--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บิ๊กเซอร์ไพรส์ พาลูก 5 ขวบ กราบศพพ่อ (เสธ.แดง)

สาวเมืองคอนพาลูกชาย5ขวบเข้ากรุงกราบศพพ่อ อ้างเป็น "เมีย-ลูก" ของ "เสธ.แดง" ลั่นพร้อมตรวจดีเอ็นเอ ไม่คิดเรียกร้องอะไร แค่ต้องการให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ...

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 21 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเดินทางไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพ สินค้าชื่อดังย่านปิ่นเกล้า เพื่อขอพบ และพูดคุยกับ น.ส.ลัดดาวัลย์ พลฤทธิ์ อายุ 33 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช หลังทราบข้อมูลว่า น.ส.ลัดดาวัลย์ อ้างว่าเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก โดยเธออ้างว่า ได้คบหากับ เสธ.แดง มานานจนมีบุตรชายด้วยกัน แต่ยังไม่เคยมีใครนำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวเดินไปถึงที่ร้านตามนัดหมายก็พบ น.ส.ลัดดาวัลย์ พร้อมบุตรชายทราบชื่อคือ ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" อายุ 5 ขวบ มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว จากการสอบถาม น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าให้ฟังว่า รู้จักกับ เสธ.แดง ตั้งแต่ปี 2546 ช่วงนั้นตนทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง มีภารกิจที่ต้องติดตามข่าวสารของ เสธ.แดง จึงมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ และติดต่อกันเรื่อยมา ทำให้ตนทราบว่า เสธ.แดง เป็นพ่อหม้ายมีลูกติด ส่วนภรรยาเสียชีวิตไปแล้วจึงตัดสินใจคบหากระทั่งเกิดความรู้สึกที่ดี และมีสัมพันธ์กัน หลังจากที่รู้จักกันได้ประมาณ 1 ปี

น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่อว่า จากนั้นเมื่อปี 2547 ตนได้ตั้งครรภ์กับ เสธ.แดง ซึ่งทาง เสธ.แดง ก็แสดงความรับผิดชอบมาตลอด จนคลอดลูกออกมาเป็นบุตรชาย ทำให้ เสธ.แดง ดีใจมาก โดยตั้งชื่อให้ว่า ด.ช.นักรบ และยินยอมให้ใช้นามสกุล สวัสดิผล พร้อมทั้งยังเป็นผู้ตั้งชื่อเล่นให้ด้วยว่า น้องแดงน้อย ซึ่งในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตนพาลูกกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วน เสธ.แดง ก็คอยดูแลส่งเสีย และมักหาเวลานัดพบตนกับลูกอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กระทั่งปัจจุบันนี้บุตรชายเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เสธ.แดง ก็มักจะพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปขี่ม้า และพาไปดูรถถัง โดยความฝันของ เสธ.แดง คืออยากให้ลูกเป็นนายทหาร และเป็นนักรบที่เก่งให้ได้เหมือนอย่างพ่อ

ผู้สื่อข่าวถามว่าพอทราบ ข่าวการเสียชีวิตของ เสธ.แดง แล้วรู้สึกอย่างไร น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า รู้สึกใจหาย และเสียใจมากเพราะ เสธ.แดง ถูกยิงก่อนวันที่น้องแดงน้อย จะเปิดเทอมเพียง 1 วัน ซึ่งในช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค. ตนพยายามโทรศัพท์หา เพื่อบอกว่าลูกกำลังจะไปโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งมีญาติสนิทมาแจ้งข่าวว่า เสธ.แดง ถูกยิงตั้งแต่ช่วงกลางดึกอาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนั้นพยายามให้กำลังใจตัวเองด้วยการสวดมนต์ไหว้พระบอกกล่าวต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ และทำใจเรื่อยมา จนเสธ.แดง สิ้นลมที่วชิรพยาบาลเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงสาเหตุ ที่ตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสังคม น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า ตนพาลูกเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมากราบศพ เสธ.แดง เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในวันพรุ่งนี้ (22 มิ.ย.) ก็จะมีพิธีพระราชเพลิงศพที่วัดโสมนัสแล้ว ทีแรกตั้งใจว่าจะพากันไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อถ่ายรูปหน้าศพเก็บไว้ เป็นที่ระลึก และจะอยู่กันอย่างเงียบๆ จนเสร็จพิธี พอคิดอีกทีก็รู้สึกสงสารลูกที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างลับๆ มาตลอด 5 ปีแล้ว ซึ่งจากนี้ไปน้องแดงน้อย ควรอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และบอกใครๆ ได้เต็มปากว่า เป็นลูกชายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล โดยเฉพาะหากตนมีโอกาสทำความฝันของ เสธ.แดง ด้วยการส่งเสียผลักดันให้ลูกได้เป็นนายทหารจริงๆ ลูกจะได้ไม่รู้สึกลังเลที่จะบอกใครต่อใครว่าเป็นทายาทของ เสธ.แดง

"ตนขอยืนยันว่าไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อขอรับสิทธิ์หรือขอความช่วย เหลือจากผู้ใดทั้งสิ้น เพราะวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำธุรกิจหาเลี้ยงลูกด้วยลำแข้งของตัวเอง ที่ตัดสินใจเอาเรื่องนี้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนก็เพื่อความชอบธรรมของลูก ที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมเท่านั้น โดยตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่างว่า น้องแดงน้อย เป็นทายาทของ เสธ.แดงจริงๆ และตนก็ไม่กลัวถ้าหากมีใครต้องการให้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยผลตรวจทางดีเอ็น เอ" น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว

ด้าน ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างไร้เดียงสาว่า "คุณพ่อหนูชื่อ ขัตติยะ สวัสดิผล ตอนนี้ตายไปแล้วเพราะถูกผู้ร้ายยิง หนูคิดถึงคุณพ่อมาก อยากให้คุณพ่อพาไปสวนสัตว์ ดูจระเข้ ดูฮิปโป ขี่ช้าง อยากให้คุณพ่อสอนยิงปืนใส่ก้อนหินให้อีก หนูจะตั้งใจเรียนเพราะอยากเป็นทหารเหมือนคุณพ่อ".

ช่างลืมง่าย

“เงินของแผ่นดิน คือ เงินของ (พวก) ฉัน” เพราะกลุ่มคน “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” ทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ คิดกันอย่างนี้…บ้านเมืองไทย มันถึงพัฒนากันได้ไม่ถึงไหน? เดินหน้า 3 ก้าว (ก็) ต้องถอยหลัง 2 ก้าว เป็นอย่างนี้ มาหลายปีดีดัก เรื่อง “โกงกิน” เงินงบประมาณฯ จากภาษีประชาชน ผ่านสารพัดโครงการ

จึงกลายเป็นวังวนของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ที่วันๆ เปลี่ยนหน้าเวียนกันมาโกง ชนิด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” หมด “คนรุ่นเก่า” นึกว่านักการเมือง “รุ่นใหม่…สายเลือดใหม่” จะยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชน มากและดีกว่าเดิม แต่ที่ไหนได้...กลับเลวระยำตำบอนซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียยิ่งกว่า???

ทุกวันนี้...นักลงทุนต่างชาติ ที่ทำใจไม่ได้ และไม่ได้เตรียมใจเผื่อตั้งงบลงทุน “นอกบัญชี” จ่ายให้ “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” ล่ะก็ อยู่บนแผ่นดินไทยไม่ได้!!! แต่ถ้าจัดเตรียมงบประมาณก้อนนี้เอาไว้ นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ ก็จะต้องคิดหาหนทางเอาเงินคืนจากคนไทยและแผ่นดินไทย จะด้วยกลวิธีใดๆ ก็ตาม

ทั้งหลบเลี่ยงภาษี กดขี่ค่าจ้างแรงงาน ลดสวัสดิการคนงานไทย ลดสเปคการผลิต เพิ่มราคาสินค้า ฯลฯ แม้กระทั่ง สร้างปัญหามลพิษทุกรูปแบบ ถ้ามันจำเป็นพวกเขาก็ต้องทำ ที่ต้องทำเพราะ “ถูกบีบ” จาก “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” วันนี้...รัฐบาลภายใต้การนำของ “2 จอมพล” ในความหมายของ

พลพรรคเพื่อไทย คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจชนะ “คนเสื้อแดง” แต่มันจะยั่งยืน...ยาวนานแค่ไหน? ยังตอบกันไม่ได้ ชนะได้...ก็แพ้ได้! หากไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากชัยชนะที่มี อาทิ สร้างแผนปรองดองระหว่างคนในชาติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยไม่มีระบบ 2 มาตรฐาน

“เลือกที่รัก...มักที่ชัง” คิดจะ “ปรองดอง” ต้องเลิก “ปองร้าย” คิดจะพัฒนาประเทศไทย สร้างโอกาสให้กับคนไทย ก็ต้องเลิกกอบโกยและโกงเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่ผ่านมา...โกงกินให้ถูกจับได้ไล่ทัน (ก็) ยังไม่เอาผิดกัน กลับสร้างปมใหม่ หวังให้คนไทยหลงลืมประเด็นเก่า แล้วคนไทย...ก็ช่างกระไร? ลืมกันเกือบ

หมดเสียแล้วว่า...รัฐบาลของ “2 จอมพล” ได้เคยทำอะไรเอาไว้กับโครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็ง และการจัดซื้อจัดจ้างอีกนับสิบนับร้อยโครงการ ลืมแม้กระทั่ง จะเอาผิด “คนสั่งฆ่าประชาชน” แถมยังคิดจะมอบตำแหน่ง “รัฐบุรุษ” ให้ กับฆาตกรกันเสียอีก!.
คอลัมน์.ปัญหาโลกแตกภูตะวัน
ที่มา.บางกอกทูเดย์

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“คาถารักษาอำนาจ”

๐ รายงานข่าวจากปกหน้า 1 วันนี้ คงบอกเล่าเก้าสิบท่านผู้อ่านไว้เรียบร้อย? จากวันนี้ต่อไป จะเปลี่ยนแปลงอะไร? ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา และ โอกาสที่มันจะต้องเป็น!!....๐ เหลือแต่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ยงคงกระพันเพราะ “คาถารักษาอำนาจ” จาก หลวงตา ศอฉ.แห่งทุ่งบางเขน??.....๐ สงสาร (และเห็นใจ)

นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยคนที่ 27 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โลกทัศน์ของผู้นำคนนี้ มีแค่ “ชายชรา 3 คน” ในดวงใจ อานันท์ ปันยารชุน-ประเวศ วะสี และ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่จะส่งวอไปรับให้มาเป็น “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ”......๐ 3 ผู้เฒ่าที่ว่านี้ มีอะไรประทับใจ “มาร์ค” ในการปฏิรูปประเทศนักหนา?

ถึงจำเพาะเจาะจงมาตั้งแต่ไก่โห่ จะต้องใช้บริการ อานันท์-ประเวศ-ไพบูลย์ ให้ได้??....๐ เพิ่ม “ตัวเลือก” ผู้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กรุงทพฯ แทน ทิวา เงินยวง เป็น 6 คน องอาจ คล้ามไพบูลย์ หนักใจหรือไม่ ไม่รู้?? รู้แต่ว่า สาวน้อยเงินหนา อย่าง จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทเบียร์สิงห์ น่าจะเป็น “เต็งหนึ่ง”......๐

ไม่รู้ก็รู้กันไว้!! จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี คนนี้ เคยไป(ลอง) ทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะผู้ช่วย ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล มาแล้ว......๐ แล้ววันนี้ จะมีใครใหญ่กว่า ปณิธาน วัฒนายากร กับ ศิริโชค โสภา?? ถ้าจะให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีส่วนกระซิบว่าตัดสินใจเลือกใคร “สาวน้อยจิตภัสร์” ก็จะเต็งหาม

โอกาสเข้าสภาจะสูงกว่าคู่ต่อสู้ เพราะพลังอัดฉีด??.....๐ ว่าแต่ว่า “หนูน้อยจิตภัสร์” ต้องเลิกความไฝ่ฝัน ในการเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ของประเทศไทยเสีย!! เพราะเก้าอี้ตัวนั้น มันของ “อาว์มาร์ค” เขา เข้าใจนะจ๊ะหนู??.....๐ “กุหลาบพิษ” ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า กับเก้าอี้ตัวใหม่ใหญ่บ๊ะเริ่มเทิ่ม

เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ของ ถนอม อ่อนเกตุพล ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. คงจะช่วย “ปฏิรูปช่องหอยม่วง” ให้สะเหร่อน้อยกว่านี้......๐ ไม่ได้รับผิดชอบดูแล “งานสื่อสารมวลชน” แล้ว แต่คนมากมายยังเข้าใจว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังอยู่หน้าที่เดิมเพราะยังโผล่หน้าออกทีวีวันละ 3 เวลาหลังอาหาร

แถมวันหยุดราชการเพิ่มรอบเช้าอีกต่างหาก??.....๐ รากหญ้าที่เป็นราษฎรชั้น 2 ยังพอจำได้ ยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เทเงินหลายพันล้านผ่าน สมศักดิ์ เทพสุทิน รมต.ประจำสำนักฯ สมัยนั้น จนมีเครื่องส่งคุณภาพดีที่สุด แต่กลับมามี รายการห่วยสุดเต็มไปหมด!.... องอาจ คล้ามไพบูลย์ ต้องทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่การ “เกรงใจ”!!.....๐

เทพไท เสนพงศ์ Who are You?? ถึงออกมาการันตีปกป้อง กรณ์ กับ วอลล์ (เปเปอร์) กรณีใครได้ประโยชน์จากการซื้อดาวเทียมไทยคมคืน??.....๐ ก็ต้องทำงานด้วยปาก? เพราะเป็น โฆษกพรรค ปชป. น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ มาแปลก!! สนับสนุน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง

หรือ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 แต่ ขอโทษ!! สมศรี สัตยาธรรม หญิงเหล็ก กกต.ขอเห็นต่าง “ณัฐวุฒิ” ไม่มีสิทธิ์ เพราะมีสำมะโนครัวในกรุงเทพฯ ไม่ถึง 5 ปี!! นี่คือประเทศไทยที่ต้อง “ปฏิรูป”??...คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์

ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย

ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย
แต่เห็น ปฏิกิริยา หมางเมิน เหินห่าง ที่ “ตท.รุ่น ๑๐” มีให้กับเพื่อนร่วมรุ่น “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แล้ว น่าสงสารจับใจ นัยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ให้กำเนิด บังเกิดเกล้า ของ ท่านนายพลโทคนหนึ่ง ของเตรียมทหารรุ่น ๑๐ ได้ถึงแก่กรรม ไปสวรรค์อย่างสงบสุข ด้วยวัยอันควร “บิ๊กป๊อก” ไปร่วมงาน..เพื่อนพลันหันหลัง ยกแผง ยกขบวน นี่ “พล.อ.อนุพงษ์” ยังสะโล่ ตำแหน่งเป็นเดี่ยวมือหนึ่งของกองทัพบกอยู่แท้ๆ ..เพื่อนยังแสดงออกถึงปฏิกริยาลูกโซ่ ที่ไม่ค่อยแฮปปี้?...หากหลังเดือน “กันยายน” เกษียณไป คงเหงาน่าดู คนเราไม่มีเพื่อนร่วมสมาคม...ยังไงก็ต้องเสียอารมณ์?..จมปลักแน่นอน เลยเท่าที่รู้??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ทำลาย ‘ประเพณี’ เบ็ดเสร็จ
ลบล้าง คำสบประมาท “รองผู้บัญชาการทหารบก” จะไม่ได้เป็น “ประมุขกองทัพ” ได้สำเร็จ ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ว่า “ไทยคม” พุ่งทะยานเป็นจรวดแล้ว..แต่สู้ราคาเหินหาว ก้าวเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ใครก็ขวางไม่หยุด..ฉุดไม่อยู่ เข้าวินเป็น “ผอบอทอบอ” อย่างแฮปปี้สบาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ เป็นคนที่รู้ใจ เข้าขา กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้เป็นอย่างดี..จนหลายคน พากันอิจฉาเป็นตับ “บิ๊กตู่”จะใหญ่คนเดียว...เรื่อง “ตาอยู่” จะคว้าพุงเพรียวๆ ..เหลียวดู ไม่มีแล้วครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

แข่งเรือ แข่งพาย พอแข่ง กันได้
คนมีอำนาจวาสนา ...ใครขืนมาแข่ง ก็มีแต่แพ้พ่าย ที่หลายฝ่ายเก็งกันจนตัวงอ ว่า “พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง” เสนาธิการทหารบก (ตท.รุ่น๑๐) จะวิ่งผลัด รับไม้ถัดจาก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น “ผบ.ทบ.” นั้น..ไม่อยู่ในความคิด สักนิดเลยครับ กันยายนนี้ จะลุกจาก “เสธ.ทบ.”...จ่อเค้า จะไปรับตำแหน่งใหม่ พ้นจาก “๕เสือกองทัพ” ตำแหน่งที่เขาวางไลน์กำหนดสเปคคร่าวๆ ระหว่างการเป็น “ประธานแห่งกองทัพ” กินตำแหน่ง “อัตตราจอมพล” ..หรือไม่ก็เป็นเสือข้ามห้วย ไปนั่งเป็น “เสนาธิการทหารสูงสุด” ทำงานคู่กับ “บิ๊กตุ่ย” พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาศร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนรัก “ตท.รุ่น๑๐” ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ...บิ๊กพิรุณ ต้องพ้นจาก “๕ เสือ”?....อำนาจไม่เหลือ นั่งตาปริบๆ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘คนเดือน ตุลาฯ’ ยังแกร่ง
อุดมการณ์แน่วแน่เป็นหนึ่ง ไม่มีล่อกแล่ก! ปอดลอย! ทำตัว ลอกคราบ! เข้าไปรับใช้รัฐบาล เพื่อ “งาบตำแหน่ง” รู้มา “คนเดือนตุลาฯ” ที่เป็นของแท้ตัวจริงเสียงจริง “จาตุรนต์ ฉายแสง”, “พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช”,”เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์” อัศวินโต๊ะกมล สหายที่ร่วมอยู่ในป่าเชอร์วู๊ดเดียวกันมา จะตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” รวบรวมสมาชิก...ที่ไม่ตุกติก ขึ้นมาเชิดชูประชาธิปไตย ถึงจะเป็น “พรรคน้องใหม่” ที่ดูว่าเอี่ยมอ่องป้ายแดง..แต่ทว่าแต่ละคน ล้วนเป็นมันสมองระดับพระกาฬ..ไม่ทำตัวเป็น “เบ้” เข้าไปเป็น “สมุน” หรือ “ลิ่วล้อ” ให้ซีกรัฐบาลคอยจิกหัว และนายทุนพรรคใหม่นี้...เป็นอภิมหาเศรษฐีนี?....เป็นผู้หญิงที่ ทุ่มเพื่อการเมืองสุดตัว??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เป็น ‘ไฮโซ-ไฮคลาส’ เศรษฐีใหญ่
“จิตต์ภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ทายาทคนโต ของ “จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี” ..ผู้มีหัวใจเป็นปลื้มในตัว “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อย่างหมดหัวจิต หัวใจ ได้แต่เป็นพรายกระซิบ ไปถึง “จิตต์ภัสร์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต ๖ กทม. แทน “ทิวา เงินยวง” โปรดทำใจ เอาไว้มั่ง ก็ดีหนอ เพราะ “เธ.ไก่อู”..เท่าที่รู้ “สาวเสื้อเหลือง” แย่งกันรักในความหล่อ อย่างไรก็ดี, อยากเห็น “จิตต์ภัสร์” สาวแห่งตระกูล “ภิรมย์ภักดี” ฝ่าฟันฝัน ของตัวเองให้สำเร็จ ที่คิดว่าจะเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งประเทศไทย” ก็ให้เธอ สัมฤทธิ์ความคิด ที่ตั้งเอาไว้ แต่การเปิดตัวปลื้ม “พ.อ.สรรเสริญ”....ฐานเสียงเธอก็ยับเยิน?..เดินไปพบคนรากหญ้า เสียงเธอจะหาย???????????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์

โอบาม่า-โอบามาร์ค สอบตก!

ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่คะแนนนิยมของผู้นำที่มีชื่อคล้ายกัน ระหว่าง “บารัค โอบามา” ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ และ “โอบามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ต่างลดลงหลังเจอวิกฤตทางการเมือง โดยผลผลสำรวจจากโครงการวิจัยทัศนคติทั่วโลกของศูนย์วิจัย Pew พบว่า คะแนนนิยมทั่วโลกของประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” ลดลงปานกลางในปีนี้ แต่ก็ยังดีกว่าของ

อดีตประธานาธิบดี “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ในสหรัฐอเมริกามีผู้ตอบแบบสอบถาม 65% ที่แสดงความเชื่อมั่นว่า...โอบามาจะทำในสิ่งที่ถูกที่ควรในการแก้ปัญหาระดับโลก ขณะที่ในญี่ปุ่นนั้น 76% ของผู้ตอบแบบสอบถาม 700 คนเชื่อเช่นเดียวกัน ซึ่งลดลง 9% จากการสำรวจปีที่แล้ว แต่ถึงกระนั้นญี่ปุ่นก็ยังเป็นประเทศในเอเชีย

ที่เชื่อมั่นในโอบามามากที่สุดจากการสำรวจนี้ การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมประชากร 24,790 คนใน 22 ประเทศทั่วโลก ซึ่งพบว่ามีเพียง “รัสเซีย” และ “เคนย่า” ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของบิดาโอบามา ที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นในตัวโอบามามากขึ้นในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่

ค้นพบในการสำรวจครั้งนี้คือ การที่คะแนนนิยมของโอบามาและประเทศสหรัฐอเมริกาลดลงใน 7 ประเทศโลกมุสลิม ส่วนผลการสำรวจความนิยมในตัว “โอบามาร์ค”ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจาก 27 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทางการเมืองในปัจจุบันหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมา 1 เดือน พบว่า ภายหลังการประกาศแผนปรองดองแล้วมีเพียงร้อยละ 18.4 ที่ระบุว่ามีคะแนนนิยมต่อรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 38.6 ระบุว่ามีคะแนนนิยมเท่าเดิม แต่ร้อยละ 22.9 ระบุว่า คะแนนนิยมลดลง ขณะเดียวกันผลสำรวจยังพบว่า

ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาแล้ว 1 เดือนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยพึงพอใจด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุด แต่พึงพอใจด้านการแก้ปัญหา

ความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมน้อยที่สุด แม้ว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลโอบามาร์ค จะลดลง แต่ความพยายามในการทำประชานิยมของรัฐบาลก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าแผนปรองดอง ท่ามกลาง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการปฏิรูปประเทศไทย ที่ยังไกลเกินฝัน

รวมทั้งมาตรการช่วยแล้ง ตำพริกละลายแม่น้ำ แจกตังค์ชาวนาครอบครัวละ 1,000 บาท การนิรโทษกรรม นปช. งานนี้จึงไม่รู้มาตรการที่กล่าวมาจะช่วยให้คะแนนนิยมของรัฐบาล กลับคืนมาเหมือนเช่นก่อนได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆงานนี้ “โอบาม่า”และ “โอบามาร์ค” สอบตกเห็นๆ
ที่มา.บางกอกทูเดย์

เสวนา: นิติรัฐกับความยุติธรรมแบบไทย

นักวิชาการกฎหมายและประวัติศาสตร์ประสานเสียง รัฐไทยละเมิดนิติรัฐ ใช้ความรุนแรงทำลายประชาชนปกป้องอำนาจ ระบุประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้รัฐละเมิดความเป็นมนุษย์ ระบบ ตุลาการไทยเป็นอิสระจากประชาชน ตรวจสอบไม่ได้

งานเสวนาหัวข้อ “นิติรัฐกับความยุติธรรมแบบไทย” วันที่ 20 มิ.ย. 2553 เป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาชุด “โศกนาฏกรรมจากราชดำเนินสู่ราชประสงค์” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20 มิ.ย. 2553 โดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ร่วมกับศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ มหิดล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิศักยภาพชุมชน ผู้ที่สนใจบทความวิชาการที่นำมาเสนอในการเสวนา สามารถติดตามได้จาก www.peaceandjusticenetwork.org

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ, จรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง, พนัส ทัศนียานนท์ อดีต คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. และอดีต สว. และ สสร. สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการโดย กริช ภูญียามา จากคณะนิติศาสตร์ มธ.

***************************
“รัฐต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นหิริโอตตัปปะ ในการใช้อำนาจ รัฐต้องสำนึกเสมอว่าความรุนแรงในการใช้อำนาจรัฐทั้งหมดมาจากประชาชน ถ้าเรามองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การใช้อำนาจรัฐต้องมีฐานจากประชาชนเพื่อประชาชน แต่ถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเองและทำลายประชาชน นี่คือการทำลายหลักนิติรัฐ”

จรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เมืองไทยเราพูดเรื่องนิติรัฐกันเยอะแยะมาก คล้ายกับเป็นวาทกรรมอะไรสักอย่างหนึ่ง ก่อน 19 ก.ย. 49 ก็มีคนมองว่าหมดสภาพนิติรัฐไปแล้ว ก็ควรทำรัฐประหาร พูดถึงนิติทรราชในยุครัฐบาลทักษิณ เช่นเดียวกัน หลัง 19 ก.ย. ไปแล้ว นิติรัฐก็หมดไป เสื้อแดงก็พยายามพูดถึงรัฐไทยใหม่ เพื่อสร้างนิติรัฐขึ้นมา ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันก็พยายามพูดถึงประเด็นการรักษานิติรัฐเอาไว้ จนหลายคนรู้สึกว่า คลั่งนิติรัฐหรือเปล่า เป็นการพูดที่ค่อนข้างคับแคบ เน้นการปฏิบัติตามกฎหมายและเชื่อฟังกฎหมายอย่างไม่มีเงื่อนไข

นอกจากนั้นมีบางคนทีพูดถึงนิติรัฐ ซึ่งเป็นนิติรัฐแบบอำมาตยาธิปไตยคือนิติรัฐแบบราชาชาตินิยม ผู้นำพันธมิตรท่านหนึ่ง ก็พูดถึงเสื้อแดงว่าไม่ยอมไปติดคุก ขณะที่ท่านบอกว่าพร้อมจะติดคุกเพราะทำตามคำพิพากษาซึ่งอยู่ภายใต้พระปรมาภิไธย การรักษานิติรัฐก็เป็นการติดคุกเพื่อพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้พระปรมาภิไธยศักดิ์สิทธิ์ เป็นอุดมการณ์ราชาชาตินิยมซึ่งอยู่เบื้องหลังแนวคิดการเคลื่อนไหวของพันธมติร หลายฝ่ายพูดถึงนิติรัฐในฐานะที่เป็นวาทกรรมศักดิ์ สิทธิ์ สูงส่ง

แต่ประเด็นนิติรัฐและนิติธรรม หลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ แต่ผมมองว่าเชื่อมโยงกัน มันเป็นอุดมการณ์ทางกฎหมายของโลกประชาธิปไตย และมีคนที่ทั้งเชื่อถือและไม่เชื่อถืออยู่ ที่ไม่เชื่อถือก็มีอยู่เยอะไล่มาตั้งแต่ฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย สำหรับฝ่ายขวา พวกที่ต่อต้านเรื่องนิติรัฐ ถือว่าตัวบุคคลหรือกษัตริย์เป็นผู้ทรงคุณธรรมที่สุด นิติรัฐเป็นเรื่องการนำมาแอบอ้าง ฝ่ายซ้ายมีทั้งซ้ายกลางและซ้ายจัด ซึ่งถ้าเรามองนักกฎหมายที่รัยกว่าสัจนิยมทางกฎหมาย พวกนี้ไม่เชื่อเรื่องความยุติธรรม มองว่าคนที่ปกครองจริงๆ ไม่ใช่กฎหมายแต่คือตัวบุคคล โดยเฉพาะผู้พิพากษา อัยการ การใช้การตีความจะมีความไม่แน่นอน ผันแปรไปตามอคติ ที่สุดแล้วเป็นการปกครองด้วยตัวบุคคลมากกว่าตัวกฎหมาย แต่ถ้าซ้ายแบบมาร์กซิสม์มากๆ ก็มองว่านิติรัฐคล้ายๆ เป็นวาทกรรมอำพรางเพื่อที่ผู้ปกครองจะใช้อำนาจ แต่เบื้องหลังคือเรื่องการเมือง การใช้อำนาจ ชนชั้น มีการเลือกปฏิบัติ การกดขี่โดยกฎหมาย การกดขี่ในนามของรัฐเกิดขึ้นได้ ในรัฐทุนนิยม หรือเสรีนิยม

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดเราเองก็อยู่กับการปกครองด้วยกฎเกณฑ์มากกว่าตัวบุคคล แม้ว่าจะสร้างสังคมนิติรัฐที่สมบูรณ์แบบที่เกิดขึ้นได้ยาก เป็นอุดมคติที่สลัดไม่ออก

แล้วในที่สุดแล้วนิติรัฐคืออะไรกันแน่ มันหมายถึงรัฐที่ปกครองด้วยกฎหมายภายใต้ความเป็นใหญ่สูงสุดของกฎหมายที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยด้วย

องค์ประกอบของสิ่งที่เป็นหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม หรือนิติรัฐที่เป็นประชาธิปไตยมี 4 ประการ

1 หลักคุณค่าพื้นฐานของสังคมแห่งนิติรัฐ

2 สถาบัน การยึดมั่นในสถาบันที่สำคัญ โดยเฉพาะศาล

3 กระบวนการใช้อำนาจ

4 ประชาชน

ประการแรก หลักคุณค่าพื้นฐาน ต้องยึดมั่นในคุณค่าพื้นฐานเรื่องความเท่าเทียมเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณค่าพื้นฐานเรื่องประชาธิปไตย สิทธิในการมีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน สังคมที่มีนิติรัฐแท้จริงต้องยึดมั่นในหลักคุณค่าพื้นฐานนี่ นิติรัฐจึงไม่ใช่การใช้กฎหมายอย่างเอาเป็นเอาตายบ้าเลือดโดยไม่ตระหนักถึงคุณค่าพื้นฐานนี้

ประการที่ 2 สถาบัน ศาล ตุลาการ ต้องเป็นอิสระเป็นกลาง สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างแท่จริง ไม่ใช้ตุลาการภิวัฒน์

ประการที่ 3 กระบวนการ ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่เป็นธรรม สังคมที่มีกฎหมายแต่กระบวนการไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม จับ คุมขัง โดยไม่ชอบมีการใช้ความรุนแรง โยกโย้ ดึงเรื่อง ถ่วงเวลา ปีกว่าแล้วก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ ฟ้องร้องไม่ได้ อ้างว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าไม่ยุติธรรม

ประการที่ 4 ประชาชน ในตำราทั่วๆ ไปมักไม่พูดถึงประชาชน แต่ผมคิดว่าองค์ประกอบเรื่องประชาชนเป็นส่วนประกอบสำคัญของนิติรัฐ ต้องมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีสำนึกในคุณค่าเกี่ยวกับสิทธิ ความเป็นมนุษย์ เคารพต่อกฎหมายต่างๆ ในสังคมที่มีนิติรัฐ ต้องมีภาคประชาชน หรือประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐได้อย่างกว้างขวาง เป็นอิสระไม่ถูกครอบงำ เพราะสังคมที่มีภาคประชาชนที่อ่อนแอย่อมเป็นการเปิดไฟเขียวให้กับรัฐ ตัวอย่างง่ายๆ คือ ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีกรณีสงครามปราบปรามยาเสพติด ฆ่าตัดตอน ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน จริงๆ แล้วมีอะไรที่เหนือกว่าทักษิณด้วย และที่ประเด็นคือ ประชาชนที่เกี่ยวข้องไฟเขียวให้ สำรวจทุกครั้งคนก็เห็นด้วย ฉะนั้นปัญหาที่ประชาชนไม่มีสำนึกเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นตัวผลักดันให้รัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ กรณี 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. ก็เช่นเกี่ยวกันที่ประชาชนไฟเขียวให้รัฐบาลปราบปรามประชาชน

รัฐต้องมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นหิริโอตตัปปะ ในการใช้อำนาจ รัฐต้องสำนึกเสมอว่าความรุนแรงในการใช้อำนาจรัฐทั้งหมดมาจากประชาชน ถ้าเรามองว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การใช้อำนาจรัฐต้องมีฐานจากประชาชนเพื่อประชาชน แต่ถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องตัวเองและทำลายประชาชน นี่คือการทำลายหลักนิติรัฐ

สำหรับเมืองไทย ปัญหาการดำรงอยู่ของนิติรัฐหรืออนิติรัฐ เกี่ยวพันกับปัญหาเชิงซ้อนสองประการ หนึ่งคือการครอบงำของโลกาภิวัตน์ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาทั่วไปของอุปสรรคในการสร้างนิติรัฐ เรื่องการครอบงำของทุน

สองคือ การครอบงำของสิ่งที่เรียกกันว่าอำมาตยาธิปไตย ราชาชาตินิยม เน้นเรื่องระบบอุปถัมภ์ ที่ต่ำที่สูง การไม่เคร่งครัดเรื่องการเลือกตั้ง การรัฐประหาร

เราถูกซ้อนทับด้วยระบบทุนนิยมตัวหนึ่งที่มีศักยภาพในการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะเดียวกันเราถูกซ้อนด้วยอำมาตยาธิปไตย

ปัญหานี้ปัจจุบันสะท้อนออกมาชัดเจนในยุคที่อภิสิทธิ์เป็นใหญ่มักมีการพูดถึงเรื่องการอ้างนิติรัฐมาเป็นเหตุผลในการใช้อำนาจต่างๆ แต่นิติรัฐแบบอภิสิทธิ์เป็นการเน้นเรื่องการใช้อำนาจอย่างเอาเป็นเอาตาย กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย การพูดแบบนี้ยุคสมัยของฮิตเลอร์นาซีก็พูดแบบเดียวกันโดยใช้กับยิว ขณะที่อภิสิทธิ์ใช้กับเสื้อแดง นี่เป็นปัญหาในการปฏิบัติที่เกิดขึ้น จึงมีลักษณะเป็นนิติรัฐแบบสองมาตรฐาน คือใช้กับคนกลุ่มหนึ่งแต่กับอีกกลุ่มหนึ่งก็อาจจะยักคิ้วหลิ่วตา

การที่อภิสิทธิ์พูดถึงนิติรัฐบ่อยๆ ผมคิดว่าไม่ใช่ มันเป็นอภิสิทธิรัฐมากกว่า คือเป็นรัฐแบบอภิสิทธิ์ มันสะท้อนความล้มเหลวแห่งหลักการทั้งหมด 4 ข้อที่ผมกล่าวมา

ประการที่ 1 อภิสิทธิ์รัฐไม่เคยสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่เคยสนใจ สอง เรื่องศาล การใช้อำนาจตุลาการในเชิงการแทรกแซงการเมือบงต่างๆ ไม่ยึดหลักการ ตัดความอย่างไม่เป็นอิสระ เป็นการใช้อำนาจตุลาการตอบสนองราชาชาตินิยม

สังคมที่มีระบบตุลาการแบบราชาชาตินิยมยากที่จะสถาปนา หรืออ้างความเป็นนิติรัฐ และความไม่เป็นอิสระของตุลาการ ไม่ใช่ประเด็นที่เพิ่งเกิดในยุคทักษิณ แต่ความจริงแล้วเราอาจจะสาวย้อนกลับไปที่ยุคของกำเนิดอำมาตยาธิปไตยหลังรัฐประหาร 2490 ซึ่งมีการรองรับคณะปฏิวัติมาตลอด ฎีกาเหล่านี้ถือมาตลอดและเป็นคำพิพากษาฎีกาซึ่งเดิมมันสะท้อนแนวคิดแบบ ปฏิฐานนิยม แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เบื้องหลังมันสะท้อนแนวคิดทางการเมือง มีสิ่งทีเป็นแนวคิดของอำมาตยาธิปไตยเบื้องหลัง ทำให้ตุลาการกลุ่มหนึ่งใช้อำนาจตอบสนองอุดมการณ์ทางการเมืองและทำให้ระบอบอำมาตยาธิปไตยเติบโตเรื่อยมาตั้งแต่ 2490

ปีที่แล้วเราก็มีคดีตากใบ ที่ศาลสงขลา ที่ไปไต่สวนการตายพบว่าตายเพราะขาดอากาศหายใจ หลายคดี ศาลตัดสินในลักษณะที่ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นธรรม แฝงอยู่

ประการที่ 3 มีปัญหาเรื่องสองมาตรฐาน ทั้งเรื่องการจับ การค้น

ประการที่ 4 ประชาชนแตกแยกร้าวลึก ความเกลียดชังพัฒนาสูงขึ้น สังคมที่จะมีความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลึกๆ แล้วต้องมีความรู้สึกเมตตา มีความเข้าใจใจเขาใจเรา แต่ในภาวะเหลืองแดง ภาคประชาชนที่จะมีสำนึกสิทธิมนุษยชนไม่เกิด ทำให้ส่วนหนึ่งกลายเป็นเสื้อแดง อีกส่วนหนึ่งเป็นเสื้อเหลือง และเสื้อเหลืองกลายเป็นรัฐไปในตัว เพราะถูกครอบงำโดยรัฐ และกลายมาส่งเสริมการปราบปรามประชาชนด้วยกัน ฉะนั้นสังคมที่มีความอ่อนแอ มีความแตกแยกทางความคิด ยากที่จะเป็นนิติรัฐได้อย่างแท้จริง

ในรัฐที่เป็นอภิสิทธิ์ แฝงไว้ด้วยอำนาจของทหาร แฝงอยู่ในรูปกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลายๆ มาตรา และแม้แต่การใช้อำนาจทหารออกมาจัดการกับม็อบ ในสมัยรัฐบาลสมชายนั้น ไม่มีทหารออกมา แต่ครั้งนี้ทหารออกมาจัดการ

ประเด็นที่ผมอยากจะเสริมคือเรื่องการต่อต้านรัฐ ในนิติรัฐ และการก่อการร้าย และสาม ความรับผิดของทหารที่เกิดขึ้น

ประการแรก การต่อต้านรัฐในนิติรัฐ สังคมไทยอาจจะมองว่าไม่ปกติ แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องปกติ เป็นสิทธิทางศีลธรรม และเรื่องของการต่อต้านรัฐ มีการต่อต้านได้สามรูปแบบ สังคมไทยควรเรียนรู้ให้มากขึ้น ประการแรก ก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ การเดินขบวน สอง คือการดื้อแพ่ง หรือที่เรียกว่าอารยะขัดขืน ต่อต้านโดยสันติวิธี อหิงสา และสามคือขบถกับรัฐ หรือการใช้อำนาจในการปฏิวัติรัฐบาลทรราช และสิทธิในการต่อต้านการรัฐประหารต่างๆ เป็นสิทธิที่เกิดเมื่อรัฐนั้นได้ละเมิดสิทธิพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรง เราอาจจะสงสัยว่าสิทธิมีอยู่จริงหรือ แต่จริงๆ แล้วมี แม้จะทะแม่งๆ ว่ากฎหมายอนุญาตให้ต่อต้านตัวเองหรือ สิทธิในการถืออาวุธนั้นรวมไปถึงการต่อต้านรัฐบาลที่ฉ้อฉล ฉะนั้นถ้าเราดูประเด็นสิทธิในการถือครองอาวุธปืนของสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าเราดูรากเหง้า เป็นสิทธิในการส่งเสริมการต่อต้านรัฐ เช่นเดียวกันในการประกาศสิทธิของฝรั่งเศส ก็ให้สิทธิต่อต้านการกดขี่

เราถอดแบบหลักของเยอรมันว่าไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 65 เรื่องการต่อต้านรัฐประหาร เป็นสิทธิที่สนับสนุนเรื่องการต่อสู้ของประชาชนเต็มที่ ในกรณีของไทย มาตรา 65 ผมไม่รู้ว่าเราดัดจริตเกินไปหรือเปล่าที่ว่าต้องต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งโอเคก็ดี ในหลักทางศีลธรรม และสังคมไทยก็มักจะพูดว่ารักสันติ แต่เอาเข้าจริงแล้ว สันติวิธีของไทยสองมาตรฐาน เพราะจริงๆ แล้วชนชั้นนำเราไม่สันติวิธีมาตลอด การปราบดาภิเษก การโค่นล้ม รุนแรงนองเลือดมาตลอด แต่พอชนชั้นล่างจะเคลื่อนไหวต้องสันติวิธี คือชนชั้นนำข้างบนรุนแรงได้ แต่ประชาชนต้องสันติวิธี ต่อต้านรถถังต้องสันติวิธี ผมคิดว่านี่คือความวิปริตอย่างหนึ่ง

ผมคิดว่าการใช้กำลังในการต่อต้านเผด็จการเป็นสิทธิทางศีลธรรมมากกว่าสิทธิทางกฎหมาย การใช้สิทธินี้ผู้ใช้สิทธิต้องมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมอย่างมาก ต้องคำนึงถึงน้ำหนักของผลลัพธ์และความตายของคนที่เข้าไปร่วมต่อสู้

ประเด็นที่สอง การก่อการร้าย โดยเฉพาะเรื่องคนชุดดำ ที่คุณสุเทพพูดตั้งแต่ 12 เม.ย. เป็นต้นมา พฤติกรรมของคนชุดดำ ที่ตีความว่าเป็นการตอสู้เจ้าพนักงาน เราสามารถตีความได้ว่าเป็นการป้องกันตัวเองหรือป้องกันประชาชน แต่ไม่ใช่การก่อการร้าย เพราะเป็นการปะทะกันของสองกองกำลัง ก่อการร้ายเป็นการสร้างภาพปีศาจให้คนเสื้อแดง ที่ผมบอกว่ามันไม่ก่อการร้าย เพราะผมอยากให้มองเชิงคอนเซปท์ ที่มุ่งก่อความรุนแรงเพื่อความสยดสยอง นี่เป็นการปะทะกันระหว่างกองกำลัง ไม่ได้ทำต่อผู้บริสุทธิ์

ผมคิดว่ากรณีภาคใต้รัฐไทยกลัว และต้องการสมานฉันท์ แต่กรณีเสื้อแดง รัฐบาลเกลียด เพราะคิดอะไรไปไกล รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องล้มเจ้า กรณีการก่อการร้ายว่าตามข้อกฎหมายมันไม่เข้า ถ้าเราดูมาตรา 135 วรรค 1 กำหนดไว้ในวรรคสอง ขู่เข็ญรัฐบาล และมุ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ถ้าเอาสองประเด็นนี้ในจุดมุ่งหมาย มันไม่ได้เป็นการขู่เข็ญบังคับ ไม่ได้เป็นการสร้างความหวาดกลัว

ประเด็นสุดท้าย การเลือกปฏิบัติ ความรับผิดชอบของทหาร มาตรา 17 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เป็นบทยกเว้นความรับผิด เป็นไปตามเงื่อนไขสองประการ คือ ต้องเป็นการกระทำที่สุจริตไม่เลือกปฏิบัติ สอง ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ และไม่เกินความจำเป็น ถ้าขาดไปข้อใดข้อหนึ่ง ผู้ใช้อำนาจมีความผิดทันที สิ่งที่เห็นชัดๆ คือเป็นการเลือกปฏิบัติ นายทหารคนไหนที่พูดเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง หรือไม่ก็ลาออกไป ไม่เคยส่งทหารออกมาเลย ไม่ขยับเลย คนๆ เดียวกันปฏิบัติสองอย่าง เลือกปฏิบัติใช่ไหม มีความผิดไหม

********************************
“การกำหนดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ถ้าหากกฎหมายยังเป็นอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ และได้อำนาจมาอย่างใดก็ไม่สงสัยทั้งสิ้น ฉะนั้นโดยหลักนิติศาสตร์ไทยก็ล้มล้างหลักนิติรัฐอยู่ในตัวอยู่แล้ว แม้จะนำหลักมาไว้ในรัฐธรรมนูญมันก็ว่างเปล่า”

พนัส ทัศนียานนท์ อดีตวุฒิสมาชิก

รัฐไทยขณะนี่ไม่ใช่นิติรัฐที่แท้จริงตามหลักการของอาจารย์จรัญ แล้วเกิดคำถาว่า เมื่อไม่ใช่นิติรัฐอย่างแท้จริงแล้วไปกระชับวงล้อมแล้วมีคนตายแปดสิบกว่าคน เจ็บกว่าพันคน แล้วจะหาใครมารับผิดชอบ เมื่อเราบอกว่าขณะนี้รัฐไทยไม่ใช่นิติรัฐ การปฏิบัติของรัฐบาลก็ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามนิติรัฐ เมื่อฟังดูจากที่ท่านอาจารย์จรัญพูดมันเป็นสองมาตรฐาน คำตอบเบื้องต้นก็บอกว่ามันไม่ใช่นิติรัฐ ขณะเดียวกันมันเป็นนิติรัฐแบบไทยๆ บอกว่าทำตามกฎหมาย คือพรบ. ฉุกเฉิน ผมคิดว่าสิ่งทีเป็นปมเงื่อน ที่ทำให้คนไทยต้องปวดหัวกันมาตลอด เพราะว่า หลักนิติศาสตร์ไทยติดกับตัวเอง คือวางกับไว้สำหรับสุดท้ายก็คือดักตัวเองสำหรับนักนิติศาสตร์ทั้งหลาย

เมื่อถามว่าเรื่องนั้นสุดท้ายจะจบอย่างไร แล้วใครจะรับผิดชอบด้วยวิธีการอย่างไร โดยอาศัยหลักกฎหมายและหลักนิติศาสตร์ ผมเชื่อว่าขณะนี้รัฐบาลเองก็บอกว่าทำตามกฎหมายทุกอย่าง “Law is Law” และตัวกฎหมายที่สำคัญเขาบอกว่าเขาประกาศหรืออาศัยอำนาจตามพรก. ประเด็นสำคัญคือ พรก. มันขัดกับหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรม

ผมคิดว่าขณะนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเรา ทันสมัยกว่า 2540 เพราะมีมาตรา 3 อยู่ เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ฉะนั้นหากอาศัยบรรทัดฐานอย่างที่อาจารย์จรัญว่ารัฐนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม เพราะหลักการข้อ 1 รัฐบาลไม่ยอมรับทราบ ไม่ยอมรับรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ และจริงๆ แล้ว ตามรัฐธรรมนูญ สิทธิที่สำคัญที่สุด ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือสิทธิในชีวิต แต่ปรากฏว่าประกาศ พรก. ฉุกเฉิน สถานการณ์ที่ว่ามันเป็นสถานการณ์การยกเว้น หรืออย่างที่คุณอภิสิทธิ์เองอภิปรายไว้ในสภาเมื่อ 2548 คุณอภิสิทธิ์บอกว่าถ้าผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป ก็เท่ากับเป็นการระงับใช้รัฐธรรมนูญนั่นเอง เท่ากับสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้จะถูกลิดรอนหรือขจัดหมดสิ้นไปด้วยซ้ำ นี่เป็นสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์แสดงความห่วงใยไว้ และ ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ อภิปรายไว้อย่างรุนแรงว่า พรก. จะเป็นการทำลายประบอบประชาธิปไตยไทย เทียบเคียงได้กับกรณีที่ฮิตเลอร์ออกกฎหมายรับรองไว้ เท่ากับเป็นการอ้างหลักความถูกต้องตามหลักนิติรัฐ นี่คือสิ่งที่มีการพูดจากันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นทัศนะของตัวท่านนายกอภิสิทธิ์เอง

ปมเงื่อนที่ทำให้นักนิติศาสตร์ไทยติดกับตัวเอง ผมคิดว่ามองย้อนกลับไปเลยไปไกลกว่าอาจารย์จรัญ ผมคิดว่าอำนาจตุลาการไทยที่ทำให้รัฐไทยไม่เป็นนิติรัฐ ผมมองว่าอำนาจตุลาการไม่เคยเป็นของประชาชนเลย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองตั้งแต่ปี 2575 จนถึงปัจจุบัน อำนาจตุลาการไม่เคยเป็นของประชาชนคนไทย แม้รัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทยก็ตาม ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลวงหรือเขียนรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ตอนที่ผมไปร่าง รธน. 2540 ว่าอำนาจตุลการจะมีจุดยึดโยงอะไรกับประชาชนบ้างหรือเปล่า อย่างของอังกฤษขามีระบบลูกขุน แต่ของไทย อำนาจตุลาการเป็นอิสระอย่างแท้จริงจากประชาชน เพราะว่าเป็นองค์กรของราชาชาติธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยของพระเจ้าอยู่หัว เดี๋ยวนี้เรามีศาลงอกออกมาจากเดิมที่มีแค่ศาลยุติธรรม มีศาลปกครอง มีศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าสนใจมากที่สุดที่มาโยงเข้ากับนิติรัฐ

ศาลทั้งหลายส่วนใหญ่มาจากการคัดเลือกกันเอง ถ้าเป็นผู้พิพากษาต้องเรียนกฎหมายให้จบ สอบเนติฯ แล้วก็ไปเป็นผู้พิพากษา ระบบนี้เป็นการประกันว่าไม่ให้ใครเข้าไปแทรกแซง ระบบบริหารงานของตุลาการไทย ก็มีคณะกรรมการข้าราชการตุลาการ คนอื่นเข้าไปยุ่งไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้จาก รธน. 2540 ต้องมีตัวแทนจากวุฒิสภาเข้าไป 2 คน ฉะนั้นอาจจะพอพูดได้ว่ามีจุดยึดโยงกับอำนาจประชาชนอยู่บ้างเหมือนกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางวุฒิสภา

ขณะเดียวกันการใช้อำนาจของศาล ศาลไทยเรานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักนิติศาสตร์เป็นหลักซึ่งวางรากอย่างมั่นคงมาจนปัจจุบัน เป็นหลักคิดทางกฎหมาย สำนักกฎหมายบ้านเมือง หรือ Positivism คือกฎหมายคือรัฏฐาธิปัตย์ ผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์คือผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง ใครก็แล้วแต่หากสามารถเข้ามาปกครองบ้านเมืองได้ ไม่ว่าจะโยวิธีใด แม้แต่การทำรัฐประหารยึดครองอำนาจ ถ้าทำได้สำเร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ปกครองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การกำหนดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ถ้าหากกฎหมายยังเป็นอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ และได้อำนาจมาอย่างใดก็ไม่สงสัยทั้งสิ้น ฉะนั้นโดยหลักนิติศาสตร์ไทยก็ล้มล้างหลักนิติรัฐอยู่ในตัวอยู่แล้ว แม้จะนำหลักมาไว้ในรัฐธรรมนูญมันก็ว่างเปล่า

และเมื่อคนบาดเจ็บล้มตายอยู่ขณะนี้ จะหาตัวคนเป็นฆาตกรมาลงโทษได้หรือเปล่า จะนำเข้ามาสู่ความยุติธรรมจะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเรายึดหลักนิติศาสตร์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกือบจะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะ เราต้องมีอำนาจตุลาการหรือศาลที่เที่ยงธรรมและมีความเป็นอิสระ แต่กระบวนการยุติรรมแบบไทยๆ ก็เป็นอิสระอย่างที่กล่าวไป คือเป็นอิสระจากประชาชนโดยสิ้นเชิง และเมื่อท่านเป็นตุลาการภิวัฒน์ เป็นอำมาตย์ และจริงๆ แล้วท่านเป็นมหาอำมาตย์เลยทั้งสิ้น ฉะนั้นการที่ท่านจะมาบอกว่าฝ่ายบริหารทำตามหลักนิติรัฐและนิติธรรมนั้นเป็นไปไม่ได้เลยอย่างสิ้นเชิง

สมมติว่ามีการนำคดีขึ้นไปสู่ศาลได้ ซึ่งเท่าที่ผมดู พรก. ฉุกเฉิน มันยังมีมาตรา 17 สมควรแก่เหตุและทำตามกรณีจำเป็น และเขาคุ้มครองว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจรัฐในการปฏิบัติตามพรก. ฉุกเฉิน อาจจะไม่สามารถไปฟ้องปกครอง แต่ในทางแพ่งและทางอาญายังเปิดช่อง ฉะนั้นหากมีการนำคดีไปฟ้องต่อศาล ทางแพ่งไปฟ้องมาแล้ว และปรากฏว่าเจ๊งมาเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายเสื้อแดงก็พยายามไปฟ้องหลายอย่าง ท้ายสุดรู้สึกจะเป็นการขอความคุ้มครองไม่ให้รัฐบาลสลายการชุมนุม ศาลก็บอกว่าทำได้ ก็เหลือต้องไปที่ศาลอาญา และต้องดูพยานหลักฐานว่าใครก่อให้เกิดการสลายการขอพื้นที่คืน การกระชับวงล้อม คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ ไก่อูอะไรทั้งหลาย แต่ว่า ศาลส่วนอาญาจะรับฟ้องหรือเปล่า เพราะศาลแพ่งบอกว่าเป็นดุลพินิจในการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร เท่ากับศาลบอกว่าศาลไม่มีอำนาจที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล

ท่านฟังแล้วอาจจะบอกว่าหมดท่า หมดประตูแล้ว สิ้นหวังแน่นอนแล้ว ผมว่ามันก็ริบหรี่เต็มทีแล้วละครับ เพราะถ้าศาลยังรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ ผมคิดว่าศาลไทยคงจะสิ้นหวังเป็นแน่

สิ่งที่ผมจะบอกว่าสิ่งที่เราต้องมาช่วยกันดู ถ้าหากมีช่องทางบ้าง อย่างน้อยคนที่เป็นฆาตกรก็ไม่สมควรจะลอยนวล ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรนิติรัฐ หรือนิติธรรม ก็ตาม ผมเองเป็นนักกฎหมายสำรักธรรมศาสตร์เราก็ถูกอบรมสั่งสอนมาว่า อะไรทีเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหารแล้ว ศาลก็ไม่มีอำนาจตรวจสอบ แต่พอจะตรวจสอบอะไรที่เกี่ยวกับเสื้อแดงสามารถเข้าไปใช้ดุลพินิจได้ทุกเรื่อง กฎหมายมันคลุมเครือก็พยายามตีความกฎหมายในลักษณะเติมความ เช่น กรณีเขาพระวิหาร ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเป็นการเติมความ เป็นผลจากการที่เขียนกฎหมายอย่างคลุมเครือ ทำให้เกิดการตีความอย่างกว้าง

ถ้าศาลเป็นพวกรัฐบาล ท่านก็ไม่ควรพิจารณา ต้องคัดค้านผู้พิพากษาเหล่านี้ทั้งหมดโดยอ้างหลักนิติธรรม กฎหมายไม่ได้บอกว่าอะไรที่ให้เป็นอำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารแล้วศาลจะเข้ามาไมได้เลย

พฤติการณ์หลายแหล่ ที่ยิงคนเป็นว่าเล่น โดยไม่ปรากฏว่าคนที่ถูกยิงตายเหล่านั้นมีอาวุธในการต่อสู้ชัดเจน ข้อเท็จจริงมันฟังได้แน่นอนว่าเกินกว่าเหตุ แต่จะมีช่องทางอย่างไรในการนำเรื่องขึ้นไปสู้การพิจารณา ต้องเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ เท่าที่ทราบองค์กรนิรโทษกรรมสากลมีข้อชี้แนะที่ผมเห็นว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือเขาชี้แนะว่ามาตรา 17 ตามที่กำหนดไว้ตาม พรก. ฉุกเฉินน่าจะขัดกับหลักนิติรัฐ เพราะเป็นการกำหนดนิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า การที่จะมีคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาก็น่าจะยกประเด็นเหล่านี้ ว่า พรก. ขัดกับ รธน.

เพิ่มเติมประเด็น มาตรา 17 พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ต้องเพิ่มเจตนาสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินความจำเป็น การเตรียมการของฝ่ายรัฐบาลนั้น ผมเชื่อว่าเรื่องก่อการร้ายเขาเตรียมการตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก่อนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ไม่ใช่ฉุกเฉินธรรมดา ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมีการก่อการร้าย เขาถือว่ามีการก่อการร้ายเกิดขึ้นแล้ว แต่ข้อต่อสู้นี้จะเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ และหลังจากมีคลิปคนชุดดำ รัฐบาลเริ่มเรื่องการก่อการร้าย แม้รัฐบาลจะไม่พูดเรื่องคนเสื้อแดง แต่มาถึง 19 พ.ค.สุเทพพูดชัดเจนเลยว่าเป็นขบวนการเดียวกัน แต่ผู้ชุมนุมถูกหลอก ฉะนั้นโดยฐานะทางคดีหรือทางกฎหมาย ทางรัฐบาลเขาเตรียมการไว้อย่างดีเรียบร้อยแล้วครับ ฉะนั้นการใช้อำนาจของเขาตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้นไม่เกินจำเป็น ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องพยายามช่วยกันเอาใจใส่ให้มากๆ คือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเมื่อเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เตรียมการมาแล้ว โดยเฉพาะวันที่ 10 เม.ย. คุณอภิสิทธิ์มั่นใจมากว่าคนชุดดำเริ่มก่อน นั่นคือข้อต่อสู้ของเขาตั้งแต่แรก

ก่อนการสลายการชุมนุมวันที่ 19 ประกาศว่าต้องรักษานิติรัฐไว้ให้ได้ และประกาศวันหยุดราชการ และได้พยานบางคน โดยเฉพาะนายเมธีที่โยงไปสู่กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งก็คือกองกำลังของฝ่ายเสื้อแดงนั้นเอง และโดยเฉพาะศาลไทย เราก็รู้อยู่แล้ว ถ้าไปศาลอาญา เราก็ต้องช่วยกันภาวนาว่าจะมีตุลาการภิวัฒน์ในทางย้อนกลับ ซึ่งขณะนี้มีปรากฏการณ์มาบ้างแล้ว

แต่ที่น่าสนใจมากก็คือการที่องค์กรนิรโทษกรรมสากล เรียกร้องให้มีการสอบสวนกันทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ปรากฏชัดแล้วหากได้ความชัดเจนอย่างไรแล้วต้องมีการลงโทษ และไม่ใช่เพียงการลงโทษทางวินัยหรือทางแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายเท่านั้น แต่ต้องเป็นการลงโทษทางอาญาให้สมกับโทษานุโทษ ที่กระทำให้คนตายไปเป็นจำนวนมาก

การที่ไทยเข้าไปนั่งในสภาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติตั้งแต่ 13 พ.ค. นั้น ก็มีความผูกพันตามพันธกรณี ฉะนั้นเวทีที่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง น่าจะเป็นเวทีที่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งเขามีองค์ประกอบเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ดูเหมือนว่าไทยนั้นไม่เข้าองค์ประกอบ

ยิ่งไปกว่านั้น มีดำริที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม คือนิรโทษกรรมเสื้อแดงที่ไปชุมนุม แต่โดยประเพณีคือนิรโทษกรรมหมดทุกฝ่าย ฉะนั้นโดยจุดประสงค์คือการนิรโทษกรรมให้ตัวเองและทหาร ซึ่งหากรัฐบาลไทยทำเช่นนั้น ถือว่าเป็นการทำผิดพันธกรณีในฐานะภาคีองค์การระหว่างประเทศ

******************************
“ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าความอ่อนแอของสังคมเป็นปัญหาที่สำคัญ แต่ถ้าเราพูดถึงความอ่อนแอของสังคม ชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคนที่อยู่ร่วมกับสังคม ไม่เห็นหัว เราเห็นมหกรรมช็อปปิ้งครั้งแล้วครั้งแล้ว ถ้าผมชอบช็อปปิ้งผมมึน เป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือนักธุรกิจ ควรเยียวยาหรือเปล่า ควร คนจำนวนมากไมได้เป็นผู้ก่อเหตุ แต่คำถามคือว่า แล้วคนที่ตายล่ะ ผมคิดว่าถ้าสังคมไหนเห็นการช็อปปิ้งมีค่ามากกว่าชีวิต สังคมนั้นน่ากลัวนะครับ มันยากที่จะทำให้เราดำรงอยู่ได้อย่างสันติในอนาคต”

สมชาย ปรีชาศิลปะกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วิทยากรทั้งสามท่านเป็นวิทยากรที่ผมเคารพนับถือ อาจารย์พนัส แปลงานกฎหมายธรรมชาติ อาจารย์จรัญ เป็นคนที่สนใจเรื่องปรัชญากฎหมาย อาจารย์ไชยยันต์ ซึ่งสนใจด้านปรัชญากฎหมาย และสอนพิเศษให้กับ ม.เชียงใหม่ ทั้งสามคนจะมีประเด็นที่แตกต่างจากไอ้พวกนักกฎหมายที่พูดกันอยู่ มันน่ารังเกียจยังไงไม่รู้ ปกติผมเป็นคนสุภาพนะครับ ผมขอบ่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพิ่งเขียนกันไป ขอโทษเถอะ คุณเพิ่งดวงตาเห็นธรรมอะไรกันเหรอ แล้วไปนั่งกันแบบภาคภูมิใจว่าบัดนี้เราได้ช่วยเหลือประเทศชาติให้ล่มจมลงไปอีกแล้ว ถือเป็นอาชีพที่รายได้ดี ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ ร่างแล้วสังคมจะวิบัติขนาดไหน ไม่ต้องรับผิดชอบเลย เทียบกับนักการเมืองมาแล้วไป แต่เนติบริการนั้นไซร้อยู่ยั้งยืนยง

ผมขอพูดใน 3 ประเด็น

1 เรามองเห็นอะไรเกี่ยวกับการใช้กฎหมายหรือแวดวงกระบวนการยุติธรรมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

2 ภาวะแบบนี้เกิดได้อย่างไร

3 แล้วสังคมไทยจะไปข้างหน้ากันอย่างไร

ประการที่ 1เรามองเห็นอะไรกันบ้าง เราเห็นลักษณะเด่นๆ สามเรื่องคือ เรื่องแรก การใช้อำนาจรัฐที่พูดถึงการอ้างกฎหมาย คือเมื่อไหร่ที่ใช้อำนาจรัฐก็บอกว่าผมใช้อำนาจตามกฎหมาย ในแง่หนึ่งการใช้อำนาจที่เป็นไปตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือตัวเนื้อหาของกฎหมายไม่เคยถูกพูดถึงว่ากฎหมายที่เอามาใช้โอเคหรือเปล่า เป็นสิ่งที่ละเมิดต่อพื้นฐานหลักการสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า ไม่มีการพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน

กฎหมายรักษาความมั่นคงฯ คุณอภิสิทธิ์ เคยให้ความเห็นคัดค้านอย่างแข็งขัน ว่ากฎหมายฉบับนี้มีปัญหาในแง่กระบวนการ และตบท้ายว่า เพราะไม่รู้ในอนาคตใครจะมาใช้และอาจจะมาใช้อย่างน่ากลัว เห็นด้วยครับ มึงน่ะแหละ

สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ถูกกล่าวหาว่าละเมิดความมั่นคงภายในราชอาณาจักร คนพิการโดน พรก. ฉุกเฉิน ตัวกฎหมายเปิดให้ใช้อำนาจมากขนาดนั้นหรือเปล่า แต่การอ้างอำนาจตามกฎหมายอย่างเดียวเป็นปัญหาแน่ๆ ฮิตเลอร์ก็ไม่ได้ฆ่าใครโดยไม่มีกฎหมาย

เรื่องที่สอง เลือกปฏิบัติ หรือสองมาตรฐาน จับคู่เลย ราชประสงค์กับยึดสนามบิน สมยศ กับหมอตุลย์ จอแดงจอเหลือง ยาบ้ากับตากใบ-กรือเซะ รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งกรรมการสอบสวนกรณีสงครามยาบ้า แต่กรณีตากใบ-กรือเซะควรทำด้วย หรือจีทีสองร้อยก็เช่นกัน เราเห็นการใช้กฎหมายเอียงข้างอย่างชัดเจน

เรื่องที่สาม กระบวนการยุติธรรม ซึ่งซ้ำเติมสองมาตรฐานให้แรงขึ้นไม่ว่าจะในแง่ของแนวโน้ม คุณภาพคำตัดสิน บุคลากรที่เกี่ยวกับคำตัดสิน ก่อนหน้านี้ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมเอียงข้างเข้าหาอำนาจรัฐ แต่ตอนนี้ผมคิดว่าไม่ใช่ แต่รัฐนั้นต้องเป็นรัฐที่ตอบสนองจุดยืนหรือผลประโยชน์ของตน ฉะนั้น รัฐบาลคุณสมัคร การตีความจึงพิสดารไปแบบหนึ่ง อภิสิทธิ์เป็นอีกแบบ นี่เป็นปัญหาสำคัญนะครับถ้าตัวกระบวนการยุติธรรมเราสามารถทำนายผลคำตัดสินล่วงหน้า จริงๆ ผมอยากจะคาดเดาด้วยซ้ำคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าเราเห็นสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล

เราอยู่ภายใต้ภาวการณ์แบบ “มาร์คเคลเวลเลียน” คือ “การดำรงอยู่ของรัฐบาลสำคัญที่สุด อั๊วไม่ยุบสภา อั๊วผสมกับใครก็ได้” แมคคิอาเวลลี กล่าวว่า เราทำชั่วได้แต่ต้องทำให้เหมือนเราเป็นคนดี แต่มาร์คเคลเวลเลียนบอกว่าเราไม่ได้ฆ่าคน เราขอกระชับพื้นที่ ผมกำลังเขียน คู่มือผู้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประเด็นที่ 2 ภาวะแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ประการแรก ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าความอ่อนแอของสังคมเป็นปัญหาที่สำคัญ แต่ถ้าเราพูดถึงความอ่อนแอของสังคม ชนชั้นกลางไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักคนที่อยู่ร่วมกับสังคม ไม่เห็นหัว เราเห็นมหกรรมช็อปปิ้งครั้งแล้วครั้งแล้ว ถ้าผมชอบช็อปปิ้งผมมึน เป็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบหรือนักธุรกิจ ควรเยียวยาหรือเปล่า ควร คนจำนวนมากไมได้เป็นผู้ก่อเหตุ แต่คำถามคือว่า แล้วคนที่ตายล่ะ ผมคิดว่าถ้าสังคมไหนเห็นการช็อปปิ้งมีค่ามากกว่าชีวิต สังคมนั้นน่ากลัวนะครับ มันยากที่จะทำให้เราดำรงอยู่ได้อย่างสันติในอนาคต แบบนี้ หลังพ.ค. 2535 มีคนตายจำนวนมาก มีการใช้กระบวนการทางศาลเพื่อเรียกร้องการเยียวยาสิทธิให้ผู้ตาย ซึ่งเสียงชนชั้นกลางดัง ศาลสูงบอกว่าไม่ เมือมีนิรโทษกรรมแล้ว ไม่มีใครต้องรับผิด แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลง อย่าไปคาดหวังเกี่ยวกับคำตอบเลย แค่ทำให้เป็นคำถามขึ้นก็ยากแล้ว คนทุกคนต้องตาย แต่ความหนักเบาของคนตายไม่เท่ากัน บางคนตายเสียงดัง บางคนตายเหมือนขนนก บางคนตายไม่มีความหมาย ตราบใดที่ไม่เรียนรู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม...

ประการที่สอง มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ในห้วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา เรามีกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐเขียนขึ้นอย่างกว้างขวาง เช่น ปปง. พรก. ฉุกเฉิน พรบ.คอมพิวเตอร์ และโดยที่เราคิดว่าจะใช้กฎหมายเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการจัดการกับอะไรๆ ที่ไม่ดี แต่กลายเป็นว่ากฎหมายพวกนี้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล ฉะนั้นการใช้อำนาจของรัฐบาลทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะคนพวกนี้เฮงซวย แต่มันมีโครงสร้างทางอำนาจมารองรับการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างไม่สิ้นสุด เราต้องตะหนักกฎหมายแบบนี้มากขึ้น

ประการที่สาม กระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย ความสามารถของสังคมไทยในการกำกับกระบวนการยุติธรรมน้อยมาก กต. มีคนจากนอกแวดวงกฎหมายน้อยมาก โดยตัวระบบเปิดโอกาสให้สังคมกำกับการทำงานได้เท่าที่ควร ทำให้ตำรวจและศาลจะเอียงได้

และอำนาจในการกำกับในทางสาธารณะก็อ่อนมาก ความสามารถในการวิจารณ์ศาลของสังคมไทยต่ำมาก เช่น ศาลนัดคู่ความนัดเก้าโมง ศาลขึ้นบัลลังก์สิบโมง ทำให้เราเห็นอะไรแปลกๆ ในศาล เราทำโครงการคอร์ทวอช เพราะศาลต้องเปิดเผย ใส แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ มีคนนอกไปฟังศาลเรียกเจ้าหน้าที่มาถาม นี่ใคร

เราจะทำให้เกิดการปรับตัวได้อย่างไร ทำให้สังคมกำกับและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาลได้อย่างไร เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ศาลและคำพิพากษานั้นสำคัญ กรณีศาลอเมริกาขยายการตีความเรืองการถือครองอาวุธของประชาชน หนังสือพิมพ์วิพากษ์ว่าจะคำพิพากษาของศาลจะทำให้สังคมนองเลือด ถ้าเป็นที่เมืองไทย หนังสือพิมพ์ต้องโดนจำคุกข้อหาหมิ่นศาลก่อนหกเดือน

สิ่งที่เราเห็นวันนี้คือเราเห็นคนในองค์กรยุติธรรมออกมาพูดอะไรก็ไม่รู้เพราะการกำกับน้อยมาก เราต้องปรับเปลี่ยน

ประเด็นสุดท้าย สังคมไทยจะไปข้างหน้ากันอย่างไร ตอนนี้เราอยู่ในภาวะที่ยุ่งยาก แล้วเราจะทำอะไรกันบ้างให้สังคมไทยนี้มีความเป็นธรรมเกิดขึ้นบ้าง ผมคิดว่า เร่าจะต้องคืนชีวิตให้คนที่ตาย คือ เราต้องทำให้คนที่ตายถูกทำให้มีความหมายมากขึ้น เขาคือใครมาจากไหน ตายด้วยเหตุอะไร เรากำลังปล่อยให้คนตายไร้ความหมาย ถ้าเราทำให้คนตายมีชีวิตกลับมา ทำให้เป็นที่รับรู้ มันจะทำให้เราสามารถเริ่มทำให้เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้ และสิ่งที่ต้องผลักดันคือ เสรีภาพในการแสดงความเห็น ผมคิดว่าเราต้องยืนยัน ผมคิดว่าสิ่งที่เราต้องคิดคือทำอย่างไรให้มีการประกาศยกเลิกกฎหมาย ฉุกเฉิน ความมั่นคง ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกลับคืนมาก่อน ก่อนที่จะทำให้เราสามารถสร้างความรู้และขอเท็จจริงได้

กฎหมายจะยกเลิกได้คงต้องใช้เวลา แต่การยืนยันของสื่อมวลชนของคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยคือเราต้องท้าทาย คือกฎหมายจะเลิกหรือไม่เลิกเรื่องของมึง เราต้องพูดเรื่องเสรีภาพ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ แต่พูดอย่างตรงไปตรงมาเราต้องระวังไว้บ้างและจะต้องสร้างหลักนิติธรรมทางสังคมขึ้นมา ไม่ว่ารัฐจะประกาศใช้กฎหมายห่าเหวอะไรก็ตาม มันดูเป็นไปได้น้อย แม้แต่กับตุลาการ มันก็มีการตีความที่พิสดาร แต่ก็ต้องระวังว่าอย่าไปมีชื่อต่อท้ายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือสมยศ พฤกษาเกษมสุข

**********************************

“สิ่งที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ และราชดำเนิน มันทำร้ายประชาชน มันขัดกับ The Rule of Law ทำในนามพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด แต่ไม่ใช้ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล และคำถามต่อไปคือว่า ใช่เราจะต้องเชื่อฟังกฎหมาย แต่เราจะหากฎหมายนั้นได้อย่างไร เพราะบางสิ่งนั้นไม่ใช่กฎหมาย มันเป็นแค่ พรก. ฉุกเฉิน”

ไชยันต์ รัชชกูล มหาวิทยาลัยพายัพ

ผมเริ่มง่ายๆ ว่าหากมีคนตายแปดสิบกว่าศพ แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันต้องมี Something seriously wrong กับสังคมไทย และไม่ใช่แค่อภิสิทธิ์ และสุเทพ ไม่ได้ด้วยซ้ำ แสดงว่ามีคนให้ท้ายเขา สมรู้ร่วมคิด เห็นด้วยและผลักดัน เชียร์ให้เขาปราบ ส.ส. ข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีอันจะกิน คหบดี นักธุรกิจสีลม มัน seriously wrong กับคนเหล่านี้ด้วย

คำว่า กฎหมายที่เป็น Law มันมีความหมายต่างกับ l ตัวเล็กนะครับ สองคนนี้ต้องมีปัญญาที่จะแยกตัวเล็กกับตัวใหญ่ The Rule of Law กฎหมายเล็กๆ ต่างๆ ต้องขึ้นกับกฎหมายตัวใหญ่

ความจริงแล้วเราต้องเอาศาลขึ้นศาลด้วยในบางกรณี เปรียบเทียบง่ายๆ เราพูดที่ธรรมศาสตร์ เราพูดถึงนิติธรรม ถ้าพูดถึงนิติธรรม นิติรัฐต้องอยู่ใต้นิติธรรม เหมือนคณะนิติศาสตร์ ต้องอยู่ใต้ธรรมศาสตร์ นี่คือ The Rule of Law

แต่ The Rule of Law ศาลจะตีความอย่างหนึ่งว่านิติรัฐเป็นอย่างนี้ ไล่ๆ ไป อาจารย์จรัญบอกว่า Law is Law ถามว่า Law ที่มีอยู่มี Law ที่เลวไหม แล้วมีไหมที่ควรทำจะแต่ยังไม่มีกฎหมาย แล้วกฎหมายที่ไม่ดีมีไหม เราต้องแก้ได้ ปรับได้ ยกเลิกได้ We cannot be always law

ในแง่ภายในกรอบของกฎหมาย ในฐานะที่เป็นระบบกฎหมายในความหมายแคบ ความหมายเฉพาะที่กำหนดเรื่องกระบวนการ เรื่องหลักการตีความ ฯลฯ แต่มี The Rule of Law ในความหมายกว้าง ข้อสำคัญประการหนึ่งคือการที่จะป้องกันไม่ให้อสูรมาทำร้ายประชาชน คือจะทำร้ายชีวิตประชาชนไมได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ และราชดำเนิน มันทำร้ายประชาชน มันขัดกับ The Rule of Law ทำในนามพระราชบัญญัติ และพระราชกำหนด แต่ไม่ใช้ในนามของนิติธรรมและนิติรัฐ ถ้าศาลตัดสินแบบนี้เราก็ควรจะเอาศาลมาขึ้นศาล และคำถามต่อไปคือว่า ใช่เราจะต้องเชื่อฟังกฎหมาย แต่เราจะหากฎหมายนั้นได้อย่างไร เพราะบางสิ่งนั้นไม่ใช่กฎหมาย มันเป็นแค่ พรก. ฉุกเฉิน

ผู้พิพากษาก็ควรได้รับการพิพากษา อำนาจนั้นต้องแยกกัน ถ้าแยกกันแล้วจะเอาอะไรผิดอะไรถูก ไอ้การที่เราเรียกว่า The Separation of Powers เขาก็จะบอกว่าเพื่อให้สมดุล ผมก็ไม่เข้าใจ เพิ่งเร็วๆ นี้เอง ผมเพิ่งเข้าใจคือ ปัจจุบันในสังคมไทย เราจะเห็นมากเลยว่าทำไมอำนาจไปทางเดียวกันหมด สื่อก็ไปทางเดียวกัน พวก ส.ส. รัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน พวกคหบดีทั้งหลาย รวมทั้งผู้มีอันจะกินก็ไปทางเดียวกัน คนจำนวนหนึ่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็คิดไปเช่นนั้น ไปทางเดียวกัน จะพูดเลยก็ได้ว่า อำนาจตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติ อำนาจทางสังคม อำนาจในการสื่อสาร ตอนนี้มันเป็น Unification ของหลายๆ อำนาจแม้แต่ประชาสังคม ซึ่งกำลังตื่นเต้น ดี๊ด๊ากันใหญ่ สิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันคือ ทำไมเราต้องแบ่งแยกอำนาจเหล่านี้ แล้วมีอำนาจอะไรที่เหนือกว่าอำนาจเหล่านี้หรือไม่ มีอำนาจอะไรที่เหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อำนาจอะไรที่ควรจะเป็นคืออำนาจอะไร รัฐธรรมนูญเขาก็เขียนนี่ครับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน อำนาจที่เหนือกว่าสามอำนาจนี้ ควรจะได้ใช้อำนาจเพื่อควบคุมอำนาจทั้งสามนี้ ตอนนี้เหลือแค่อำนาจนิติบัญญัติถึงได้มีการเรียกร้องเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถควบคุมอำนาจบริหารได้ มีสภาที่ใหญ่กว่านั้นอีก แต่ที่คุมไม่ได้เลยก็คืออำนาจปวงชนไม่ได้คุมอำนาจตุลาการ อำนาจศาลจะต้องเป็นประชาธิปไตย หรือเราจะต้อง Democratizing the Juridicial มีหลายประเทศที่จะต้องโยงตั้งแต่ศาลแขวงระดับเล็กๆ ที่ประชาชนต้องควบคุม และนี่ทำให้นิติรัฐเป็นนิติรัฐ และเป็นนิติธรรม

ประเด็นสุดท้าย แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ น้ำหนักของความตายมันไม่เท่ากัน 88 คนตายไม่สำคัญเท่าน้องโบว์นะครับ มันลดหลั่นกันไปแต่ละชั้น

กลับมาประเด็นที่ว่าเราต้องมีลำดับการพิจารณาเป็นชั้นๆ ไม่ใช่กฎหมายต้องเป็นกฎหมายนะครับ เป็นมาตรการที่ไม่ได้ไปไหนเลย มีอะไรที่เหนือกว่ากฎหมาย ศีลธรรม ความถูกต้องต้องเหนือกฎหมาย เพรากฎหมายไม่ถูกต้องก็ได้ เราไม่ต้องถึงพระเจ้าหรอกครับ แต่มีหลักการนักประชาธิปไตย ว่าหลักการของกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อ อิสระและเสรีภาพของปวงชน Liberty อิสรเสรีภาพ ต้องมาสูงสุด กฎหมายอันใดที่ขัดกับสิ่งนี้ ต้องถือว่า Unconstitutional คือการล้มมูลฐานของกฎหมายทั้งปวง

สอง คือสิทธิทั้งหลาย สิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ สาม การที่จะดำเนินชีวิตอย่างผาสุก ถ้าหลักการของกฎหมายไม่เป็นไปเพื่อสามข้อนี้ ก็ถือว่ามีอะไรบางอย่างผิดพลาดเกี่ยวกับกฎหมาย

ประเด็นเรื่องการมีอาวุธ ในสหรัฐมีใบอนุญาตให้มีอาวุธ แต่บางประเทศอื่นห้ามเด็ดขาด ห้ามแสดงการมีอาวุธที่ตัว แต่หากโยงเรื่องปัญหาการก่อการร้ายกับการมีอาวุธ กรณี Civil Right Movement กลุ่มที่เรียกร้องติดอาวุธเพราะว่ามีกลุ่มในสหรัฐที่รังเกียจคนดำ ฉะนั้นขบวนการเคลื่อนไหวเขาติดอาวุธเพื่อป้องกันตัว และปรากฏว่าการติดอาวุธของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นการลด เป็นการปรามให้อีกฝ่ายหนึ่งยับยั้งชั่งใจในการทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ทำไมสหรัฐคิดอย่างนี้ว่าติดอาวุธได้ เราย้อนกลับไปว่ามีคนอเมริกันเป็นจำนวนมากที่เป็นโปรแตสแตนท์ มีการฆ่าหมู่ครั้งประวัติศาสตร์เนื่องจากฝ่ายโปรแตสแตนท์ถูกคาทอลิกฆ่าถึงสองหมื่นคน และได้สรุปบทเรียนว่าเพราะไม่ได้ติดอาวุธ ขณะที่บางประเทศติดอาวุธไมได้เด็ดขาด เรากลับมาพิจารณาที่หลักการประชาธิปไตย ก็คือการให้ต่อสู้กัน คุณจะจัดตั้งได้ไหม เป็นองค์กรขึ้นมา คุณจะมีกำลังทรัพย์ของตัวเองได้ไหม คุณจะมีความคิดที่ตรงข้ามกับรูปแบบของรัฐนั้นที่มีอยู่ได้ไหม คุณจะมีการโฆษณาทางความคิดได้ไหม ได้ ยกเว้นอันเดียว ห้ามมีอาวุธ เพราฉะนั้นพรรคการเมืองมีอาวุธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวหรือไม่

แต่เมื่อห้ามอาวุธ แต่ต่อสู้ได้ กติกาคือฝ่ายรัฐก็ต้องไม่ใช่อาวุธกับประชาชน แต่เมื่อมีการปราบปรามก็มีการใช้อาวุธที่ไม่ถึงชีวิต อย่างกรณีอังกฤษ เขาใช้ตำรวจขี่ม้า แล้วมีกระบอง มีเหตุการณ์หนึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างคนประท้วงกับคนที่อยู่บนหลังม้ามีคนเสียชีวิตเพราะม้าตื่น ถือว่าการขี่ม้าเป็นอาวุธชนิดหนึ่งได้ เพราะมันอันตราย ทำให้ตอนหลังมาการปราบปรามประท้วงเขาใช้ม้าน้อยมาก

แต่ก็มีบางกรณีในไอร์แลนด์เหนือ สาธารณชนในอังกฤษบางส่วนยังเห็นด้วยว่าตำรวจต้องติดอาวุธเพราะฝ่ายไออาร์เอ ก็มีอาวุธ และไม่ปฏิเสธ ฉะนั้นการให้ฝ่ายรัฐบาลมีอาวุธก็ไม่ถึงกับชอบธรรม แต่เข้าใจได้

ทีนี้กรณีของไทย อาวุธที่เขาใช้ มีภาษาอังกฤษติดเลย “Live Firing Zone” แล้วเขาก็ไม่อายเลย ติดอยู่ตรงประตูน้ำ ติดเป็นภาษาอังกฤษด้วย และใช้กองทัพที่เต็มที่นะครับ ใช้รถถัง จัดการกับป้อมไม้ไผ่ที่ราชประสงค์ ผมชอบมาก อยากเห็นอีก บางคนบอกจบหน้านาจะมาใหม่ขอให้จริงเถอะ

การที่ใช้รถถังออกมา ละเมิดข้อตกลงพื้นฐานของกติกาประชาธิปไตย การอ้างชุดดำ นอกจากวันที่ 10 เม.ย. แล้ว วันที่ 19 พ.ค. มีทหารคนไหนตายบ้าง มาตรฐานคงเส้นคงวา ไม่ลักลั่นคือ กูทำอะไรก็ได้ แต่มึงต้องทำอย่างที่กูบอก

การพูดถึงนิติรัฐ ไม่ใช่แค่สิ่งที่รัฐจะทำกับประชาชน แต่รัฐและสังคมต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน กฎนี้ต้องควบคุมรัฐด้วย ไม่เช่นนั้นจะบิดเบือนไปเลย

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเปิดอกก็คือ ตอนนี้อย่างที่เราทราบ เราทุกท่านทราบดีถึงความแตกแยกในสังคมไทย ส่วนหนึ่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์และราชดำเนินปีที่แล้ว คนเสื้อแดงชุมนุมได้เป็นความสำเร็จของคนที่ต่ำต้อยน้อยหน้า นี่ไม่ได้เป็นวิกฤตอะไรเลย การอยู่เฉยๆ ให้เขาเหยียบสิครับถึงจะเรียกว่าวิกฤต แต่ตอนนี้หน่วยทางสังคมไทยที่แตกแยกออกเป็นสองข้างเป็นอย่างนี้หมด ตอนนี้เป็นเวลาที่เรามาเช็ดน้ำตาเช็ดเลือดกัน ทำยังไงที่เราจะมีวิธีที่จะต่อสู้กันโดยไม่ให้เลือดตกยางออก ขอให้หลายๆ ฝ่ายมาร่วมคิดกัน ไม่ใช่มาดีกันเกี่ยวก้อยเหมือนเด็กประถม แต่อยากจะมาคุยกันว่าเราจะมาสู้กันอย่างไร โดยไม่ให้ถึงขั้นที่จะต้องฆ่ากัน อาจจะมีบาดเจ็บ ด่าทอ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และถ้ามีการต่อสู้กันอีก ซึ่งก็หวังไว้เช่นนั้น ขอว่าอย่าใช้รถถัง อาวุธหนัก อาวุธสงครามเมาปราบปราม แต่อย่าให้มนุษย์ของเราและอย่าให้คนของเราเป็นผักเป็นปลากันต่อไป หลักคือต้องรักษาชีวิต และวาระซ่อนเร้นคือถ้าสู้กันอย่างนั้นเราสู้เขาไม่ได้

อภิปราย

ประชาชนผู้ร่วมเสวนา: ผมอยากให้จัดงานนี้ให้กับชนชั้นล่าง เพราะเขาคือคนที่ขับเคลื่อน แต่เขาขาดความรู้ทั้งแง่กฎหมาย ถ้าสามารถไปติดพลังให้พวกเขา เขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่าให้เขาเป็นขนนกไปตลอดชีวิตเลยครับ

ประชาชนผู้ร่วมเสวนา: ประชาชน ตั้งแต่เลือกตั้งมา ไม่เคยมีที่ระบบอำมาตยามีอำนาจมากขนาดนี้ เหตุการณ์พฤษภามหาโหดเหมือนหกตุลาเลยครับ ที่สำคัญคือหลังจากปฏิบัติ 19 กันยา ก่อนปฏิวัติ อำมาตยาได้ฟื้นอำนาจขึ้นมาอย่างน่ากลัวมาก ทั้งทางกายภาพ คือรัฐธรรมนูญ และคนที่ไปวางไว้ในกระบวนการยุติธรรม และที่สำคัญคือการฟื้นอำนาจในทางความคิดจิตวิญาณที่สามารถดึงกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยได้มาก และกลุ่มนี้เป็นพลังสำคัญที่คอยสร้างความชอบธรรมให้ หนังสือพิมพ์บางฉบับถึงขนาดตั้งคอลัมน์ใหม่ คือตุลาการภิวัฒน์ เผยแพร่ความคิดให้สังคมหลงใหลได้ปลื้มไปกับตุลาการภิวัฒน์

การทีอภิสิทธิ์ได้รับการโหวตในสภาเป็นการรัฐประหารซ้ำ โดยแนบเนียนมาก และเราเห็นว่าศาลสนองคำสั่งของ ศอฉ. เป็นเอกภาพ รัฐไทย ผสมผสานกับมาร์กอสกับพม่า มันมีคณะตัดสินใจสูงสุดในทางการเมือง คนที่มาจากทหารก็ยังจัดแถวทหาร มีการบัญชาการอย่างเป็นเอกภาพ และอาวุธชิ้นใหม่ มีสื่อยึดความเป็นใหญ่ทางอุดมการณ์การที่เขาฆ่าคนเป็นร้อยคน มันเฉยๆ เลย เขาสามารถสร้างกระแสสังคม สามารถกำหนดกระแสสังคม ใช้ความยุติธรรมเยียวยามาล้างการฆ่าคนได้ แต่งเพลงอะไรต่างๆ นี่เป็นสังคมที่น่ากลัวมากๆ ไม่มียุคไหนที่จะมืดเท่ายุคนี้ อีกแล้ว

โพลไม่แน่ใจแผนปรองดองสำเร็จ

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง"ครบ 1 เดือน การสลายการชุมนุม" จากประชาชน 2,274 คน สรุปว่า ร้อยละ 48.28 คิดว่าสภาพความขัดแย้งยังคงเหมือนเดิม เพราะความขัดแย้งเกิดจากคนบางกลุ่มมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาไม่ได้รับการชี้แจงหรือคลี่คลายให้หมดไป ร้อยละ 39.65 คิดว่าดีขึ้น เพราะคนไทยได้บทเรียนครั้งใหญ่ ร้อยละ 12.07 คิดว่าแย่ลง เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน

ร้อยละ 66.93 มองว่าหลังสลายการชุมนุม 19 พ.ค. บ้านเมืองยังเหมือนเดิม เพราะนักการเมืองยังเป็นไม้เบื่อไม้เมา ร้อยละ 22.81 แย่ลง เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอกกัน ร้อยละ 10.26 ดีขึ้นเพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน ขณะที่ร้อยละ 34.48 ยังไม่แน่ใจว่าความปรองดองที่หลายฝ่ายพยายามสร้างขึ้นนั้นจะสมหวังมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 25.86 คิดว่าน่าจะสมหวัง เพราะทุกฝ่ายต้องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ร้อยละ 20.69 มองว่าคงไม่สมหวัง เพราะการเปลี่ยนความคิดคนเป็นเรื่องยาก ร้อยละ 15.52 มองว่าไม่สมหวังแน่นอน เพราะไม่เชื่อว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริง

เมื่อถามว่าทำอย่างไรความปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้ อันดับ 1 มองว่าคนในชาติต้องสมัครสมานสามัคคี รองลงมาคือนักการเมืองต้องลดทิฐิ รับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนอุปสรรคของการปรองดองนั้น ร้อยละ 57.78 มองว่าเรื่องการแตกแยกทางความคิด ร้อยละ 18.63 ความไม่จริงใจในการแก้ปัญหา ปกปิดข้อเท็จจริง ร้อยละ 12.57 ความเหลื่อมล้ำในสังคมและร้อยละ 11.02 การไม่เคารพกฎหมายและกติกาของสังคม

ส่วนบุคคลที่จะช่วยให้มีความสมหวังเรื่องปรองดอง อันดับ 1 ร้อยละ 41.33 นายกฯ อันดับ 2 ร้อยละ 35.61 นักการเมือง อันดับ 3 คนไทยทุกคนร้อยละ 13.27 อันดับ 4 นายอานันท์ ปันยารชุนและน.พ.ประเวศ วะสี ร้อยละ 4.99 และอันดับ 5 สื่อมวลชน ร้อยละ 4.80

สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่องแกนนำชุมชนคิดอย่างไรต่อแผนปรองดองแห่งชาติและแนวทางสู่ความสำเร็จ โดยศึกษาจากแกนนำชุมชนใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 1,065 ตัวอย่าง สรุปว่า แกนนำชุมชน ร้อยละ 88.8 ยอมรับค่อนข้างมากจนถึงมากที่สุดต่อประเด็นแผนปรองดองในการปกป้องสถาบันและเชิดชูหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ 74.6 ยอมรับค่อนข้างมากจนถึงมากที่สุดในประเด็นแผนปรองดองเรื่องการทำให้เกิดสวัสดิการที่ดี มีความเท่าเทียมกันและมั่นคงในชีวิต

ร้อยละ 69.4 ยอมรับค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อการปฏิรูปสื่อมวลชน ขณะที่ร้อยละ 65.7 ยอมรับค่อนข้างมากจนถึงมากที่สุดในการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุความรุนแรง ร้อยละ 61.8 ยอมรับค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อการแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมือง และร้อยละ 68.2 ยอมรับรายชื่อคณะกรรมการแผนปรองดองค่อนข้างมากจนถึงมากที่สุด

ร้อยละ 52.0 เชื่อมั่นค่อนข้างมากจนถึงมากที่สุดต่อความพยายามของนายกฯในการสร้างความ ปรองดอง โดยร้อยละ 24.0 เชื่อมั่นระดับปานกลางและร้อยละ 24.0 เชื่อมั่นค่อนข้างน้อยจนถึงไม่เชื่อมั่นเลย

ทั้งนี้ ร้อยละ 71.7 ระบุว่ารัฐบาลต้องทำแผนปรองดองให้ได้ตามที่พูดโดยเร็ว ร้อยละ 68.2 ระบุว่าคณะกรรมการแต่ละชุดต้องมาจากหลายฝ่ายและต้องปรองดองกันก่อนให้ประชาชนปรองดอง ร้อยละ 65.0 ระบุต้องมีแนวทางปฏิบัติโปร่งใส ร้อยละ 62.9 ให้อิสระคณะกรรมการทำงานเต็มที่ ร้อยละ 61.8 เน้นความปรองดองระดับท้องถิ่น หมู่บ้านและชุมชน ร้อยละ 61.1 ไม่ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ร้อยละ 60.0 เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนควบคู่ไปด้วย ร้อยละ 53.6 เน้นบังคับใช้กฎหมายและร้อยละ 52.7 เน้นให้ปรองดองอย่างเป็นธรรมไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนจุดยืนทางการเมือง พบว่าร้อยละ 53.8 ไม่ขออยู่ฝ่ายใด ร้อยละ 31.8 สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 14.4 ไม่สนับสนุนรัฐบาล
ที่มา.ข่าวสดรายวัน

“ไอดอลตัวพ่อ”!!

“ไอดอลตัวพ่อ”!!
“กลุ่มดุสิต ๙๙” ยุคไดโนเสาร์เต่าล้านปี... เกษม จาติกวณิช (ลุงขุนคลังกรณ์) หมออรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ่อนายกฯอภิสิทธิ์) อานันท์ ปันยารชุน ทำฝันเป็นจริง ยังไม่สมใจพอ ส่งไม้ต่อ สู่ยุคลูกหลาน “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “ขุนคลังกรณ์ จาติกวณิช” ผูกสายโยงระยาง..สร้างอำนาจพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทางนายกฯอภิสิทธิ์ ระหว่างตัวพ่อ “กลุ่มดุสิต ๙๙” ของ “เกษม-หมออรรถสิทธิ์-อานันท์”...เป็นไม้เบื่อไม้เบา กับ “เทพเจ้าประชาธิปัตย์” นายหัวชวน หลีกภัย มาช้านาน..เมื่อ “กลุ่มดุสิต ๙๙”แผ่แม่เบี้ยขยายอำนาจไม่หยุดหย่อน ย่อมทำให้ “สะตอชวน หลีกภัย” ไม่พอใจ!!! “อภิสิทธิ์”ชนะมาร้อยศึก..แต่ถ้ายังเปิดเกมลึก?...อาจสะดุดกึก ด้วย “บิ๊กชวน”ง่ายง่าย??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“รัฐธรรมนูญหน้าแหลมฟันดำ”
ผลพวงแห่งความวิบัติของชาติ ที่พาคนทั้งแผ่นดิน เป็น “เสื้อต่างสี” ..ล้วนเกิดจาก “รัฐธรรมนูญ ปี ๕๐” ที่ทำให้เกิดความระส่ำ?? การที่, “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นิมนต์ ประเคนตำแหน่ง ให้ “สมบัติ ธำรงรัญวงศ์” อธิการบดีนิด้า ผู้ฝักใฝ่สี? ...ย่อมไม่ดี เพราะคนมองว่าไม่เป็นกลาง เขามีใจอยู่แล้ว ในการเลือกสี....เอามาทำหน้าที่ คงไม่เหมาะ กระมัง อีกทั้ง “ท่านสมบัติ” ก็มีความคิดแตกต่างกับบุคคลในสังคมชั้นนำอยู่หลายคน...ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์นักคิด “เสกสรร ประเสริฐกุล”, “จาตุรนต์ ฉายแสง” , “ภูมิธรรม เวชยชัย” “หมอมิ้ง” พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช” ล้วนเป็น “สหาย”ที่อยู่ในป่า แต่แตกความคิดกันยับ!!! ขนาดคนเคยทุกข์เคยยาก...ยังเข้ากันลำบาก?..ไม่รู้บากหน้า เชิญมาเป็น ทำไมเล่าครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

คู่ในฝัน ชิงบอลโลกที่แอฟริกา
คนอยากเห็น “บราซิล” ปะทะแข้งรอบชิง กับ “อาร์เจนติน่า” เหมือนกันกับหุ้นส่วนการเมืองร่วมชีวิต ระหว่าง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กับ “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ครอบ พรรคภูมิใจไทย เอาไว้ได้หมดคนนี้ “โต๊ะบอล” เปิดราคาแค่ “ปอปอ”...สำหรับคนจ่อคิว เป็น “นายกฯ”อีก ๘ ปี “เนวิน” เหมือนกับ “อาร์เจนตินา” คมเฉียบด้วยลูกบุก การกระทำ บุกปีกซ้ายดีปีกขวาเด่น ทะลวงด้านหน้า ก็มีโอกาสยิงประตู ทุกจังหวัด...ด้าน “สุเทพ” ลีลาพริ้ว เหมือนราชันย์ลูกหนัง “บราซิล” เล่นสะสวยด้วยทีมเวิร์ค...เหมือน “สุเทพ” ที่มี “กองทัพ” หนุนเสร็จสรรพ อยู่ทุกด้าน “กูรูผู้รู้” เขาชี้ขาด ... “ท่านสุเทพ” จะผงาด...คุมอำนาจก่อน “เนวิน”ก็แล้วกัน???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เป็น “กระดูกชิ้นใหญ่”ที่ขวางทาง
ฉะนั้น, เพื่อให้ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็น “เสือข้ามห้วย” กลับมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” กันอีกครั้ง?? หนทางเดียว ที่จะให้ “นายกฯอภิสิทธิ์” ยืนแป้นครองอำนาจประเทศไทยได้...ก็ต้องทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ที่มีกัปตันใหญ่ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” และ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” เป็นห้องเครื่องอยู่ โดนย่อส่วนเล็กลงมา อยู่อย่างไม่มั่นคง จึงมีการดูด “เพื่อไทย” เป็นรายวัน...เพื่อให้ “สาละวันเตี้ยลง” ยิ่ง “พรรคเพื่อไทย” แตกแยก แตกขั้ว แตกก๊ก กันมากเท่าไหร่?...วันนั้น “ประชาธิปัตย์” ชิงความได้เปรียบ “ประกาศยุบสภา” กันทันที ถ้าพรรคเพื่อไทยเกาะกลุ่มกันไม่อยู่...จะแพ้ทุกประตู?..สู้ไม่ได้ บนสนามเลือกตั้ง น่ะสิ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เหมือน “แม่ปูสอนลูกปู”
ตัวเองทำไม่ได้....ยังมาทำ “ไขสือ” ตีหน้าตาย อีกแหละแม่อีหนู ภาพสวย รวยคำพูดเสียจริง สำหรับ “นายกฯมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดคอร์สอบอรบ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อย่าไปทัวร์ราชการต่างประเทศ เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณ เงินทุกบาททุกสตังค์... “กระทรวงการคลัง” แบกหน้าไปกู้มาทั้งนั้น ก่อนที่ “ท่านนายกฯอภิสิทธิ์” จะเปิดหัวใจ อบรม ให้กัณฑ์เทศน์สอนใคร..อยากให้ท่าน ลงหงายแช่เยี่ยว ควบคุม “นักการเมือง” ทั้งที่เป็น “รัฐมนตรี” และ “สส.รัฐบาล” ให้ละอายต่อบาป อย่าคดโกงเงิน อย่างมูมมาม!! คนที่ควรอบรบก่อน...ท่านกลับนิ่งไม่สอน?...ไม่เคยวิงวอน นักการเมืองสักคำ????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

'ทักษิณ'โผล่อัดรัฐเผด็จการ-อ้อนอย่าพนันบอล

"ทักษิณ"ทวิตโผล่อัดรัฐบาลเผด็จการยิ่งกว่าช่วงรัฐประหารไล่ล่าทำลายความเชื่อถือเสื้อแดง ปรองดองไม่จริง หยอดดูบอลโลกทุกคู่ อ้อนอย่าเล่นพนัน

เมื่อเวลา 15.18 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งข้อความผ่านระบบทวิตเตอร์ ระบุว่า ช่วงนี้ประเทศไทยเป็นเผด็จการยิ่งกว่าช่วงปฏิวัติ มีการดำเนินคดีผู้ที่ไม่ใช่พวกรัฐบาล โดยไม่ใช้หลักนิติธรรมและกระบวนการพิจารณาคดีตาม ป.วิอาญา

ปากบอกปรองดองแต่พฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแก ปรองดองในความหมายของรัฐบาลคือปราบคนไทยผู้ไขว่คว้าประชาธิปไตย ปรองดองที่แท้จริงต้องหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลและผู้ที่อาศัยอำนาจมืดในขณะนี้ทำมาหากิน ได้สร้างภาพว่า ทักษิณและเสื้อแดงไม่จงรักภักดีคิดล้มเจ้า มันบ้าไปแล้วไม่เคยคิดเลย สถาบันอยู่คู่สังคมไทยมาหลายร้อยปี แต่ทุกครั้งการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรง ไม่อยู่ในกติกา ก็จะดึงเอาสถาบันฯเข้ามาอ้างเพื่อล้มล้างฝ่ายตรงข้าม เราคนไทยด้วยกันอยากเห็นประเทศเจริญ ประชาชนมีสุข สถาบันฯรุ่งเรือง ต้องหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันแบบไทยด้วยกัน เราเสียหายมาเยอะแล้ว คนเลวกำลังได้ดีบนซากปรักหักพังของชาติความทุกข์ยากของประชาชน ความสูญเสียโอกาสของชาติ ความเสื่อมโทรมของระบบทุกระบบ โดยเฉพาะยุติธรรมและความเคารพศรัทธาต่อกัน

ถ้าบ้านเมืองไหนระบบทำงานไม่ได้ คนเลวได้ดีจนข้าราชการต้องยำเกรง เพราะมีอำนาจจัดการสั่งการได้ ย่อมอันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ทุกฝ่ายมีสติ หยุดคิดสักนิด หันหน้ามาคุยกันดีกว่า ผมพร้อมให้ความร่วมมือทุกฝ่าย ขอให้ปล่อยวางให้ได้ไม่ต้องห่วงเรื่องส่วนตัวผม เอาชาติ เอาประชาชน เอาสถาบันฯ เป็นตัวตั้งหลัก ที่พูดเช่นนี้เพราะผมเห็นว่าขืนปล่อยไว้นาน จะแก้ยาก ทุกภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม จะกร่อนลงไปเรื่อยๆ ท่านที่ตั้งแง่ใส่ผมเพราะไม่ชอบหรือถูกมอมเมาข้อมูลผิดๆมาตลอดก็ดี ต้องมีสติอย่ารีบโดดเข้าร่วม ให้นึกถึงชาติที่เราเกิด เพื่อนร่วมชาติ และสถาบันฯ แล้วถามตัวเองว่าที่ผมพูดมามันถึงเวลาแล้วยังที่เราจะได้เห็นประเทศไทยกลับมาเหมือนเดิม ไม่หูเบา พินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุและผล ลดอารมณ์และทิฐิลง ขอให้ประเทศไทยรุ่งเรือง มีคนมาเที่ยวมาลงทุน คนไทยยิ้มให้กันได้ไม่แบ่งแยกมีความสุข มีรัฐบาลที่ไม่ใช้คนเลวปกครองข้าราชการ ความยุติธรรมกลับคืน 2 มาตรฐานไม่มี ข้าราชการเติบโตด้วยความสามารถไม่ต้องซื้อตำแหน่ง สื่อเป็นกลางตามวิชาชีพ ความเคารพศรัทธาต่อกันกลับคืน ระบบทุกระบบทำงานได้ตามปกติ

ทั้งนี้ หลังใช้เวลาทวิตรวมกว่าชั่วโมง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ส่งข้อความทิ้งท้ายถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ว่า ดูบอลโลกกันเป็นยังไงครับ ผมก็ดูเกือบทุกคู่ บรรดาดาราดังทั้งหลายเล่นไม่ค่อยดีเลย พวกหน้าใหม่กลับเล่นดีแทบทุกทีม น้อง ๆ อย่าแทงบอลนะครับเป็นห่วง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

รอยเตอร์: ทักษิณและผม

ที่มา – Reuters
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑

เช่นเดียวกับนักข่าวต่างชาติอีกหลายคน ผลจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับวิกฤติการเมืองในประเทศไทย ผมถูกกล่าวหาเป็นประจำว่า ซื่อ งมโข่ง และขาดความสามารถที่จะทำความเข้าใจถึงสถานการณ์อันซับซ้อนได้

แต่ก็ไม่เป็นอะไร แม้กระทั่งเพื่อนสนิทของผมยังเรียกผมว่าปัญญานิ่มอยู่บ่อยๆ แล้วปกติก็เป็นจริงอย่างนั้นนะ

แต่สื่อต่างชาติกำลังเผชิญกับการถูกกล่าวหาในเรื่องอื่น: ถูกกล่าวหาว่าเราตกเป็นเหยื่อ และถูกล้างสมองจากแผนปฏิบัติการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อบางอย่างที่สร้างความงมงายอย่างได้ผลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หรือหนักไปกว่านั้น กล่าวหาว่าเรารับเงินจากทักษิณเพื่อเร่ขายเรื่องโกหกใส่ร้ายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย
เรื่องนี้ถือว่าเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี ใครที่คิดว่าทักษิณจะมีสิทธิติดสินบนต่อการบริหารบริษัทสื่อต่างชาติในประเทศไทยเพื่อทำการบิดเบือนสถานการณ์ เป็นแน่ชัดว่า ผู้นั้นมีความเข้าใจอันจำกัดว่าอุตสาหกรรมสื่อของโลกทำงานกันอย่างไร และใครที่คิดว่านักข่าวที่เสี่ยงชีวิตเพื่อดำรงหลักการแห่งความยุติธรรม และความซื่อสัตย์จะถูกอดีตมหาเศรษฐีที่กำลังลี้ภัยซื้อตัวได้นั้น เป็นที่แน่ชัดว่า ผู้นั้นมีเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์อยู่อย่างจำกัด

แต่แทนที่จะชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่อง และข้อผิดพลาดที่มีมากมายเมื่อผู้ตั้งตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นโต้เถียงกัน ผมจึงต้องเล่าเรื่องระหว่าง ทักษิณและตัวผม

ผมมากรุงเทพครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๓ ในฐานะผู้ช่วยสำนักงานข่าวรอยเตอร์ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังค่อยๆฟื้นตัวจากบาดแผลของวิกฤติฟองสบู่ของเอเชียในปี ๒๕๔๐/๒๕๔๓ และอำนาจทางการเมืองใหม่เพิ่งปรากฏโฉมขึ้นมา – ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทยของเขา (ชื่อพรรคการเมืองที่ทักษิณเลือกขึ้นมา โดยเฉพาะในเวลานี้ดูเหมือนเป็นการตั้งเพื่อประชด ในแง่ความแตกแยกที่เต็มไปด้วยความขมขื่น และความเกลียดชัง ซึ่งได้อุบัติขึ้นมาในสังคมไทย)

ผมเป็นผู้ทำข่าวการผงาดในทางการเมืองของทักษิณ คำมั่นในยามหาเสียง และการเลือกตั้งในเดือนมกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งไทยรักไทยเป็นพรรคแรกและพรรคเดียวในประเทศไทยที่กวาดที่นั่งมากที่สุด

ในวันนี้ ทักษิณถูกวาดภาพในประเทศไทยว่าเป็นปีศาจอัจฉริยะ ผู้บงการร่างเงาด้วยทุนทรัพย์อันมหาศาล เป็นเพียงคนเดียวที่เกือบจะลากประเทศเข้าสู่ความหายนะ และความล่มจม แต่เพียงแค่ไม่กี่เดือนแรกที่ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกฯ เขาได้แตกต่างไปจากตัวแทนที่น่าขบขันเหล่านี้ ห่างไกลเกินกว่าที่จะดูเป็นปีศาจอัจฉริยะ ทักษิณสร้างความประทับใจ แทนที่จะเป็นผู้ที่ไม่มีความฉลาดเอาเสียเลย

มารยาท และความเปิ่นได้สร้างรอยด่างพร้อยให้กับภาพพจน์ของทักษิณ และจากที่แย่ กลายเป็นย่ำแย่อย่างหนักเมื่อสมาชิกวุฒิสภาที่น่าจะประสาทอ้างว่าได้พบขุมทอง และพันธบัตรสหรัฐฯที่ถูกทหารญี่ปุ่นที่หลบหนีนำมาทิ้งไว้ปลายสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยซ่อนไว้ในโบกี้รถไฟแวดล้อมไปด้วยกระดูกของทหารญี่ปุ่น ซึ่งทำฮาราคีรี และหนีลึกลงไปในถ้ำใกล้จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนใหญ่ของประเทศมองการอ้างเหล่านี้ว่าเป็นการแต่งเติมรสชาติ แต่ไม่ใช่สำหรับทักษิณ ทักษิณตื่นเต้นขนาดถึงกับรีบรุดไปยังถ้ำด้วยเฮลิคอปเตอร์ และต่อมาประกาศว่าเขาจะใช้ดาวเทียมหาตำแหน่งสถานที่ซ่อนขุมทรัพย์นั้น คุณอ่านรายงานข่าวตำนานเรื่องนี้ได้จาก ที่นี่ และ ที่นี่

อะไรที่เป็นประเด็นสำคัญซึ่งแขวนอยู่ในช่วงเดือนต้นๆของรัฐบาลทักษิณ นั่นคือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ใกล้จะมาถึงว่านายกฯจะถูกห้ามเล่นการเมืองห้าปีหรือไม่ ในข้อหาปิดบังทรัพย์สินบางส่วน นี่เป็นบททดสอบที่ยากลำบากสำหรับประชาธิปไตยของไทย – เป็นเรื่องค่อนข้างแน่ชัดกับใครก็ตามซึ่งว่ากันตามหลักฐานแล้วว่า ทักษิณพยายามปิดบังทรัพย์สินบางส่วนของเขา และทักษิณยังโอนหุ้นจำนวนมหาศาลให้กับคนใช้ และคนขับรถ แต่เขาเพิ่งได้รับชัยชนะจากเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทย ศาลต้องการจะห้ามนายกฯซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลชนจำนวนมหาศาลจริงๆหรือ แม้ว่าจะพบว่าเขาได้กระทำผิดในข้อหาที่มีอยู่

นั่นหมายถึงว่า นอกจากคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งที่ทักษิณได้รับมาอย่างถล่มทลายแล้ว เป็นเรื่องสำคัญสำหรับทักษิณที่จะเลี่ยงความผิดพลาดซึ่งจะทำลายคะแนนนิยม เพราะนั่นจะทำให้ศาลกล้าที่จะตัดสินเอาความผิดกับเขาได้

ผมชี้ให้เห็นจุดนี้จากการวิเคราะห์เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๔:

นายกฯทักษิณ ชินวัตรแห่งประเทศไทยเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่อาจจะต้องถูกเด้งจากตำแหน่งในข้อหาซุกหุ้น ในขณะที่เสียงสนับสนุนจากมหาชนซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้กับคดีซุกหุ้นคดีแล้วคดีเล่า

การแก้ต่างในข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช. นั้นทักษิณจะต้องเจอศึกสองด้าน – ไม่เพียงต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตกเป็นจำเลยต่อความเห็นของคนทั้งประเทศ

ทักษิณถูกโจมตีจากศึกทั้งสองด้านอย่างรวดเร็ว หัวหน้าแผนกวิจัยของบริษัทนายหน้าต่างชาติในกรุงเทพคนหนึ่งกล่าวว่า “เรื่องหนึ่งที่แน่ๆก็คือ การดื่มน้ำผึ้งพระจันทน์มันหมดไปแล้ว” “บรรยากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

นักวิเคราะห์ยังได้ถกเถียงถึงความผิดพลาดของทักษิณเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงเรื่องแหกตาขุมทรัพย์ของชาวญี่ปุ่น:

เรื่องที่ทำให้ทักษิณเสียเครดิตล่าสุดนี้ จากเรื่องไร้สาระเกี่ยวกับตำนานกรุสมบัติในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

สมาชิกวุฒิสภาคนกล้ากล่าวว่า ขุมทรัพย์หลายหมื่นล้านดอลลาร์เป็นทั้งทอง และพันธบัตรสหรัฐฯที่กองทัพญี่ปุ่นทิ้งไว้ถูกขุดพบในถ้ำลึกเข้าไปในป่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาอ้างเรื่องเช่นนี้ และหนังสือพิมพ์ต่างประโคมข่าวว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

แต่ทักษิณถือเอารายงานนี้เป็นจริงเป็นจังพอที่จะบินโดยเฮลิคอปเตอร์ไปสำรวจถ้ำเมื่อวันศุกร์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนกล่าวว่า การขุดสมบัติขึ้นมาจะมีค่าพอที่จะนำมาชำระหนี้สินของชาติที่มีถึง ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาท และนำมาช่วยกู้วิกฤติของชาติที่ย่ำแย่เพราะเศรษฐกิจ

ด้วยพาดหัวข่าวที่มีแต่เสียงเย้ยหยัน ต่อมารัฐบาลได้ออกมายอมรับว่าการค้นพบนั้นเกือบจะเป็นข่าวโคมลอย เนชั่นกล่าวว่า ทักษิณตกเป็น “ตัวตลกอินเตอร์”

รุ่งเช้าของวันต่อมา อย่างเคย ผมจับแท๊กซี่ใกล้ที่พักของผมในซอยสมคิดไปยังสำนักงานรอยเตอร์ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง ถนนพระราม ๔ คนขับฟังรายการวิทยุคุยกับคนฟังที่โทรเข้ามา ในขณะที่ภาษาไทยของผมในเวลานั้นแค่งูๆปลาๆ เป็นที่แน่ชัดว่าคนฟังที่โทรเข้ารายการกำลังแสดงความโกรธเกี่ยวกับเรื่องอะไรบางอย่าง ฟังน้ำเสียงดูแล้วน่าจะไม่มีความสุข ไม่มีความสุขแน่ๆ

ผมเริ่มตั้งใจฟังมากขึ้น เมื่อผมได้ยินบางคนพูดถึงรอยเตอร์

ผมยิ่งต้องตั้งใจฟังหนักขึ้นไปอีก เมื่อผมได้ยินบางคนพาดพิงถึง แอนดรูว์ มาร์แชล

และในขณะที่ผมยังไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังพูดอะไร แต่ผมสามารถบอกได้ว่า พวกเขาโทรเข้ารายการวิทยุนี้ต้องไม่พูดอะไรที่ว่าผมเป็นคนที่วิเศษแน่ๆ ผมรู้จักอยู่สองคำคือ “ไม่ดี” – และดูเหมือนคนจะใช้คำนี้กันมาก

ผมถึงสำนักงานรอยเตอร์ แล้วพบว่า พนักงานกำลังหน้าซีดมองพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์มติชน:

ตัวหนังสือกลางหน้าแรก เป็นพาดหัวข่าวว่า “สื่อเทศประโคม “แม้ว” ตลกอินเตอร์”

แม้วเป็นชื่อเล่นของทักษิณ ในกรณีนี้ สื่อเทศหมายถึงผม

และในขณะเดียวกันผมไม่เรียกทักษิณว่าตลกอินเตอร์แน่ๆ ดูเหมือนมติชนจะแปลบทความของผมอย่างค่อนข้างหละหลวม และได้ฉวยเอาคำพูดมาจากเนชั่นว่าทักษิณได้กลายเป็นตัวตลกในสายตานานาชาติ

ในเนื้อข่าวยังคงกล่าวถึงต่อ ซึ่งข่าวเป็นภาษาไทยอ่านได้จากที่นี่

หากข่าวนี้ลงตีพิมพ์ในปี ๒๕๕๓ สื่อไทยส่วนใหญ่คงยกให้ผมเป็นวีรบุรุษ และคงมีคนที่เล่นเฟสบุ๊คจำนวนนับหมื่นร้องเรียกว่า “เราเกลียด แดน รีเวอส์ แต่เรารัก แอนดรูว์ มาร์แชล”

แต่นี่เป็นปี ๒๕๔๔ คนไทยส่วนใหญ่จะสนับสนุนทักษิณ แม้แต่ผู้ซึ่งไม่สนับสนุนเขายังไม่ขำไปด้วย เมื่อรู้ว่านักข่าวต่างชาติจองหองบางคนที่ถูกกล่าวหานั้นมาเรียกนายกฯของเขาว่า เป็นตัวตลก

หัวหน้าของผมกำลังตื่นตระหนก เสียงโทรศัพท์ในห้องข่าวดังขี้นอย่างไม่ขาดสาย รัฐบาลมีหนังสือประณามข่าวของผม ประชาชนเกือบทั้งหมดในราชอาณาจักรไทย ดูเหมือนว่ากำลังโกรธแค้นในตัวผม

ยิ่งเวลาล่วงเลยไป เรื่องยิ่งเลวร้ายหนักขึ้น ทักษิณถูกตั้งคำถามจากนักข่าวไทยซึ่งต้องการจะรู้ว่า เขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับการที่รอยเตอร์ตั้งฉายานามว่าเป็นตัวตลก เป็นที่รู้กันจนถึงเวลานี้ว่า ทักษิณไม่ใช่เป็นแฟนตัวยงของนักข่าว นอกเสียจากว่านักข่าวจะเห็นด้วยกับเขาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา ทักษิณไม่เชี่ยวชาญในการรับมือกับการวิจารณ์ และเขาเป็นคนขี้หงุดหงิด บุคลิกอุปนิสัยทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายอย่างเพียงพอที่ทักษิณแสดงความเห็นอย่างมีสีสรรของทักษิณกับตัวผม ในเวลานั้นทีวีได้นำออกมาฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า และในสำนักงานของรอยเตอร์ในกรุงเทพได้นั่งจับจ้องอย่างตาไม่กระพริบ ผู้ร่วมงานคนไทยของผมช่วยคอยตามเก็บความเห็นของทักษิณ และแปลให้ผม: “ทักษิณเพิ่งพูดว่า แอนดรูว์ มาร์แชลเป็นนักข่าวที่ขาดจรรยาบรรณ…เขาพูดอีกว่า หากเขามีเวลา เขาจะบุกไปรอยเตอร์แล้วอัดผม…เขาพูดต่อว่า สื่อต่างชาติสมรู้ร่วมคิดต่อต้านทักษิณ และคุณ แอนดรูว์ มาร์แชล ร่วมอยู่ในนั้นด้วย….”

วันรุ่งขึ้น เรื่องนี้ยังคงประโคมเป็นข่าวใหญ่ทั้งในทีวี และพาดหัวหน้าแรกหนังสือพิมพ์ นี่เป็นข่าวพาดหัวจากแนวหน้าเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน

หัวข้อข่าวกล่าวว่า “ทักษิณฉุนถูกสะกิดแผล ขู่ทุบสำนักข่าวรอยเตอร์”
ผมอาจเป็นนักข่าวคนแรกที่ได้รับเกียรติอย่างชวนให้น่าแคลงใจ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวไทย หรือนักข่าวต่างชาติต่างถูกทักษิณเลือกมาวิจารณ์เป็นคนๆไปต่อหน้าสาธารณะ และจนถึงเวลานี้เราทราบกันแล้วว่า ผมไม่ใช่เป็นคนสุดท้าย

ทักษิณไม่เคยมาจัดการผม แต่ในหลายปีต่อมา รายงานข่าวของผมยิ่งสร้างความรำคาญให้ทักษิณหลายต่อหลายครั้ง ผมเสนอข่าวทักษิณถูกศาลรัฐธรรมนูญยกฟ้องอย่างเหลือเชื่อ หลังจากผู้พิพากษาสองคนเปลี่ยนคำตัดสินในนาทีสุดท้าย โดยอ้างว่าได้รับความกดดันจากผู้มีอำนาจ ผมเสนอข่าวการคุกคามสื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งสื่อไทย และสื่อสากล เมื่อพวกเขาถูกโจมตีอย่างหนัก ผมรายงานข่าวความเสื่อมอย่างยิ่งในระบบการตรวจสอบ และการถ่วงดุลอำนาจที่ประเทศไทยนำมาใช้เพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางผิด หากต่างคนต่างทำ ย่อมจะถูกทำลาย และพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ผมเห็นกบฏมุสลิมภาคใต้ของไทยขยายตัวอย่างมั่นคง จนยากที่จะควบคุมหลังจากนโยบายที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ผมรายงานการที่ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายย่อยถูกกระทำวิสามัญฆาตกรรม ในขณะที่ผู้ค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจยังคงสาวไปไม่ถึงตัว ผมนั่งมองการทุจริตที่เฟื่องฟู

ในปลายปี ๒๕๔๕ สงครามในตะวันออกกลางดูจะเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ ผมถูกส่งตัวไปทำข่าวที่คูเวตในขณะที่สหรัฐฯกำลังเตรียมพร้อมที่จะบุกอิรัก หลังจากซัดดัม ฮุสเซนถูกกองทัพสหรัฐฯโค่นอำนาจลง ผมได้รับตำแหน่งหัวหน้าสำนักข่าวรอยเตอร์ในแบกแดด ผมอยู่ที่นั่นสองปีในขณะที่ประเทศเคลื่อนเข้าสู่ภาวะนองเลือด และการจลาจล ชีวิตนักข่าวตกอยู่ในสภาพที่ต้องเสี่ยงตายมากขึ้น ข่าวของเราโดนทั้งถูกประณาม และถูกโจมตีเสมอ ส่วนใหญ่จากเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯซึ่งยืนยันว่าการฟื้นฟูอิรักกำลังดำเนินไปด้วยดี และเป็นผู้ที่ไม่พอใจกับความจริงที่เราเสนอให้เห็นความรุนแรงอย่างน่าสะเทือนใจในการทำลายล้างประเทศ และในช่วงปีแรกๆของการยึดอิรัก ลักษณะการทำงานอย่างมือไม่ถึงที่น่าใจหาย และมีการทุจริต

บางครั้งจะเกิดความเครียดจากการเป็นหัวหน้าสำนักงานของรอยเตอร์ที่ต้องเข้าไปทำข่าวอยู่ใน “พื้นที่สีแดง” กลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหฤโหด ต้องเผชิญกับความกดดันขนาดหนัก และยังถูกระแวงจากผู้เชี่ยวชาญในห้องแอร์ห่างออกไปนับพันๆไมล์ซึ่งคอยกล่าวหาเราเป็นประจำว่าบิดเบือน และขาดสำนึก แต่ผมเรียนรู้ว่า การทำข่าวที่ถูกต้องย่อมขัดกับผู้มีอิทธิพลอันทรงอำนาจในทุกที่ และเป็นปกติที่จะสร้างความโกรธ และการถูกวิจารณ์ การตอบโต้เพียงสิ่งเดียวที่ทำได้ คือการทำงานของคุณให้ดีที่สุด รักษาเกียรติ และหลักการของคุณ และยืนหยัดในเรื่องที่คุณเสนอ

ทุกสองเดือนหรือประมาณนั้นที่ผมได้พักจากแบกแดด และผมจะกลับมาใช้เวลาในประเทศไทยเสมอ เพื่อนสนิทที่สุดของผมบางคนในโลกนี้อยู่ที่นี่ และในเวลานั้น ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ผมจะพัก และผ่อนคลายความเครียด และความน่ากลัวจากอิรัก ยังคงเป็นความรู้สึกเหมือนสวรรค์บนดินในสมัยนั้น ผมต้องเป็นพยานกับการก่อตัวแห่งพายุของความแตกแยกทางสังคม และทางการเมืองในประเทศไทย และการอุบัติของการเคลื่อนไหวของ “เสื้อเหลือง” และการทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อขับไล่ทักษิณ และล้มเหลวที่จะสมานแผลของประเทศ

ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ผมกลับมาประจำที่เอเชีย ตำแหน่งหัวหน้านักข่าวรอยเตอร์ด้านความเสี่ยงทางการเมือง ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนไปทั้งทวีป จากอัฟกานิสถานด้านตะวันตก ไปถึงญี่ปุ่น ยันออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ซึกตะวันออก สำหรับทุกประเทศในเอเชีย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศหนึ่งซึ่งเข้าขั้นเสื่อมจนตกเหวมากที่สุดในหลายปีที่ผ่านมาคือ ประเทศไทย

ครั้งหนึ่งเคยบูมถึงขนาดเป็นหนึ่งในกลุ่ม “เสือแห่งเอเชีย” ของภูมิภาค เศรษฐกิจกำลังไปได้ด้วยดี แม้จะมีความวุ่นวายทางการเมือง – ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจส่งออกมากที่สุดในเอเชียรองจากฮ่องกง และสิงคโปร์ ถูกกระตุ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ภูมิภาคกำลังฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก สำหรับในระยะยาวแล้ว ความเสียหายยังคงเต็มไปด้วยความรุนแรง นักท่องเที่ยวจำนวนมากมีความหวาดกลัว และที่หนักมากไปกว่านั้น บริษัทระหว่างประเทศของต่างชาติได้ขีดฆ่าประเทศไทยออกจากประเทศที่จะลงทุนในโครงการใหม่ การเมืองในไทยค่อนข้างวุ่นวายเป็นประจำ แต่จนไม่นานมานี้ นักลงทุนซึ่งต่างเคยคิดว่าเป็นการปลอดภัยหากทำเพิกเฉยกับประเทศซึ่งมีการก่อรัฐประหารเป็นระยะ และมีความวุ่นวาย ซึ่งพวกเขารู้ซึ้งดีว่าไม่สามารถมองข้ามขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยไปได้ แต่ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว

วิกฤติครั้งนี้ต่างไปกว่าทุกครั้ง การปิดสนามบินจนกลายเป็นอัมพาตของ “เสื้อเหลือง” ในปี ๒๕๕๑ และการที่ผู้ประท้วง “เสื้อแดง” ยึดใจกลางกรุงเทพในปีนี้ ซึ่งจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอันใหญ่หลวงแห่งเดือนเมษายน และพฤษภาคม เมื่อคนไทยต่างฆ่าคนไทยด้วยกันเองบนท้องถนนกลางเมืองหลวงอันสวยงามของพวกเขาเอง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๘๘ ศพ รวมถึง ฮิโระ มูราโมโตะ นักข่าวชาวญี่ปุ่นของรอยเตอร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของผม ถูกสังหารในขณะที่กำลังบันทึกเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ประท้วง และทหารในวันที่ ๑๐ เมษายน

เกือบจะเป็นที่แน่ใจว่า จะต้องเกิดการสูญเสียชีวิตมากไปกว่านี้ในประเทศไทยอีกแน่ หากวิกฤติครั้งนี้ไม่ได้รับการแก้ไข

ทุกอย่างที่ตกค้างนี้เป็นประเด็นที่ทุกคนทราบดี แต่ไม่มีใครกล้าพูดในที่สาธารณะได้ กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชซึ่งเป็นที่เคารพอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ทรงชราภาพ และทรงอ่อนแอ และว่าที่องค์รัชทายาทมิได้ทรงเป็นศูนย์รวมใจเทียบเท่ากับพระบิดา และการที่พระบรมวงศานุวงศ์ของกษัตริย์บางพระองค์ และองคมนตรีบางคนแสดงการเข้าข้างอย่างเห็นได้ชัดในวิกฤติการเมืองในเวลานี้ ทำให้อนาคตแห่งระบบกษัตริย์ของประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพอันตราย

เป็นเรื่องสะท้อนใจที่ต้องนั่งมองประเทศไทยถอยหลังลงคลอง แต่เป็นเรื่องเศร้ายิ่งกว่าสำหรับคนไทยผู้ซึ่งภูมิใจประเทศของตัวเองต้องตกอยู่ในภาวะเช่นนี้

แต่ดูเหมือนว่าคนไทยหลายคนมีท่าทีไม่ยอมรับในเรื่องนี้ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง และชนชั้นสูงในกรุงเทพ พวกเขามีทัศนคติที่ว่า ประเทศไทยยังคงเป็นดินแดนแห่งรอยยิ้มที่เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งทุกคนรู้ถึงฐานะของตัวเองในสังคม และทุกคนต่างยอมรับด้วยความหน้าชื่นตาบาน และพวกเขาดูเหมือนจะเชื่อว่าเหตุการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ไม่มีทางสิ้นสุด หากไม่ใช่เพราะอิทธิพลอันชั่วร้ายของทักษิณ ผู้พยายามก่อปัญหาให้กับดินแดนแห่งสวรรค์ของพวกเขาเองซึ่งมีแต่ความเห็นแก่ตัว พวกเขาอ้างว่า ทักษิณหลอกลวง และติดสินบนชาวไร่ชาวนาไทยทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เพื่อให้พวกเขาลืมกำพืดของตัวเอง หลงผิดกับความจริงของเป้าหมายในชีวิตของพวกเขาที่ว่ามีหน้าที่รับใช้คนร่ำรวยด้วยความยินดี และด้วยความอดกลั้นเท่านั้น พวกเขาคิดว่าหากหยุดทักษิณได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม แม้ไร้ซึ่งคุณธรรม ประเทศไทยจะกลับไปสู่ประเทศตามอุดมคติ และทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม

นี่เป็นมุมมองที่เพ้อเจ้อ ความพยายามทำการท้าทายเรื่องนี้ในประเทศถูกเซ็นเซอร์อย่างไม่ยั้ง และนักข่าวต่างชาติอย่างผมซึ่งแนะนำว่าสถานการณ์อาจจะซับซ้อนไปมากกว่านั้น กลายเป็นถูกบอกว่า ชาวต่างชาติอย่างเรานั้นไม่สามารถเข้าใจถึงความซับซ้อนของประเทศไทย และเราอาจจะรับเงินจากทักษิณ หรือถูกทักษิณล้างสมอง

ให้ผมแจงรายละเอียดอีกครั้ง ถึงเวลานี้ควรเห็นได้ชัดแล้วว่า ทักษิณ และผมไม่ได้เป็นเพื่อนรักกัน ผมไม่มีความหลงว่าทักษิณเป็นใคร หรือทักษิณยึดมั่นในเรื่องอะไร ผมรู้อยู่เต็มอกว่าทักษิณไม่ใช่เป็นนักประชาธิปไตย และมีหลักฐานที่จะให้พิจารณาได้ว่า บทบาทของทักษิณทำให้ในเหตุการณ์ในเดือนเมษายน และพฤษภาคมเลวร้ายลง และเป็นผู้ไม่รับข้อเสนอแผนปรองดองนั้น

แต่การที่จะเชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้เป็นเรื่องระหว่างทักษิณ และประเทศไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความยุติธรรมทางสังคม ในทางประชาธิปไตย และสิทธิเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมหันต์ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้ คนไทยจำพวกที่มองข้ามการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าชาวไร่ชาวนาโง่เขลาต่ำช้า ซึ่งไม่เข้าใจถึงความหมายของคำว่าประชาธิปไตย และความยุติธรรม พวกเขาไม่มีสิทธิที่จะโกรธแค้น และพวกเขารับเงินจากทักษิณ หรือถูกหลอกให้สนับสนุนแผนการอันชั่วชาติของทักษิณ ชินวัตร คนไทยพวกนี้ที่แน่ๆกำลังแสดงความจองหอง ความเป็นสองมาตรฐาน และการดูถูกเหยียดหยามคนยากไร้ ซึ่งคนไทยเหล่านี้อ้างว่าไม่มีตัวตนในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงาม แต่ต้องถูกทำลายเป็นชิ้นๆเพราะความไม่ยุติธรรมในทางสังคม การทุจริตที่ถูกปกป้อง ความเป็นสองมาตรฐาน การเซ็นเซอร์ ลัทธิใช้กำลังทางทหาร การปฏิเสธของพวกศักดินาไม่ยอมรับผลพวงแห่งความเป็นประชาธิปไตย และคลานกลับเข้าไปสู่ลัทธิเผด็จการเต็มรูปแบบ แน่นอน ความซับซ้อน และความยุ่งยากเหล่านี้ ไม่ได้ลดลงอย่างง่ายๆเพียงแค่สีดำและสีขาว (หรือสีแดงและสีเหลือง) ที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง และเต็มไปด้วยความอึมครึม แต่การปฏิเสธที่จะไม่ยอมรับปัญหาที่แสนสาหัส และความคับข้องใจของตัวการของวิกฤติในครั้งนี้ ย่อมยากที่จะหาทางออก

หากมีสิ่งใดที่ผมเรียนรู้ได้จากเรื่องราวของทักษิณและผม สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะทำได้ในฐานะนักข่าวคือ การรายงานอย่างตรงไปตรงมา ให้รับรู้ว่าปัญหาหลักนั้นถูกละเลย เพื่อชี้ให้เห็นว่าพระราชาไม่ได้ทรงสวมเสื้อผ้า

หากเราเห็นกองขี้ควายที่กำลังส่งกลิ่น เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องบอกให้ชัดว่านั่นกองขี้ควาย แต่คนร่ำรวย และผู้มีอำนาจ ยิ่งพยายามชักชวนให้เราเชื่อว่า นั่นน่ะ คือไหทองคำนะ

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“อำมาตย์-ไพร่” เป็นเพียงศัพท์ที่ไร้ความหมาย?

นักปรัชญาชายขอบ

เมื่อถูกถามว่า เป้าหมายของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย คือการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม คิดว่าจะลดช่องว่างระหว่างคำว่า “ไพร่” กับ “อำมาตย์” ที่ถูกบัญญัติขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้หรือไม่อย่างไร นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวว่า

“คณะกรรมการผมจะไม่สนใจเรื่องแบบนี้ ถ้ายกคำว่าไพร่ หรืออำมาตย์ขึ้นมา ผมคิดว่าเป็นศัพท์ที่ไม่มีความหมาย คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้จะไม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่เป็นปัญหาในอดีต แต่แน่นอนความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ว่าจะเป็น เรื่องเงินทอง เรื่องสิทธิ เรื่องโอกาส อันนั้นต้องทำแน่ แต่เราจะไม่ทำในบริบทของสิ่งที่คุณพูด มันคนละเรื่องกัน”

โดยปกติ “คำ” หรือ “ศัพท์” ที่ไม่มีความหมาย คือคำหรือศัพท์ที่ไม่ได้สื่อถึง “ความจริง” (truth) หรือ “ข้อเท็จจริง” (fact) อะไรเลย แต่คำว่า “อำมาตย์” และ “ไพร่” เป็นคำที่สื่อถึงความจริงและข้อเท็จจริงบางอย่างชัดแจ้งเกินกว่าที่ใครจะบอกว่า “ไม่สนใจ” รับรู้ หากมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ในสังคมไทยจริงๆ

ผมคงไม่อธิบายประวัติความเป็นมาของคำสองคำนี้ (เพราะเห็นอธิบายกันไว้มากแล้ว) ขออธิบาย (ตามความเข้าใจของตนเอง) ว่า คำว่า “อำมาตย์-ไพร่” ที่ นปช.นำมาใช้กันในปัจจุบันนั้นเป็นคำที่สื่อถึงความจริงที่ว่า ในสังคมประชาธิปไตยของไทยนั้นมีสถานะแห่ง “ความเป็นมนุษย์” ที่ไม่เท่าเทียมกัน

เราต้องเข้าใจก่อนว่า “ความเป็นมนุษย์ที่ไม่เท่าเทียม” ไม่ใช่ “ข้อเท็จจริง” ในธรรมชาติ แต่เป็น “ความจริง” ที่ถูกสร้างขึ้นในจารีตของสังคมไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แล้วก็ตกทอดมาถึงปัจจุบันที่เป็นสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่

กล่าวคือ ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับหลัก “เสรีภาพ” และ “ความเท่าเทียมของความเป็นมนุษย์” นั้น สังคมไทยยังยึดถือความจริง (สมัยเก่า)ที่ว่า “ความเป็นมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน” โดยชาติกำเนิดและฐานันดร

ซึ่งความแตกต่างทางชาติกำเนิดและฐานันดรนั้นเป็นผลแห่ง “ศีลธรรมที่แตกต่างกัน” ในความหมายที่ว่า คนที่มีชาติกำเนิดสูงและฐานันดรสูงนั้นคือคนที่บำเพ็ญบุญบารมีมามากแต่ชาติปางก่อน ฉะนั้น สมุฏฐานของการจำแนกความแตกต่างทางชนชั้นจึงมาจากการจำแนกความแตกต่างทางศีลธรรม คือการทำความดีมาไม่เท่ากันจึงทำให้สถานะความเป็นมนุษย์ไม่เท่ากัน

การยึดถือความจริงดังกล่าวนี้จึงทำให้เกิด “ข้อเท็จจริง” ในสังคมไทยคือการมีชนชั้น “อภิสิทธิชน” หรือที่ นปช.เรียกรวมๆว่า “อำมาตย์” และชนชั้นสามัญชนที่เรียกรวมๆว่า “ไพร่”

ซึ่งชนนั้นแรกอยู่ในสถานะที่ตั้งคำถาม วิพากษ์ วิจารณ์ ตรวจสอบการกระทำหรือการใช้อำนาจใดๆ อย่างตรงไปตรงมาไม่ได้เลย และเครือข่ายบริวารก็พลอยได้รับสิทธิพิเศษนั้นโดยปริยาย ส่วนชนชั้นหลังที่เป็นสามัญชน (ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลางระดับสูง ระดับกลาง ระดับล่าง และชนชั้นล่าง) คือ “ไพร่” ที่ไม่อาจมีอภิสิทธิ์เช่นนั้นไม่ว่าในทางจารีตหรือทางกฎหมายก็ตาม

ฉะนั้น การจะตัดสินว่า “อำมาตย์-ไพร่” เป็นคำที่มีความหมายหรือไม่ วิธีที่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาคือ

1. ต้องตรวจสอบดูว่าสังคมไทยปัจจุบันยังยึดถือความจริงที่ว่า “ความเป็นมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน” อยู่จริงหรือไม่?

2. ต้องไปดูข้อเท็จจริงว่า สังคมไทยมีระบบอภิสิทธิชนที่ตรวจสอบไม่ได้อยู่จริงหรือไม่? มีระบบอภิสิทธิชนที่พยายามผูกขาดอำนาจการคิดแทน การตัดสินใจแทนประชาชนในเรื่องการเมืองการปกครอง รวมถึงการตัดสินว่าใครเป็นคนดี คนไม่ดี การกำหนดความถูก-ผิดทางศีลธรรม ฯลฯ อยู่จริงหรือไม่?

ถ้าพบว่า 1 และ 2 มีอยู่จริง ก็ต้องถามต่อไปว่า 1 และ 2 สอดคล้องหรือขัดแย้งกับ “อุดมการณ์รัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่” ที่ถือว่าเสรีภาพและความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์คือคุณค่าสูงสุด

หรือถามตรงๆว่า 1 และ 2 เป็นสาเหตุของ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่มีอยู่จริงต่อไปนี้หรือไม่?

1. ความเหลื่อมล้ำในการมีเสรีภาพ ฝ่ายอภิสิทธิชนและเครือข่ายสนับสนุน เช่น รัฐบาล สื่อ นักวิชาการ ชนชั้นกลางในเมืองที่ประกาศตัวปกป้องระบบอภิสิทธิชนมีเสรีภาพเหนือกว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่? (เช่น สื่อของคนส่วนใหญ่ถูกปิด และพวกเขาเหล่านั้นก็ถูกจำกัดเสรีภาพในการพูดความจริง การแสดงออกทางการเมือง ด้วย กฎหมายหมิ่นฯ พรก.ฉุกเฉิน ฯลฯ)

2. เสรีภาพที่สำคัญคือ “เสรีภาพที่จะเป็นมนุษย์” (ความคิดของเปาโล แฟร์) ความหมายง่ายๆ คือมนุษย์ควรมีเสรีภาพจากความโง่ จน เจ็บ เขาจึงจะสามารถพัฒนาความเป็นมนุษย์ เช่น ความสามารถในการใช้เหตุผล การเข้าใจความจริง สัมผัสความดี ความงาม และใช้ศักยภาพสร้างสรรค์สิ่งที่เขารัก หรือที่เขาเห็นว่ามีคุณค่าแก่ชีวิตและโลก สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นอภิสิทธิชน-ไพร่ เอื้อต่อเสรีภาพที่จะเป็นมนุษย์ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่?

3. ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจต่อรองในทางการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสการศึกษา การมีงานทำ การได้รับบริการทางสาธารณสุข การได้รับการปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ฯลฯ เกี่ยวข้องกับการผูกขาดอำนาจทางการเมืองการปกครอง อำนาจทางศีลธรรม ฯลฯ ของระบบอภิสิทธิชนหรือไม่?

หากสามารถอธิบายได้อย่าง “แจ่มกระจ่างหมดจด” ว่า สังคมไทยปัจจุบันไม่ได้ยึดถือความจริงที่ว่า “ความเป็นมนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน” และไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมไทยปัจจุบันมีระบบอภิสิทธิชนที่เป็นสาเหตุของ “ความเหลื่อมล้ำ” ต่างๆจริง จึงจะสรุปได้ว่า “อำมาตย์-ไพร่” เป็นเพียงศัพท์ที่ไร้ความหมาย!

แต่หากยังมีความจริงและข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่ แล้วไม่สนใจ ไม่พูดถึง การปฏิรูปประเทศที่ต้องการให้เกิดประชาธิปไตยที่ประชาชนมีเสรีภาพอย่างเท่าเทียม และมีความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นฐานของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหาอื่นๆก็เป็นเพียง “ละครฉากสุดท้าย” ของระบบอภิสิทธิชนเท่านั้นเอง!

ปรองดองแฝงปองร้าย

กวีประชาไท
เพ็ญ ภัคตะ
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓

ปรองดองต้องปรีดี ใช่กดขี่ชี้นิ้วชัง
เกรี้ยวกราดประกาศดัง ออกคำสั่งให้คืนดี
ปรองดองต้องปรีดา มือยื่นมาหมดไมตรี
หัตถาฆ่าหัตถี มือคุณนี้มีค่าไฉน

ปรองดองต้องปรองธรรม ก่อเวรกรรมคร่ำแค้นใด
กรงขังยังบ่ไข ปรองดองไปเพื่อใครกัน
ปรองดองต้องปรองใจ บาดแผลใหญ่ไยลงทัณฑ์
ห่วงภาพไทยสร้างสรรค์ ชาติคงมั่น คนสั่นคลอน

ปรองดองต้องเท่าเทียม หยุดเล่ห์เหลี่ยมเลิกเสี้ยมสอน
ใส่ร้ายป้ายข่าวร้อน เสรีรอนถูกล่วงล้ำ
ปรองดองลองตรองดู ใครคือผู้ถูกกระทำ
คิดคิดแล้วก็ขำ ทั้งเช้าค่ำพร่ำ “ปรองดอง”