมริกาในอิรัก และอัฟกานิสถาน ที่มีการทำร้ายประชาชนบริสุทธิ์ วิธีการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาความรุนแรงคือ ความพยายามยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามนั่นเอง
ในแง่ของข้อมูลของ Wikileaks เชื่อว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องรวมถึงสื่อมวลชนย่อมเข้าใจและทราบถึงข้อจำกัดดังกล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีอะไรใหม่ และเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง แต่ข้อมูลดังกล่าวอาจมีผลต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
นอกจากนี้ ความลับในเรื่องที่เกี่ยวทางการทูตและการต่างประเทศ ที่ทาง Wikileaks เผยแพร่ออกมาและอ้างว่าเป็นข้อมูลลับ อาทิ การที่นาโต้พยายามเข้าไปมีบทบาทในคาบสมุทรบอลข่าน ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับรัสเซียเป็นอย่างมาก หรือ การที่นายกรัฐมนตรีอิตาลี เบอร์ลุสโคนีมีความใกล้ชิดกับทางรัสเซียเป็นอย่างมาก ประเด็นเหล่านี้ต่างเป็นที่ทราบได้ในวงการทูตและผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพราะมีเหตุผลในเรื่องของภูมิศาสตร์การเมือง
ข้อมูลที่รั่วไหลออกมานั้นจึงไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างด้านภูมิศาสตร์การเมืองของประเทศเหล่านั้นได้
ดังนั้น เมื่อพิจารณาข้อมูลที่อ้างว่าเป็นความลับที่รั่วออกมาทั้งหมดที่ปรากฏใน Wikileaks จึงไม่ได้เป็นข้อมูลลับที่มีอ่อนไหวอย่างมากต่อความมั่นคงและการทูตระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือต้องติดตามข่าวสารทางการทูตต่างๆ แม้ว่าเอกสารอาจถูกจัดว่าเป็นเอกสารลับก็ตาม แต่อาจสร้างความตื่นตระหนกให้ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องและไม่มีความเข้าใจในเรื่องภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่ดีพอ จึงไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องคอขาดบาดตายอย่างที่ Assange กล่าวอ้าง
ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากการที่เกิดขึ้นของ Wikileaks คงไม่ทำให้เกิดความตึงเครียดในระดับระหว่างประเทศหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญระดับประเทศ แต่ผลกลับย้อนกลับไปกระทบถึงบุคคลที่ให้ข่าว ที่มีชื่อปรากฏในรายงานที่เผยแพร่โดย Wikileaks มากกว่า บางคนอาจกระทบถึงอาชีพในด้านการทูต ขณะเดียวกันข้อมูลที่ปรากฏใน Wikileaks อาจทำให้เกิดความอับอายกับประเทศที่ข้อมูลรั่ว แต่คงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับนโยบายใดๆ ของประเทศ เพราะนโยบายของแต่ละประเทศตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของแต่ละประเทศอยู่แล้ว
ทว่าขณะนี้ Julian Assange อาจได้เรียนรู้การดำเนินการทางการทูตในทางลับ โดยใช้ข้อมูลที่เป็นความลับที่อ้างว่ายังอยู่ในมือเป็นจำนวนมหาศาล มาใช้ในการต่อรองกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อสู้ทางคดีที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองก็เป็นได้
ที่มา.มติชนออนไลน์
----------------------------------------------------------
ความจริงกรณี 7 คนไทยก็ปรากฏ
โดย.ชำนาญ จันทร์เรือง
จากกรณีที่คนไทย 7 คนถูกทหารกัมพูชาจับตัวจนในที่สุด ศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก 5 คนไทยคนละ 9 เดือนและปรับเป็นเงินจำนวน 1 ล้านเรียล โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อนซึ่งก็มีความหมายว่ากระทำความผิดจริงแต่ยังไม่ต้องถูกติดคุกนั่นเอง เหตุการณ์ต่างๆที่สับสนในตอนแรกเริ่มกระจ่างขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า“ใครได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” ซึ่งใช้เป็นคำอธิบายว่า “การเมืองคืออะไร” (Politics is,who gets "What", "When", and "How") ของฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell) ปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่โด่งดัง
ที่ผมยกนิยามศัพท์ของคำว่า “การเมืองคืออะไร” มากล่าวถึงกรณี 7 คนไทย ก็เนื่องเพราะว่ากรณีนี้เป็นกรณีการเมืองโดยแท้ ถึงแม้ว่าจะมีกรณีการบังคับใช้กฎหมายของศาลกัมพูชามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ฝ่ายการเมืองของกัมพูชาที่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการเมืองกับไทยเช่นกัน
จุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดขึ้นจากมีการพยายามที่จะใช้การปลุกกระแสชาตินิยมในกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มและรัฐบาลเองเพื่อสร้างคะแนนนิยมของกลุ่มการเมืองและกลบปัญหาความไม่เอาไหนของรัฐบาลเอง แต่่การณ์กลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง เนื่องจากมีเข้าร่วมการชุมนุมจำนวนไม่มากนักและมิหนำซ้ำยังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ จึงได้มีการตัดสินใจยกระดับการจุดชนวนด้วยการเดินข้ามแดนเข้าไปให้ทหารกัมพูชาจับกุมตัว โดยหวังที่จะปลุกกระแสความรักชาติขึ้นมา
ในเบื้องแรกผู้ก่อการเรื่องดังกล่าวคงมิได้คาดหมายเหตุการณ์จะพลิกผันว่าจะมีการดำเนินคดีจนถึงกับมีการขึ้นโรงขึ้นศาลจนถึงต้องมีการขังคุก (ขี้ไก่) จนแมลงสาบแทะหัว กว่าจะได้ประกันตัวและตัดสินคดีก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด คณะดังกล่าวคงนึกแต่เพียงว่าหากมีการจับกุมในพื้นที่คงสามารถเจรจาได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แล้วค่อยนำข่าวไปสร้างกระแส
แต่เหตุไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะทหารกัมพูชาที่จับกุมเกิดจำนายวีระ สมความคิด ที่เคยถูกจับมาแล้วแต่ถูกปล่อยตัวพร้อมกับทำทัณฑ์บนไว้แล้วเมื่อไม่นานมานี้ กอปรกับนายวีระเองก็ถูกทางการกัมพูชาขึ้นบัญชีดำไว้แล้วเพราะด่าฮุนเซ็นไว้เยอะ การณ์จึงกลับไปเข้าล็อกทางฝ่ายกัมพูชา บุคคลทั้งเจ็ดจึงถูกส่งตัวไปยังพนมเปญพร้อมกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลฮุุนเซ็น
การจงใจที่จะให้ถูกทางการกัมพูชาจับกุมนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นภาพจากวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเรียกร้องในทันทีทันควันของขบวนการ คลั่งชาติที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปะทะกับกัมพูชาเพื่อให้บานปลายให้ได้ เป้าหมายก็เพื่อให้มีการตัดความสัมพันธ์ของสองประเทศ มีการเรียกร้องให้ปิดพรมแดนเพื่อตอบโต้ จากนั้นนำไปสู่การตัดสัมพันธ์ทางการทูต และที่ร้ายที่สุดมีการเรียกร้องจากทหารเก่าหลงยุคที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางทหารออกมากดดันรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา
แต่โชคดีที่ปลุกกระแสไม่ขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะได้เห็นการคืนชีพของพวกคลั่งชาติที่กลับมายิ่งใหญ่เป็นผู้นำประชาชนบนความหายนะของประเทศ เพราะชายแดนจะถูกแปรจากสนามการค้ากลายเป็นสนามรบ ประชาชนทั้งสองประเทศอพยพหลบหนีการสู้รบกันอย่างน่าเวทนาดังปรากฏในหลายประเทศแถบอาฟริกา เราอาจจะได้เห็นผู้คนและทหาร ชั้นผู้น้อยล้มตายด้วยเหตุผลเพียงว่าเพื่อรักษาผืนแผ่นดินที่พิพาท ตามแผนการกระหายอำนาจของกลุ่มล้าหลังคลั่งชาติพวกนี้
ทางฝ่ายรัฐบาลเองนั้นเล่านอกจากจะดำเนินนโยบายทางการทูตแบบตีสองหน้ากับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลังจากที่เกิดปัญหาความกินแหนงแคลงใจกับกลุ่มการเมืองที่ส่งเสริมตัวเองให้ขึ้นสู่อำนาจ ก็พยายามเอาใจโดยการเล่นการเมืองแบบตีสองหน้าอีกเช่นกัน โดยแสร้งว่าไม่ยอมรับการกดดันทางนโยบายจากกลุ่มนี้ แต่กลับส่ง ส.ส.คนสนิทกับหัวหน้ารัฐบาลเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวโดยหวังเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีไมตรีกันอยู่ และหวังผลทางการเมืองในเบื้องลึกคือการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่บนสถานการณ์ความขัดแย้งในกระแสความรักชาติที่ดุเดือดเลือดพล่าน
นอกจากนั้นการพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติโดยการยอมลงทุนให้คนของตัวเองถูกจับนั้นก็ยังหวังผลของการกลบกระแสของการเรียกร้องผลของการค้นหาความจริงกรณี 91 ศพให้เงียบลงอย่างน้อยก็ชั่วคราวในระยะเฉพาะหน้าชั่วคราวก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่เสียก่อนหลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลัง เป็นแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ และเผื่อฟลุ้กจุดกระแสติดก็จะได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดพรรคเดียวไปเลย
แต่ก็เป็นที่น่าดีใจที่คนไทยส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารด้วยสนใจและเห็นใจผู้ถูกจับ แต่ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อของอุบายอันซ่อนเร้นนี้ กระแสการปลุกความรักชาติจึงไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นกระแสความคลั่งชาติตามที่กลุ่มการเมืองและรัฐบาลมุ่งหวัง เหตุดังกล่าวนี้มิใช่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รักชาติ แต่คนไทยในยุค “2G ครึ่ง”นี้เข้าถึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลายทางนอกเหนือจากสื่อของกลุ่มการเมืองดังกล่าวและสื่อกระแสของรัฐบาล ทำให้คนไทยได้รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ถึงแม้ว่าจะรู้ไม่หมดทุกอย่างถึงเบื้องหลังอุบายดังกล่าวก็ตาม
แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคนไทยเรารู้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เราก็จะเป็นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม ผู้คนบาดเจ็บล้มตายโดยไม่มีเหตุผล มีแต่ความอดอยากยากแค้น ดังปรากฏเป็นข่าวที่รับรู้กันโดยทั่วไป คนไทยเรารู้ว่าโลกยุคใหม่มิใช่ยุคชาตินิยมล้าหลังคลั่งชาติที่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสู้รบกันให้แตกหักกันไปข้างหนึ่งอีกต่อไปแล้ว
คนไทยรู้ว่าอย่างไรเสียเรากับประเทศเพื่อบ้านไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาวหรือพม่าและแม้แต่่มาเลเซียก็ตามเราไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปได้ และก็หมดยุคที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองประเทศอื่นมาเป็นของตนเองอีกต่อไป ที่สำคัญก็คือแน่ใจได้อย่างไรว่าหากเรารบแล้วจะชนะ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจทางทหารยังรบแพ้ในสงครามเวียดนาม และกำลังแพ้อีกในสงครามอิรักจนโอบามาต้องออกนโยบายว่าจะถอนทหารเพื่อไม่ให้เสียหน้าการเป็นมหาอำนาจของตนเอง
อย่างไรก็ตามแม้ว่าไทยเราจะรบชนะแต่ก็คงหืดขึ้นคอ หรือสะบักสะบอม สูญเสียมาก แต่เราก็จะแพ้ในเวทีโลก แต่หากจะพูดแบบไม่เกรงใจละก็ทหารไทยเราห่างสมรภูมิไปนาน ต่างจากทหารกัมพูชาที่รบมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเขมรแดงที่ฮุนเซ็นเอามาใช้งาน ว่ากันว่าทหารกัมพูชาเชื่อว่าหากสู้กันตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ต้องใช้ทหารไทยถึง 3 หรือ 5 คน สู้กับทหารกัมพูชาเพียงคนเดียวจึงจะเอาชนะได้
การเจรจาด้วยสันติวิธี การตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน การเป็นเพื่อนบ้านที่มีไมตรีต่อกันต่างหากที่เป็นนโยบายที่สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย การได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้างเล็กๆน้อยๆอยู่ที่ฝีมือของกระทรวงการต่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งฝีมือทางด้านการต่างประเทศหรือทางการทูตของไทยก็ปรากฏเป็นเป็นที่เลื่องลือในความยอดเยี่ยมมาช้านาน ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือแม้แต่เราจะได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง เรายังไม่ตกเป็นประเทศที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามเลย แต่ปัจจุบันเรากลับท้าตีท้าต่อยกับเขาไปทั่ว นับเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของนโยบายการต่างประเทศของไทยเรา ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่ให้เลขานุการรัฐมนตรีฯทำหน้าที่ให้ข่าวสำคัญๆต่อสื่อมวลชนแทนโฆษกกระทรวงฯ ทั้งๆที่ไม่มีแนวธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการที่เรายอมรับคำพิพากษาของศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่ามีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปในอนาคต ซึ่งเข้าหลักกฎหมายปิดปากที่ทำให้เราแพ้คดีประสาทพระวิหารในศาลโลกมาแล้วในอดีต
ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะพยายามชี้แจงว่าคำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความก็ตาม แต่ก็เป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวเพราะแม้ว่าในคำบังคับจะผูกพันเฉพาะคู่ความหรือคู่กรณี แต่หลักกฎหมายที่ศาลได้วางไว้ย่อมเป็นแนวที่ต้องปฏิบัติตาม ดังจะเห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำพิพากษาของศาลปกครองที่ผ่านมา ที่สำคัญก็คือกรณีคำพิพากษา ฏีกาคดีอาชญากรสงครามหรือกรณีการยึดทรัพย์ของผู้นำรัฐบาลที่ถูกรัฐประหาร เป็นต้น
ฤาว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่าเป็นยุคที่เราต้องเสียดินแดนให้กัมพูชาเพราะความ “คลั่งชาติ” ของคนบางกลุ่มและความ “อ่อนหัด” ของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง
ที่มา.ประชาไท
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จากกรณีที่คนไทย 7 คนถูกทหารกัมพูชาจับตัวจนในที่สุด ศาลกัมพูชาพิพากษาจำคุก 5 คนไทยคนละ 9 เดือนและปรับเป็นเงินจำนวน 1 ล้านเรียล โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อนซึ่งก็มีความหมายว่ากระทำความผิดจริงแต่ยังไม่ต้องถูกติดคุกนั่นเอง เหตุการณ์ต่างๆที่สับสนในตอนแรกเริ่มกระจ่างขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยว่า“ใครได้อะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร” ซึ่งใช้เป็นคำอธิบายว่า “การเมืองคืออะไร” (Politics is,who gets "What", "When", and "How") ของฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold D. Lasswell) ปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่โด่งดัง
ที่ผมยกนิยามศัพท์ของคำว่า “การเมืองคืออะไร” มากล่าวถึงกรณี 7 คนไทย ก็เนื่องเพราะว่ากรณีนี้เป็นกรณีการเมืองโดยแท้ ถึงแม้ว่าจะมีกรณีการบังคับใช้กฎหมายของศาลกัมพูชามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ฝ่ายการเมืองของกัมพูชาที่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการเมืองกับไทยเช่นกัน
จุดเริ่มต้นของกรณีนี้เกิดขึ้นจากมีการพยายามที่จะใช้การปลุกกระแสชาตินิยมในกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มและรัฐบาลเองเพื่อสร้างคะแนนนิยมของกลุ่มการเมืองและกลบปัญหาความไม่เอาไหนของรัฐบาลเอง แต่่การณ์กลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง เนื่องจากมีเข้าร่วมการชุมนุมจำนวนไม่มากนักและมิหนำซ้ำยังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ จึงได้มีการตัดสินใจยกระดับการจุดชนวนด้วยการเดินข้ามแดนเข้าไปให้ทหารกัมพูชาจับกุมตัว โดยหวังที่จะปลุกกระแสความรักชาติขึ้นมา
ในเบื้องแรกผู้ก่อการเรื่องดังกล่าวคงมิได้คาดหมายเหตุการณ์จะพลิกผันว่าจะมีการดำเนินคดีจนถึงกับมีการขึ้นโรงขึ้นศาลจนถึงต้องมีการขังคุก (ขี้ไก่) จนแมลงสาบแทะหัว กว่าจะได้ประกันตัวและตัดสินคดีก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด คณะดังกล่าวคงนึกแต่เพียงว่าหากมีการจับกุมในพื้นที่คงสามารถเจรจาได้เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา แล้วค่อยนำข่าวไปสร้างกระแส
แต่เหตุไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะทหารกัมพูชาที่จับกุมเกิดจำนายวีระ สมความคิด ที่เคยถูกจับมาแล้วแต่ถูกปล่อยตัวพร้อมกับทำทัณฑ์บนไว้แล้วเมื่อไม่นานมานี้ กอปรกับนายวีระเองก็ถูกทางการกัมพูชาขึ้นบัญชีดำไว้แล้วเพราะด่าฮุนเซ็นไว้เยอะ การณ์จึงกลับไปเข้าล็อกทางฝ่ายกัมพูชา บุคคลทั้งเจ็ดจึงถูกส่งตัวไปยังพนมเปญพร้อมกับการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลฮุุนเซ็น
การจงใจที่จะให้ถูกทางการกัมพูชาจับกุมนั้นปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นภาพจากวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเรียกร้องในทันทีทันควันของขบวนการ คลั่งชาติที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปะทะกับกัมพูชาเพื่อให้บานปลายให้ได้ เป้าหมายก็เพื่อให้มีการตัดความสัมพันธ์ของสองประเทศ มีการเรียกร้องให้ปิดพรมแดนเพื่อตอบโต้ จากนั้นนำไปสู่การตัดสัมพันธ์ทางการทูต และที่ร้ายที่สุดมีการเรียกร้องจากทหารเก่าหลงยุคที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางทหารออกมากดดันรัฐบาลกัมพูชาเพื่อให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา
แต่โชคดีที่ปลุกกระแสไม่ขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะได้เห็นการคืนชีพของพวกคลั่งชาติที่กลับมายิ่งใหญ่เป็นผู้นำประชาชนบนความหายนะของประเทศ เพราะชายแดนจะถูกแปรจากสนามการค้ากลายเป็นสนามรบ ประชาชนทั้งสองประเทศอพยพหลบหนีการสู้รบกันอย่างน่าเวทนาดังปรากฏในหลายประเทศแถบอาฟริกา เราอาจจะได้เห็นผู้คนและทหาร ชั้นผู้น้อยล้มตายด้วยเหตุผลเพียงว่าเพื่อรักษาผืนแผ่นดินที่พิพาท ตามแผนการกระหายอำนาจของกลุ่มล้าหลังคลั่งชาติพวกนี้
ทางฝ่ายรัฐบาลเองนั้นเล่านอกจากจะดำเนินนโยบายทางการทูตแบบตีสองหน้ากับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว หลังจากที่เกิดปัญหาความกินแหนงแคลงใจกับกลุ่มการเมืองที่ส่งเสริมตัวเองให้ขึ้นสู่อำนาจ ก็พยายามเอาใจโดยการเล่นการเมืองแบบตีสองหน้าอีกเช่นกัน โดยแสร้งว่าไม่ยอมรับการกดดันทางนโยบายจากกลุ่มนี้ แต่กลับส่ง ส.ส.คนสนิทกับหัวหน้ารัฐบาลเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวโดยหวังเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีไมตรีกันอยู่ และหวังผลทางการเมืองในเบื้องลึกคือการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่บนสถานการณ์ความขัดแย้งในกระแสความรักชาติที่ดุเดือดเลือดพล่าน
นอกจากนั้นการพยายามปลุกกระแสคลั่งชาติโดยการยอมลงทุนให้คนของตัวเองถูกจับนั้นก็ยังหวังผลของการกลบกระแสของการเรียกร้องผลของการค้นหาความจริงกรณี 91 ศพให้เงียบลงอย่างน้อยก็ชั่วคราวในระยะเฉพาะหน้าชั่วคราวก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่เสียก่อนหลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลัง เป็นแก้ผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ และเผื่อฟลุ้กจุดกระแสติดก็จะได้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเด็ดขาดพรรคเดียวไปเลย
แต่ก็เป็นที่น่าดีใจที่คนไทยส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารด้วยสนใจและเห็นใจผู้ถูกจับ แต่ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อของอุบายอันซ่อนเร้นนี้ กระแสการปลุกความรักชาติจึงไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นกระแสความคลั่งชาติตามที่กลุ่มการเมืองและรัฐบาลมุ่งหวัง เหตุดังกล่าวนี้มิใช่คนไทยส่วนใหญ่ไม่รักชาติ แต่คนไทยในยุค “2G ครึ่ง”นี้เข้าถึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้หลายทางนอกเหนือจากสื่อของกลุ่มการเมืองดังกล่าวและสื่อกระแสของรัฐบาล ทำให้คนไทยได้รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ถึงแม้ว่าจะรู้ไม่หมดทุกอย่างถึงเบื้องหลังอุบายดังกล่าวก็ตาม
แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคนไทยเรารู้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เราก็จะเป็นเหมือนกับอีกหลายๆ ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม ผู้คนบาดเจ็บล้มตายโดยไม่มีเหตุผล มีแต่ความอดอยากยากแค้น ดังปรากฏเป็นข่าวที่รับรู้กันโดยทั่วไป คนไทยเรารู้ว่าโลกยุคใหม่มิใช่ยุคชาตินิยมล้าหลังคลั่งชาติที่เมื่อเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องสู้รบกันให้แตกหักกันไปข้างหนึ่งอีกต่อไปแล้ว
คนไทยรู้ว่าอย่างไรเสียเรากับประเทศเพื่อบ้านไม่ว่าจะเป็นกัมพูชา ลาวหรือพม่าและแม้แต่่มาเลเซียก็ตามเราไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปได้ และก็หมดยุคที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองประเทศอื่นมาเป็นของตนเองอีกต่อไป ที่สำคัญก็คือแน่ใจได้อย่างไรว่าหากเรารบแล้วจะชนะ เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจทางทหารยังรบแพ้ในสงครามเวียดนาม และกำลังแพ้อีกในสงครามอิรักจนโอบามาต้องออกนโยบายว่าจะถอนทหารเพื่อไม่ให้เสียหน้าการเป็นมหาอำนาจของตนเอง
อย่างไรก็ตามแม้ว่าไทยเราจะรบชนะแต่ก็คงหืดขึ้นคอ หรือสะบักสะบอม สูญเสียมาก แต่เราก็จะแพ้ในเวทีโลก แต่หากจะพูดแบบไม่เกรงใจละก็ทหารไทยเราห่างสมรภูมิไปนาน ต่างจากทหารกัมพูชาที่รบมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารเขมรแดงที่ฮุนเซ็นเอามาใช้งาน ว่ากันว่าทหารกัมพูชาเชื่อว่าหากสู้กันตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ต้องใช้ทหารไทยถึง 3 หรือ 5 คน สู้กับทหารกัมพูชาเพียงคนเดียวจึงจะเอาชนะได้
การเจรจาด้วยสันติวิธี การตกลงผลประโยชน์ร่วมกัน การเป็นเพื่อนบ้านที่มีไมตรีต่อกันต่างหากที่เป็นนโยบายที่สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย การได้เปรียบเสียเปรียบกันบ้างเล็กๆน้อยๆอยู่ที่ฝีมือของกระทรวงการต่างประเทศและผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งฝีมือทางด้านการต่างประเทศหรือทางการทูตของไทยก็ปรากฏเป็นเป็นที่เลื่องลือในความยอดเยี่ยมมาช้านาน ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือแม้แต่เราจะได้ประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่สอง เรายังไม่ตกเป็นประเทศที่เป็นฝ่ายแพ้สงครามเลย แต่ปัจจุบันเรากลับท้าตีท้าต่อยกับเขาไปทั่ว นับเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของนโยบายการต่างประเทศของไทยเรา ซึ่งยังไม่รวมถึงการที่ให้เลขานุการรัฐมนตรีฯทำหน้าที่ให้ข่าวสำคัญๆต่อสื่อมวลชนแทนโฆษกกระทรวงฯ ทั้งๆที่ไม่มีแนวธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตแต่อย่างใด
ประเด็นสำคัญที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการที่เรายอมรับคำพิพากษาของศาลกัมพูชาโดยไม่มีการอุทธรณ์ซึ่งทำให้คดีถึงที่สุด โดยความหมายก็คือเรายอมรับเขตอำนาจศาลกัมพูชาว่ามีอำนาจเหนือเขตแดนดังกล่าว ทำให้เราต้องเสียเปรียบหรืออำนาจต่อรองในการปักปันเขตแดนในภาพรวมต่อไปในอนาคต ซึ่งเข้าหลักกฎหมายปิดปากที่ทำให้เราแพ้คดีประสาทพระวิหารในศาลโลกมาแล้วในอดีต
ถึงแม้ว่านายอภิสิทธิ์จะพยายามชี้แจงว่าคำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความก็ตาม แต่ก็เป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวเพราะแม้ว่าในคำบังคับจะผูกพันเฉพาะคู่ความหรือคู่กรณี แต่หลักกฎหมายที่ศาลได้วางไว้ย่อมเป็นแนวที่ต้องปฏิบัติตาม ดังจะเห็นได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำพิพากษาของศาลปกครองที่ผ่านมา ที่สำคัญก็คือกรณีคำพิพากษา ฏีกาคดีอาชญากรสงครามหรือกรณีการยึดทรัพย์ของผู้นำรัฐบาลที่ถูกรัฐประหาร เป็นต้น
ฤาว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่าเป็นยุคที่เราต้องเสียดินแดนให้กัมพูชาเพราะความ “คลั่งชาติ” ของคนบางกลุ่มและความ “อ่อนหัด” ของผู้นำรัฐบาลนั่นเอง
ที่มา.ประชาไท
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เด็กอมมือ
ปัญหา 7 คนไทยถูกทหารเขมรจับถึงตอนนี้นับว่าคลี่คลายไปแค่เปลาะแรก
หลังศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 9 เดือน 5 คนไทยในข้อหารุกล้ำเขตแดนเขมร
โดยให้รอลงอาญาและส่งตัวทั้งหมดกลับเมืองไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามชูว่าเป็นผลงานรัฐบาลเจรจาจนช่วยเหลือคนไทยทั้ง 5 พ้นเรือนจำเปรซอว์ได้
ก่อนเปิดแถลงออกทีวีเป็นเรื่องเป็นราว
ตอบโต้กรณีทหารเขมรระบุว่าจับ 7 คนไทยหน้าวัดโจ๊กเจีย อยู่ในเขตแดนกัมพูชา
นายกฯอภิสิทธิ์ระบุว่าหลังโดนจับ 2 วัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไปวัดพิกัด ทั้งที่เป็นจุดสิ้นสุดในวิดีโอที่คณะของนายพนิชถ่ายไว้ กับจุดที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง
ปรากฏว่าทั้ง 2 จุดอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเรื่องเขตแดนยังไม่ชัดเจน มีเพียงเส้นประที่เป็นเส้นแนวปฏิบัติเท่านั้น
ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยบอกว่า 7 คนไทยรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา!
ตรงนี้ขัดแย้งกับถ้อยแถลงของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช
นายพนิชบอกว่าคิดในแง่ดี การเดินทางเข้าไปถูกเขมรจับ อาจส่งผลประโยชน์ต่อฝ่ายไทย
ทำให้ทั้งไทยและเขมรต้องมาเจรจาเรื่องปัญหาเขตแดนกันใหม่
ฟังตรงนี้ก็ถึงบางอ้อ
เข้าใจแล้วว่าทำไมนายพนิชต้องโทรศัพท์รายงานนายกฯ ตลอดเวลา
ทำไมต้องบอกด้วยว่านายกฯ รู้คนเดียว !?
แต่จะเข้าไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม
นายกฯ และนายพนิชไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นความดีความชอบของรัฐบาล หรือของตัวเอง
เพราะมันเกิดผลเสียต่อประเทศไทยที่ค่อนข้างรุนแรง !!
ประการแรกยังมีคนไทยอีก 2 คนยังถูกจองจำอยู่ในคุกเปรซอว์
ยังไม่รู้ว่าจะโชคดีแบบ 5 คนไทยหรือเปล่า
เพราะโดนข้อหาหนักโจรกรรมข้อมูลด้านความมั่นคง
อีกประการ คดีพิพากษา 5 คนไทยนั้น
ทางการเขมรระบุว่าคนไทยทั้ง 5 ให้การสารภาพผิดในชั้นศาล
รับว่าเดินข้ามเข้าไปในดินแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ
ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา !?
นายกฯ ไทยส่งส.ส.คนสนิทเดินดุ่มๆ เข้าไปให้เขมรจับ
เพื่อหวังผลให้เกิดการเจรจาเรื่องแนวเขตแดนที่ยังมีปัญหา
ยกระดับไปเจรจากันในเวทีโลก
นายกฯ เขมรก็ฉวยโอกาส จับยัดเรือนจำ ทำขึงขังขู่ขังลืม 7 คนไทย
สุดท้าย 5 คนไทยก็ต้องยอมสารภาพผิด
กลายเป็นหลักฐานสำคัญให้ฮุนเซนไปโชว์ในเวทีโลกว่าไทยรุกล้ำเขมรจริงๆ
นายอภิสิทธิ์จะอ้างว่าคำพิพากษาศาลเขมรเป็นเรื่องเฉพาะตัว
ไม่ผูกพันกับการเจรจาเขตแดนก็คงฟังไม่ขึ้นแล้ว
เจอความเขี้ยวลากดินของนายกฯ เขมร
นายกฯ ไทยกลายเป็นเด็กอมมือไปเลย!?
ที่มา.ข่าวสด.คอลัมน์ เหล็กใน
-----------------------------------------------------------
หลังศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก 9 เดือน 5 คนไทยในข้อหารุกล้ำเขตแดนเขมร
โดยให้รอลงอาญาและส่งตัวทั้งหมดกลับเมืองไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามชูว่าเป็นผลงานรัฐบาลเจรจาจนช่วยเหลือคนไทยทั้ง 5 พ้นเรือนจำเปรซอว์ได้
ก่อนเปิดแถลงออกทีวีเป็นเรื่องเป็นราว
ตอบโต้กรณีทหารเขมรระบุว่าจับ 7 คนไทยหน้าวัดโจ๊กเจีย อยู่ในเขตแดนกัมพูชา
นายกฯอภิสิทธิ์ระบุว่าหลังโดนจับ 2 วัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยไปวัดพิกัด ทั้งที่เป็นจุดสิ้นสุดในวิดีโอที่คณะของนายพนิชถ่ายไว้ กับจุดที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง
ปรากฏว่าทั้ง 2 จุดอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเรื่องเขตแดนยังไม่ชัดเจน มีเพียงเส้นประที่เป็นเส้นแนวปฏิบัติเท่านั้น
ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยบอกว่า 7 คนไทยรุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชา!
ตรงนี้ขัดแย้งกับถ้อยแถลงของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช
นายพนิชบอกว่าคิดในแง่ดี การเดินทางเข้าไปถูกเขมรจับ อาจส่งผลประโยชน์ต่อฝ่ายไทย
ทำให้ทั้งไทยและเขมรต้องมาเจรจาเรื่องปัญหาเขตแดนกันใหม่
ฟังตรงนี้ก็ถึงบางอ้อ
เข้าใจแล้วว่าทำไมนายพนิชต้องโทรศัพท์รายงานนายกฯ ตลอดเวลา
ทำไมต้องบอกด้วยว่านายกฯ รู้คนเดียว !?
แต่จะเข้าไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม
นายกฯ และนายพนิชไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นความดีความชอบของรัฐบาล หรือของตัวเอง
เพราะมันเกิดผลเสียต่อประเทศไทยที่ค่อนข้างรุนแรง !!
ประการแรกยังมีคนไทยอีก 2 คนยังถูกจองจำอยู่ในคุกเปรซอว์
ยังไม่รู้ว่าจะโชคดีแบบ 5 คนไทยหรือเปล่า
เพราะโดนข้อหาหนักโจรกรรมข้อมูลด้านความมั่นคง
อีกประการ คดีพิพากษา 5 คนไทยนั้น
ทางการเขมรระบุว่าคนไทยทั้ง 5 ให้การสารภาพผิดในชั้นศาล
รับว่าเดินข้ามเข้าไปในดินแดนกัมพูชาโดยไม่ตั้งใจ
ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา !?
นายกฯ ไทยส่งส.ส.คนสนิทเดินดุ่มๆ เข้าไปให้เขมรจับ
เพื่อหวังผลให้เกิดการเจรจาเรื่องแนวเขตแดนที่ยังมีปัญหา
ยกระดับไปเจรจากันในเวทีโลก
นายกฯ เขมรก็ฉวยโอกาส จับยัดเรือนจำ ทำขึงขังขู่ขังลืม 7 คนไทย
สุดท้าย 5 คนไทยก็ต้องยอมสารภาพผิด
กลายเป็นหลักฐานสำคัญให้ฮุนเซนไปโชว์ในเวทีโลกว่าไทยรุกล้ำเขมรจริงๆ
นายอภิสิทธิ์จะอ้างว่าคำพิพากษาศาลเขมรเป็นเรื่องเฉพาะตัว
ไม่ผูกพันกับการเจรจาเขตแดนก็คงฟังไม่ขึ้นแล้ว
เจอความเขี้ยวลากดินของนายกฯ เขมร
นายกฯ ไทยกลายเป็นเด็กอมมือไปเลย!?
ที่มา.ข่าวสด.คอลัมน์ เหล็กใน
-----------------------------------------------------------
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)