รายการ Lateline ซึ่งเป็นรายการวิเคราะห์ข่าวของ ABC ออสเตรเลีย ได้รับเชิญให้อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ร่วมรายการด้วยการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ และมีการนำเสนอถอดเทปสัมภาษณ์ฉบับตัวอักษรทางเว็บไซต์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
........................
โทนี่ โจนส์ ผู้ดำเนินรายการ
ทักษิณ ชินวัตร ผู้ร่วมรายการ
โทนี่ โจนส์ : นี่คือการสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ทักษิณ ชินวัตร ครั้งแรกสุดของโลกหลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ
คุณทักษิณ ถูกกองทัพรัฐประหารล้มอำนาจไปเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา และกำลังอพยพหนีทางการไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งทางการไทยได้ออกหมายจับเขาในข้อหาการก่อการร้ายเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงซึ่งสนับสนุนเขา
ทางรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้เรียกร้องให้ตำรวจสากลจับกุมตัวและส่งมอบตัวเขาไปยังประเทศไทย
ในคืนนี้ทักษิณเป็นผู้ร่วมรายการที่จะมาพูดคุยกับเราเป็นเวลาสั้นทางโทรศัพท์
ขอบคุณคุณทักษิณ ชินวัตรที่มาร่วมพูดคุยกับเราครับ
ทักษิณ : ขอบคุณครับ ขอบคุณที่ชวนมาร่วมรายการ
โทนี่ : คุณเตรียมตัวพร้อมหรือยังที่จะกลับไปยังประเทศไทยเพื่อเผชิญหน้ากับข้อหาก่อการร้าย ซึ่งพวกเขายกระดับข้อหาให้กับคุณ
ทักษิณ : ก่อนอื่น ขอผมแสดงความเห็นใจต่อการจับกุมตัวชาวออสเตรเลียที่เคยขึ้นเวทีเสื้อแดงก่อน จากการใช้ พรก. ฉุกเฉิน ที่ไม่โปร่งใสของพวกเรา ทำให้ผมเห็นใจเขามาก
แต่อย่างไรก็ตามการจะกลับไปหรือไม่นั้นยังไม่ใช่เหตุที่ต้องพิจารณาโดยเร่งด่วน
สิ่งที่เร่งด่วนในตอนนี้คือเราจะเห็นประเทศไทยกลับมาปรองดอง ซึ่งหมายถึงการปรองดองกันจริง ๆ ได้อย่างไร ถ้าหากผม หากว่าอะไรก็ตาม หากการเผชิญหน้ายังคงดำเนินต่อไป มันไม่เป็นเรื่องดีเลยสำหรับประเทศนี้ พวกเราต้องการเห็นความปรองดองกันเพราะว่ารัฐบาลมักจะพูดเรื่องการปรองดองอยู่เสมอ แต่พวกเขากลับใช้มาตรการเบ็ดเสร็จ (ironfist -- แปลตรงตัวว่ากำปั้นเหล็ก) พวกเขาไม่ได้ใช้วิธีการละมุนละม่อม (velvet glove -- แปลตรงตัวว่าถุงมืออ่อน ๆ ) ซึ่งหมายความว่าพวกเขาใช้วิธีการเผชิญหน้ามากกว่าการปรองดอง
โทนี่ : แต่คุณทักษิณ มันมีข้อกล่าวหารุนแรง เรื่องการก่อการร้าย พวกเขาอาจใช้วิธีการประหารชีวิต คุณเป็นห่วงเรื่องตำรวจสากลจะ...
ทักษิณ : ครับ...
โทนี่ : ...จะ ตามตัวคุณ และจับตัวคุณไหม
ทักษิณ : ไม่ ผม...ผม...
โทนี่ : แล้วก็ส่งตัวคุณกลับไปไทยเพื่อดำเนินคดีในศาล?
ทักษิณ : ผมมั่นใจว่านี่ต้องเป็นคดีและข้อกล่าวหาที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแน่นอน มันไม่มีพื้นอะไรเลย ในใจของผมสละให้กับการชุมนุมอย่างสงบ เท่านั้น ผมสนับสนุนประชาชนของผม ที่พวกเรา ประเทศไทย ต้องการปรองดอง ผมบอกเสมอมาว่าผมต้องการเช่นนี้ คือมีความปรารถนาที่จะให้เกิดการปรองดอง
ผมไม่เคย ไม่เคยที่จะสนับสนุนความรุนแรง และทุกคนที่รู้จักผม และประเทศต่าง ๆ พวกเขาก็รู้ดีว่าไม่มีใคร ที่ไหนเลย ที่อดีตนายกฯ ผู้นี้จะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายและทำร้ายประเทศของตนเอง ไม่มีทาง
โทนี่ : ข้อหล่าวหาที่มีอยู่จำเพาะเจาะจงมากว่า คุณเป็นคนจัดตั้งให้เกิดความวุ่นวายนี้ และคุณก็ให้เงินสนับสนุนเป็นไปได้ว่าจะมีการกำกับปฏิบัติการหรือมีลูกน้องที่คอยเป็นตัวแทนทำงานให้
ทักษิณ : หากกระบวนการนี้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ข้อกล่าวหานี้ก็ไม่เป็นจริงเลย เพราะว่าไม่มีหลักฐานใด ๆ เลยในเรื่องนี้ มันเป็นแค่ข้อกล่าวหาจากฝ่ายเดียว และในวันนี้ทางศาลก็ยอมรับข้อเสนอจากทนายของผมให้มีการระงับหมายจับเพื่อทบทวนในเรื่องนี้อีกครั้ง
โทนี่ : คุณเป็นห่วงเรื่องตำรวจสากลไหม หลังจากที่กระทรวงต่างประเทศของไทยเรียกร้องให้จับตัวคุณ พวกขาจะทำตามไหม
ทักษิณ : พวกเขาจะปฏิบัติตามอย่างแน่นอน แต่ตำรวจสากลมีบรรทัดฐานการตัดสินใจของตนเอง นั่นคือจะไม่ปฏิบัติตามอะไรที่มาจากแรงจูงใจทางการเมือง เรื่องนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างชัดเจน และเป็นการอ้างที่ไม่มีอะไรรองรับ คุณรู้ไหมว่าบางครั้งรัฐบาลไทยก็เรียกร้องให้ตำรวจสากลออกหมายจับผม และตำรวจสากลก็พบทุกครั้งว่าข้อมูลของรัฐบาลไทยนั้นไว้ใจไม่ได้ และมีแรงจูงใจทางการเมือง
โทนี่ : อย่างน้อยก็มีนายพลคนหนึ่ง ที่อยู่ในหมูเสื้อแดงคอยสนับสนุนตุณอยู่ แล้วเขาถูกยิงเสียชีวิตในช่วงที่เกิดความวุ่นวาย คุณยังคงมีคนที่สนับสนุนคุณอยู่ในหมู่ทหารอยู่ไหม
ทักษิณ : คุณรู้ไหมว่ากองทัพนั้นอยู่ภายใต้ระเบียบเคร่งครัด พวกเขาจึงแค่ทำตามคำสั่งของเจ้านาย อย่างไรก็ตามหลายคนก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่กองทัพสังหารประชาชนของตนเอง
สิ่งที่คุณควรเป็นห่วงคือชีวิตของผู้บริสุทธิ์ 88 รายที่เสียชีวิตไป และอีกร้อยแปด อีกพันแปดคนที่ได้รับบาดเจ็บ คุณควรตรวจสอบในเรื่องนี้และการตรวจสอบจะต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมด้วย แล้วตอนนี้ผู้ประท้วงที่บริสุทธิ์กว่า 300 รายก็ถูกจับกุมตัวภายใต้ พรก. ฉุกเฉิน ดังนั้น...ดังนั้น...
โทนี่ : คุณปฏิเสธเรื่องนี้หรือไม่ เรื่องที่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทำไปในนามของคุณด้วย
ทักษิณ : ไม่มีทาง พวกเรา....
โทนี่ : ความรุนแรงกระทำโดยทหาร
ทักษิณ : พวกเราไม่เคย ไม่เคยเลยที่จะก่อความรุนแรง หากคุณมองในวิธีการที่ทหารกดดัน พวกเขาใช้รถถัง ใช้สไนเปอร์ พวกเขายิงทหารนายพลด้วยสไนเปอร์ พวกเขายิงประชาชนจำนวนมากด้วยสไนเปอร์ แม้กระทั่งที่วัดในวันสุดท้ายก่อนพวกเขาจะกลับบ้าน มีการสังหารหมู่ในวัด นี่คือสิ่งที่นานาชาติควรให้ความสำคัญ
โทนี่ : ในหมู๋ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่สันติ มีพวกหน่วยติดอาวุธฮาร์ดคอร์รวมอยู่ด้วย เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่โจมตีสิ่งก่อสร้างหลาย ๆ จุดในกรุงเทพฯ ...
ทักษิณ : ไม่...ผมคิดว่า...
โทนี่ : ...และที่อื่น ๆ หลังจากที่ทหารเข้าสลายการชุมนุม คนพวกนี้เป็นใคร คุณจะบอกว่าคนพวกนี้เป็นใคร
ทักษิณ : ถ้าคุณลองดูคุณจะรู้ว่าทำไมเสื้อแดงถึงเผาเซ็นทรัล ทำไมไม่เผาที่อื่น ต้องเป็นที่เซ็นทรัล ถ้าคุณดูการวิเคราะห์ในไทยคุณจะเข้าใจว่าเสื้อแดงนั้น พวกเขาไม่ได้มีความสามารถมากพอจะเผาสิ่งก่อสร้างทั้งหมดลงได้
พวกเขาอาจจุดไฟขึ้นมาด้วยความโกรธตามที่ต่าง ๆ แต่ก็เป็นแค่ไฟกองเล็ก ๆ ไม่ใช่ไฟกองใหญ่ ๆ การจุดไฟกองใหญ่ขนาดนั้นได้ต้องเป็นผลงานของคนที่เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่ฝีมือเสื้อแดงแน่และมันต้องมีการวางแผนไว้ก่อนล่วงหน้า ผมบอกคุณได้เลยว่าในฐานะที่เคยบวชมาก่อน (ในต้นฉบับใช้คำว่า as an ex-priest) ผมบอกเลยว่ามันวางแผนมาก่อนแล้วและกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ผมบอกได้เลยว่ามันเป็นการสร้างสถานการณ์
แม้แต่อาวุธที่พวกเขาเอามาแสดงให้ดู ก็เป็นอาวุธใหม่เอี่ยมที่ไม่ให้ใครแตะต้อง ความจริงคือไม่มีใครใช้อาวุธพวกนี้เลย หากเสื้อแดงมีอาวุธจริงทำไมไม่มีใครในฝ่ายทหารที่ได้รับบาดเจ็บเลยล่ะ (หัวเราะ)
โทนี่ : ดังนั้นคุณก็เข้าใจแล้วว่าข้อกล่าวหาคือบอกว่าคุณเป็นคนให้งบจำนวนมากให้พวกเขาซื้ออาวุธเพื่อจัดตั้งกลุ่มเสื้อแดง นี่จะกลายเป็นข้อกล่าวหาของคุณ
ทักษิณ : ไม่มีทาง พวกเราจะซื้ออาวุธพวกนี้มาจากไหนล่ะ พวกเราไม่ใช่กองทัพ แล้วเราจะซื้อได้อย่างไร แล้วก็ หากพวกเขามีอาวุธจริง ๆ ทำไมพวกเขาถึงยอมแพ้อย่างง่ายดาย ทำไมพวกเขาถึงไม่ยิงตอบทหาร ทำไมไม่มีการเสียชีวิตจากฝ่ายทหารเลย ดังนั้นคุณจะต้องมีเหตุผลมาก ๆ ในการเข้าใจสถานการณ์
โทนี่ : การประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงจบลงแล้ว มันถือว่าเสร็จสิ้นไปหรือยัง มันจะเกิดขึ้นอีกไหม
ทักษิณ : ผมไม่ทราบ ไม่ทราบ พวกเขาถูกกลบไปแล้วตอนนี้ พวกเขาถูกตามล่าไปทั่วประเทศไทย พวกเขากำลังลำบาก พวกเขาถูกล่า นี่คือวิธีการที่รัฐบาลเรียกว่าปรองดอง โอเค ขอบคุณมาก ขอบคุณ
โทนี่ : ทักษิณ ชินวัตร ผมคิดว่าการคุยกันของเราจะจบลงตรงนี้ เอ่อยังไงก็ดูเหมือนคุณไปก่อนแล้ว ขอบคุณมากที่ร่วมรายการ
ที่มา
Thaksin Shinawatra speaks to Lateline, ABC
........................................................
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ธาตุแท้ ‘เติ้ง’ ยุเลื่อนเลือกตั้งยาว!

แน่นอนว่าหากเป็นคนปกติ เป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง หรือมีวัตถุประสงค์ใดๆ แอบแฝงแล้ว กรณีที่เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมจนมีทั้งผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก...คนที่ได้รับรู้ก็ย่อมจะต้องเศร้าใจ สลดใจเป็นธรรมดา ยิ่งถ้าเป็นคนประเภทใจอ่อน บ่อน้ำตาตื้น ยิ่งหนีไม่พ้นที่จะต้องมีน้ำตาคลอตา หรือมีคราบหยาดน้ำตาให้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญเป็นพิเศษนัดแรก นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นประธานการประชุม ได้ขอให้
ส.ว.ทุกคนยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที แก่ผู้เสียชีวิต 53 ราย และบาดเจ็บจำนวน 415 ราย จากมาตรการกระชับพื้นที่ และกระชับพื้นที่เพิ่มเติมของรัฐบาลที่แยกราชประสงค์ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค. 2553 และไม่แปลกที่ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา 1 ใน กลุ่ม 64 ส.ว. ที่ได้เสนอให้วุฒิสภาพิจารณาวาระตั้ง
คณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อศึกษาและสอบสวนเหตุการณ์ที่รัฐบาลขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน อันเป็นเหตุให้มีการเสียชีวิตและบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่และประชาชนเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ก่อนเป็นวาระแรก โดยระบุว่ากรณีดังกล่าวทำให้มีเหตุต่อเนื่องมาจนถึงการปราบปรามที่แยกราชประสงค์วันที่ 14–19 พ.
ค. นำมาซึ่งเหตุการณ์จลาจล เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกฝ่าย รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นเพื่อให้สาธารณะได้ทราบพัฒนาการของเหตุการณ์อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีวันที่ 19 พ.ค. ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะวันที่ 18 พ.ค. ประธานวุฒิสภาได้มอบให้ตัวแทน ส.ว. ไปเจรจาเพื่อไม่ให้
เกิดการเสียเลือดเนื้อ แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นรัฐบาลกลับสั่งทหารใช้กำลังขอพื้นที่คืนนำมาซึ่งความเสียหาย จึงควรมีคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา ซึ่งสุดท้ายแม้ว่าจะมีคนในกลุ่ม 40 ส.ว.สรรหา อย่างเช่น นายสุพจน์ โพธิ์ทองคำ นายสมชาย แสวงการ นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา จะคัดค้านการขอเลื่อนขึ้นมาเป็นวาระ
แรก แต่ขนาดนั้น กลุ่ม 40 สว.สรรหา และ ส.ว.อื่นๆ อีกส่วนหนึ่งก็ได้เข้าชื่อยื่นต่อนายประสพสุข เพื่อขอเสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วในวุฒิสภา ให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริง หรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ทางการ
เมืองตอนนี้แม้การชุมนุมจะยุติไปแล้ว แต่ปัญหาความขัดแย้งยังมีคงหยั่งรากลึกอยู่มีการกระทำความผิดกฎหมายทั่วประเทศ กลุ่ม 40 ส.ว. ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีการประกาศแผนปรองดองออกมา แต่สถานการณ์ ณ วันที่ประกาศแผนออกมากับสถานการณ์ในวันนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วุฒิสภาจึงเล็งเห็น
ความสำคัญที่จะให้คณะรัฐมนตรีเข้ามาชี้แจงถึงสถานการณ์ ที่เกิดขึ้น โดยจะเป็นโอกาสที่ดีของรัฐบาลในการชี้แจงต่อวุฒิสภา ที่ผ่านมาแม้วุฒิสภาจะเคยขอเปิดอภิปรายไปแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ วันนี้จึงต้องระดมความเห็นหาทางออกไม่ใช่วิกฤติถูกกวาดเก็บไว้ใต้พรม รอวันปะทุขึ้นมาอีก
เช่นเดียวกับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และเพื่อน ส.ว. จำนวน54 คน ก็ได้ร่วมกันเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 161 ยื่นญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลโดยไม่ลงมติ เพื่อให้รัฐบาลมาชี้แจงต่อวุฒิสภาในการประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้โดยเร็ว ในประเด็นเหล่านี้
1. รัฐบาลได้อำนาจมาโดยไม่ชอบอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่
2. การสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ รัฐบาลใช้วิธีการใดทำให้มีคนถูกยิงตายหลายสิบคนและบาดเจ็บจำนวนมาก
3. ความสูญเสียในทรัพย์สินเอกชนซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดขึ้นมาจากการเข้า สลายการชุมนุม รัฐบาลจะชดใช้อย่างไร
4. คนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร
5. ทำไมรัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงแนวทางที่ส.ว.กว่า 60 คนเสนอด้วยการให้มีการเจรจาแทนการเข้าสลายการชุมนุม รัฐบาลเล็งเห็นผลหรือไม่ว่า จะมีการบาดเจ็บล้มตายและสุ่มเสี่ยงต่อการลอบวางเพลิง
6. รัฐบาลใช้แผนการใดในการเข้าสลายการชุมนุม มีการใช้กองกำลังทหารและเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยใด ใช้งบประมาณเท่าไร
7. รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างไร และในทางกฎหมายจะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในทางใดบ้าง
8. การชุมนุมเกิดความสูญเสียต่อสื่อ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการใช้อำนาจรัฐปิดกั้นสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล และใช้สื่อที่เข้าข้างรัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่บิดเบือน รัฐบาลแก้ปัญหาการปิดกั้นสื่ออย่างไร
9. พรรคร่วมรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจในสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ และจะร่วมรับผิดชอบต่อความรู้สึกและความสูญเสียจำนวนมากของประชาชนอย่างไร
10. ปัญหาและข้อเท็จจริงอื่น
กรณีเหล่านี้คือความรู้สึกของประธานวุฒิสภา และ กลุ่มส.ว. ที่เห็นว่าเรื่องนี้คือการสูญเสียที่สมควรจะต้องมีการตรวจสอบ แต่ไม่น่าเชื่อว่า ในขณะที่ วุฒิสภา ซึ่งไม่ใช่นักการเมืองมืออาชีพ ยังรู้สึกสลดใจเศร้าใจ แต่กลายเป็นว่านักการเมืองมืออาชีพ ทั้งๆ ที่ได้ขึ้นมาเพราะประชาชน คนช่วยกันเลือกนั้น บางคนกลับไม่
ได้มีการแสดงออกซึ่งความเสียใจ เศร้าใจกับผู้สูญเสียเลย ที่ผิดคาด และเป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งคือ กรณีของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ยังเกาะหนึบในการเป็นรัฐบาลอย่างไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร กับการมีมติให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการขอคืนพื้นที่และสลายการชุมนุม ทั้งๆ ที่มติในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าอย่างไรพรรค
ร่วมรัฐบาลทุกพรรค ก็ย่อมจะต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด... ซึ่งแน่นอนว่าระดับนักการเมืองมืออาชีพ แถมเขี้ยวโง้งระดับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล หรือผู้อาวุโสของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย ย่อมจะต้องรู้ดีโดยปฏิเสธไม่ได้ แต่ใครจะคิดว่า มาจนถึง พ.ศ. 2553 อย่างนี้แล้ว นายบรรหาร ศิลปอาชา ตัวจริงเสียงจริงเจ้า
ของพรรคชาติไทยพัฒนา จะฉวยโอกาสเล่นบทปลาไหลใส่สเก๊ตอีกครั้งหนึ่ง ให้อ้าปากค้างตกตะลึงพรึดเพริดไปตามๆ กัน อานุภาพในการอยากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมากมายขนาดนี้เชียวหรือ?? ถึงได้ทำให้นายบรรหาร กลายเป็นนักการเมืองเลือกตั้งที่ไม่อยากให้มีการ
เลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว จนถึงขนาดออกโรง วอนให้นายอภิสิทธิ์เลื่อนวันเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 14 พฤศจิกายน... ชนิดยิ่งยืดออกไปได้นานมากเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น นายบรรหารผู้ไม่เคยพูดถึงการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลและพรรคร่วม เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมแล้วเกิดคนตาย บาดเจ็บ และบานปลาย
ไปจนถึงการเผาประท้วงกันวุ่นวายหลายจุด ทั้งๆที่เสียงสะท้อนระงมไปหมดในเรื่องนี้ แต่ใครจะคิดว่า นักการเมืองอาวุโสอย่างนายบรรหาร ซึ่งได้ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในชีวิตบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เพราะผลการเลือกตั้งจากประชาชนมาแล้ว กลับทำเหมือนไม่รู้สึกรู้สมที่มีคนสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ จากการตัดสินใจ
ของรัฐบาล ทำให้มีการวิเคราะห์กันวุ่นไปหมดว่า ยอมเปลืองตัวถูกคนด่ากันอื้ออึงเช่นนี้ มังกรเติ้งดีดลูกคิดในรางแก้ว หวังผลอะไรอยู่ลึกๆ กันแน่ การที่นายบรรหาร หลงจู๊ใหญ่ตัวจริงเสียงจริงของพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องรีบออกมาปูทางให้รัฐบาลลากเกมยาวต่อไป ชนิดไม่เห็นด้วยกับวันที่ 14 พฤศจิกายน ปลายปี
นี้ ทั้งๆที่ทุกพรรคก็ถูกยุบสภาพร้อมกัน และต้องเลือกตั้งพร้อมกัน จึงไม่ควรจะมีใครได้เปรียบเสียเปรียบในการหาเสียงไปมากกว่ากันทั้งนั้น ฉะนั้นเป้าจึงเพ่งเล็งใส่นายบรรหารเต็มๆ ว่า เป้าใหญ่ไม่น่าจะเพราะกลัวการเลือกตั้ง แต่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง งบประมาณประจำปี 2554 เสียมากกว่า เพราะมีทั้งงบปกติ งบลงทุน
ที่เพิ่มขึ้นจากแผนไทยเข้มแข็ง งบชดเชยความเสียหายต่างๆนาๆ จากเหตุวิปโยค คนเสื้อแดงและประชาชน ผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการชุมนุมของม็อบ นปช. แม้ลึกๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยสักนิดว่านายบรรหาร นักเลือกตั้งมืออาชีพจะคิดอย่างนั้นจริงๆ จะสนใจแต่เรื่องผลประโยชน์จนลืมประชาธิปไตยจริงๆ???
เกมนี้ต้องบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง นายบรรหารก็เสี่ยงอย่างมากกับอนาคตการเมือง แต่ถ้าไม่ใช่ เพียงแค่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์งับเหยื่อแล้วตกเป็นจำเลยประชาชน เพราะไปเลื่อนการเลือกตั้งจากวันที่ 14 พฤศจิกายนออกไป... เพราะนายอภิสิทธิ์จะได้มีแต่เสียกับเสีย ถึงขั้นประ
ชาธิปัตย์ อาจจะต้องชวดการเป็นรัฐบาลไปเลยก็ได้... ทั้งๆที่หากเลือกตั้งเร็วที่สุดในช่วงพลังหนุนหนักแน่นเช่นนี้ ควรจะกวาดเก้าอี้ได้มหาศาลด้วยซ้ำ งานนี้ แสบไม่แสบ ลึกไม่ลึก ต้องคอยดูผลลัพธ์จากนายบรรหารนั่นแหละเป็นคำตอบ ปลาไหลใส่สเก็ตจริงๆ เติ้ง!!!
ที่มา.บางกอกทูเดย์
***************************************************
ประชาชนคือประชาธิปไตย
มีหลายคำถาม..ที่เมื่อถามไปแล้วไม่มีใครอยากตอบ...หรือเมื่อตอบไปแล้ว..มันก็ยังเป็นคำถาม..อย่างภริยาถามสามีว่า...คุณรักฉันไหม...มันเป็นคำถาม..ที่รู้คำตอบล่วงหน้า..และถึงจะรู้คำตอบล่วงหน้าไปแล้ว ก็ยังอยากจะถามอีก เหมือนคำถามที่ว่า..ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไร...คำตอบก็คือ...ประชาธิปไตย..แต่คนที่ตอบไป...แน่ใจในคำตอบนั้นหรือ...การเลือกตั้ง..เป็นชีวิตและลมหายใจของ
ประชาธิปไตย..แต่สิ่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งต่างหาก ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย… แขวนป้าย ชวน หลีกภัย...คือชัยชนะของการเลือกตั้งส่วนใหญ่ในภาคใต้...เขาเลือกใครก็ได้เพราะเขาเลือก ชวน หลีกภัย ชวน หลีกภัย เป็นตำนานมานานแสนนาน..มันเป็นประชาธิปไตยแบบมีอัตตา..หรืออัตตาธิปไตย.. ทักษิณ ชินวัตร
เกิดขึ้นมา...ไม่แตกต่างจาก ชวน หลีกภัย ในภาคใต้..เพียงแต่ว่าภาคอีสานมันโตกว่า มันมโหฬารกว่า… ใครก็ได้ถ้าแขวนป้ายทักษิณ… ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง..มี ชวน หลีกภัย กับ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น..ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดบนการเลือกตั้ง...เราดูแคลนว่า..ประชาชนคนไทย ยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง...
แต่มีแค่ 2 คนเท่านั้น..ที่ประชาชนเลือกก่อนวันสมัคร..และรักที่จะเลือกใครก็ได้..ที่ ชวน หลีกภัย และ ทักษิณ ชินวัตร ส่งมา… ประชาชนเดินหน้าไปไกลกว่าองคาพยพทั้งหลาย..ไปไกลและเป็นประชาธิปไตยกว่า..ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย… ถ้าจะให้ประชาธิปไตยเติบใหญ่..ถ้าจะให้วงจรอุบาทว์พ้นไปจาก
ประเทศนี้....จงมอบประเทศนี้ให้กับประชาชน..บนการเลือกตั้งตำแหน่งเดียวคือ....นายกรัฐมนตรี..จากบัญชีปาร์ตี้ลิสต์… ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน..ไม่ใช่จากการเมืองฉ้อฉลในรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน...เขาถึงจะไม่ถูกโค่นล้มจากวงจรอุบาทว์..เขาจึงจะสร้างคณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุดขึ้นมาได้
โดย.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
************************************************
ประชาธิปไตย..แต่สิ่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งต่างหาก ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย… แขวนป้าย ชวน หลีกภัย...คือชัยชนะของการเลือกตั้งส่วนใหญ่ในภาคใต้...เขาเลือกใครก็ได้เพราะเขาเลือก ชวน หลีกภัย ชวน หลีกภัย เป็นตำนานมานานแสนนาน..มันเป็นประชาธิปไตยแบบมีอัตตา..หรืออัตตาธิปไตย.. ทักษิณ ชินวัตร
เกิดขึ้นมา...ไม่แตกต่างจาก ชวน หลีกภัย ในภาคใต้..เพียงแต่ว่าภาคอีสานมันโตกว่า มันมโหฬารกว่า… ใครก็ได้ถ้าแขวนป้ายทักษิณ… ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง..มี ชวน หลีกภัย กับ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น..ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดบนการเลือกตั้ง...เราดูแคลนว่า..ประชาชนคนไทย ยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง...
แต่มีแค่ 2 คนเท่านั้น..ที่ประชาชนเลือกก่อนวันสมัคร..และรักที่จะเลือกใครก็ได้..ที่ ชวน หลีกภัย และ ทักษิณ ชินวัตร ส่งมา… ประชาชนเดินหน้าไปไกลกว่าองคาพยพทั้งหลาย..ไปไกลและเป็นประชาธิปไตยกว่า..ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย… ถ้าจะให้ประชาธิปไตยเติบใหญ่..ถ้าจะให้วงจรอุบาทว์พ้นไปจาก
ประเทศนี้....จงมอบประเทศนี้ให้กับประชาชน..บนการเลือกตั้งตำแหน่งเดียวคือ....นายกรัฐมนตรี..จากบัญชีปาร์ตี้ลิสต์… ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน..ไม่ใช่จากการเมืองฉ้อฉลในรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน...เขาถึงจะไม่ถูกโค่นล้มจากวงจรอุบาทว์..เขาจึงจะสร้างคณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุดขึ้นมาได้
โดย.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
************************************************
เมื่อในประเทศเซ็นเซอร์ก็ต้องดูของต่างประเทศ
ภาพนาทีเกิดเหตุ ใครยิงคนในวัดปทุม
โรดแมป (โรดมึง!...ไม่ใช่โรดกู!!)
ที่มา.วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเขียนบทความชื่อ “ลมแห่งกรรม...กำลังพัดย้อน!!!” ตอนท้ายของบทความชื่อว่า
“...ที่สำคัญคือ หากนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ยังคงดื้อดึงดันยึดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป...
ชีวิตของผู้คนอีกกี่สิบ กี่ร้อย ที่ต้องทับถมกัน ลงไปอีก!!?...”
ปรากฏว่า บัดนี้ นายมาร์ค มุกควาย คงจะเห็นแล้วว่า หากยังขืนดึงดันต่อไป คงจะเป็นการซ้ำเติมชาติบ้านเมือง ให้บอบช้ำหนักเข้าไปอีก เขาจึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยไม่ต้องฟังเสียงพวกกระทกรกในพรรคเดียวกัน โดยยื่นขอปรองดองกับ น.ป.ช. และแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า
จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ วันที่ 14 พ.ย.2553
ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ติดตามเหตุการณ์ ต่างรู้สึกโล่งใจไปตามๆกัน
สำหรับผู้เขียนแล้ว มีความมั่นใจมาตั้งแต่เหตุการณ์ 10 เม.ย.2553 แล้วว่า
นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม คงไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เพราะรัฐบาลของเขา จะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแรงจากกองทัพอีกต่อไป ไม่เหมือนตอนที่จัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องอุ้มกันไปจัดในค่ายของพวกทหาร
การปะทะระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม ที่สี่แยกคอกวัว และถนนราชดำเนิน ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายทหาร ทำให้ พล.อ.อนุพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบกถอดใจ จนหลุดคำพูดออกมา อย่างชัดเจนว่า
“การเมือง ต้องแก้ไข...ด้วยการเมือง!”
ความเห็นส่วนตัวของผม กลับเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว นายพลหัวถลอก ‘อนุพงศ์’ นั้น ตื่นตระหนกอย่างแรง ที่กองทัพบกซึ่งมีตัวเขาเป็นผู้นำ ประสพความเสียหายอย่างหนัก ในการปราบปรามประชาชน
ความย่อยยับจากการพ่ายแพ้ของกองพลสำคัญ พร้อมการสูญเสียนายทหารตัวเด่น ที่มีผลงานในการปราบปรามประชาชนปีกลาย (แทนการปราบปรามอริราชศัตรู) ต้องบาดเจ็บสาหัส พรรคพวกต้องลากถูลู่ถูกังไปตามถนน และตายในเวลาต่อมา ส่วนตัวผู้บัญชาการกองพล ถึงกาลทุพพลภาพ อย่างน่าสังเวช
ปัจจัยเหล่านี้ มีผลกระทบอย่างแรง ต่อกองทัพ!
ที่ดูน่าทุเรศทุรังกาเป็นอย่างมาก คือ กองร้อยยานเกราะที่ยาตราสู่ถนน ด้วยความระเริงใจ เพราะมุ่งมั่นว่าจะไปกวาดล้างชาวบ้านที่มาชุมนุม ได้โดยง่ายดาย กลับถูกฟาดพ่ายยับ ยานเกราะถูกยึดไปเกือบทั้งหมด ที่ตาลีตาเหลือกหนีตายได้ มีเพียง 3 คัน นี่ยังไม่นับรวมอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย ที่ถูกยึดมากองประจานให้โลกได้เห็น
ขวัญทหาร...กระเจิดกระเจิง!
ชื่อเสียงของกองทัพไทย มีอันเสียหายไปทั่วโลก แต่ที่สำคัญนักหนาก็คือ
ทหารเกิดอาการ “เข็ดเขี้ยว” ในการจะต่อกรกับชาวบ้าน การแสดงออกระยะหลัง โดยเฉพาะพวกถือปืนลาดตระเวนในกรุงเทพดูเหมือนเป็นพวกประสาทเสีย ผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
‘ขี้’...คงขึ้นไปอยู่หัวขมอง...เหมือนกุ้ง!!
การไล่ล่าสังหารประชาชน ถูกยับยั้งโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่สำนักข่าวหลายชาติ รายงานตรงกันว่า เป็นทหารที่ไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามประชาชน ที่แค่มาชุมนุมกันทางการเมืองเท่านั้น แต่กลับโดนปราบปรามด้วยความหฤโหดสุดๆ
นี่เองเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นานาชาติได้ทำการกดดันรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะการใช้ทั้งอาวุธสงคราม และยานเกราะบรรทุกอาวุธเต็มอัตราศึก เข้าปราบปรามประชาชน รวมทั้งการใช้พลซุ่มยิง ลอบสังหารผู้คนบนท้องถนน เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ที่น่าขยะแขยงอย่างยิ่ง ทำให้พลโลกถึงกับตกตะลึง กับความโหดเหี้ยมของรัฐบาลไทย และทหารที่ร่วมมือกัน ก่อกรรมทำเข็ญ ให้กับประชาชนคนในชาติเดียวกันแท้ๆ
การที่ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชนอย่างนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดว่า
ฝ่ายทหารขาดความรู้ในการจัดการกับฝูงชน แทนที่จะใช้ตำรวจที่ได้รับการฝึกฝนมา เข้าดำเนินการ เยี่ยงนานาอารยะประเทศ รัฐบาลกลับเลือกการใช้ทหารแทน จึงเป็นการผลักทหารไปยืนคนละฝั่งกับพลเมืองของประเทศ
อย่างโง่เขลาสุดๆ!
การที่ทหารถลำลึกเข้าไปยุ่งกับการเมือง สาเหตุสำคัญเกิดจากการทำ ‘รัฐประหาร’ ยึดอำนาจ เมื่อ 19 ก.ย.2549 นั่นเอง
เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคพวกทักษิณ กลับเข้ามามีอำนาจ เพราะทหารกลัวจะโดนการรุกกลับ จากผู้ที่พวกตนเคยโค่นล้ม พวกผู้บังคับบัญชากองทัพ จึงจำต้องโอบอุ้มพรรคการเมือง ที่พวกตนพอไว้วางใจได้ โดยสนับสนุนและช่วยเหลือแบบ ‘ทั้งลากทั้งจูง’ อย่างสุดกำลังแล้ว แต่พรรคที่ว่า ดันไปพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเสียอีก
ดังนั้น กองทัพจึงจำต้องอุ้มพรรคดังกล่าว ให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ด้วยวิธีการซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่าไม่ถูกต้อง
ผู้คนเขา...รับไม่ได้!
เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาแล้ว จึงปรากฏโครงการต่างๆ รวมตลอดถึงการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสารมวลชนว่า
ทั้งทหารและรัฐบาลโลซก มีผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบร่วมกัน!
ตรงนี้นี่เอง ที่ผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง ที่เขาเห็นว่าการดำเนินการของทหารและพรรคการเมือง ไม่ชอบธรรม พวกเขาจึงออกมาชุมนุมกันอย่างมากมาย อย่างที่เราเห็นกัน ทั้งยังเป็นการชุมนุมต่อเนื่อง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชาติของเรา
กองทัพตัดสินใจผิดพลาดอย่างยิ่ง ที่ไปร่วมมือกับรัฐบาลอย่างแข็งขัน เข้าปราบปรามการชุมนุมด้วยกำลัง โดยหวังจะพิชิตชัยชนะ ในระยะเวลาอันสั้น แต่กลับถูกชาวบ้านตีแตกพ่าย เมื่อ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยสภาพที่บอบช้ำสุดๆ
ผบ.ทบ.จึงออกมาครวญคราง ด้วยเสียงอ่อยๆ ว่า “การเมือง แก้ไขด้วยการเมือง” ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นเอง
นานาชาติที่เฝ้าสังเกตการณ์ ได้ประณามรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง ในการคุกคามต่อเสรีภาพของพลเมือง ฆ่าฟันประชาชนอย่างไร้ความเมตตา
สำนักข่าว VOA (เสียงอเมริกา) สื่อคู่บ้านคู่เมืองของรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งมีบทบาทเป็นกระบอกเสียงสำคัญ ของสหรัฐและโลกเสรี ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสนอข่าวเมื่อวันจันทร์ ที่ 2 พ.ค.2553 อย่างที่ไม่เกรงใจรัฐบาลไทย
‘เสียงอเมริกา’ ว่าเอาไว้อย่างนี้ครับ
...International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงผลกำไร ในกรุงบรัสเซลล์ของประเทศเบลเยี่ยม ระบุว่า
ระบบการเมืองของไทยได้ล่มสลายลง และไม่สามารถแก้ปัญหาความชัดแย้งได้ และการประจันหน้ากันครั้งนี้ อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ไม่มีการประกาศได้ จึงเสนอให้มีคณะคนกลางจากภายนอก ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและรวมถึงผู้ที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยเข้าช่วยในการเจรจา
โดยกลุ่ม International Crisis Group นี้ ยังชี้ด้วยว่า สถาบันที่คนไทยให้ความเคารพ คงไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยคลี่คลายข้อขัดแย้งครั้งนี้ได้ เพราะเป็นความขัดแย้งซึ่งสลับซับซ้อนกว่าที่ผ่านมา...
สื่อสำคัญของโลก อย่างสำนักข่าว VOA หรือเสียงอเมริกา เขานำเสนอ
ตรงไปตรงมา อย่างนี้!
ดังนั้น การที่นายมาร์ค มุกควาย ได้ออกมายื่นข้อเสนอปรองดองนั้น แท้ที่จริงแล้ว เพราะเขารู้ตัวเองดีว่า กำลังย่ำแย่ เพราะพ่ายแพ้ในทุกแนวรบ โดยเฉพาะในสังคมระหว่างประเทศ
สำนักข่าวที่รู้ไส้ในรัฐบาลไทยเป็นอย่างดี คือ CNN ถึงกับถึงเอ่ยเสียงดังฟังชัด ในภาคข่าว 18 นาฬิกา วันพุธที่ 5 พ.ค.2553 ที่เพิ่งผ่านไปหยกๆนี้ว่า
The Red Shirts have brought Thai government to its knees.
ไม่อยากแปล เพราะสำนวนผมมันออกแนวสวิงสวาย จะไปกระเทือนใจกองเชียร์พรรคดักดาน จนลมจับกัน!
แปลเอาเอง ก็แล้วกันนะครับ
นอกจากนั้น สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยังออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลไทย ให้เร่งเจรจาหาข้อตกลงขั้นสุดท้าย เพราะเขาย้ำมาตลอดว่า ความแตกต่างทางการเมือง ควรได้รับแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างสันติ มิใช่การใช้ความรุนแรงบนท้องถนน...
ความจริง...มันเป็นอย่างนี้ต่างหาก!!
ดังนั้น การที่ ศอฉ. (ศูนย์อีเฉาะ) ยังเสือกทำปากดีว่า หากฝ่ายเสื้อแดงไม่รับข้อเสนอ ก็คงจะมีการใช้กำลัง แถมยังมี ส.ว.สาย E-PED อภิปรายยุยงในสภา ให้ล้อมปราบประชาชนเข้าไปอีก
ผมฟังแล้ว...คลื่นไส้มาก!
คนพวกนี้ไม่เคยตีกับฝูงชนจำนวนมากๆ และไม่เคยออกรบเลย จึงได้แต่พูด เพราะนึกว่าการกระทำดังกล่าวนั้น ง่ายดายเสียเต็มประดา เหมือนพวกมันถูก E-PED ลากตั้งเข้ามาเป็น ส.ว. เลยลืมนึกถึงความพ่ายแพ้ของทหาร เมื่อ 10 เม.ย.2553 ไปเสียสนิท
เขียนถึงตรงนี้ อยากเล่าให้ฟังเพิ่มเติมสักนิด ว่า
เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอินทรีย์เหล็กของเยอรมัน ที่ทรงพลัง มีแสนยานุภาพและกำลังรบมหาศาล ได้กวาดต้อนชาวยิวเข้าไปอยู่ที่เก็ตโต (Ghetto) ที่มีสภาพคล้ายค่ายกักกันทั่วยุโรป และกระทำต่อยิว...
เหมือนสัตว์...ไม่ใช่มนุษย์!
เมื่อชาวยิวที่อยู่ในเก็ตโต ในกรุงวอร์ซอว์ (Warsaw Ghetto) ของประเทศโปแลนด์ ได้แข็งข้อต่อเยอรมัน กองทัพอาณาจักรไรซ์ (Reich) ที่สาม ไม่รั้งรอ ส่งทั้งกองพลรถถัง ปืนใหญ่ และทหารราบ เข้าปฏิบัติการล้อมปราบทันที
ฝ่ายเยอรมันใช้รถถังบุกเข้ากวาดล้าง โดยมีปืนใหญ่จำนวนมากยิงสนับสนุน ประเคนใส่เก็ตโตของพวกยิว ซึ่งเป็นเพียงแค่ชุมชนเล็กๆ และชัยภูมิก็ไม่เหมาะในการสู้ศึก (ซึ่งผิดจากสี่แยกราชประสงค์ลิบลับ)
คนยิวสู้รบแบบสุดใจขาดดิ้น (เหมือนคนไทยรบกับทหาร
ที่ย่านราชดำเนิน) ด้วยการสู้รบในแนวป้องกันหรือบังเกอร์ และไล่ยิงกันแบบ...
ตึกต่อตึก!
การรบแบบนี้ ทำให้กองทัพนาซี ต้องประสพกับความสูญเสียหนัก และต้องใช้เวลานานนับเดือน กว่าจะกำราบปราบปรามชาวยิวลงได้
ย่านราชประสงค์นั้น เป็นชัยภูมิที่มั่นทางการทหารชั้นดี ในการตั้งรับศึกแบบ ‘รบในเมือง’ แถมยังมีมูลค่ามหาศาล สุ่มเสี่ยงต่อการเสียหาย และถูกทำลาย ทำให้ยากต่อการตัดสินใจเข้าปฏิบัติการกวาดล้างทำลาย แต่กระนั้นโฆษกสากกระเบือของ ศอฉ. ก็ออกมาพูดจาในทำนองข่มขู่ว่า
จะใช้รถหุ้มเกราะ...เข้าล้อมปราบ!
(และคงตามด้วยทหาร เข้ากวาดล้างพลเมือง ที่ชุมนุมกันอยู่ตรงบริเวณนั้น)
ก็อยากรู้เหมือนกันว่า
ยานเกราะที่เข้ามาปราบ จะฉิบหาย หรือถูกยึดอีกกี่คัน!?
ผมวาดภาพการรบคร่าวๆได้ไม่ยาก เพราะเมื่อเริ่มเข้าปะทะ ตำรวจซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามประชาชน อาจ
ร่นถอย และเปิดทางให้ทหารเข้าดำเนินการเสียเอง จะเกิดการประจันหน้าระหว่าง
ทหารกับประชาชนโดยตรง!
การรบระหว่างพลเมืองไทยและทหาร จะต้องดำเนินไปในท้องถนน อาคารสูง ห้างสรรพสินค้า โรงแรมหรูๆ ซอกตึก ฯลฯและอาจมีกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่ทนเห็นการเข่นฆ่าประชาชนไม่ได้ ออกมาร่วมสมทบ เหมือนเหตุการณ์ที่ราชดำเนิน
การต่อสู้จะขยายวงกว้างขวางออกไป แต่ทหารคงไม่สามารถใช้อาวุธหนักอย่างปืนใหญ่ ยิงถล่มย่านการค้าสำคัญนี้ เพื่อพิชิตศึกเด็ดขาด เหมือนพวกนาซีทำกับชาวยิว เพราะนานาชาติจับจ้องอยู่ โดยเฉพาะสถานทูตอเมริกัน และอังกฤษ ที่อยู่ใกล้สมรภูมิสู้รบ
ดังนั้น หากจะปราบปรามให้ได้ผล ตามแบบการรบในเมือง ก็จะต้องเข้ารบประชิด และหลายๆจุด อาจถึงขั้น
ตะลุมบอน!
ประชาชนที่แยกไม่ออกว่าเป็นสีแดง หรือสีใดๆก็ตาม ที่ตามมาชมการต่อสู้หลังแนวรบ ตั้งแต่ทหารเริ่มทยอยเข้าที่รวมพลก่อนการเข้าตี ชาวบ้านอาจมีอารมณ์ร่วมวงในการต่อสู้ ส่วนจะตีตลบหลังกองทหารหรือไม่นั้น
ยังไม่มีใคร...ทำนายได้
การต่อสู้จะกินเวลายืดเยื้อนานเท่าใด และฝ่ายทหารจะเป็นฝ่ายกำชัยเอาไว้ได้ หรือจะปราชัยซ้ำซ้อน นั้น
ก็ไม่มีใคร...ตอบได้เช่นกัน
ในโรงเรียนเสนาธิการนั้น เขาสั่งสอนกันนักหนา ซึ่งผู้เขียนยังจำติดหูว่า
ก่อนการรบ ใครจะเป็นฝ่ายชนะนั้น พูดไม่ได้เพราะ...
“ยังไม่ได้รบกัน!”
จึงอยากจะเตือนใจทุกคน ว่า
เมื่อยังไม่ได้รบกัน ก็ทำนายผลแพ้ชนะยาก ทายไปแล้วก็อาจผิดได้ง่าย แต่ถ้ารบกันแล้ว คำที่ทำนายล่วงหน้าไว้ อาจพลิกผันได้ง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ คือ
การรบกันที่ราชดำเนินเมื่อ 10 เม.ย.2553 นั้น หากพิจารณาถึงกำลังรบเปรียบเทียบแล้ว ใครๆก็ต่างทำนายว่า ฝ่ายทหารกินขาดทั้งนั้น เพราะผู้ชุมนุมมีเพียงมือเปล่า สู้กันไม่ได้เลย
แต่...พอเอาเข้าจริงๆ ความหาญกล้า ไม่กลัวตายของพี่น้องชาวไทยผู้ชุมนุมต่างหาก ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่ง แค่เสริมด้วยกำลังไม่ทราบฝ่าย เพียง 3-4 คนเท่านั้น ก็สามารถทำลายทหารจำนวนมาก ลงได้อย่างราบคาบ
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทหารส่วนใหญ่นั้น ขาดการฝึกอบรม และรบในเมืองไม่เป็น แถมยังเห็นได้ชัดๆว่าตื่นกลัว จนตกเป็นฝ่ายพ่ายย่อยยับ อับอายทั้งในสายตาคนไทยและชาวโลก
หรือใครจะเถียงว่า...ไม่จริง!?
นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงผู้คนในต่างจังหวัด จะพากันลุกฮือกันขึ้นฉับพลันทันทีที่ทหารลงมือ โจมตีพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของเขาที่สมรภูมิราชประสงค์ โดยพลเมืองเหล่านั้น อาจบุกเข้าโจมตีเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นหน่วยราชการ...
จากนั้น ไฟสงครามจะแผ่ขยาย ลุกลามไปทั่วประเทศ!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
เมื่อมีการเข้าปะทะกันอีก การสูญเสียทั้งชีวิตคนและสินทรัพย์มหาศาล ที่ย่านราชประสงค์ อาจมากมายจนสุดประมาณ
แต่ใช่ว่าฝ่ายพลเมืองจะสูญเสียเท่านั้น ฝ่ายทหารก็จะต้องตาย และฉิบหายอย่างย่อยยับด้วยเช่นกัน...
ไม่เชื่อคำพูดผม...ก็ลองบุกดู!
ถ้าการรบอุบัติขึ้น ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นประการใดก็ตาม ผมบอกได้เลยว่า ต่อจากนี้ไป ค่ายทหารทั่วประเทศ จะไม่มีความปลอดภัยหลงเหลืออีกแล้ว พวกทหารจะต้องหดหัวกันอยู่แต่ข้างในค่ายนั่นแหละ
สิ่งที่ฝ่ายทหารอาจยังไม่คำนึงถึง คือภาพพจน์ของประเทศไทยในสังคมโลก จะเป็นอย่างไร?
เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า?
ฉะนั้น การที่นายอภิแสบฯตัดสินใจ ยอมอ่อนข้อปรองดองอย่างนี้ จึงเป็นการสำนึกบาป แม้จะไม่ทันเวลา เพราะได้ทำให้เกิดผู้คนล้มตายและความเสียหายมากมายไปแล้ว แต่ก็นับว่ายังดีกว่า
ไม่สำนึก...เอาเสียเลย!
อยากจะเคาะต่อมความรับผิดชอบชั่วดี ของผู้บริหารในคณะรัฐบาล และทหารทั้งหลาย แล้วบอกกับพวกเขาว่า
ตอนที่ชาวบ้านขับไล่กองทหาร ออกพ้นย่านราชดำเนิน หากพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายจริงๆ อาคารทั้งสองฟากฝั่ง ริมถนนราชดำเนิน รวมทั้งโรงเรียนสตรีวิทย์ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของฝ่ายทหาร คงวอดวาย
ราบพนาสูร...ไปเรียบร้อยแล้ว!
แต่นี่เป็นเพราะ ในกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่มีผู้ก่อการร้ายอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหา มิใช่หรือ? กลุ่มอาคารต่างๆของทางราชการและเอกชนบนถนนราชดำเนิน และย่านใกล้เคียง จึงอยู่รอดปลอดภัย ไม่ซ้ำรอยเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ซึ่งอาคารกองสลาก และอาคารสำนักงาน กตภ. บนถนนสายประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ พ.อ.ณรงค์ กิติขจร ถูกเผาวอดวายเป็นจุนไป เพราะอารมณ์ของผู้คนที่กำลังคั่งแค้น
หลักฐานก็มีปรากฏชัดอยู่!
ดังนั้น ด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ก่อการร้ายในที่ชุมนุม ตามที่รัฐบาลพยายามใส่ความกล่าวหา อาวุธทั้งหลายที่ถูกยึดมาโดยชาวบ้าน ที่ทหารทิ้งไว้ เพราะรีบเอาตัวรอด หนีตายไปก่อน จึงได้ถูกส่งคืน กลับให้ทางราชการ
อย่างที่เราเห็นกัน!
ขอเตือนรัฐบาลและทหาร จงจำกันให้มั่นว่า...
หากมีความพยายาม ในการเข้าปราบปรามประชาชนอีกครั้ง ความบรรลัยวายวอด จะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เมืองไทยอันงดงามของเรา จะกลายเป็น “แผ่นดินทมิฬ” ไปในทันที เพราะไม่ใช่แต่สงครามกลางเมืองเท่านั้น หากเมื่อการรบอุบัติแล้ว ก็จะลุกลามไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
เกินกำลังเทวดาหน้าไหน จะมาระงับยับยั้งได้!
ผมสงสัยจริงๆว่า ทำไมรัฐบาลนายอภิแสบ จึงดักดาน ไม่เลือกวิธีการเจรจาเสีย ตั้งแต่ต้นมือ กลับดื้อดึงแข็งขึง จนปล่อยให้มีคนล้มตายเยอะแยะ บาดเจ็บก็มากมาย ทรัพย์สินเสียหายมหาศาล จึงจะยอมไต่เล่าเต๊ง ลงมาพูดจา แต่ยังดันออกอาการ‘ยักท่า’ เสียอีก
การเจรจานั้น สร้างความสงบให้บ้านเมืองได้ หากเราเจรจาตอนเช้าไม่สำเร็จ ก็ไปพูดใหม่ตอนกลางวัน ถ้ายังไม่ลุล่วง ก็ไปอีกครั้งในตอนเย็น หากไม่เป็นผล ก็ให้รอไปถึงวันรุ่งขึ้น วันมะรืน และวันต่อๆไป
มันก็ต้องเห็น ‘ทางออก’ กันจนได้!
ไอ้ที่แย่กว่านั้นคนในพรรคดักดาน ที่แก่และเก่ากว่าหัวหน้าพรรค ยังดันทะลึ่ง ออกอาการไม่เห็นด้วย กับท่าทีของหัวหน้าตน ที่เอาชนะประชาชนไม่ได้ จึงยอมเลือกทางปรองดอง โดยพวกดานดักเหล่านี้ ออกมาพูดในทำนองว่า
“โรดแมปนั้น เป็นโรดของมึงคนเดียวนะโว้ย...ไอ้มาร์ค ไม่ใช่โรดของตาชวน โรดไอ้เทือก หรือโรดของพวกกู!”
แม้พวกเราประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ จะไม่ได้สนับสนุนนายมาร์ค มุกควาย แต่ก็คราวนี้คงต้องกัดฟัน แล้วช่วยกันร้องตะโกนดังๆ ส่งเสียงไปถึงหัวหน้าพรรคเก่ากะลา ที่กำลังจะถูกยุบไปว่า
“อภิแสบฯ...เอ็งอย่าไปกลัวโว้ย...ไอ้พวกนี้มันกลัวโดนขุดเรื่องชั่ว เรื่องกิน เรื่องโกง ออกมาตีแผ่ บอกพวกมันไปเลยว่า...
...โรคแมปเป็นของกู พวกมึงมันเป็นแค่ ส.ส. ไม่มีโรดโว้ย
กูคนเดียวเท่านั้น ที่มีโรด ให้เดินไป ‘ยุบสภา’ ได้...
...เข้าใจๆไหม...ไอ้พวกโง่!!”
พูดมันไปแรงๆ อย่างนี้แหละ...ใครจะทำไม!?
ก่อนจะจบ มีคนเขาฝากบอกสมาชิกพรรคดักดาน เพื่อสื่อสารไปถึง ไอ้คนที่คิดจะปราบปรามชาวบ้าน ให้รู้กันชัดๆตรงนี้ว่า
“มึงจะบุกราชประสงค์ ไปฆ่าประชาชนนั้น มันไม่ง่ายเหมือนปิดประตู แล้วแอบตีตูด ‘เมีย’ เพื่อนร่วมพรรค...นะโว้ย!!!”
*************
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเขียนบทความชื่อ “ลมแห่งกรรม...กำลังพัดย้อน!!!” ตอนท้ายของบทความชื่อว่า
“...ที่สำคัญคือ หากนายอภิแสบ ภักดีโพเดียม ยังคงดื้อดึงดันยึดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป...
ชีวิตของผู้คนอีกกี่สิบ กี่ร้อย ที่ต้องทับถมกัน ลงไปอีก!!?...”
ปรากฏว่า บัดนี้ นายมาร์ค มุกควาย คงจะเห็นแล้วว่า หากยังขืนดึงดันต่อไป คงจะเป็นการซ้ำเติมชาติบ้านเมือง ให้บอบช้ำหนักเข้าไปอีก เขาจึงได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยไม่ต้องฟังเสียงพวกกระทกรกในพรรคเดียวกัน โดยยื่นขอปรองดองกับ น.ป.ช. และแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า
จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ วันที่ 14 พ.ย.2553
ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ ที่ติดตามเหตุการณ์ ต่างรู้สึกโล่งใจไปตามๆกัน
สำหรับผู้เขียนแล้ว มีความมั่นใจมาตั้งแต่เหตุการณ์ 10 เม.ย.2553 แล้วว่า
นายอภิแสบ ภักดีโพเดียม คงไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เพราะรัฐบาลของเขา จะไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแรงจากกองทัพอีกต่อไป ไม่เหมือนตอนที่จัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องอุ้มกันไปจัดในค่ายของพวกทหาร
การปะทะระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม ที่สี่แยกคอกวัว และถนนราชดำเนิน ซึ่งจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายทหาร ทำให้ พล.อ.อนุพงศ์ ผู้บัญชาการทหารบกถอดใจ จนหลุดคำพูดออกมา อย่างชัดเจนว่า
“การเมือง ต้องแก้ไข...ด้วยการเมือง!”
ความเห็นส่วนตัวของผม กลับเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว นายพลหัวถลอก ‘อนุพงศ์’ นั้น ตื่นตระหนกอย่างแรง ที่กองทัพบกซึ่งมีตัวเขาเป็นผู้นำ ประสพความเสียหายอย่างหนัก ในการปราบปรามประชาชน
ความย่อยยับจากการพ่ายแพ้ของกองพลสำคัญ พร้อมการสูญเสียนายทหารตัวเด่น ที่มีผลงานในการปราบปรามประชาชนปีกลาย (แทนการปราบปรามอริราชศัตรู) ต้องบาดเจ็บสาหัส พรรคพวกต้องลากถูลู่ถูกังไปตามถนน และตายในเวลาต่อมา ส่วนตัวผู้บัญชาการกองพล ถึงกาลทุพพลภาพ อย่างน่าสังเวช
ปัจจัยเหล่านี้ มีผลกระทบอย่างแรง ต่อกองทัพ!
ที่ดูน่าทุเรศทุรังกาเป็นอย่างมาก คือ กองร้อยยานเกราะที่ยาตราสู่ถนน ด้วยความระเริงใจ เพราะมุ่งมั่นว่าจะไปกวาดล้างชาวบ้านที่มาชุมนุม ได้โดยง่ายดาย กลับถูกฟาดพ่ายยับ ยานเกราะถูกยึดไปเกือบทั้งหมด ที่ตาลีตาเหลือกหนีตายได้ มีเพียง 3 คัน นี่ยังไม่นับรวมอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย ที่ถูกยึดมากองประจานให้โลกได้เห็น
ขวัญทหาร...กระเจิดกระเจิง!
ชื่อเสียงของกองทัพไทย มีอันเสียหายไปทั่วโลก แต่ที่สำคัญนักหนาก็คือ
ทหารเกิดอาการ “เข็ดเขี้ยว” ในการจะต่อกรกับชาวบ้าน การแสดงออกระยะหลัง โดยเฉพาะพวกถือปืนลาดตระเวนในกรุงเทพดูเหมือนเป็นพวกประสาทเสีย ผู้คนเขาวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
‘ขี้’...คงขึ้นไปอยู่หัวขมอง...เหมือนกุ้ง!!
การไล่ล่าสังหารประชาชน ถูกยับยั้งโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่สำนักข่าวหลายชาติ รายงานตรงกันว่า เป็นทหารที่ไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามประชาชน ที่แค่มาชุมนุมกันทางการเมืองเท่านั้น แต่กลับโดนปราบปรามด้วยความหฤโหดสุดๆ
นี่เองเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นานาชาติได้ทำการกดดันรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะการใช้ทั้งอาวุธสงคราม และยานเกราะบรรทุกอาวุธเต็มอัตราศึก เข้าปราบปรามประชาชน รวมทั้งการใช้พลซุ่มยิง ลอบสังหารผู้คนบนท้องถนน เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ที่น่าขยะแขยงอย่างยิ่ง ทำให้พลโลกถึงกับตกตะลึง กับความโหดเหี้ยมของรัฐบาลไทย และทหารที่ร่วมมือกัน ก่อกรรมทำเข็ญ ให้กับประชาชนคนในชาติเดียวกันแท้ๆ
การที่ทหารใช้ความรุนแรงกับประชาชนอย่างนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นได้ชัดว่า
ฝ่ายทหารขาดความรู้ในการจัดการกับฝูงชน แทนที่จะใช้ตำรวจที่ได้รับการฝึกฝนมา เข้าดำเนินการ เยี่ยงนานาอารยะประเทศ รัฐบาลกลับเลือกการใช้ทหารแทน จึงเป็นการผลักทหารไปยืนคนละฝั่งกับพลเมืองของประเทศ
อย่างโง่เขลาสุดๆ!
การที่ทหารถลำลึกเข้าไปยุ่งกับการเมือง สาเหตุสำคัญเกิดจากการทำ ‘รัฐประหาร’ ยึดอำนาจ เมื่อ 19 ก.ย.2549 นั่นเอง
เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคพวกทักษิณ กลับเข้ามามีอำนาจ เพราะทหารกลัวจะโดนการรุกกลับ จากผู้ที่พวกตนเคยโค่นล้ม พวกผู้บังคับบัญชากองทัพ จึงจำต้องโอบอุ้มพรรคการเมือง ที่พวกตนพอไว้วางใจได้ โดยสนับสนุนและช่วยเหลือแบบ ‘ทั้งลากทั้งจูง’ อย่างสุดกำลังแล้ว แต่พรรคที่ว่า ดันไปพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งเสียอีก
ดังนั้น กองทัพจึงจำต้องอุ้มพรรคดังกล่าว ให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ด้วยวิธีการซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่าไม่ถูกต้อง
ผู้คนเขา...รับไม่ได้!
เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาแล้ว จึงปรากฏโครงการต่างๆ รวมตลอดถึงการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสารมวลชนว่า
ทั้งทหารและรัฐบาลโลซก มีผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบร่วมกัน!
ตรงนี้นี่เอง ที่ผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง ที่เขาเห็นว่าการดำเนินการของทหารและพรรคการเมือง ไม่ชอบธรรม พวกเขาจึงออกมาชุมนุมกันอย่างมากมาย อย่างที่เราเห็นกัน ทั้งยังเป็นการชุมนุมต่อเนื่อง ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในชาติของเรา
กองทัพตัดสินใจผิดพลาดอย่างยิ่ง ที่ไปร่วมมือกับรัฐบาลอย่างแข็งขัน เข้าปราบปรามการชุมนุมด้วยกำลัง โดยหวังจะพิชิตชัยชนะ ในระยะเวลาอันสั้น แต่กลับถูกชาวบ้านตีแตกพ่าย เมื่อ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ด้วยสภาพที่บอบช้ำสุดๆ
ผบ.ทบ.จึงออกมาครวญคราง ด้วยเสียงอ่อยๆ ว่า “การเมือง แก้ไขด้วยการเมือง” ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นเอง
นานาชาติที่เฝ้าสังเกตการณ์ ได้ประณามรัฐบาลไทยอย่างรุนแรง ในการคุกคามต่อเสรีภาพของพลเมือง ฆ่าฟันประชาชนอย่างไร้ความเมตตา
สำนักข่าว VOA (เสียงอเมริกา) สื่อคู่บ้านคู่เมืองของรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งมีบทบาทเป็นกระบอกเสียงสำคัญ ของสหรัฐและโลกเสรี ตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสนอข่าวเมื่อวันจันทร์ ที่ 2 พ.ค.2553 อย่างที่ไม่เกรงใจรัฐบาลไทย
‘เสียงอเมริกา’ ว่าเอาไว้อย่างนี้ครับ
...International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงผลกำไร ในกรุงบรัสเซลล์ของประเทศเบลเยี่ยม ระบุว่า
ระบบการเมืองของไทยได้ล่มสลายลง และไม่สามารถแก้ปัญหาความชัดแย้งได้ และการประจันหน้ากันครั้งนี้ อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่ไม่มีการประกาศได้ จึงเสนอให้มีคณะคนกลางจากภายนอก ซึ่งเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและรวมถึงผู้ที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศไทยเข้าช่วยในการเจรจา
โดยกลุ่ม International Crisis Group นี้ ยังชี้ด้วยว่า สถาบันที่คนไทยให้ความเคารพ คงไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยคลี่คลายข้อขัดแย้งครั้งนี้ได้ เพราะเป็นความขัดแย้งซึ่งสลับซับซ้อนกว่าที่ผ่านมา...
สื่อสำคัญของโลก อย่างสำนักข่าว VOA หรือเสียงอเมริกา เขานำเสนอ
ตรงไปตรงมา อย่างนี้!
ดังนั้น การที่นายมาร์ค มุกควาย ได้ออกมายื่นข้อเสนอปรองดองนั้น แท้ที่จริงแล้ว เพราะเขารู้ตัวเองดีว่า กำลังย่ำแย่ เพราะพ่ายแพ้ในทุกแนวรบ โดยเฉพาะในสังคมระหว่างประเทศ
สำนักข่าวที่รู้ไส้ในรัฐบาลไทยเป็นอย่างดี คือ CNN ถึงกับถึงเอ่ยเสียงดังฟังชัด ในภาคข่าว 18 นาฬิกา วันพุธที่ 5 พ.ค.2553 ที่เพิ่งผ่านไปหยกๆนี้ว่า
The Red Shirts have brought Thai government to its knees.
ไม่อยากแปล เพราะสำนวนผมมันออกแนวสวิงสวาย จะไปกระเทือนใจกองเชียร์พรรคดักดาน จนลมจับกัน!
แปลเอาเอง ก็แล้วกันนะครับ
นอกจากนั้น สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยังออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลไทย ให้เร่งเจรจาหาข้อตกลงขั้นสุดท้าย เพราะเขาย้ำมาตลอดว่า ความแตกต่างทางการเมือง ควรได้รับแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างสันติ มิใช่การใช้ความรุนแรงบนท้องถนน...
ความจริง...มันเป็นอย่างนี้ต่างหาก!!
ดังนั้น การที่ ศอฉ. (ศูนย์อีเฉาะ) ยังเสือกทำปากดีว่า หากฝ่ายเสื้อแดงไม่รับข้อเสนอ ก็คงจะมีการใช้กำลัง แถมยังมี ส.ว.สาย E-PED อภิปรายยุยงในสภา ให้ล้อมปราบประชาชนเข้าไปอีก
ผมฟังแล้ว...คลื่นไส้มาก!
คนพวกนี้ไม่เคยตีกับฝูงชนจำนวนมากๆ และไม่เคยออกรบเลย จึงได้แต่พูด เพราะนึกว่าการกระทำดังกล่าวนั้น ง่ายดายเสียเต็มประดา เหมือนพวกมันถูก E-PED ลากตั้งเข้ามาเป็น ส.ว. เลยลืมนึกถึงความพ่ายแพ้ของทหาร เมื่อ 10 เม.ย.2553 ไปเสียสนิท
เขียนถึงตรงนี้ อยากเล่าให้ฟังเพิ่มเติมสักนิด ว่า
เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอินทรีย์เหล็กของเยอรมัน ที่ทรงพลัง มีแสนยานุภาพและกำลังรบมหาศาล ได้กวาดต้อนชาวยิวเข้าไปอยู่ที่เก็ตโต (Ghetto) ที่มีสภาพคล้ายค่ายกักกันทั่วยุโรป และกระทำต่อยิว...
เหมือนสัตว์...ไม่ใช่มนุษย์!
เมื่อชาวยิวที่อยู่ในเก็ตโต ในกรุงวอร์ซอว์ (Warsaw Ghetto) ของประเทศโปแลนด์ ได้แข็งข้อต่อเยอรมัน กองทัพอาณาจักรไรซ์ (Reich) ที่สาม ไม่รั้งรอ ส่งทั้งกองพลรถถัง ปืนใหญ่ และทหารราบ เข้าปฏิบัติการล้อมปราบทันที
ฝ่ายเยอรมันใช้รถถังบุกเข้ากวาดล้าง โดยมีปืนใหญ่จำนวนมากยิงสนับสนุน ประเคนใส่เก็ตโตของพวกยิว ซึ่งเป็นเพียงแค่ชุมชนเล็กๆ และชัยภูมิก็ไม่เหมาะในการสู้ศึก (ซึ่งผิดจากสี่แยกราชประสงค์ลิบลับ)
คนยิวสู้รบแบบสุดใจขาดดิ้น (เหมือนคนไทยรบกับทหาร
ที่ย่านราชดำเนิน) ด้วยการสู้รบในแนวป้องกันหรือบังเกอร์ และไล่ยิงกันแบบ...
ตึกต่อตึก!
การรบแบบนี้ ทำให้กองทัพนาซี ต้องประสพกับความสูญเสียหนัก และต้องใช้เวลานานนับเดือน กว่าจะกำราบปราบปรามชาวยิวลงได้
ย่านราชประสงค์นั้น เป็นชัยภูมิที่มั่นทางการทหารชั้นดี ในการตั้งรับศึกแบบ ‘รบในเมือง’ แถมยังมีมูลค่ามหาศาล สุ่มเสี่ยงต่อการเสียหาย และถูกทำลาย ทำให้ยากต่อการตัดสินใจเข้าปฏิบัติการกวาดล้างทำลาย แต่กระนั้นโฆษกสากกระเบือของ ศอฉ. ก็ออกมาพูดจาในทำนองข่มขู่ว่า
จะใช้รถหุ้มเกราะ...เข้าล้อมปราบ!
(และคงตามด้วยทหาร เข้ากวาดล้างพลเมือง ที่ชุมนุมกันอยู่ตรงบริเวณนั้น)
ก็อยากรู้เหมือนกันว่า
ยานเกราะที่เข้ามาปราบ จะฉิบหาย หรือถูกยึดอีกกี่คัน!?
ผมวาดภาพการรบคร่าวๆได้ไม่ยาก เพราะเมื่อเริ่มเข้าปะทะ ตำรวจซึ่งไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามประชาชน อาจ
ร่นถอย และเปิดทางให้ทหารเข้าดำเนินการเสียเอง จะเกิดการประจันหน้าระหว่าง
ทหารกับประชาชนโดยตรง!
การรบระหว่างพลเมืองไทยและทหาร จะต้องดำเนินไปในท้องถนน อาคารสูง ห้างสรรพสินค้า โรงแรมหรูๆ ซอกตึก ฯลฯและอาจมีกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่ทนเห็นการเข่นฆ่าประชาชนไม่ได้ ออกมาร่วมสมทบ เหมือนเหตุการณ์ที่ราชดำเนิน
การต่อสู้จะขยายวงกว้างขวางออกไป แต่ทหารคงไม่สามารถใช้อาวุธหนักอย่างปืนใหญ่ ยิงถล่มย่านการค้าสำคัญนี้ เพื่อพิชิตศึกเด็ดขาด เหมือนพวกนาซีทำกับชาวยิว เพราะนานาชาติจับจ้องอยู่ โดยเฉพาะสถานทูตอเมริกัน และอังกฤษ ที่อยู่ใกล้สมรภูมิสู้รบ
ดังนั้น หากจะปราบปรามให้ได้ผล ตามแบบการรบในเมือง ก็จะต้องเข้ารบประชิด และหลายๆจุด อาจถึงขั้น
ตะลุมบอน!
ประชาชนที่แยกไม่ออกว่าเป็นสีแดง หรือสีใดๆก็ตาม ที่ตามมาชมการต่อสู้หลังแนวรบ ตั้งแต่ทหารเริ่มทยอยเข้าที่รวมพลก่อนการเข้าตี ชาวบ้านอาจมีอารมณ์ร่วมวงในการต่อสู้ ส่วนจะตีตลบหลังกองทหารหรือไม่นั้น
ยังไม่มีใคร...ทำนายได้
การต่อสู้จะกินเวลายืดเยื้อนานเท่าใด และฝ่ายทหารจะเป็นฝ่ายกำชัยเอาไว้ได้ หรือจะปราชัยซ้ำซ้อน นั้น
ก็ไม่มีใคร...ตอบได้เช่นกัน
ในโรงเรียนเสนาธิการนั้น เขาสั่งสอนกันนักหนา ซึ่งผู้เขียนยังจำติดหูว่า
ก่อนการรบ ใครจะเป็นฝ่ายชนะนั้น พูดไม่ได้เพราะ...
“ยังไม่ได้รบกัน!”
จึงอยากจะเตือนใจทุกคน ว่า
เมื่อยังไม่ได้รบกัน ก็ทำนายผลแพ้ชนะยาก ทายไปแล้วก็อาจผิดได้ง่าย แต่ถ้ารบกันแล้ว คำที่ทำนายล่วงหน้าไว้ อาจพลิกผันได้ง่ายๆ ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ คือ
การรบกันที่ราชดำเนินเมื่อ 10 เม.ย.2553 นั้น หากพิจารณาถึงกำลังรบเปรียบเทียบแล้ว ใครๆก็ต่างทำนายว่า ฝ่ายทหารกินขาดทั้งนั้น เพราะผู้ชุมนุมมีเพียงมือเปล่า สู้กันไม่ได้เลย
แต่...พอเอาเข้าจริงๆ ความหาญกล้า ไม่กลัวตายของพี่น้องชาวไทยผู้ชุมนุมต่างหาก ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่ง แค่เสริมด้วยกำลังไม่ทราบฝ่าย เพียง 3-4 คนเท่านั้น ก็สามารถทำลายทหารจำนวนมาก ลงได้อย่างราบคาบ
ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะทหารส่วนใหญ่นั้น ขาดการฝึกอบรม และรบในเมืองไม่เป็น แถมยังเห็นได้ชัดๆว่าตื่นกลัว จนตกเป็นฝ่ายพ่ายย่อยยับ อับอายทั้งในสายตาคนไทยและชาวโลก
หรือใครจะเถียงว่า...ไม่จริง!?
นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงผู้คนในต่างจังหวัด จะพากันลุกฮือกันขึ้นฉับพลันทันทีที่ทหารลงมือ โจมตีพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของเขาที่สมรภูมิราชประสงค์ โดยพลเมืองเหล่านั้น อาจบุกเข้าโจมตีเป้าหมายต่างๆ โดยเฉพาะที่เป็นหน่วยราชการ...
จากนั้น ไฟสงครามจะแผ่ขยาย ลุกลามไปทั่วประเทศ!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
เมื่อมีการเข้าปะทะกันอีก การสูญเสียทั้งชีวิตคนและสินทรัพย์มหาศาล ที่ย่านราชประสงค์ อาจมากมายจนสุดประมาณ
แต่ใช่ว่าฝ่ายพลเมืองจะสูญเสียเท่านั้น ฝ่ายทหารก็จะต้องตาย และฉิบหายอย่างย่อยยับด้วยเช่นกัน...
ไม่เชื่อคำพูดผม...ก็ลองบุกดู!
ถ้าการรบอุบัติขึ้น ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นประการใดก็ตาม ผมบอกได้เลยว่า ต่อจากนี้ไป ค่ายทหารทั่วประเทศ จะไม่มีความปลอดภัยหลงเหลืออีกแล้ว พวกทหารจะต้องหดหัวกันอยู่แต่ข้างในค่ายนั่นแหละ
สิ่งที่ฝ่ายทหารอาจยังไม่คำนึงถึง คือภาพพจน์ของประเทศไทยในสังคมโลก จะเป็นอย่างไร?
เคยคิดกันบ้างหรือเปล่า?
ฉะนั้น การที่นายอภิแสบฯตัดสินใจ ยอมอ่อนข้อปรองดองอย่างนี้ จึงเป็นการสำนึกบาป แม้จะไม่ทันเวลา เพราะได้ทำให้เกิดผู้คนล้มตายและความเสียหายมากมายไปแล้ว แต่ก็นับว่ายังดีกว่า
ไม่สำนึก...เอาเสียเลย!
อยากจะเคาะต่อมความรับผิดชอบชั่วดี ของผู้บริหารในคณะรัฐบาล และทหารทั้งหลาย แล้วบอกกับพวกเขาว่า
ตอนที่ชาวบ้านขับไล่กองทหาร ออกพ้นย่านราชดำเนิน หากพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายจริงๆ อาคารทั้งสองฟากฝั่ง ริมถนนราชดำเนิน รวมทั้งโรงเรียนสตรีวิทย์ ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของฝ่ายทหาร คงวอดวาย
ราบพนาสูร...ไปเรียบร้อยแล้ว!
แต่นี่เป็นเพราะ ในกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่มีผู้ก่อการร้ายอย่างที่ฝ่ายรัฐบาลกล่าวหา มิใช่หรือ? กลุ่มอาคารต่างๆของทางราชการและเอกชนบนถนนราชดำเนิน และย่านใกล้เคียง จึงอยู่รอดปลอดภัย ไม่ซ้ำรอยเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ซึ่งอาคารกองสลาก และอาคารสำนักงาน กตภ. บนถนนสายประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ พ.อ.ณรงค์ กิติขจร ถูกเผาวอดวายเป็นจุนไป เพราะอารมณ์ของผู้คนที่กำลังคั่งแค้น
หลักฐานก็มีปรากฏชัดอยู่!
ดังนั้น ด้วยเหตุที่ไม่มีผู้ก่อการร้ายในที่ชุมนุม ตามที่รัฐบาลพยายามใส่ความกล่าวหา อาวุธทั้งหลายที่ถูกยึดมาโดยชาวบ้าน ที่ทหารทิ้งไว้ เพราะรีบเอาตัวรอด หนีตายไปก่อน จึงได้ถูกส่งคืน กลับให้ทางราชการ
อย่างที่เราเห็นกัน!
ขอเตือนรัฐบาลและทหาร จงจำกันให้มั่นว่า...
หากมีความพยายาม ในการเข้าปราบปรามประชาชนอีกครั้ง ความบรรลัยวายวอด จะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย เมืองไทยอันงดงามของเรา จะกลายเป็น “แผ่นดินทมิฬ” ไปในทันที เพราะไม่ใช่แต่สงครามกลางเมืองเท่านั้น หากเมื่อการรบอุบัติแล้ว ก็จะลุกลามไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
เกินกำลังเทวดาหน้าไหน จะมาระงับยับยั้งได้!
ผมสงสัยจริงๆว่า ทำไมรัฐบาลนายอภิแสบ จึงดักดาน ไม่เลือกวิธีการเจรจาเสีย ตั้งแต่ต้นมือ กลับดื้อดึงแข็งขึง จนปล่อยให้มีคนล้มตายเยอะแยะ บาดเจ็บก็มากมาย ทรัพย์สินเสียหายมหาศาล จึงจะยอมไต่เล่าเต๊ง ลงมาพูดจา แต่ยังดันออกอาการ‘ยักท่า’ เสียอีก
การเจรจานั้น สร้างความสงบให้บ้านเมืองได้ หากเราเจรจาตอนเช้าไม่สำเร็จ ก็ไปพูดใหม่ตอนกลางวัน ถ้ายังไม่ลุล่วง ก็ไปอีกครั้งในตอนเย็น หากไม่เป็นผล ก็ให้รอไปถึงวันรุ่งขึ้น วันมะรืน และวันต่อๆไป
มันก็ต้องเห็น ‘ทางออก’ กันจนได้!
ไอ้ที่แย่กว่านั้นคนในพรรคดักดาน ที่แก่และเก่ากว่าหัวหน้าพรรค ยังดันทะลึ่ง ออกอาการไม่เห็นด้วย กับท่าทีของหัวหน้าตน ที่เอาชนะประชาชนไม่ได้ จึงยอมเลือกทางปรองดอง โดยพวกดานดักเหล่านี้ ออกมาพูดในทำนองว่า
“โรดแมปนั้น เป็นโรดของมึงคนเดียวนะโว้ย...ไอ้มาร์ค ไม่ใช่โรดของตาชวน โรดไอ้เทือก หรือโรดของพวกกู!”
แม้พวกเราประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ จะไม่ได้สนับสนุนนายมาร์ค มุกควาย แต่ก็คราวนี้คงต้องกัดฟัน แล้วช่วยกันร้องตะโกนดังๆ ส่งเสียงไปถึงหัวหน้าพรรคเก่ากะลา ที่กำลังจะถูกยุบไปว่า
“อภิแสบฯ...เอ็งอย่าไปกลัวโว้ย...ไอ้พวกนี้มันกลัวโดนขุดเรื่องชั่ว เรื่องกิน เรื่องโกง ออกมาตีแผ่ บอกพวกมันไปเลยว่า...
...โรคแมปเป็นของกู พวกมึงมันเป็นแค่ ส.ส. ไม่มีโรดโว้ย
กูคนเดียวเท่านั้น ที่มีโรด ให้เดินไป ‘ยุบสภา’ ได้...
...เข้าใจๆไหม...ไอ้พวกโง่!!”
พูดมันไปแรงๆ อย่างนี้แหละ...ใครจะทำไม!?
ก่อนจะจบ มีคนเขาฝากบอกสมาชิกพรรคดักดาน เพื่อสื่อสารไปถึง ไอ้คนที่คิดจะปราบปรามชาวบ้าน ให้รู้กันชัดๆตรงนี้ว่า
“มึงจะบุกราชประสงค์ ไปฆ่าประชาชนนั้น มันไม่ง่ายเหมือนปิดประตู แล้วแอบตีตูด ‘เมีย’ เพื่อนร่วมพรรค...นะโว้ย!!!”
*************
สังหารหมู่ 6 ศพ
ไม่เพียงจำนวนคนตายถึงกว่า 80 ศพ จากเหตุปะทะระหว่างทหารกับม็อบ ซึ่งผู้นำรัฐบาลยังไม่แสดงท่าทีรับผิดชอบใดๆ ต่อการสูญเสียชีวิตประชาชนที่สูงสุดในประวัติศาสตร์การเมือง
อันจะเป็นปมปัญหาบานปลายต่อไปในอนาคตอันใกล้
เพราะคนตายมาก จนยากจะเอาใบบัวมาปิด
อีกทั้งปฏิบัติการทหาร มาจากคำสั่งของผู้นำรัฐบาล มีการใช้อาวุธร้ายแรงอย่างโจ่งแจ้ง
ในจำนวนนี้ จับภาพไปยังการสังหารหมู่ 6 ศพในค่ำวันที่ 19 พ.ค. ที่วัดปทุมวนาราม
เป็นเรื่องรุนแรง มากด้วยร่องรอย กระ ชากโฉมคนกระทำผิดได้ไม่ยาก!
ถือเป็นเหตุการณ์โหดเหี้ยมอำมหิต ไม่คำนึงถึงบาปกรรม ลงมือได้แม้กับประชาชนที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในพื้นที่อภัยทาน
แม้ภายนอกวัดจะมืดมิด แต่ประกายไฟจากปากกระบอกปืนที่บริเวณรางรถไฟฟ้ามุมสูงหน้าวัด
ทั้งเข้ามายิงซ้ำจากพื้นราบ
ลงมือต่อหน้าคนจำนวนมาก พยานมากมายบอกได้เลยว่า กลุ่มที่ลงมือรัวปืนใส่นั้นแต่งกายในเครื่องแบบเช่นไร ใส่หมวกเหล็กอย่างไร
ขณะเดียวกันมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ปรากฏในข่าวสด!!
ภาพถ่ายกลุ่มทหารบริเวณรางรถไฟฟ้า มีวิววัดปทุมฯอยู่เบื้องล่าง โดยบันทึกตั้งแต่เวลา 18.30 น. ของวันที่ 19 พ.ค.
หลังจากนั้นอีกไม่กี่สิบนาทีก็เริ่มมีผู้ระดมยิงจากบริเวณรางรถไฟฟ้าเข้าใส่ประชาชนในวัด!
ยิงทั้งคืน
ภาพถ่ายต่อมา ในเช้าวันรุ่งขึ้นราว 08.00 น. คณะมหาดไทย สาธารณสุข ตำรวจ เคลื่อนเข้ามาในวัดเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บคนตายและอพยพประชาชนที่เสียขวัญ
ยังเห็นกลุ่มทหาร บนรางรถไฟฟ้า!
ก่อนหน้านี้นายทหารใหญ่ในนามศอฉ. แถลงปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า ในคืนวันที่ 19 พ.ค. มีกำลังทหารกองพลที่ 1 รักษาพื้นที่แถวนั้น แต่ห่างจากวัดหลายร้อยเมตร
แต่ภาพที่ปรากฏ เป็นกลุ่มทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดตั้งแต่ราว 18.30 น. จนถึงรุ่งเช้าก็ยังเห็น
ต่อมารองนายกฯ บอกว่า กลุ่มคนบนนั้นเป็นพวกโจรไม่ใช่ทหาร
แต่ก็ตอบคำถามนักข่าวไม่ได้ว่า ในเมื่อบริเวณรางรถไฟฟ้าทหารคุมไว้หมด พวกโจรจะขึ้นไปได้อย่างไร!?
ล่าสุดคนของประชาธิปัตย์เริ่มอธิบายอีกแบบว่า จากรูปภาพเห็นทหารตอนเย็นกับตอนเช้า
แต่ยิงกันตอนค่ำ จึงไม่เกี่ยวกัน!?!
ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
************************************************
อันจะเป็นปมปัญหาบานปลายต่อไปในอนาคตอันใกล้
เพราะคนตายมาก จนยากจะเอาใบบัวมาปิด
อีกทั้งปฏิบัติการทหาร มาจากคำสั่งของผู้นำรัฐบาล มีการใช้อาวุธร้ายแรงอย่างโจ่งแจ้ง
ในจำนวนนี้ จับภาพไปยังการสังหารหมู่ 6 ศพในค่ำวันที่ 19 พ.ค. ที่วัดปทุมวนาราม
เป็นเรื่องรุนแรง มากด้วยร่องรอย กระ ชากโฉมคนกระทำผิดได้ไม่ยาก!
ถือเป็นเหตุการณ์โหดเหี้ยมอำมหิต ไม่คำนึงถึงบาปกรรม ลงมือได้แม้กับประชาชนที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในพื้นที่อภัยทาน
แม้ภายนอกวัดจะมืดมิด แต่ประกายไฟจากปากกระบอกปืนที่บริเวณรางรถไฟฟ้ามุมสูงหน้าวัด
ทั้งเข้ามายิงซ้ำจากพื้นราบ
ลงมือต่อหน้าคนจำนวนมาก พยานมากมายบอกได้เลยว่า กลุ่มที่ลงมือรัวปืนใส่นั้นแต่งกายในเครื่องแบบเช่นไร ใส่หมวกเหล็กอย่างไร
ขณะเดียวกันมีภาพถ่ายเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ปรากฏในข่าวสด!!
ภาพถ่ายกลุ่มทหารบริเวณรางรถไฟฟ้า มีวิววัดปทุมฯอยู่เบื้องล่าง โดยบันทึกตั้งแต่เวลา 18.30 น. ของวันที่ 19 พ.ค.
หลังจากนั้นอีกไม่กี่สิบนาทีก็เริ่มมีผู้ระดมยิงจากบริเวณรางรถไฟฟ้าเข้าใส่ประชาชนในวัด!
ยิงทั้งคืน
ภาพถ่ายต่อมา ในเช้าวันรุ่งขึ้นราว 08.00 น. คณะมหาดไทย สาธารณสุข ตำรวจ เคลื่อนเข้ามาในวัดเพื่อช่วยเหลือคนเจ็บคนตายและอพยพประชาชนที่เสียขวัญ
ยังเห็นกลุ่มทหาร บนรางรถไฟฟ้า!
ก่อนหน้านี้นายทหารใหญ่ในนามศอฉ. แถลงปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า ในคืนวันที่ 19 พ.ค. มีกำลังทหารกองพลที่ 1 รักษาพื้นที่แถวนั้น แต่ห่างจากวัดหลายร้อยเมตร
แต่ภาพที่ปรากฏ เป็นกลุ่มทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดตั้งแต่ราว 18.30 น. จนถึงรุ่งเช้าก็ยังเห็น
ต่อมารองนายกฯ บอกว่า กลุ่มคนบนนั้นเป็นพวกโจรไม่ใช่ทหาร
แต่ก็ตอบคำถามนักข่าวไม่ได้ว่า ในเมื่อบริเวณรางรถไฟฟ้าทหารคุมไว้หมด พวกโจรจะขึ้นไปได้อย่างไร!?
ล่าสุดคนของประชาธิปัตย์เริ่มอธิบายอีกแบบว่า จากรูปภาพเห็นทหารตอนเย็นกับตอนเช้า
แต่ยิงกันตอนค่ำ จึงไม่เกี่ยวกัน!?!
ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
************************************************
ไม่สูญเปล่า
การสลายม็อบแดงที่ราชประสงค์ผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลและศอฉ.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้โดยตรง ยังยืนยันว่าต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขตามเดิม
ก่อนประกาศเคอร์ฟิวนานร่วมสิบวัน!
การทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แต่คุ้มกันหรือที่ใช้กำลังเข้าไปสลายการชุมนุมจนเกิดการสูญเสีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูญเสียชีวิต!
นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดได้แค่เพียงว่าเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น
และยังบอกว่ามีประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย
ตรงนี้อันตรายมาก!?
เพราะนายกฯกำลังบอกว่า ประชาชนเห็นด้วยกับการปราบปรามรุนแรงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายมหาศาล (มีการสรุปยอดความสูญเสียตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-20 พ.ค.มีผู้เสียชีวิตมากถึง 85 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคน)
บทเรียนมีอยู่แล้วในอดีต ทั้งจอมพลถนอม กิตติขจร และพล.อ.สุจินดา คราประยูร
น่าเสียดายที่นายกฯอภิสิทธิ์เลือกเดินตามรอยเลือดของผู้นำเหล่านี้
เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ควบคุมศอฉ.โดยตรง ก็เลือกใช้วิธีปิดหูปิดตาประชาชน
เหตุการณ์สลดและสะเทือนใจที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ศพหน้าวัดปทุมวนาราม พระอารามหลวงที่สำคัญ และเป็นเขตอภัยทาน
ถูกกลบเกลื่อนไปกับภาพการแถลงข่าวจับอาวุธสงครามจำนวนมาก
เมื่อมีภาพกลุ่มทหาร 4-5 นาย อยู่บนรางรถไฟไฟ้าบีทีเอสเล็งปืนไปที่วัดปทุมฯในช่วงที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
แต่นายสุเทพบอกปัดว่าเป็นพวกโจรผู้ร้าย เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ทหาร
พยานหลายคนทั้งอาสาสมัครกาชาดและพระภิกษุออกมายืนยันชัดเจนว่า ใครยิงใส่ประชาชน ยิงอาสากาชาดจนเสียชีวิตขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ
นายสุเทพบอกว่าเป็นการโกหกพกลม เป็นเกมของพรรคเพื่อไทย
สื่อต่างประเทศที่มีการโหมข่าวการสังหารนปช.ในวัด
นักข่าวต่างประเทศหลายคนทั้งออสเตรเลียและแคนาดาประสบเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง ยืนยันว่าใครยิงใส่ฝูงชน
ศอฉ. โดยพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กลับบอกว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย
แต่จะตอบโต้หรือแก้ตัวอย่างไงก็ตาม ความจริงยอมหนีความจริงไม่พ้น
หลังจากนี้ไปต้องมีกระบวนการสอบสวนที่โปร่งใสและเป็นกลาง เข้ามาสอบสวนการสูญเสียชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ
ทั้ง 85 ศพต้องไม่เสียชีวิตไปเปล่า
ผู้สั่งการจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายต้องรับผิดชอบ
ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน
********************************************
ก่อนประกาศเคอร์ฟิวนานร่วมสิบวัน!
การทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้
แต่คุ้มกันหรือที่ใช้กำลังเข้าไปสลายการชุมนุมจนเกิดการสูญเสีย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูญเสียชีวิต!
นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดได้แค่เพียงว่าเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น
และยังบอกว่ามีประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย
ตรงนี้อันตรายมาก!?
เพราะนายกฯกำลังบอกว่า ประชาชนเห็นด้วยกับการปราบปรามรุนแรงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายมหาศาล (มีการสรุปยอดความสูญเสียตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-20 พ.ค.มีผู้เสียชีวิตมากถึง 85 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคน)
บทเรียนมีอยู่แล้วในอดีต ทั้งจอมพลถนอม กิตติขจร และพล.อ.สุจินดา คราประยูร
น่าเสียดายที่นายกฯอภิสิทธิ์เลือกเดินตามรอยเลือดของผู้นำเหล่านี้
เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ควบคุมศอฉ.โดยตรง ก็เลือกใช้วิธีปิดหูปิดตาประชาชน
เหตุการณ์สลดและสะเทือนใจที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ศพหน้าวัดปทุมวนาราม พระอารามหลวงที่สำคัญ และเป็นเขตอภัยทาน
ถูกกลบเกลื่อนไปกับภาพการแถลงข่าวจับอาวุธสงครามจำนวนมาก
เมื่อมีภาพกลุ่มทหาร 4-5 นาย อยู่บนรางรถไฟไฟ้าบีทีเอสเล็งปืนไปที่วัดปทุมฯในช่วงที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
แต่นายสุเทพบอกปัดว่าเป็นพวกโจรผู้ร้าย เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ทหาร
พยานหลายคนทั้งอาสาสมัครกาชาดและพระภิกษุออกมายืนยันชัดเจนว่า ใครยิงใส่ประชาชน ยิงอาสากาชาดจนเสียชีวิตขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ
นายสุเทพบอกว่าเป็นการโกหกพกลม เป็นเกมของพรรคเพื่อไทย
สื่อต่างประเทศที่มีการโหมข่าวการสังหารนปช.ในวัด
นักข่าวต่างประเทศหลายคนทั้งออสเตรเลียและแคนาดาประสบเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง ยืนยันว่าใครยิงใส่ฝูงชน
ศอฉ. โดยพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กลับบอกว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย
แต่จะตอบโต้หรือแก้ตัวอย่างไงก็ตาม ความจริงยอมหนีความจริงไม่พ้น
หลังจากนี้ไปต้องมีกระบวนการสอบสวนที่โปร่งใสและเป็นกลาง เข้ามาสอบสวนการสูญเสียชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ
ทั้ง 85 ศพต้องไม่เสียชีวิตไปเปล่า
ผู้สั่งการจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายต้องรับผิดชอบ
ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน
********************************************
ปัญหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์: การรักษาความสงบหรือการทำลายศัตรูทางการเมือง?
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
ท่ามกลางฝุ่นตระหลบอบอวลที่ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียวจากเหตุการณ์พฤษภาอำมหิตที่ผ่านมา สังคมไทยมีการโต้เถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิง ฝ่ายหนึ่งก่นด่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่วนอีกฝ่ายถามหาความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เช่น เจ้าของร้านค้าและเจ้าของบ้านที่ถูกพระเพลิงผลาญ การต้องสูดดมก๊าซพิษจากการเผายาง การต้องอยู่อย่างไม่มีน้ำไฟใช้เกือบสัปดาห์ ไปจนถึงความพินาศย่อยยับทั้งเศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศ
แน่นอน ผู้ที่วางเพลิง ผู้ที่ปล้นร้านค้า ผู้ที่สร้างความเสียหาย ย่อมสมควรถูกจับตัวมาดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมาย ในเรื่องนี้มักจะมีผู้โต้แย้งว่า แล้วทีความผิดของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน เหตุใดจึงไม่มีการลงโทษ การที่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เอง จึงทำให้มีผู้กระทำผิดตามอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนกลายเป็นปัญหาบานปลายราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อแปหรือกติกาอย่างที่เป็นอยู่
แต่ยกเรื่องนั้นไว้ก่อน ในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวกับวิธีการสลายม็อบ ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหายามวิกฤต โดยเปรียบเทียบกับหลักปฏิบัติของสากล โดยเฉพาะประเทศทางตะวันตก (แน่นอน จะให้เทียบกับพม่าก็คงคล้ายกันเกินไปจนไม่มีประโยชน์ที่จะเปรียบเทียบ)
ผู้เขียนเคยวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวกับวิธีการสลายม็อบมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เมษายนเลือด พ.ศ. 2552 หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ฝ่ายเสื้อแดงก็ประกาศอย่างชัดเจนและรัฐบาลก็แสดงท่าทีรับรู้ว่า ฝ่ายเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมอีกแน่นอน นั่นหมายความว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์มีเวลาเตรียมตัวมาตลอด 1 ปีเต็ม ก่อนที่ฝ่ายเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมในปีนี้
ดังที่ผู้เขียนเคยวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์มาแล้วในครั้งนั้นว่า ไม่มีรัฐบาลอารยะประเทศไหนที่สลายม็อบด้วยอาวุธสงคราม (ยกเว้นที่กองกำลังผสมหลายฝ่ายที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกระทำต่อม็อบชาวอิรัก) หากรัฐบาลในประเทศนั้นยังถือว่าผู้ชุมนุมเป็นพลเมืองภายใต้อาณัติของตน รัฐบาลย่อมไม่ปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยอาวุธสงคราม แต่จะใช้การปราบปรามจลาจลด้วยโล่ กระบอง ดันม็อบ แยกม็อบเป็นกลุ่มย่อย ๆ ใช้กระบองฟาดหัวร้างข้างแตก จับใส่กุญแจมือ ยัดขึ้นรถ แล้วเอาไปตั้งข้อหา โดยมีเครื่องมือเสริมคือรถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย กระสุนยาง ส่วนเครื่องเสียง LRAD นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าควรนำมาใช้ปราบจลาจลหรือถือเป็นอาวุธสงครามอย่างหนึ่ง
นอกจากนี้ หากต้องการให้ความสงบเกิดขึ้นอย่างแท้จริง รัฐบาลย่อมไม่พึงกระทำการใด ๆ ในอันที่จะยั่วยุให้ม็อบอารมณ์เดือดพล่านก้าวร้าวเกินกว่าที่เป็นอยู่ รัฐบาลไม่ควรสร้างปัญหาให้บานปลายมากไปกว่าปัญหาที่ม็อบเรียกร้อง อาทิ หากรัฐบาลสหรัฐฯ จะจัดประชุมองค์การการค้าโลก ก็ต้องมีม็อบที่จะมาชุมนุมคัดค้าน WTO ด้วยเหตุผลต่าง ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ อาจออกมาวิจารณ์ม็อบได้ว่าต่อต้านการค้าเสรี ไม่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยปรากฏว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไปกล่าวหาว่าม็อบจะมาล้มล้างตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นต้น
ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์มีเวลาหนึ่งปีเต็ม ๆ ในการรับมือกับผู้ชุมนุม นปช. ทั้งยังมีบทเรียนมาแล้วจากการประชุมที่พัทยา ซึ่งม็อบสามารถบุกเข้าไปถึงโรงแรมที่จัดการประชุมได้อย่างเหลือเชื่อ ในปัจจุบันนี้ ผู้นำที่ทันสมัยไม่ตกยุคทุกคนย่อมทราบดีว่า การจัดประชุมระหว่างประเทศเกือบทุกครั้งมักมีการชุมนุมประท้วงเสมอ ยกเว้นในประเทศที่ห้ามการชุมนุมไปเลย เช่น สิงคโปร์
ตามหลักปฏิบัติสากลนั้น ฝ่ายรัฐบาลมักตั้งกองกำลังตำรวจปราบจลาจลไว้รอบสถานที่ประชุม โดยมีการเว้นระยะไม่ให้ม็อบเข้าไปใกล้สถานที่ประชุมเกินกี่ร้อยเมตรก็ว่ากันไป แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในตอนนั้นนำทหารเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่กลับปล่อยให้มีกลุ่มคนชุดน้ำเงินเดินเข้าออกในกลุ่มทหาร (เรื่องนี้มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายของผู้สื่อข่าวมากมาย) ปล่อยให้มีการปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับคนชุดน้ำเงิน แล้วก็ปล่อยให้ม็อบเข้ามาถึงสถานที่ประชุมได้โดยไม่มีการขัดขวาง เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ไม่แปลกเลยที่ผู้แทนจากต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมด้วยจะกลับไปวิจารณ์การรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลไทยอย่างเสียหาย
หลังจากนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ใช้วิธีการที่ไม่มีประเทศอารยะประเทศไหนในโลกใช้มาสลายม็อบเดือนเมษายนปีที่แล้ว กล่าวคือ ใช้ทหารถือเอ็ม-16 ยิง (ขึ้นฟ้า ตามคำกล่าวของรัฐบาล) และวิ่งดาหน้าใส่ผู้ชุมนุมตอนตีสี่ตีห้า ทำให้ผู้ชุมนุมตกใจจนเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมา เกิดเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนไปทั่วกรุง ไม่ทราบว่ามีใครในรัฐบาล กองทัพและตำรวจ เคยศึกษาจิตวิทยามวลชนมาบ้างหรือไม่? หากไม่เคยมีการศึกษาเรื่องนี้กันเลย ผู้บัญชาการกองทัพและผู้บัญชาการตำรวจก็ควรเร่งให้การศึกษาเรื่องนี้ทั้งต่อระดับผู้บังคับบัญชาและผู้ปฏิบัติงานโดยด่วน งบประมาณที่ได้รับเพิ่มขึ้นทุกปีนั้นน่าจะเพียงพอต่อการศึกษาเรื่องสำคัญขนาดนี้
ปัญหาการชุมนุมของเสื้อแดงในปีนี้นั้น อันที่จริง รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้คนเสื้อแดงตั้งค่ายชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ด้วยซ้ำ รัฐบาลควรจะมีสายข่าวเข้าไปอยู่ในที่ชุมนุม ไม่ใช่เพื่อปลุกปั่นยุยง แต่เพื่อสืบให้รู้ล่วงหน้าว่าผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวอย่างไร รัฐบาลจะได้ก้าวล่วงหน้าหนึ่งก้าวเสมอ รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ผู้ชุมนุมปิดเส้นทางจราจรในย่านธุรกิจที่สำคัญขนาดนี้ น่าจะผลักดันและสลายผู้ชุมนุมออกไปตั้งแต่แรก ด้วยการใช้รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตาและตำรวจปราบจลาจล เหมือนดังที่อังกฤษสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงการประชุม G20 ในย่านดาวน์ทาวน์เมื่อ ค.ศ. 2009 และเยอรมนีสลายการชุมนุมในวันกรรมกรสากลเมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
รัฐบาลอภิสิทธิ์มักจะอ้างว่า กรมตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ แต่นี่เป็นปัญหาของใคร? ในเมื่ออภิสิทธิ์กินเงินเดือนนายกรัฐมนตรีจากภาษีประชาชนอยู่ทุกเดือน แต่อ้างว่าทำโน่นทำนี่ไม่ได้ แม้กระทั่งแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ทำไม่ได้ หรือจะให้ประชาชนออกมาช่วยตั้งให้แทนทำงานให้แทน? การที่กรมตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ นั่นคือปัญหาของนายกรัฐมนตรี ถ้าในกองทัพมีทหารแตงโม นั่นคือปัญหาของผู้บัญชาการทหารบก ถ้าในกรมตำรวจมีตำรวจมะเขือเทศ นั่นคือปัญหาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ซึ่งบังเอิญไม่มี) ในเมื่อบุคคลเหล่านี้รับเงินเดือนทุกเดือน ก็ต้องแก้ปัญหาให้ได้ จะมาโวยวายไม่รับผิดชอบ แล้วจะให้มันเป็นปัญหาของใคร?
เช่นเดียวกับเมื่อผู้ถือหุ้นบริษัทจ้างซีอีโอมาทำงานบริหาร หากบริษัทเกิดปัญหา ซีอีโอก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่อ้างว่าพนักงานบริษัทไม่ให้ความร่วมมือ เพราะการที่พนักงานไม่ให้ความร่วมมือ นั่นแหละคือปัญหาของซีอีโอที่ต้องแก้ไขให้ได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องลาออกหรือถูกไล่ออกไป จะมาหลอกกินเงินเดือนฟรี ๆ อยู่ได้อย่างไร?
การที่รัฐบาลขาดประสิทธิภาพจนปล่อยให้ผู้ชุมนุมตั้งค่ายชุมนุมอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ได้ รัฐบาลก็ควรประเมินได้ว่า ยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ก็ยิ่งสลายการชุมนุมได้ยากเท่านั้น แทนที่รัฐบาลจะมุ่งหน้านำความสงบและระเบียบคืนสู่สังคม รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีก โดยดึงประเด็นการก่อการร้ายและการล้มล้างสถาบันเข้ามา
ในขณะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรามีปัญหาการลอบสังหารเจ้าหน้าที่และประชาชน การวางระเบิด ภัยสยองต่าง ๆ รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาต่างยืนยันที่จะเรียกผู้ก่อปัญหาว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” แต่ยังไม่ทันมีหลักฐานชัดเจน รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เรียกผู้ชุมนุมว่า “ผู้ก่อการร้าย” เสียแล้ว แถมยังสร้างความสับสนให้สังคม วันหนึ่งบอกว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย อีกวันหนึ่งบอกว่าผู้ชุมนุมเป็นประชาชนบริสุทธิ์ แต่มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัว อีกวันหนึ่งบอกว่า ไม่มีผู้ก่อการร้าย แต่มีกองกำลังติดอาวุธ สรุปว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรกันแน่? สายข่าวของรัฐบาลทำงานอย่างไรและเชื่อถือได้หรือไม่? รัฐบาลควรสืบสวนและตกลงกันให้ดีก่อนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แล้วค่อยออกมาบอกประชาชนจะดีไหม?
เพราะเรื่องก่อการร้ายไม่ใช่เล่น ๆ เรื่องนี้นอกจากทำลายภาพพจน์ของประเทศไทยแล้ว ยังทำให้ประเทศมีความสั่นคลอนด้านอธิปไตย เนื่องจากอาจกลายเป็นข้ออ้างให้กองกำลังผสมหลายฝ่ายที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำหรือกองกำลังรักษาความสงบของสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงภายในประเทศได้
ภายหลังจากสลายการชุมนุมอย่างไม่ถูกต้องตามหลักสากลจนมีผู้เสียชีวิตไปจำนวนมากแล้ว รัฐบาลยังสร้างความงุนงงให้สังคมด้วยการโชว์หลักฐานเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นของผู้ชุมนุม เรื่องนี้เป็นที่น่าสงสัย เพราะหากผู้ชุมนุมมีอาวุธมากมายจริง เหตุใดจึงไม่มีการต่อสู้กับทหารมากกว่านี้? เราจะข้ามประเด็นนี้ไป แต่อยากเรียกร้องต่อรัฐบาลว่า รัฐบาลควรมีการตรวจสอบเส้นทางการซื้อขายอาวุธเหล่านี้ให้ดี อาวุธสงครามแบบนี้หาได้ง่ายในประเทศไทยขนาดนี้เชียวหรือ? นี่ประเทศไทยกลายเป็นประเทศมาเฟียที่หาซื้ออาวุธสงครามได้ง่ายราวกับซื้อตามร้านขายของชำไปแล้วหรือ? และหากอาวุธเหล่านี้รั่วไหลมาจากกองทัพจริงอย่างที่บางคนกล่าวอ้าง ผู้บัญชาการกองทัพก็ควรตรวจสอบการเบิกจ่ายอาวุธนี้และค้นหาตัวผู้กระทำผิดออกมา หากผู้บัญชาการกองทัพไม่จัดการเรื่องนี้ จะให้ใครเข้าไปจัดการ?
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังไม่ทันสลายการชุมนุมเป็นที่เรียบร้อย รัฐบาลก็ประกาศแล้วว่า คนเสื้อแดงจะลงใต้ดิน รัฐบาลทราบได้อย่างไร? รัฐบาลคงไม่ได้ถือว่า ข้อเขียนตามผนังห้องน้ำสาธารณะเป็นการประกาศลงใต้ดินของคนเสื้อแดงกระมัง? หรือรัฐบาลรู้สึกว่า เนื่องจากคนเสื้อแดงไม่มีสื่อของตัวเองเหลืออยู่แล้ว ก็เลยช่วยสงเคราะห์ประกาศอย่างเป็นทางการให้แทนเสียเลย?
การที่รัฐบาลปลุกปั่นประเด็นก่อการร้ายขึ้นมาอย่างไม่มีหลักฐานชัดเจน ทำให้ประเทศไทยเสียภาพพจน์ในเวทีต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเดินทางไปประชุมหรือพบปะหารือกับผู้นำประเทศอื่นอย่างมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร หากประเทศของตนมีผู้ก่อการร้ายหรือกองกำลังติดอาวุธเต็มไปหมด (ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง) ประเทศไทยจะรักษาสถานะการเป็นประเทศที่น่าลงทุนได้อย่างไร? จะรักษาสถานะการเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวได้อย่างไร? การที่รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการผู้ชุมนุม ไม่มีประสิทธิภาพในการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ (เช่น ผู้ก่อการร้ายที่กล่าวอ้างว่ามี แต่จับไม่ได้สักคน) ไม่มีประสิทธิภาพจัดการกับการซื้อขายอาวุธหรือการรั่วไหลของอาวุธจากกองทัพ นี่หมายความว่ารัฐไทยกลายเป็นรัฐกล้วยหรือรัฐล้มเหลวไปแล้วหรือ? ความล้มเหลวนี้เป็นความล้มเหลวของประเทศหรือของรัฐบาลอภิสิทธิ์กันแน่?
การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้มีข้อเรียกร้องอย่างชัดเจนยิ่ง นั่นคือ การยุบสภา แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด จู่ ๆ ศอฉ. ภายใต้รัฐบาลนี้ก็จุดประเด็นการล้มล้างสถาบันขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ ศอฉ. และรัฐบาลกลับไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ จนดูเหมือนรัฐบาลอภิสิทธิ์สร้างหลักตรรกะบิดเบือนขึ้นมาว่า ใครวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้นั้นต่อต้านสถาบัน ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังดึงสถาบันอันสูงสุดมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมืองของตนหรือเปล่า?
ผู้เขียนคิดว่า รากเหง้าในการบริหารงานในภาวะวิกฤตของรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น นอกจากความไม่มีประสิทธิภาพแล้ว รากปัญหาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ดูเหมือนรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มุ่งมั่นตั้งใจจะรักษาความสงบและระเบียบในบ้านเมืองมากเท่ากับตั้งหน้าตั้งตาหาทางทำลายศัตรูทางการเมืองของตน แต่แม้กระทั่งความตั้งใจข้อหลังนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ทำได้ไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย พรรคประชาธิปัตย์อาจได้คะแนนเสียงมากขึ้นเล็กน้อยในกรุงเทพฯและภาคใต้ แต่คงอีกนานหลายสิบปีกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถลงไปเดินได้เต็มเท้าในภาคเหนือและภาคอีสาน นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยในการเล่นการเมืองระยะยาว
อีกทั้งนักการเมืองที่ดูจะมีภาพพจน์ดีที่สุดในพรรค กล่าวคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็กลับกลายเป็นนักการเมืองที่มีภาพพจน์ฉาวโฉ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพียงเพราะต้องการจะทำลายศัตรูทางการเมืองของตน ลงท้ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ทำลายทั้งพรรคการเมืองของตัวเองและทำลายประเทศไทยให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ ไปพร้อมกัน
ที่มา.ประชาไท
*************************************************
ท่ามกลางฝุ่นตระหลบอบอวลที่ยังไม่จางหายไปเสียทีเดียวจากเหตุการณ์พฤษภาอำมหิตที่ผ่านมา สังคมไทยมีการโต้เถียงกันอย่างถึงพริกถึงขิง ฝ่ายหนึ่งก่นด่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่วนอีกฝ่ายถามหาความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เช่น เจ้าของร้านค้าและเจ้าของบ้านที่ถูกพระเพลิงผลาญ การต้องสูดดมก๊าซพิษจากการเผายาง การต้องอยู่อย่างไม่มีน้ำไฟใช้เกือบสัปดาห์ ไปจนถึงความพินาศย่อยยับทั้งเศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศ
แน่นอน ผู้ที่วางเพลิง ผู้ที่ปล้นร้านค้า ผู้ที่สร้างความเสียหาย ย่อมสมควรถูกจับตัวมาดำเนินคดีและลงโทษตามกฎหมาย ในเรื่องนี้มักจะมีผู้โต้แย้งว่า แล้วทีความผิดของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน เหตุใดจึงไม่มีการลงโทษ การที่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เอง จึงทำให้มีผู้กระทำผิดตามอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนกลายเป็นปัญหาบานปลายราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อแปหรือกติกาอย่างที่เป็นอยู่
แต่ยกเรื่องนั้นไว้ก่อน ในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวกับวิธีการสลายม็อบ ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหายามวิกฤต โดยเปรียบเทียบกับหลักปฏิบัติของสากล โดยเฉพาะประเทศทางตะวันตก (แน่นอน จะให้เทียบกับพม่าก็คงคล้ายกันเกินไปจนไม่มีประโยชน์ที่จะเปรียบเทียบ)
ผู้เขียนเคยวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวกับวิธีการสลายม็อบมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เมษายนเลือด พ.ศ. 2552 หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ฝ่ายเสื้อแดงก็ประกาศอย่างชัดเจนและรัฐบาลก็แสดงท่าทีรับรู้ว่า ฝ่ายเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมอีกแน่นอน นั่นหมายความว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์มีเวลาเตรียมตัวมาตลอด 1 ปีเต็ม ก่อนที่ฝ่ายเสื้อแดงจะกลับมาชุมนุมในปีนี้
ดังที่ผู้เขียนเคยวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์มาแล้วในครั้งนั้นว่า ไม่มีรัฐบาลอารยะประเทศไหนที่สลายม็อบด้วยอาวุธสงคราม (ยกเว้นที่กองกำลังผสมหลายฝ่ายที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำกระทำต่อม็อบชาวอิรัก) หากรัฐบาลในประเทศนั้นยังถือว่าผู้ชุมนุมเป็นพลเมืองภายใต้อาณัติของตน รัฐบาลย่อมไม่ปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยอาวุธสงคราม แต่จะใช้การปราบปรามจลาจลด้วยโล่ กระบอง ดันม็อบ แยกม็อบเป็นกลุ่มย่อย ๆ ใช้กระบองฟาดหัวร้างข้างแตก จับใส่กุญแจมือ ยัดขึ้นรถ แล้วเอาไปตั้งข้อหา โดยมีเครื่องมือเสริมคือรถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย กระสุนยาง ส่วนเครื่องเสียง LRAD นั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าควรนำมาใช้ปราบจลาจลหรือถือเป็นอาวุธสงครามอย่างหนึ่ง
นอกจากนี้ หากต้องการให้ความสงบเกิดขึ้นอย่างแท้จริง รัฐบาลย่อมไม่พึงกระทำการใด ๆ ในอันที่จะยั่วยุให้ม็อบอารมณ์เดือดพล่านก้าวร้าวเกินกว่าที่เป็นอยู่ รัฐบาลไม่ควรสร้างปัญหาให้บานปลายมากไปกว่าปัญหาที่ม็อบเรียกร้อง อาทิ หากรัฐบาลสหรัฐฯ จะจัดประชุมองค์การการค้าโลก ก็ต้องมีม็อบที่จะมาชุมนุมคัดค้าน WTO ด้วยเหตุผลต่าง ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ อาจออกมาวิจารณ์ม็อบได้ว่าต่อต้านการค้าเสรี ไม่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ไม่เคยปรากฏว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไปกล่าวหาว่าม็อบจะมาล้มล้างตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นต้น
ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์มีเวลาหนึ่งปีเต็ม ๆ ในการรับมือกับผู้ชุมนุม นปช. ทั้งยังมีบทเรียนมาแล้วจากการประชุมที่พัทยา ซึ่งม็อบสามารถบุกเข้าไปถึงโรงแรมที่จัดการประชุมได้อย่างเหลือเชื่อ ในปัจจุบันนี้ ผู้นำที่ทันสมัยไม่ตกยุคทุกคนย่อมทราบดีว่า การจัดประชุมระหว่างประเทศเกือบทุกครั้งมักมีการชุมนุมประท้วงเสมอ ยกเว้นในประเทศที่ห้ามการชุมนุมไปเลย เช่น สิงคโปร์
ตามหลักปฏิบัติสากลนั้น ฝ่ายรัฐบาลมักตั้งกองกำลังตำรวจปราบจลาจลไว้รอบสถานที่ประชุม โดยมีการเว้นระยะไม่ให้ม็อบเข้าไปใกล้สถานที่ประชุมเกินกี่ร้อยเมตรก็ว่ากันไป แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ในตอนนั้นนำทหารเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่กลับปล่อยให้มีกลุ่มคนชุดน้ำเงินเดินเข้าออกในกลุ่มทหาร (เรื่องนี้มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายของผู้สื่อข่าวมากมาย) ปล่อยให้มีการปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงกับคนชุดน้ำเงิน แล้วก็ปล่อยให้ม็อบเข้ามาถึงสถานที่ประชุมได้โดยไม่มีการขัดขวาง เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ไม่แปลกเลยที่ผู้แทนจากต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุมด้วยจะกลับไปวิจารณ์การรักษาความปลอดภัยของรัฐบาลไทยอย่างเสียหาย
หลังจากนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ใช้วิธีการที่ไม่มีประเทศอารยะประเทศไหนในโลกใช้มาสลายม็อบเดือนเมษายนปีที่แล้ว กล่าวคือ ใช้ทหารถือเอ็ม-16 ยิง (ขึ้นฟ้า ตามคำกล่าวของรัฐบาล) และวิ่งดาหน้าใส่ผู้ชุมนุมตอนตีสี่ตีห้า ทำให้ผู้ชุมนุมตกใจจนเกิดความบ้าคลั่งขึ้นมา เกิดเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนไปทั่วกรุง ไม่ทราบว่ามีใครในรัฐบาล กองทัพและตำรวจ เคยศึกษาจิตวิทยามวลชนมาบ้างหรือไม่? หากไม่เคยมีการศึกษาเรื่องนี้กันเลย ผู้บัญชาการกองทัพและผู้บัญชาการตำรวจก็ควรเร่งให้การศึกษาเรื่องนี้ทั้งต่อระดับผู้บังคับบัญชาและผู้ปฏิบัติงานโดยด่วน งบประมาณที่ได้รับเพิ่มขึ้นทุกปีนั้นน่าจะเพียงพอต่อการศึกษาเรื่องสำคัญขนาดนี้
ปัญหาการชุมนุมของเสื้อแดงในปีนี้นั้น อันที่จริง รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้คนเสื้อแดงตั้งค่ายชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ด้วยซ้ำ รัฐบาลควรจะมีสายข่าวเข้าไปอยู่ในที่ชุมนุม ไม่ใช่เพื่อปลุกปั่นยุยง แต่เพื่อสืบให้รู้ล่วงหน้าว่าผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวอย่างไร รัฐบาลจะได้ก้าวล่วงหน้าหนึ่งก้าวเสมอ รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ผู้ชุมนุมปิดเส้นทางจราจรในย่านธุรกิจที่สำคัญขนาดนี้ น่าจะผลักดันและสลายผู้ชุมนุมออกไปตั้งแต่แรก ด้วยการใช้รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตาและตำรวจปราบจลาจล เหมือนดังที่อังกฤษสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงการประชุม G20 ในย่านดาวน์ทาวน์เมื่อ ค.ศ. 2009 และเยอรมนีสลายการชุมนุมในวันกรรมกรสากลเมื่อ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
รัฐบาลอภิสิทธิ์มักจะอ้างว่า กรมตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ แต่นี่เป็นปัญหาของใคร? ในเมื่ออภิสิทธิ์กินเงินเดือนนายกรัฐมนตรีจากภาษีประชาชนอยู่ทุกเดือน แต่อ้างว่าทำโน่นทำนี่ไม่ได้ แม้กระทั่งแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ทำไม่ได้ หรือจะให้ประชาชนออกมาช่วยตั้งให้แทนทำงานให้แทน? การที่กรมตำรวจไม่ให้ความร่วมมือ นั่นคือปัญหาของนายกรัฐมนตรี ถ้าในกองทัพมีทหารแตงโม นั่นคือปัญหาของผู้บัญชาการทหารบก ถ้าในกรมตำรวจมีตำรวจมะเขือเทศ นั่นคือปัญหาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ซึ่งบังเอิญไม่มี) ในเมื่อบุคคลเหล่านี้รับเงินเดือนทุกเดือน ก็ต้องแก้ปัญหาให้ได้ จะมาโวยวายไม่รับผิดชอบ แล้วจะให้มันเป็นปัญหาของใคร?
เช่นเดียวกับเมื่อผู้ถือหุ้นบริษัทจ้างซีอีโอมาทำงานบริหาร หากบริษัทเกิดปัญหา ซีอีโอก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่อ้างว่าพนักงานบริษัทไม่ให้ความร่วมมือ เพราะการที่พนักงานไม่ให้ความร่วมมือ นั่นแหละคือปัญหาของซีอีโอที่ต้องแก้ไขให้ได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องลาออกหรือถูกไล่ออกไป จะมาหลอกกินเงินเดือนฟรี ๆ อยู่ได้อย่างไร?
การที่รัฐบาลขาดประสิทธิภาพจนปล่อยให้ผู้ชุมนุมตั้งค่ายชุมนุมอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ได้ รัฐบาลก็ควรประเมินได้ว่า ยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไร ก็ยิ่งสลายการชุมนุมได้ยากเท่านั้น แทนที่รัฐบาลจะมุ่งหน้านำความสงบและระเบียบคืนสู่สังคม รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีก โดยดึงประเด็นการก่อการร้ายและการล้มล้างสถาบันเข้ามา
ในขณะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรามีปัญหาการลอบสังหารเจ้าหน้าที่และประชาชน การวางระเบิด ภัยสยองต่าง ๆ รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาต่างยืนยันที่จะเรียกผู้ก่อปัญหาว่า “ผู้ก่อความไม่สงบ” แต่ยังไม่ทันมีหลักฐานชัดเจน รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เรียกผู้ชุมนุมว่า “ผู้ก่อการร้าย” เสียแล้ว แถมยังสร้างความสับสนให้สังคม วันหนึ่งบอกว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย อีกวันหนึ่งบอกว่าผู้ชุมนุมเป็นประชาชนบริสุทธิ์ แต่มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัว อีกวันหนึ่งบอกว่า ไม่มีผู้ก่อการร้าย แต่มีกองกำลังติดอาวุธ สรุปว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรกันแน่? สายข่าวของรัฐบาลทำงานอย่างไรและเชื่อถือได้หรือไม่? รัฐบาลควรสืบสวนและตกลงกันให้ดีก่อนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แล้วค่อยออกมาบอกประชาชนจะดีไหม?
เพราะเรื่องก่อการร้ายไม่ใช่เล่น ๆ เรื่องนี้นอกจากทำลายภาพพจน์ของประเทศไทยแล้ว ยังทำให้ประเทศมีความสั่นคลอนด้านอธิปไตย เนื่องจากอาจกลายเป็นข้ออ้างให้กองกำลังผสมหลายฝ่ายที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำหรือกองกำลังรักษาความสงบของสหประชาชาติเข้ามาแทรกแซงภายในประเทศได้
ภายหลังจากสลายการชุมนุมอย่างไม่ถูกต้องตามหลักสากลจนมีผู้เสียชีวิตไปจำนวนมากแล้ว รัฐบาลยังสร้างความงุนงงให้สังคมด้วยการโชว์หลักฐานเป็นอาวุธสงครามจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นของผู้ชุมนุม เรื่องนี้เป็นที่น่าสงสัย เพราะหากผู้ชุมนุมมีอาวุธมากมายจริง เหตุใดจึงไม่มีการต่อสู้กับทหารมากกว่านี้? เราจะข้ามประเด็นนี้ไป แต่อยากเรียกร้องต่อรัฐบาลว่า รัฐบาลควรมีการตรวจสอบเส้นทางการซื้อขายอาวุธเหล่านี้ให้ดี อาวุธสงครามแบบนี้หาได้ง่ายในประเทศไทยขนาดนี้เชียวหรือ? นี่ประเทศไทยกลายเป็นประเทศมาเฟียที่หาซื้ออาวุธสงครามได้ง่ายราวกับซื้อตามร้านขายของชำไปแล้วหรือ? และหากอาวุธเหล่านี้รั่วไหลมาจากกองทัพจริงอย่างที่บางคนกล่าวอ้าง ผู้บัญชาการกองทัพก็ควรตรวจสอบการเบิกจ่ายอาวุธนี้และค้นหาตัวผู้กระทำผิดออกมา หากผู้บัญชาการกองทัพไม่จัดการเรื่องนี้ จะให้ใครเข้าไปจัดการ?
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังไม่ทันสลายการชุมนุมเป็นที่เรียบร้อย รัฐบาลก็ประกาศแล้วว่า คนเสื้อแดงจะลงใต้ดิน รัฐบาลทราบได้อย่างไร? รัฐบาลคงไม่ได้ถือว่า ข้อเขียนตามผนังห้องน้ำสาธารณะเป็นการประกาศลงใต้ดินของคนเสื้อแดงกระมัง? หรือรัฐบาลรู้สึกว่า เนื่องจากคนเสื้อแดงไม่มีสื่อของตัวเองเหลืออยู่แล้ว ก็เลยช่วยสงเคราะห์ประกาศอย่างเป็นทางการให้แทนเสียเลย?
การที่รัฐบาลปลุกปั่นประเด็นก่อการร้ายขึ้นมาอย่างไม่มีหลักฐานชัดเจน ทำให้ประเทศไทยเสียภาพพจน์ในเวทีต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเดินทางไปประชุมหรือพบปะหารือกับผู้นำประเทศอื่นอย่างมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร หากประเทศของตนมีผู้ก่อการร้ายหรือกองกำลังติดอาวุธเต็มไปหมด (ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง) ประเทศไทยจะรักษาสถานะการเป็นประเทศที่น่าลงทุนได้อย่างไร? จะรักษาสถานะการเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวได้อย่างไร? การที่รัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการผู้ชุมนุม ไม่มีประสิทธิภาพในการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ (เช่น ผู้ก่อการร้ายที่กล่าวอ้างว่ามี แต่จับไม่ได้สักคน) ไม่มีประสิทธิภาพจัดการกับการซื้อขายอาวุธหรือการรั่วไหลของอาวุธจากกองทัพ นี่หมายความว่ารัฐไทยกลายเป็นรัฐกล้วยหรือรัฐล้มเหลวไปแล้วหรือ? ความล้มเหลวนี้เป็นความล้มเหลวของประเทศหรือของรัฐบาลอภิสิทธิ์กันแน่?
การชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้มีข้อเรียกร้องอย่างชัดเจนยิ่ง นั่นคือ การยุบสภา แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด จู่ ๆ ศอฉ. ภายใต้รัฐบาลนี้ก็จุดประเด็นการล้มล้างสถาบันขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ ศอฉ. และรัฐบาลกลับไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ชัดเจนได้ จนดูเหมือนรัฐบาลอภิสิทธิ์สร้างหลักตรรกะบิดเบือนขึ้นมาว่า ใครวิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผู้นั้นต่อต้านสถาบัน ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังดึงสถาบันอันสูงสุดมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายศัตรูทางการเมืองของตนหรือเปล่า?
ผู้เขียนคิดว่า รากเหง้าในการบริหารงานในภาวะวิกฤตของรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้น นอกจากความไม่มีประสิทธิภาพแล้ว รากปัญหาที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ดูเหมือนรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มุ่งมั่นตั้งใจจะรักษาความสงบและระเบียบในบ้านเมืองมากเท่ากับตั้งหน้าตั้งตาหาทางทำลายศัตรูทางการเมืองของตน แต่แม้กระทั่งความตั้งใจข้อหลังนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ทำได้ไม่มีประสิทธิภาพเอาเสียเลย พรรคประชาธิปัตย์อาจได้คะแนนเสียงมากขึ้นเล็กน้อยในกรุงเทพฯและภาคใต้ แต่คงอีกนานหลายสิบปีกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถลงไปเดินได้เต็มเท้าในภาคเหนือและภาคอีสาน นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยในการเล่นการเมืองระยะยาว
อีกทั้งนักการเมืองที่ดูจะมีภาพพจน์ดีที่สุดในพรรค กล่าวคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็กลับกลายเป็นนักการเมืองที่มีภาพพจน์ฉาวโฉ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพียงเพราะต้องการจะทำลายศัตรูทางการเมืองของตน ลงท้ายรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ทำลายทั้งพรรคการเมืองของตัวเองและทำลายประเทศไทยให้แตกเป็นเสี่ยง ๆ ไปพร้อมกัน
ที่มา.ประชาไท
*************************************************
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
'หมดเวลา' จากบทกวีสู่บทเพลง
ร่วมสร้างวันใหม่ด้วยน้ำใจและพลังสร้างสรรค์ จากปลายปากกาของ 'จิระนันท์ พิตรปรีชา'
จากเหตุการณ์รุนแรงและความสูญเสียเมื่อวันที่ 19-20 พฤษภา “จิระนันท์ พิตรปรีชา” กวีซีไรต์ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทกวีทีลึกซึ้งกินใจ ดังเนื้อความว่า...
“หมดเวลา”
หมดเวลาแล้ว หมดเวลา
จะต่างสีต่างศรัทธา หมดความหมาย
หมดเวลา ค่าของคนกล่นกระจาย
นี่แหละคือภาพสุดท้าย สุดทางตัน
หมดเวลา หมดเวลามากล่าวโทษ
หมดเวลาจะเกลียดโกรธ โหด ห้ำหั่น
ทุกสิ่งที่ไขว่คว้าต้องฆ่ากัน
สลายวับกับม่านควัน โลกบรรลัย
ให้มันสิ้น ให้มันสุด หยุดตรงนี้
อย่าให้มีสิ่งใดเหลือ เพื่อวันใหม่
ขอพื้นที่กว้างกว้าง กลางใจไทย
แล้วดับไฟ ปลูกสติ ผลิปัญญา
น้ำตาที่ตกใน เรียกน้ำใจให้คืนมา
ร่วมก่อรอเวลา ลุกขึ้นมาประเทศไทย
น้ำตาช่วยดับไฟ น้ำใจจะดับควัน
พรุ่งนี้คงมีวัน ให้รักกันประเทศไทย
ด้วยความประทับใจในแนวคิดของบทกวีที่ปลุกปลอบขวัญ ให้กำลังใจ และเสนอให้คนไทยรวมน้ำใจ ร่วมกันสร้างสรรค์วันใหม่ด้วยน้ำใจและความรักสามัคคี เพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า “ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) และ อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี” ร่วมกับเพื่อนพ้องในวงการดนตรี จึงได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์ให้บทกวีนี้เป็นบทเพลงเพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเผยแพร่
ศิลปินผู้สร้างสรรค์บทกวีและเสียงเพลงขออุทิศผลงานเพลงกวี “หมดเวลา” เพื่อสันติสุขของประเทศไทย และศิลปินท่านอื่นๆ สามารถนำไปขับร้อง หรือ ใส่ทำนองดนตรีใหม่ เพื่อเผยแพร่ในลักษณะที่มิใช่เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัว โดยไม่เรียกร้องค่าลิขสิทธิ์หรือค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
จากใจกวี
บทกวี “หมดเวลา” เขียนขึ้นสดๆ จากเหตุการณ์วันที่ 20 พฤษภา อยากให้ทุกคนได้รับรู้ว่า แม้ประเทศชาติจะมีปัญหาใหญ่ๆ ที่ต้องแก้ไขสะสางกันต่อไป แต่เราต้องสรุปบทเรียนด้วยว่า ความรุนแรงที่ทำให้ต้องสูญเสียด้วยกันทุกฝ่ายนั้นจะยุติลงอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเราสงบสติอารมณ์ ยอมรับความแตกต่าง โดยไม่แตกแยก และร่วมมือกันประคับประคองให้สังคมไทยลุกขึ้นมาจากความบอบช้ำ
เมื่อบทกวีเผยแพร่ออกไปก็สามารถช่วยเยียวยาจิตใจผู้คนได้จำนวนหนึ่ง แต่งานกวีก็มีขอบเขตจำกัด ดิฉันจึงคิดว่าน่าจะทำเป็นเพลง จึงได้ติดต่อศิลปินมาช่วยใส่ทำนองและขับร้อง รายแรกที่ตอบรับในทันทีคือ แอ๊ด คาราบาว กับอาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี
โดยได้ระดมทีมงานมาทำดนตรีและเข้าห้องอัดเสียงภายในวันเดียว (22 พฤษภาคม 2553) อีกรายที่ใกล้เสร็จเป็นเพลงแล้ว ก็คือเวอร์ชั่นของ อรุณศักดิ์ อ่องละออ และศิลปินหน้ากาก ที่เคยทำเพลง “ถามคนไทย”เมื่อเกิดเหตุวิกฤตสองปีก่อนและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก
ความร่วมมือจากเพื่อนๆ ที่ใจตรงกันยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ศิลปินอีกหลายท่านก็จะนำเนื้อเพลงนี้ไปใส่ทำนองและขับร้องในเวอร์ชั่นอื่นๆ อีก ทั้งลูกทุ่ง ป๊อบ ร็อค มีอาสาสมัครมาช่วยตัดต่อมิวสิควิดีโอ ภาคธุรกิจเอกชนที่ทราบเรื่องก็จะช่วยผลิตแผ่นซีดี และบริการดาวน์โหลดฟรี
ทุกอย่างทุกคนช่วยกันทำ ไม่มีการแบ่งสีแบ่งค่าย ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ ค่าแรงใดๆ เพราะเราต้องการมีส่วนร่วมในการดับไฟแห่งอคติและความรุนแรง น้ำตาแห่งความสูญเสีย และน้ำใจจากคนไทยด้วยกันเท่านั้นที่จะดับไฟนี้ลงได้ ดังวรรคหนึ่งของเนื้อเพลงที่ว่า “ขอพื้นที่กว้างกว้างกลางใจไทย แล้วดับไฟ ปลูกสติ ผลิปัญญา”
ดิฉันจึงใคร่ขอความร่วมมือจากพี่น้องสื่อมวลชนทุกแขนง ในการเผยแพร่บทเพลงนี้ และจะส่งข่าว ความคืบหน้าต่อไปว่าจะดาวน์โหลดฟรีในทุกรูปแบบของดิจิตอลดาวน์โหลดได้ที่ไหน หรือจะรับฟรีเป็นแผ่นซีดี ได้ที่ไหนบ้าง ขอบคุณค่ะ
จิระนันท์ พิตรปรีชา
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
การจำกัดสิทธิของประชาชน อย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นเด็ดขาด??
การจำกัดสิทธิของประชาชน อย่าเห็นเป็นเรื่องเล่นเด็ดขาด??
ทำท่าว่าจะไม่ยอมเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเอาง่ายๆเสียแล้ว?? แต่อยากสะกิดไว้สักนิด เผื่อเก็บไปคิดเล่นๆ กฎหมายพิเศษที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น เขาใช้เป็นเครื่องมือเฉพาะในสภาวะที่ฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ ในเวลาสั้นๆ เท่านั้น นิติรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่นอกเหนือจากนิติรัฐ ก็ต้องชอบด้วยนิติธรรมด้วย การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลาที่ไม่สมควร ถึงจะเป็นนิติรัฐแต่ก็อาจปราศจากซึ่งนิติธรรมอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตรองให้ดีก่อนที่จะล้อมคอกประชาชนไว้นานๆ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
รักใครชอบพรรคไหนเชิญเลือกตามสบาย??
ปี่กลองการเมืองสนามเล็กของกรุงเทพมหานครเริ่มกระหึ่ม เลือกตั้งสมาธิสภาเขต หรือ สก.14 เขตในวันที่ 6 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ หลักๆ ซัดกันนัวก็ขั้วของพรรคประชาธิปัตย์กับของพรรคเพื่อไทย สู้กันในคูหาเลือกตั้ง ไม่ว่าฝ่ายใดแพ้ฝ่ายใดชนะ บาดเจ็บล้มตายไม่มีแน่ ระบอบประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินเสมอ เสียงประชาชนส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ แต่ก็ไม่ละเลยเสียงข้างน้อย นี่ถ้าปล่อยให้สู้กันในคูหาเลือกตั้งก็คงไม่ต้องมาประกาศชัยชนะบนกองเลือดและซากศพเช่นที่เป็นอยู่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกจะปฏิรูปตำรวจ??
ไม่รู้ “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะขุ่นข้องหมองใจอะไรนักหนากับตำรวจ พลันกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่และสลายการชุมนุมเสร็จ ก็ประกาศเปรี้ยงปร้างจะปฏิรูปตำรวจ หรือว่าจะหงุดหงิดที่ตำรวจตระเวนชายค่ายนเรศวรดูแลแกนนำ นปช.ที่ถูกส่งตัวไปควบคุมดีเกินไปไม่สะใจโก๋ หรือไม่ก็ทำงานไม่รวดเร็วทันใจสั่งปุ๊บลุยปั๊บแบบฮิตาชิ?? จะปฏิรูปปฏิสังขรณ์ก็ตามสบายเพราะล้วนเป็นเรื่องที่ดีงามว่าแต่ว่า ก่อนจะปฏิรูปตำรวจให้ตำรวจเขามี ผบ.ตร.ตัวจริงก่อนจะดีไหม??๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ไอ้เสือถอย??
“บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดฺ ผบ.ทบ.สั่งถอนกำลังทหารทั้งหมดกลับกรมกองแบบสายฟ้าแลบเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่ยอมกับเสียงทัดทานรอบข้าง หลัง 18.00 น. อังคารที่แล้ว จึงเห็นทหารเฉพาะที่ตั้งจุดตรวจร่วมกับตำรวจเพียงไม่กี่จุด ข่าวว่าที่ “พยัคฆ์ป๊อก” สั่งไอ้เสือถอยครั้งนี้ เพราะมีงอนตำรวจนิดๆ อุตส่าห์ส่งทหารออกมาช่วยตำรวจทำงานแท้ๆ แค่ขอผลการชัณสูตรหกศพที่วัดปทุมวนารามจากนิติเวชตำรวจ เพื่อจะได้รู้ว่ากระสุนสังหารนั้นจากมือผู้ก่อการร้ายหรือผู้ก่อการดี กลับไม่ได้รับคำตอบ ความจริงเรื่องนี้ “บิ๊กป๊อก” น่าไต่สวนทวนความให้ถ้วนถี่ ทางที่ดีน่าลองถาม แม่ทัพใหญ่ ศอฉ.พลโทดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ดูบางทีผลการชัณสูตรเหล่านี้อาจผ่านตา แม่ทัพใหญ่ ศอฉ.ไปบ้างแล้วก็ได้ที่ไม่หยิบยกมาอ้างเอ่ยอาจเพราะมองเท่าไรๆ กำไรไม่ปรากฏก็ได้นะ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ไทยช่วยไทย!
ผ่านพ้นมหกรรมไทยฆ่าไทย บาดเจ็บล้มตายไปหลายร้อย คราวนี้ รัฐมนตรีคนสวย เจ๊พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือดีเดย์เอาวันศุกร์ 28 ถึงอาทิตย์ที่ 30 ระหว่าง 10.00-20.00 น. เดือนนี้ จัดมหกรรมไทยช่วยไทย ปิดถนนสีลมตั้งแต่แยกศาลาแดงให้พ่อค้าแม่ขายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายได้มีโอกาสขายสินค้าหลังจากที่การซื้อขายชะงักงันมานาน เชิญชวนพี่น้องชาวไทยได้ร่วมมือร่วมใจไปอุดหนุนกันให้มากๆ ก็แล้วกัน แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ น่าเปิดโอกาสให้พวกมีคลิปเด็ดจากเหตุการณ์ความวุ่นวายนำคลิปต่างๆ มาจำหน่ายในงานบ้านก็จะดี บางทีเราๆท่านๆอาจได้เห็นโฉมหน้าผู้ก่อการร้ายเวอร์ชั่นใหม่ๆ นอกเหนือจากที่เห็นทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ถูกยัดเหยียดให้ดูแล้วดูอีกก็เป็นได้??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์ ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
..................................................
ทำท่าว่าจะไม่ยอมเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเอาง่ายๆเสียแล้ว?? แต่อยากสะกิดไว้สักนิด เผื่อเก็บไปคิดเล่นๆ กฎหมายพิเศษที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้น เขาใช้เป็นเครื่องมือเฉพาะในสภาวะที่ฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ ในเวลาสั้นๆ เท่านั้น นิติรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่นอกเหนือจากนิติรัฐ ก็ต้องชอบด้วยนิติธรรมด้วย การใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในช่วงเวลาที่ไม่สมควร ถึงจะเป็นนิติรัฐแต่ก็อาจปราศจากซึ่งนิติธรรมอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตรองให้ดีก่อนที่จะล้อมคอกประชาชนไว้นานๆ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
รักใครชอบพรรคไหนเชิญเลือกตามสบาย??
ปี่กลองการเมืองสนามเล็กของกรุงเทพมหานครเริ่มกระหึ่ม เลือกตั้งสมาธิสภาเขต หรือ สก.14 เขตในวันที่ 6 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ หลักๆ ซัดกันนัวก็ขั้วของพรรคประชาธิปัตย์กับของพรรคเพื่อไทย สู้กันในคูหาเลือกตั้ง ไม่ว่าฝ่ายใดแพ้ฝ่ายใดชนะ บาดเจ็บล้มตายไม่มีแน่ ระบอบประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินเสมอ เสียงประชาชนส่วนใหญ่เป็นเสียงสวรรค์ แต่ก็ไม่ละเลยเสียงข้างน้อย นี่ถ้าปล่อยให้สู้กันในคูหาเลือกตั้งก็คงไม่ต้องมาประกาศชัยชนะบนกองเลือดและซากศพเช่นที่เป็นอยู่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกจะปฏิรูปตำรวจ??
ไม่รู้ “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะขุ่นข้องหมองใจอะไรนักหนากับตำรวจ พลันกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่และสลายการชุมนุมเสร็จ ก็ประกาศเปรี้ยงปร้างจะปฏิรูปตำรวจ หรือว่าจะหงุดหงิดที่ตำรวจตระเวนชายค่ายนเรศวรดูแลแกนนำ นปช.ที่ถูกส่งตัวไปควบคุมดีเกินไปไม่สะใจโก๋ หรือไม่ก็ทำงานไม่รวดเร็วทันใจสั่งปุ๊บลุยปั๊บแบบฮิตาชิ?? จะปฏิรูปปฏิสังขรณ์ก็ตามสบายเพราะล้วนเป็นเรื่องที่ดีงามว่าแต่ว่า ก่อนจะปฏิรูปตำรวจให้ตำรวจเขามี ผบ.ตร.ตัวจริงก่อนจะดีไหม??๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ไอ้เสือถอย??
“บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดฺ ผบ.ทบ.สั่งถอนกำลังทหารทั้งหมดกลับกรมกองแบบสายฟ้าแลบเป็นที่เรียบร้อย โดยไม่ยอมกับเสียงทัดทานรอบข้าง หลัง 18.00 น. อังคารที่แล้ว จึงเห็นทหารเฉพาะที่ตั้งจุดตรวจร่วมกับตำรวจเพียงไม่กี่จุด ข่าวว่าที่ “พยัคฆ์ป๊อก” สั่งไอ้เสือถอยครั้งนี้ เพราะมีงอนตำรวจนิดๆ อุตส่าห์ส่งทหารออกมาช่วยตำรวจทำงานแท้ๆ แค่ขอผลการชัณสูตรหกศพที่วัดปทุมวนารามจากนิติเวชตำรวจ เพื่อจะได้รู้ว่ากระสุนสังหารนั้นจากมือผู้ก่อการร้ายหรือผู้ก่อการดี กลับไม่ได้รับคำตอบ ความจริงเรื่องนี้ “บิ๊กป๊อก” น่าไต่สวนทวนความให้ถ้วนถี่ ทางที่ดีน่าลองถาม แม่ทัพใหญ่ ศอฉ.พลโทดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ดูบางทีผลการชัณสูตรเหล่านี้อาจผ่านตา แม่ทัพใหญ่ ศอฉ.ไปบ้างแล้วก็ได้ที่ไม่หยิบยกมาอ้างเอ่ยอาจเพราะมองเท่าไรๆ กำไรไม่ปรากฏก็ได้นะ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ไทยช่วยไทย!
ผ่านพ้นมหกรรมไทยฆ่าไทย บาดเจ็บล้มตายไปหลายร้อย คราวนี้ รัฐมนตรีคนสวย เจ๊พรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือดีเดย์เอาวันศุกร์ 28 ถึงอาทิตย์ที่ 30 ระหว่าง 10.00-20.00 น. เดือนนี้ จัดมหกรรมไทยช่วยไทย ปิดถนนสีลมตั้งแต่แยกศาลาแดงให้พ่อค้าแม่ขายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายได้มีโอกาสขายสินค้าหลังจากที่การซื้อขายชะงักงันมานาน เชิญชวนพี่น้องชาวไทยได้ร่วมมือร่วมใจไปอุดหนุนกันให้มากๆ ก็แล้วกัน แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ น่าเปิดโอกาสให้พวกมีคลิปเด็ดจากเหตุการณ์ความวุ่นวายนำคลิปต่างๆ มาจำหน่ายในงานบ้านก็จะดี บางทีเราๆท่านๆอาจได้เห็นโฉมหน้าผู้ก่อการร้ายเวอร์ชั่นใหม่ๆ นอกเหนือจากที่เห็นทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ถูกยัดเหยียดให้ดูแล้วดูอีกก็เป็นได้??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์ ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
..................................................
จริงใจไทยแลนด์
อลังการงานสร้าง.. ถ้า “กรุงเทพฯ” ไม่ย่อยยับ ก็คงไม่มีใครจับมือกันร่วม “ซับน้ำตา”!! เพราะ “คนไทย” ยามเลือดเข้าตา..จึงจะได้เห็น “เลือดเข้ม”..เลือดแห่งความเป็นไทยที่แท้จริง!! เศรษฐา ศิระฉายา..ต้องยอมรับว่า เป็น “สุดยอดนักร้อง” ที่เสียงหวานกรอบ ยากที่จะหาใครเทียบ ทั้งในอดีต และ ปัจจุบัน นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นมือทอง ในการแต่งเพลง ที่นั่งแป้นบริหารอยู่ที่แกรมมี่ นับตั้งแต่ เรวัติ พุทธินันท์ (เต๋อ) อำลาโลกไป เอาแค่สองคนนี้มาชนกัน วงการบันเทิงก็ต้องซี๊ดปาก!! มันไม่เท่านั้นล่ะ
ซี!.. ทั้งวงการบันเทิงขนมากันกว่า “สามร้อยชีวิต”เพื่อดับไฟ แห่งความสลดหดหู่ ที่ราชประสงค์ ทั้ง ปัญญา นิรันดร์กุล /วิทวัส สุนทรวิเนตร์ เป็นหัวขบวนในการเคลื่อนทัพ เพื่อซับน้ำตาให้คนไทยทุกกลุ่ม ป๋อ ณัฐวุฒิ/กอล์ฟ-ไมค์/คริสติน่า อาร์กีล่าร์/ตูน บอดี้สแลม/ แดน วรเวช/โดม ปกรณ์ลัม/ ตุ้ย ธีรภัทร์/
โต๋/ เจนนิเฟอร์ คิ้ม/ จารนัยไขขานกันไม่หมด มากันแบบ ไม่มีค่าย ไม่มีข่าย ไม่มีเครือ ไม่มีสีเสื้อใดๆ ทั้งสิ้น!! ทุกคนมาร่วมร้องเพลง “ขอความสุข คืนกลับมา” ที่แต่งโดย “เดอะดี้” และ อภิไชย เย็นพูนสุข ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน ใช้สตูดิโอ 1 ของ อสมท. เป็นที่บันทึกเสียง ยิ่งใหญ่กว่า วีอาร์เดอะเวิลด์ ของ
ไมเคิล แจ็กสัน ในอดีต ด้วยการถ่ายทำ มิวสิควิดีโอ ของมือระดับผู้กำกับหนัง พันล้าน เยี่ยง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ใช้สถานที่จริงทั้งหมด ตั้งแต่ แยกราชประสงค์ จนถึง สามเหลี่ยมดินแดง นี่คือความยิ่งใหญ่ “รวดเร็ว-ทันการณ์” ไม่ต้องรองบประมาณกันให้เมื่อยตุ้ม งานใหญ่อย่างนี้ต้องใช้ “ใจ” เท่านั้นจึง
จะทำได้!! เพราะทุกคนให้ใจ/ ทำด้วยใจ/มากันด้วยใจ/ร้องเพลงด้วยใจ..ใจที่ “รักประเทศไทย” ของ “ดารา-นักร้อง” ที่มีเพียงแค่หยิบมือของประเทศนี้ แต่..เป็น “หยิบมือ” ที่คนไทยทั้งประเทศรัก และ เชื่อใจ ในความจริงใจที่ต้องการสมานฉันท์และสามัคคีที่แท้จริง!!
คอลัมน์.ก็โลกมันเบี้ยวหนุ่ม ชิงชัย
ที่มา.บางกอกทูเดย์
........................................................
ซี!.. ทั้งวงการบันเทิงขนมากันกว่า “สามร้อยชีวิต”เพื่อดับไฟ แห่งความสลดหดหู่ ที่ราชประสงค์ ทั้ง ปัญญา นิรันดร์กุล /วิทวัส สุนทรวิเนตร์ เป็นหัวขบวนในการเคลื่อนทัพ เพื่อซับน้ำตาให้คนไทยทุกกลุ่ม ป๋อ ณัฐวุฒิ/กอล์ฟ-ไมค์/คริสติน่า อาร์กีล่าร์/ตูน บอดี้สแลม/ แดน วรเวช/โดม ปกรณ์ลัม/ ตุ้ย ธีรภัทร์/
โต๋/ เจนนิเฟอร์ คิ้ม/ จารนัยไขขานกันไม่หมด มากันแบบ ไม่มีค่าย ไม่มีข่าย ไม่มีเครือ ไม่มีสีเสื้อใดๆ ทั้งสิ้น!! ทุกคนมาร่วมร้องเพลง “ขอความสุข คืนกลับมา” ที่แต่งโดย “เดอะดี้” และ อภิไชย เย็นพูนสุข ผู้เรียบเรียงเสียงประสาน ใช้สตูดิโอ 1 ของ อสมท. เป็นที่บันทึกเสียง ยิ่งใหญ่กว่า วีอาร์เดอะเวิลด์ ของ
ไมเคิล แจ็กสัน ในอดีต ด้วยการถ่ายทำ มิวสิควิดีโอ ของมือระดับผู้กำกับหนัง พันล้าน เยี่ยง ปรัชญา ปิ่นแก้ว ใช้สถานที่จริงทั้งหมด ตั้งแต่ แยกราชประสงค์ จนถึง สามเหลี่ยมดินแดง นี่คือความยิ่งใหญ่ “รวดเร็ว-ทันการณ์” ไม่ต้องรองบประมาณกันให้เมื่อยตุ้ม งานใหญ่อย่างนี้ต้องใช้ “ใจ” เท่านั้นจึง
จะทำได้!! เพราะทุกคนให้ใจ/ ทำด้วยใจ/มากันด้วยใจ/ร้องเพลงด้วยใจ..ใจที่ “รักประเทศไทย” ของ “ดารา-นักร้อง” ที่มีเพียงแค่หยิบมือของประเทศนี้ แต่..เป็น “หยิบมือ” ที่คนไทยทั้งประเทศรัก และ เชื่อใจ ในความจริงใจที่ต้องการสมานฉันท์และสามัคคีที่แท้จริง!!
คอลัมน์.ก็โลกมันเบี้ยวหนุ่ม ชิงชัย
ที่มา.บางกอกทูเดย์
........................................................
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)