--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สนธิ อัด มาร์ค. อย่าทวงถนน 2 เลน - ไล่ให้ไปทวงที่ 4.6 ตร.กม.

ชี้ "อภิสิทธิ์" ปกป้องผลประโยชน์เขมร หวังสวมตอผลประโยชน์ทางทะเลแทน "ทักษิณ" ด้าน "จำลอง" ลั่นเป็นนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ถามมาร์คอยากเป็นคนที่ 5 หรือ พร้อมนัดผู้ชุมนุมเคลื่อนใหญ่ศุกร์นี้

ตามที่เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (10 ก.พ.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ขอพื้นที่การจราจรคืนจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวน 2 ช่องจราจรโดยระบุว่า "ผมก็อยากจะย้ำอีกครั้งว่าให้ส่วนรวมเพียงแค่ 2 ช่องจราจรทำไมให้ไม่ได้ มีเหตุผลอะไรนอกจากอยากจะให้บ้านเมืองวุ่นวายหรืออย่างไร" นั้น (อ่านข่าวย้อนหลัง)

จำลองอัดนายกฯ ไม่ฉลาด ขี้ขลาด ตอแหล
ล่าสุดมีปฏิกิริยาตอบโต้มาจากพันธมิตรฯ โดยเมื่อคืนวานนี้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปราศรัยบนเวทีว่า "ทำไมเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เป็นเพราะเราโชคร้ายได้นายกฯที่ยอดแย่ ยอดแย่อย่างไร 3 อย่างก็พอแล้ว ไม่ฉลาด ขี้ขลาด ตอแหล ไม่ฉลาด พี่น้องไปแปลเอาเอง"

พล.ต.จำลอง กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 5 ที่เรามาออกเสียงเป็นเอกฉันท์ เราให้เวลามานานแล้วให้ต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเสียดินแดนแน่นอน เพราะฉะนั้นออกไป ๆ เขามีอยู่ 2 ทาง คือ ออกไป หรือแกล้งเรา วันนี้เขาเลือกวิธีที่ 2 คือมาแกล้งเรา หาเหตุผลมาตอแหลเหลือเกิน ตอแหลว่า 2 ช่องทางจราจรมันจะเสียแดนได้อย่างไร เรามากดดันนายกฯก็ต้องอยู่ข้างที่ทำงานนายกฯ ไม่งั้นก็เข้าไปในทำเนียบน่ะสิ

ลั่นเป็นนักไล่นายกฯ มืออาชีพ ถามมาร์คอยากเป็นคนที่ 5 หรือ
ที่นายกฯ ออกมาพูดว่าพล.ต.จำลอง ออกมาร่วมมือกับประชาชนทีไรจบไม่สวย ไม่สวยสำหรับนายกฯใช่หรือไม่ หารู้ไม่ว่าประชาชน ถ้ามีพล.ต.จำลองไปร่วมด้วยคือมืออาชีพ มืออาชีพในการไล่นายกฯ ไล่มาแล้ว 4 คน จะเอาอีกคนเป็นคนที่ 5 หรือไง

พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ตนได้ร่วมกับพี่น้องประชาชนบางกลุ่มบางเหล่า ต่อต้านคัดค้านเพื่อบ้านเมืองมาแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง แต่ละครั้งแทบไม่เห็นชัยชนะ แต่ไม่รู้เป็นไงชนะทุกครั้ง และครั้งที่ 9 นี้แพ้ไม่ได้ ครั้งนี้ถ้าแพ้หมายถึงคนไทยทั้งหมดแพ้ เพราะดินแดนเป็นของคนไทย 63 ล้านคน เพราะฉะนั้นคราวนี้ไม่มีทางแพ้ สู้ที่นี่ สู้ตรงนี้ สู้จนชนะ

พล.ต.จำลอง ยังกล่าวอีกว่า พรุ่งนี้ 10 นาฬิกา เราจะเดินไปพร้อมๆกัน จะเดินสวนสนามกันอย่างเท่ห์ๆ เลย และผู้กล่าวนำปฏิญาณคือนายทหารผ่านศึกที่ผ่านสมรภูมิมากที่สุดในประเทศไทย พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ พี่น้องต้องภูมิใจนะ ทหารปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล แต่เรา ปฏิญาณเพื่อปกป้องแผ่นดิน ส่วนที่จะส่งของไปที่ชายแดน พี่น้องไม่ต้องไป ถ้าจะไปเราต้องไปกันเยอะๆ โอกาสหน้ายังมี คราวนี้ส่งของไปช่วยเขาก่อน

สนธิชี้กัมพูชายึดแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เพื่อเขตแดนทางทะเล
ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานฯ เช่นกัน โดยกล่าวว่าสาเหตุของปัญหาเขตแดนไทย-เขมรขณะนี้เกิดจากความพยายามของฝ่ายกัมพูชา ที่จะใช้แผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ให้ได้ เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวจะส่งผลต่อตำแหน่งของหลักเขตที่ 73 ซึ่งจะส่งผลต่อการลากเส้นแบ่งในทะเลด้วย ดังนั้นนายฮุนเซน นายกฯ กัมพูชา จึงพยายามจะเอาพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบปราสาทพระวิหารให้ได้ เพราะถ้าได้พื้นที่ตรงนี้ ก็เท่ากับว่าไทยเรายอมรับแผนที่ 1 ต่อ 200,000 นายฮุนเซนก็จะเอาเป็นตัวตั้งเพื่อไปอ้างว่าในเมื่อไทยยอมรับตามที่ยอมรับต่อ คณะกรรมการมรดกโลก เพราะฉะนั้นการปักหลักเขตต่อไปจะต้องใช้แผนที่ 1 ต่อ 200,000 ตลอดไป นี่คือวัตถุประสงค์แรกที่ต้องสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง

อัดนายกฯ ปกป้องผลประโยชน์เขมร คิดสวมตอผลประโยชน์ทางทะเลแทนทักษิณ
นายสนธิ กล่าวต่อว่า แต่นายกฯ ไทยขี้ขลาดที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย แต่ไม่ขี้ขลาดที่จะปกป้องผลประโยชน์เขมร ปล่อยให้มีการสวมตอผลประโยชน์ทางทะเลที่ทักษิณ ชินวัตรกับนายฮุนเซน ตกลงกันเอาไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่รอเรื่องมรดกโลก ซึ่งถ้าฝ่ายกัมพูชาได้ 4.6 ตารางกิโลเมตรการแบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลก็จะเริ่มทันที ด้วยเอ็มโอยู.2544 ที่มีที่มาจากเอ็มโอยู 2543 แต่บังเอิญว่า ทักษิณ ชินวัตร ถูกขับไล่ออกนอกประเทศก่อน เอ็มโอยูจึงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาเป็นนายกฯ ก็เดินหน้าต่อ ด้วยการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาเพื่อสนับสนุนการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศเป็นผู้ลงนาม ซึ่งพันธมิตรฯ ได้ออกมาคัดค้าน ทั้งนี้ นายนพดลถือเป็นตัวการที่ทักษิณวางตัวไว้ให้เดินเรื่องมรดกโลก สานต่อเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 และต่อไปยังอ่าวไทยที่มีก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เนื่องจากนายนพดลเป็นทนายความที่ทักษิณสั่งซ้ายหันขวาหันได้

เมื่อนายอภิสิทธิ์เข้ามา ทั้งที่เคยพูดตอนเป็นฝ่ายค้านว่าไม่เอาแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แต่ความที่ต้องการเอาตัวรอดไปวันๆ ก็พยายามให้เราเชื่อว่ายังยึดหลักสันปันน้ำ แต่พฤติกรรมของเขาตั้งแต่เป็นนายกฯ ก็เปลี่ยนไปทุกด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงไปคุยกระหนุงหระหนิงกับนายฮุนเซน แล้วกลับมาบอกว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.แค่แมวดิ้นตาย เแสดงว่าไปตกลงจะให้นาฮุนเซนไดเพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เพื่อเอาไปหาเสียงกับคนเขมรใช่หรือไม่ นอกจากนี้มีคนบางคนไปพบนายซกอาน รองนายกฯ เขมรที่ฮ่องกง ซึ่งตนพอรู้คร่าวๆ ว่า มีการตกลงจะให้มีสันติภาพ ด้วยการยก 4.6 ตร.กม.ให้เขมร แล้วฝ่ายเขมรจะให้ผลประโยชน์ทางทะเล นั่นคือกระบวนการสวมตอนั่นเอง

ไล่มาร์คพ้นนอกประเทศ เพราะเคยบอกว่าถ้าเสียดินแดนจะไม่อยู่เมืองไทย
นายสนธิกล่าวต่อว่า เมื่อมีหลายฝ่ายออกมาทักท้วงนายอภิสิทธิ์ว่าไทยเสียดินแดน นายอภิสิทธิ์ก็ไปพูดกับประชาชนที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง เมื่อวันที่ 8 ส.ค.53 ว่า ถ้าตนทำให้เสียดินแดนอย่าว่าแต่เป็นคนไทยเลย แผ่นดินไทยก็ไม่ควรจะอยู่ ซึ่งด้วยข้อเท็จจริงขณะนี้ นายอภิสิทธิ์ ต้องลาออกจากคนไทยแล้วและไปอยู่ต่างประเทศ เพราะไทยได้เสียเดินแดน 4.6 ตร.กม.ให้เขมรแล้ว นายอภิสิทธิ์พูดที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นว่า จะใช้ทั้งการทูตและการทหารในการผลักดันคนกัมพูชาที่บุกรุกดินแดนออกไป แต่ 7 เดือนผ่านไป นายอภิสิทธิ์ไม่ได้ใช้มาตรการอะไรเลย นอกจากยื่นหนังสือประท้วงให้นายฮุนเซนเอาไปเช็ดก้น

ย้อนมาร์คขอคืนพื้นที่จราจร แต่ไม่เคยขอคืนพื้นที่ 4.6 ตร.กม.
นายสนธิ กล่าวอีกว่า วันนี้ นายอภิสิทธิ์มายื่นคำขาดให้พันธมิตรฯ คืนพื้นที่จราจร 2 ช่อง แต่ไม่เคยยื่นคำขาดให้เขมรคืนพื้นที่ 4.6 ตร.กม. นี่คือสาเหตุที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทนไม่ได้ถึงกับบอกว่าตอแหล คนถือศีลจะไม่พูดจาต่อว่าใคร นอกจากเหลืออดจริงๆ และทั้งชีวิต ตนไม่เคยเห็น พล.ต.จำลองโกรธใคร เพิ่งมาเห็นโกรธรัฐบาลเรื่องดินแดนนี้เอง

นายสนธิ กล่าวว่า นอกจากมีการตกลงผลประโยขน์กับนายฮุนเซนแล้ว ทหารบางคนมีเมียน้อยถึง 4 คน ที่ส่งสินค้าอุปโภคบริโภคขายให้เขมร พวกเราจึงต้องมานั่งเหงื่อแตกอยู่ตรงนี้ เพราะรัฐบาลไม่ทำงาน ตรงกันข้าม การแสดงออกทั้งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กลับเร่งให้ไทยเสียดินแดน เมื่อคนไทย 7 คนถูกจับ ก็รีบออกมาพูดว่าอยู่ในดินแดนเขมร จนพวกเราต้องไปหาหลักฐานมา เอาชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่มายืนยันว่าอยู่ในเขตไทย

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////

พร้อมพงศ์"เปรย พท.ยื่นอภิปราย-ถอดถอน "กษิต

โฆษกเพื่อไทย บอก ทีมซักฟอกยื่นอภิปราย-ถอดถอน กษิต เล็งล่า 50,000 ชื่อร่วมด้วยเริ่มวันนี้(11กพ.)

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ระบุว่า ประเทศรัสเซีย อินเดีย และฝรั่งเศสเป็นพี่เลี้ยงให้กับประเทศกัมพูชา และยังระบุอีกว่าประเทศจีนเป็นผู้สนับสนุนอาวุธให้กับประเทศกัมพูชาฟรีว่า พรรคเพื่อไทยกังวลใจต่อการกระทำของนายกษิตที่แกว่งปากหาเรื่อง ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านเพิ่มเข้ามาอีก คำพูดดังกล่าวนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ แล้วยังทำลายมิตร สร้างศัตรู เป็นการพูดที่ไร้วุฒิภาวะ ปราศจากหลักฐาน เอาแต่ความมันสะใจ ขณะนี้ไม่ใช่เฉพาะคนไทยทั่วไป แม้แต่ข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศก็ยังรู้สึกอึดอัดใจ นักการฑูตเองก็ยังอับอายที่ประเทศเรามีรัฐมนตรีที่ก้าวร้าว ถือเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรทบทวนบทบาทและหน้าที่ของนายอภิสิทธิ์ได้แล้ว เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ทำให้ประเทศแย่ลง เสียโอกาสที่จะทำอะไรในเวทีนานาชาติมากมาย

ทั้งนี้ตนทราบว่าทีมงานอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายและถอดถอนนายกษิตด้วย แต่ขณะเดียวกันตนก็จะร่วมกับภาคประชาชนล่ารายชื่อ 5 หมื่นรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอนนายกษิตอีกทางหนึ่งด้วย โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ.เป็นต้นไป

ที่มา.เนชั่น
////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำคุก 18 ปี ‘ดา ตอร์ปิโด’ ส่งตีความ "พิจารณาคดีลับ" ขัด รธน.หรือไม่

ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำคุก 18 ปี ‘ดา ตอร์ปิโด’ สั่งศาลชั้นต้นต้องส่งเรื่องให้ศาล รธน. ตีความว่าการพิจารณาคดีลับขัด รธน. หรือไม่

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีที่นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ได้ยื่นอุทธรณ์ หลังศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 18 ปีในคดีดูหมิ่นและหมิ่นประมาท องค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือองค์รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

โดยศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงคำร้องของจำเลยที่ระบุว่าการสั่งพิจารณาคดีลับของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ร้องขอตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 โดยอ้างเหตุว่าเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศนั้นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในมาตรา 29 และ 40 จึงขอให้ศาลชั้นต้นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ และให้ศาลรอการพิพากษาไว้ก่อน ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 211 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งภายในวันยื่นคำร้อง (25 มิ.ย.52) ยกคำร้องดังกล่าวโดยระบุว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำหลักฐานมายังศาลได้ ศาลอุทธรณ์ประชุมหารือกันแล้วมีความเห็นว่า การวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเรื่องดังกล่าวยังไม่เคยมีแนววินิจฉัยมาก่อน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเสียก่อน ศาลอุทธรณ์จึงยกคำพิพากษาจำคุก 18 ปีของศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน

ด้านนายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของ น.ส.ดารณี กล่าวว่า ขั้นตอนต่อจากนี้จะยื่นขอประกันตัวดารณีอีกครั้งหลังจากถูกจำคุกมาแล้วเกือบ 3 ปี และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้คงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่ทราบว่าเมื่อใด หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีลับขัดต่อหลักของรัฐธรรมนูญก็จะทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสืบพยานใหม่ทั้งหมด แต่หากว่าศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยศาลชั้นต้นก็เพียงแต่พิพากษาใหม่

ที่มา.ประชาไท
/////////////////////////////////////////////////////////////

นายกฯแย้มกำหนดวันเลือกตั้ง หลังรธน.วาระ3ผ่าน

"อภิสิทธิ์"อุบวันเลือกตั้งอ้างกลัวส.ส.ตกใจ แย้มแก้รธน.ผ่านวาระ3 ถกปฏิทินกับกกต. ด้าน"สดศรี"ระบุพร้อมออกประกาศข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในการจัดการเลือกตั้งว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนเมษายนได้หรือไม่ เพราะนายกฯได้พูดในเวทีสัมมมนา ASEAN - CLSA Forum ระบุให้มีการเลือกตั้งภายในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ว่า "ผมบอกว่าปีนี้จะมีการเลือกตั้ง และขณะนี้กระบวนการก็มีความคืบหน้าไป"

ผู้สื่อข่าวถามว่าปลายเดือนเมษายนนี้จะชัดเจนหรือไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะแล้วกล่าวว่า "เดี๋ยวดูเรื่องรัฐธรรมนูญเรียบร้อย ดูสถานการณ์เหตุการณ์บ้านเมือง แล้วเดี๋ยวก็จะมาตัดสินใจกัน ซึ่งหลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในวาระ 3 เรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการประสานกับทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ต้องถามกกต."

เมื่อถามว่าหากสภาผ่านความเห็นชอบวาระแรกของ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปี 2554 ก็สามารถเตรียมการเลือกตั้งได้เลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงเรื่องของงบประมาณกลางปีฯ ในกระบวนการน่าจะเสร็จประมาณกลางเดือนมีนาคม เพราะไม่ได้มีเรื่องสลับซับซ้อนอะไร เมื่อถามว่าจะเป็นช่วงเวลาที่สอดรับกันพอดีที่กติกาใหม่จะได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จังหวะน่าจะใกล้ๆกัน เมื่อถามย้ำว่าจังหวะสามารถตัดสินใจได้พอดีใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยิ้มก่อนกล่าวติดตลกว่า"เดี๋ยว ส.ส.ตกใจ"

ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ว่า กกต.เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ซึ่งในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราสุดท้ายบัญญัติว่าในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาของสภาในวาระ 3 แล้ว และการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.ยังกระทำไม่แล้วเสร็จ หากจะต้องมีการเลือกตั้งก็ให้อำนาจกกต.ออกประกาศข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งได้ ซึ่งก็ถือว่ากกต.ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข

ทั้งนี้ มีข้อกังวลว่าการออกประกาศฯของกกต.อาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกิดปัญหากับการทำงานของกกต. ตรงนี้กกต.เห็นว่าเพื่อให้พรรคการเมืองคลายกังวล ไม่ให้การออกประกาศฯกลายเป็นข้อโต้แย้ง รัฐบาลก็น่าจะผลักดันให้มีการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.ให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งที่กกต.เตรียมไว้เพียง 20 กว่ามาตรา หากรัฐบาลมีการประสานงานกับสมาชิกรัฐสภาและเป็นไปตามที่สมาชิกแต่ละพรรคการเมืองพูดว่าถ้าผ่านสภาคงใช้เวลาไม่นาน เชื่อว่าการแก้ไขน่าจะแล้วเสร็จได้ภายใน 1 เดือน เพราะประเด็นที่จะต้องมีการแก้ไขก็ไม่ได้มีอะไรมาก

นางสดศรี กล่าวว่า ในส่วนของการครบวาระของส.ว.สรรหา 74 คนในวันที่ 18 ก.พ.นี้ และอาจมีส.ว.บางส่วนลาออกก่อนครบวาระ เพื่อเข้ารับการสรรหาใหม่ อาจจะเป็นปัญหาต่อการพิจารณาผ่านร่างแก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และ การได้มาซึ่งส.ว.ได้ แต่ก็คิดว่าจำนวนเสียงส.ว.ที่จะผ่านร่างกฎหมายก็เพียงแค่กึ่งหนึ่ง และการสรรหาส.ว.ก็คาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนมี.ค.นี้ ดังนั้นถ้าจะผลักดันให้มีการผ่านร่างแก้ไขกฎหมายลูกก็ไม่น่าจะมีปัญหา

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง และเกิดการเปลี่ยนแปลงกกต.นางสดศรี กล่าวว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นขณะนี้ผสมปนเปกันไปมา จึงอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ได้ เรื่องการเปลี่ยนแปลงนั้นกกต.ทราบดีว่ากกต.ต้องยึดโยงกับการเมือง แต่การจะมีปฎิวัติ รัฐประหาร แล้วทำให้ไม่มีกกต. แทนที่จะเป็นผลดีกับประชาธิปไตย มองว่าน่าจะทำให้ถูกมองว่าถอยหลังมากกว่า

"กกต.ยืนยันว่าไม่ยึดติดกับตำแหน่งถ้ากกต.ต้องพ้นไป เพราะมีการรัฐประหารก็ไม่เป็นไร แต่การเลือกตั้งก็ควรต้องมี เพราะเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน เนื่องจากไม่มีอำนาจไหนที่มีประโยชน์ และเที่ยงธรรมเท่ากับอำนาจที่มาจากประชาชน"นางสดศรี กล่าว

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////

บ้านเมืองเรามีกฎมีระเบียบ ไม่อาจมีอำนาจนอกระบบได้

ชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาที มี "ข้อความ" ส่งตรงเข้าโทรศัพท์มือถือของนายกรัฐมนตรีมากกว่า 30 ข้อความ

นาทีนี้มีแต่ข้อความ "ด่า" ที่ถูกจุดชนวนมาจากพันธมิตร ว่าด้วยเรื่องแนวรบที่ชายแดน

นายกรัฐมนตรีเปิดดูข้อความอ่านแบบเร็ว ๆ มีทั้ง

"...คนไม่รักชาติ" และ "...ฯลฯ"

ถ้อยคำที่รุนแรงมีทั้งส่งตรงถึงหน้าจอ และเสียงตะโกนที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้ยินเข้าไปถึงในห้องโดมทองในตึกไทยคู่ฟ้า

เฉพาะอย่างยิ่งเสียงที่เย็นยะเยือกของ "จำลอง ศรีเมือง"

นักข่าวแทรกคำถาม ในเสียงตะโกนด่าผ่านโสตประสาท "ทุกครั้งที่จำลองออกมา มักมีฉากจบที่เลวร้าย หรือไม่ก็เกิดรัฐประหาร นายกรัฐมนตรีหวั่นไหวกับฉากจบรอบนี้หรือไม่"

นายกรัฐมนตรีตอบว่า "ผมมองประเทศไปข้างหน้า ยังไม่เห็นว่าหากเกิดปฏิวัติ จะช่วยประเทศอย่างไรในขณะนี้ การปฏิวัติทุกครั้งก็จะมีบาดแผลตกค้าง"

"กรณีเสื้อแดงก็เป็นบาดแผลที่ยัง ไม่จบ แล้วต้องถามคนที่ต้องทำงานหลังการปฏิวัติว่าเหนื่อยแค่ไหน ดังนั้น จึงเข้าใจยาก ว่าทำไมจึงมีการเสนอข้อเรียกร้องอย่างนี้"

นายกรัฐมนตรีตอบด้วยคำถามกลับด้วยว่า "หากไม่ชอบ และเห็นว่ารัฐบาลนี้ไม่ดี อีกไม่กี่เดือนจะได้เลือกตั้งแล้ว ถ้าไม่เชื่อระบบการเลือกตั้ง คุณจะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตย จะอยู่ในโลกนี้ ยุคนี้อย่างไร"

ท่ามกลางข่าวลือ-ลับ-ลวง ที่ปล่อยออกมาว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบพิเศษ และคนปล่อยข่าว ไม่ต้องการให้ "อภิสิทธิ์" มีอำนาจอีกต่อไป นายกรัฐมนตรีบอกว่า "แน่นอนครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่มีการรัฐประหารแล้วผมจะได้อยู่ในอำนาจต่อ"

ถามย้ำอีกครั้งก่อนจากว่า นายกรัฐมนตรีมีความเชื่อเรื่องอำนาจพิเศษหรือไม่ คำตอบที่ได้ ยังอิง "หลักการ" แข็งขัน

"ไม่ครับ บ้านเมืองเรามีกฎมีระเบียบ ไม่อาจมีอำนาจนอกระบบได้"

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////////////////////

ตัวปัญหา

โดย.เภรี กุลาธรรม

เละยิ่งกว่าเละอยู่ไปก็ไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้ สำหรับสภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะตอนนี้

ไหนจะตราบาปติดตัวชนิดตามหลอกหลอนทุกภพชาติ กรณีใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2 พัน

ไม่รวมเหยื่อที่เกิดจากการไล่ล่าตามบัญชีดำอีกจำนวนหนึ่ง

กรณีนี้ นายอภิสิทธิ์อาจจะตกเป็นอาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ต้องขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในเร็วๆ นี้

ยังไม่รวมถึงสัญชาติอังกฤษโดยการเกิด ที่อ้ำอึ้ง กรรเชียงหนี ไม่ยอมชี้แจงให้ชัดเจน

จนเป็นที่สงสัยว่าน่าจะยังไม่ได้สละสัญชาติอังกฤษจริง

ยังไม่นับศึกในที่คนกันเองที่เคยอุ้มชูกันมา ก่อหวอดม็อบยกระดับถึงขั้นขับไล่ลงจากเก้าอี้

โดยมีเงื่อนไขสุดโต่ง แบบเดียวกับที่ประชาธิปัตย์เคยใช้เป็นอาวุธขับไล่รัฐบาลสมัคร-สมชายมาแล้ว

กงเกวียนกำเกวียนเวียนมาเล่นงานประชาธิปัตย์เสียเอง

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับประเทศเพื่อนบ้าน จนนำไปสู่การใช้อาวุธหนักตอบโต้กันไปมา

จนประชาชนแนวชายแดนต้องเดือดร้อน พลัดที่นาคาที่อยู่ ระหกระเหิน อพยพหนีกันตายอลหม่าน

สะท้อนความอ่อนด้อยทางการทูตของนายอภิสิทธิ์และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย

ความจริงไทย-กัมพูชามีปัญหาระหองระแหงกัน เปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แค่พูดผิดหูหน่อยก็พร้อมจะมีเรื่องกันได้

แต่ถ้าได้ผู้นำที่ชาญฉลาด รู้จักใช้ลิ้นให้เป็นประโยชน์ การบาดเจ็บล้มตาย ความเสียหายอื่นๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกันกับกรณีข้อเรียกร้องให้ยุบสภาก่อนหน้านี้ ซึ่งก็เป็นข้อเรียกร้องเดียวกันกับที่นายอภิสิทธิ์เคยเรียกร้องรัฐบาลนายสมชาย

แต่นายอภิสิทธิ์ก็ดื้อด้านไม่ยอม จนนำมาสู่การใช้ความรุนแรง ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ที่สำคัญสร้างบาดแผลลึกฝังใจ จนยากเยียวยาจนถึงขณะนี้และอีกหลายสิบปี

ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะนายอภิสิทธิ์เป็นตัวปัญหาและผู้สร้างปัญหาทั้งสิ้น

แถมไม่รู้ตัวเองอีกต่างหาก

ที่มา.ข่าวสดรายวัน คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม
////////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พันธมิตรฯ เชื่อรัฐบาลเตรียมสลายการชุมนุมเพื่อเอาใจ “ฮุนเซน”

“ปานเทพ” ผิดหวังมาร์คเคยหนุน พธม. - ค้านสลายชุมนุม แต่วันนี้กลับใช้มาตรการเดียวกัน “จำลอง” ลั่นวันใดสลาย มวลชนเข้าร่วมมากมาย ส่วน “ประพันธ์ คูณมี” ชี้เรื่องขอคืนช่องทางจราจร เป็นการอ้างความเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ ของประชาชน แต่เมินแก้ปัญหาใหญ่ เชื่อฮุนเซนไม่พอใจถูก พธม.โจมตี รัฐบาลจึงรับปากมาสลายการชุมนุมเพื่อเอาใจ

ช่วงบ่ายวันนี้ (9 ก.พ.) ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกพันธมิตรฯ และ นายประพันธ์ คูณมี โฆษกการชุมนุมของพันธมิตรฯ ร่วมแถลงข่าวประจำวันต่อสื่อมวลชน

ปานเทพชี้สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือทวงคืนที่กัมพูชา

โดยนายปานเทพ ได้กล่าวถึงข่าวการขอพื้นที่คืนของทางเจ้าหน้าที่ ว่า ทางแกนนำพันธมิตรฯ และคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ยังไม่มีผู้ใดได้รับการติดต่อจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่ความชัดเจนในการขอพื้นที่คืน เป็นความประสงค์ของผู้ใด และอ้างอิงอำนาจกฎหมายฉบับใด ที่ผ่านมา มีเพียงการเจรจาปากเปล่า พูดลอยๆ ซึ่งหากจะมีการกระทำใดๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรทำหนังสือให้ชัดเจนมาถึงคณะกรรมการรวมพลังปกป้องแผ่นดิน และผู้ชุมนุมด้วย เพราะผู้ชุมนุมไม่ได้ขึ้นอยู่อาณัติของคณะกรรมการ ทุกคนมีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้ทราบว่าได้รับมอบหมายจากใคร และผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย ไม่ใช่พูดปากเปล่าตามที่ทำอยู่

นายปานเทพ กล่าวว่า คณะกรรมการ และพันธมิตรฯ เห็นตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องทำในขณะนี้ คือ การทวงคืนดินแดนที่กัมพูชา ใช้เป็นฐานทัพโจมตีราษฎรไทย จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่า การขอคืนพื้นที่ชุมนุมที่นี่ ขอย้ำว่า ที่เราอยู่บริเวณนี้ไม่มีการปิดสถานที่ราชการ ข้าราชการสามารถเข้าทำงานได้ การที่จะมายึดพื้นที่ตรงนี้ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดรัฐบาลจึงเลือกปฏิบัติ ระหว่างคนไทยกับทหารกัมพูชา เพราะทหารกัมพูชาติดอาวุธสงครามอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และปล่อยให้ยิงราษฎรไทย แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งออกมาชุมนุมเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย แทนที่รัฐบาลจะมาร่วมรวมพลัง กลับมีความพยายามที่จะลิดรอนสิทธิของประชาชนเหล่านี้

ผิดหวังมาร์คเคยหนุน พธม. - ค้านสลายชุมนุม แต่วันนี้กลับใช้มาตรการเดียวกัน

“น่าผิดหวังที่นายกฯอภิสิทธิ์ เคยสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯในการต่อต้านรัฐบาลในระบอบทักษิณ ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในเวลานั้น นายกฯอภิสิทธิ์ มีความเห็นว่า มาตรการที่รัฐบาลใช้สลายผู้ชุมนุมนั้นไม่ชอบธรรม ในวันนี้พอมาเป็นนายกฯกลับใช้มาตรการเดียวกัน จึงพิสูจน์แล้วว่า นายอภิสิทธิ์ ก็ไม่ต่างจาก นายสมัคร หรือ นายสมชาย” นายปานเทพ กล่าว

โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า ในกรณีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งคณะรัฐมนตรีในการ ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง และจำกัดพื้นที่กระทบความมั่นคงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น พันธมิตรฯได้ศึกษาข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า จะยังไม่มีการดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองตามที่ได้ประกาศไว้ แต่จะรอมาตรการที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะทำอะไรกับประชาชน เมื่อเช่นนั้นเกิดความเสียหายใดๆก็จะยื่นต่อศาลปกครองทันที

ลั่นหากรัฐบาลทำให้ผู้ชุมนุมได้รับความเสียหาย จะยื่นคำร้องศาลปกครอง

“ขณะนี้การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ยังไม่มีการกำหนดมาตรการใดๆ ออกมาจากภาครัฐ ทันทีที่รัฐบาลประกาศหรือเริ่มมาตรการใดๆ ที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ผู้ชุมนุมได้รับความเสียหาย จะยื่นคำร้องต่อศาลปกครองทันที” นายปานเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุที่ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการประกาศใช้ถูกต้องใช่หรือไม่ โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวตอบว่า กระบวนการประกาศบังคับใช้กฎหมายมีข้อสงสัยอยู่แล้วว่าผิดพลาด เพราะการอ้างเหตุความมั่นคงของรัฐ ต้องเกิดขึ้นเพราะผู้ชุมนุมมีเจตนาหรือเป้าหมายที่ทำให้รัฐเสียหาย แต่พันธมิตรฯ มาเพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ เพียงแต่ถึงชั่วโมงนี้ รัฐบาลยังไม่ได้กำหนดมาตรการที่ชัดเจน โดยในแง่ของข้อกฎหมายการยื่นศาลปกครองต้องมีผู้เสียหายแล้ว

“เหตุในการชุมนุมของเราจะไปเทียบกับคนเสื้อแดงไม่ได้ การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีวัตถุประสงค์ เพื่ออำนาจทางการเมือง และการฉีกรัฐธรรมนูญ ต่างจากการชุมนุมของพันธมิตรฯที่ชุมนุมภายใต้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องหน้าที่ของพลเมืองไทยในการรักษาแผ่นดินเป็นหลัก รัฐบาลจะใช้อำนาจใดมาสลายการชุมนุม หรือขอพื้นที่คืน กล้ากับคนไม่มีอาวุธ แต่กับกัมพูชาที่ทำร้ายราษฎรไทยกลับไม่กล้า” โฆษกพันธมิตรฯ กล่าว

ไม่เชื่อชาญวิทย์เพราะฝักใฝ่เสื้อแดง-รับจ้างกระทรวงการต่างประเทศ

และจากกรณีที่มีนักวิชาการกลุ่มนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ออกมาโจมตีการชุมนุมของพันธมิตรฯ ว่าเพื่อให้เกิดสงคราม นายปานเทพ กล่าวว่า ต้องดูว่า คนที่พูดเป็นใคร เพราะกลุ่มนักวิชาการกลุ่มนี้รับจ้างจากกระทรวงการต่างประเทศ เป็นเงิน 7.1 ล้านบาท เราจึงขนานนามว่านักวิชาการ 7.1 ล้าน ซึ่งเขาต้องพูดแบบนี้อยู่แล้ว เพราะกลุ่มที่ฝักใฝ่คนเสื้อแดง และมีทัศนคติต่อต้านพันธมิตรฯ ตนไม่เห็นนักวิชาการที่ไม่มีผลประโยชน์คนไหนออกมากล่าวเช่นนี้ ทั้ง ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล หรือ ศ.อดุลย์ วิเชียรเจริญ ก็ไม่เห็นพูดเช่นนั้น

เมื่อถามถึงความเคลื่อนไหวของตำรวจภายในทำเนียบรัฐบาล ที่นำกำลังราว 500 นาย มาออกกำลังกายบริเวณประตูใกล้กับกลุ่มพันธมิตรฯ นายปานเทพ กล่าวว่า น่าจะไปทำที่ชายแดน ไปจับกุมคนกัมพูชาที่เข้ามาอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ไปขับไล่ทหารกัมพูชา เพื่อสำแดงแสนยานุภาพทางการทหาร มาทำในทำเนียบรัฐบาลเสียแรงเปล่า เพราะไม่มีทหารกัมพูชาอยู่

จำลองลั่นวันใดสลายชุมนุม มวลชนจะเข้าร่วมมากมาย

ทางด้าน พล.ต.จำลอง กล่าวเสริมว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแวะเวียนมาพูดคุยกับตน โดยมีการร้องขอให้คืนพื้นที่เปิดการจราจร ซึ่งตนก็ได้ปฏิเสธไปด้วยไมตรีว่า เรามีความจำเป็นที่ต้องอยู่ที่นี่ เรามาชุมนุมเพื่อปกป้องแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในช่วง 1-2 วันนี้ รัฐบาลมีมาตรการกดดันมากๆ พันธมิตรฯ จะปรับแผนที่กำหนดไปยังลานพระบรมรูปทรงม้าไปเป็นสถานที่อื่นหรือไม่ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ต้องมีการหารือกัน โดยการเคลื่อนไหวใดๆ ต้องพิจารณาไปตามสถานการณ์ แต่คิดว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเหลือเวลาไม่มาก วันใดที่มีการขอพื้นที่คืนโดยใช้กำลัง ในวันรุ่งขึ้นจะมีมวลชนเข้ามาร่วมอีกมากมาย

ประพันธ์เชื่อ ฮุนเซนไม่พอใจโดน พธม. โจมตี รัฐบาลจึงไปรับปากสลายการชุมนุม

ขณะที่ นายประพันธ์ กล่าวว่า การขอพื้นที่คืนเป็นเพียงกลยุทธ์ที่จะขับเคลื่อนเพียงกดดันผู้ชุมนุมเท่า นั้นเอง ซึ่งจริงๆ ไม่มีความจำเป็น เพียงแค่เจ้าหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่จราจรที่เปิดอยู่ให้ดี ก็จะไม่มีปัญหาการจราจรติดขัดมาก เพราะฉะนั้นการแหย่ขอพื้นที่บางส่วนคืนเป็นกลยุทธ์แบบได้คืบเอาศอก โดยอ้างความเดือดร้อนเล็กๆ น้อยๆ ของประชาชน ทั้งที่ไม่ยอมแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

โฆษกการชุมนุม กล่าวต่อว่า อยากถามรัฐบาลว่าได้ตกลงผลประโยชน์ใดกับนายฮุนเซน ทั้งนายสุเทพ และ พล.อ.ประวิตร ที่ต่อสายตรงกับ นายฮุนเซน จึงพยายามมากดดันผลักดันพี่น้องประชาชนไทย โดย นายฮุนเซน ไม่พอใจที่เวทีพันธมิตรฯกล่าวโจมตีตัวเองโดยตลอด จึงกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยรู้กันกับพันธมิตรฯ รัฐบาลจึงต้องไปรับปากมาสลายการชุมนุมโดยอ้างมาตรการทางกฎหมาย เพื่อหวังเอาใจนายฮุนเซน

ที่มา: เรียบเรียงจากเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

หลบข้างหลัง “กษิต”!!!

ทีกับคนไทยมือเปล่า มีแค่ไม้กับหนังสติ๊ก...ท่านกลับออกฤทธิ์??

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ตีขลุมแบบเออเองพูดเอง ศึกไทยเขมรจบแล้ว

ที่ “ฮอ นัม ฮง” รมว.ต่างประเทศกัมพูชา แจ้นฟ้อง ยูเอ็น ไทยเสียเปรียบบานตะโก้แห้ว

จะถูกเรียกฟ้องค่าสินไหมสงครามมหาศาล ประสาทเขาวิหารจะถูกฮุบ พร้อมทั้งพื้นที่ซับซ้อน ๔.๖ กม. “ฮุนเซ็น” จะรวบรัดเป็นเจ้าของ

ฝ่ายไทยได้แต่โอ๋เขมร...พินอบพิเทาเช้าจรดเย็น?...ไม่น่าเป็น พวกที่ขี้ขึ้นไปอยู่บนสมอง

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

น้ำต้มผักที่เคยหวาน!!!

เดี๋ยวนี้ขมปี๋ กลืนไม่ลงคอ เสียแล้วล่ะท่าน??

เป็นสหายร่วมรบ เพื่อนร่วมทีม โค่น “รัฐบาลทักษิณ” มาด้วยกัน... “สนธิ ลิ้มทองกุล” กับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพซีซ่าร์แห่งกองทัพบก

ถูก “สนธิ” ไล่จิกด่า ลดเพดานบิน ให้ไปเล่น “ลิเก” หมดสภาพทหารบูรพาหน้าหยก

ที่เคย “ลิ้งก์” สุงสิงกันมาก็ขาดผลึ่ง ..งานที่ทำเข้าขาด้วยดี..เดี๋ยวนี้กับฉะกันแหลก!

ความสัมพันธ์มีแต่รุ่งริ่ง...แตกคอกันจริง ๆ ...มิได้ปิ้ง แนบอิงกันเหมือนตอนแรก???

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เปี๋ยนไป๋!!

นิสัยอัธยาศัยใจคอมิได้ เสมอต้นเสมอปลาย เหมือนที่ผ่านมาหรอก จะบอกให้??

นับแต่ “รัฐมนตรีก้านยาว” องอาจ คล้ามไพบูลย์ ส้มหล่นทับบาทาบวมส์ เป็น “รมต.ประจำสำนักนายกฯ” ดูแลสื่อ ในสายงานที่ท่านถนัด

เดี๋ยวนี้, พี่ ๆ เพื่อน ๆ น้องนักข่าว โทรศัพท์ติดต่อไป..ท่านก็ไม่รับสาย ทำตัวเป็นเทวดา หลายคนพ่นมา ด้วยความอึดอัด

ผิดกับ “รัฐมนตรีเตี้ยหนามเตย” สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ...ครั้นคุมสื่อของรัฐ มีมิตรไมตรีกับคนข่าวทุกสำนักอย่างมากล้น

“องอาจ”เคยเป็นสื่อมาแท้ ๆ ...ไฉนจึงทำเรื่องแย่ ๆ?..นี่ก็โดนแฉ ซะเสียผู้เสียคน??

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เป็น “ขาใหญ่” อัพเกรด ..ติดอันดับ!!!

“ศิริโชค โสภา” ไม่ใช่ “วอลเปเปอร์” อยู่หลังฉาก “นายกฯอภิสิทธิ์” แล้วนะครับ?

ใคร ๆ พากันยกก้นลอยไม่ติดดินเสียแล้ว..เพราะใคร ๆต่าง เรียกท่านว่า ลูกพี่ทั้งนั้นเลย

ขนาด “ถาวร เสนเนียม” รมช.มหาดไทย เจอะเจอะใต้ถุนสภาฯเมื่อวันพุธ ยังเรียก “ลูกพี่” ด้วยความคุ้นเคย

เดี๋ยวนี้, สส.ประชาธิปัตย์ ทีมงานพรรคแม่ธรณีบีบม้วยผม ปะหน้าเจอตา “ท่านศิริโชค” ต้องรีบทัก และ ย่องยก กันขนานใหญ่!!!

ขืนใครเมิน “ศิริโชค”....ดวงจะตก? “นายกฯอภิสิทธิ์” จะเชิดหน้าใส่??

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตำบลกระสุนตก!!!

ล็อคเป้า กันแล้วที่ “น้ามิ่ง” มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ หัวหน้าทีมเปิดอภิปราย...เตรียมฟันนายกฯ

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มีผลงานล้มเหลว ประชาชนก็ถูกฆ่าตายเป็นเบือ สงครามไทยเขมร เสียหายยับ

ติดโผตามมา “รองสุเทพ เทือกสุบรรณ”, “รัฐมนตรีชวรัตน์ ชาญวีรกูล”
, “รัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์” , “รัฐมนตรีพรทิวา นาคาศัย” ติดร่างแหน ถูกจวกจั๋งหนับ

ส่วน “เดอะไก่” จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที..ที่เป็น “หุ่นเชิด” ตุ๊กตายาง ให้ “นายกฯอภิสิทธิ์” สั่งงานเป็น “ร่างทรง” ในกรณี “๓ จี” เห็นที จะต้องโดนอภิปรายโดนฉะ!!

รับใช้ “อภิสิทธิ์”ไม่ลืมหูลืมตา..ถูกเขาขุดขึ้นมาด่า?..ก็สมน้ำหน้าแล้วหล่ะ???

คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร,บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ชี้เป้าพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภาปะทะเร่งปิดเกม

“จตุพร” ระบุเป้าหมายเคลื่อนการชุมนุมของพันธมิตรฯวันที่ 11 ก.พ. นี้อยู่ที่รัฐสภา หวังให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ซ้ำรอยเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เพื่อเร่งปิดเกม เพราะครั้งนี้แนวร่วมน้อย เชื่อได้สัญญาณพิเศษจึงกล้าทำ ผบ.ตร. ชงรัฐบาลขยายใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯเพื่อประกาศเหตุหวงห้าม ยอมรับการข่าวได้กลิ่นยกระดับความรุนแรง

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ได้แจ้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ถึงความจำเป็นที่ต้องขยายการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หมวดที่ 2 เพื่อควบคุมการชุมนุมให้อยู่ในกรอบ เพราะวันที่ 11 ก.พ. นี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเริ่มเคลื่อนการชุมนุมกดดันรัฐบาล และในวันที่ 13 ก.พ. จะมีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ทั้งนี้ เพื่อให้ตำรวจมีกฎหมายรองรับในการทำหน้าที่

“ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องนี้ขอความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เพื่อประกาศพื้นที่ความมั่นคงห้ามไม่ให้รุกล้ำ เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ส่วนจะมีพื้นที่อื่นอีกหรือไม่กำลังพิจารณา แต่จะพยายามให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด” ผบ.ตร.กล่าวและว่า หากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเบื้องต้นตำรวจจะขอคืนพื้นที่สาธารณะจากกลุ่มพันธมิตรฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่าการขอให้รัฐบาลขยายการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯแสดงว่าการข่าวได้รับรายงานว่าจะมีความรุนแรง ผบ.ตร. กล่าวว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นอย่างนั้น

สำหรับการเจรจาระหว่าง พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ขอให้เปิดช่องจราจรบนถนนราชดำเนินในชั่วโมงเร่งด่วนไม่ประสบความสำเร็จ โดย พล.ต.จำลองยืนยันไม่เปิดถนน พร้อมระบุว่ารัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางคือ ทำตามข้อเสนอของพันธมิตรฯหรือเข้ามาสลายการชุมนุม

พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบก.น.2 กล่าวหลังนำคณะตำรวจเข้าหารือกับนายเกริกฤทธิ์ อิฐรัตน์ เลขานุการศาลอาญา เพื่อเตรียมรับมือการชุมนุมของ นปช. ในวันที่ 13 ก.พ. ว่าจะใช้กำลังตำรวจ 6 กองร้อยดูแลความปลอดภัยในบริเวณศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก และจะมีกำลังอีกส่วนหนึ่งดูแลภายนอกเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ทั้งนี้ จะไม่ยอมให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในบริเวณศาลเด็ดขาด โดยมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพเพื่อดำเนินคดีกับผู้ละเมิด

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ระบุว่า เป้าหมายเคลื่อนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในวันที่ 11 ก.พ. มี 2 จุดคือ สถานทูตกัมพูชาและรัฐสภา โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่รัฐสภา

“ทราบว่าเขาต้องการให้มีการปะทะเหมือนการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เพราะต้องการให้เรื่องจบเร็ว เชื่อว่าน่าจะได้รับสัญญาณพิเศษจากใครมา ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้า”

ส่วนการชุมนุมของ นปช. ในวันที่ 13 ก.พ. นั้น นายจตุพรกล่าวว่า เมื่ออ่านจดหมายปรับทุกข์ของแกนนำที่อยู่ในเรือนจำหน้าศาลอาญาแล้วจะเคลื่อนการชุมนุมมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความต่างประเทศของ นปช. จะวิดีโอลิ้งค์มาตอบข้อสงสัยประเด็นการฟ้องร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ และเรื่องการถือครองสัญชาติ จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะวิดีโอลิ้งค์มาสนทนากับคนเสื้อแดงด้วย

“การชุมใหญ่วันที่ 19 ก.พ. จะเป็นการชุมนุมยืดเยื้อหรือไม่คงไม่สามารถบอกได้ตอนนี้ เพราะสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ต้องดูกันวันต่อวัน” นายจตุพรกล่าว

ที่มา.จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้

**********************************************************************

คณะมนตรีฯUN ประชุมแก้วิกฤติ"ไทย-กัมพูชา"14กพ.

อินเนอร์ ซิตี้ เพรสส์ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร มีสำนักงานอยู่ที่เซาธ์ บลองซ์ นครนิวยอร์คของสหรัฐ รายงานว่า เพียงหนึ่งวัน หลังจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยังไม่ได้จัดการประชุมเร่งด่วน ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชานั้น ได้มีผลสรุปออกมาแล้วว่า จะมีการจัดประชุมตามข้อเรียกร้องในวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ และเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าสหประชาชาติ กำลังดำเนินการให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของสมาคมอาเซียน จึงได้ให้นายมาร์ตี้ นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ที่กำลังเป็นเจ้าภาพหมุนเวียนของอาเซียน และทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา เข้าร่วมการประชุมด้วย

นายบัน คี-มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวในระหว่างแถลงข่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาได้หารือกับนายกรัฐมนตรีของไทยและกัมพูชาแล้ว แต่ก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายคน ตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดนายบันจึงไม่รับหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยเสียเอง หรือไม่ก็เสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามมาตรา 99 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ตามมาตรา 99

แต่ก็มีบางคนให้ความเห็นว่า การที่นายนาตาเลกาวา เคยทำหน้าที่เป็นผู้แทนถาวรอินโดนีเซียประจำสหประชาชาติ ทำให้เขารู้ระบบของสหประชาชาติเป็นอย่างดี เขาได้รับการคาดหมายก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ยกประเด็นพิพาทไทย-กัมพูชา เข้าสู่วาระการประชุมอย่างเป็นทางการของคณะมนตรีความมั่นคง ด้วยการถอนข้อเรียกร้องของกัมพูชาออก แบบเดียวกับที่เคยปรากฎเมื่อปี 2551 ตอนที่เวียดนามเป็นประธานหมุนเวียนคณะมนตรีความมั่นคงฯ

ที่มา.เนชั่น

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ขอดเกล็ด ประชาวิวัฒน์ ประชานิยม

“ประชาวิวัฒน์” รวมไปถึง “ประชานิยม” ไม่ต่างจากวาทกรรมทาง การเมือง ที่ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า สังคมยังคงสับสนว่าโดยเนื้อแท้แล้ว นโยบายเหล่านี้สร้างคุณูปการให้กับประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืน หรือไม่อย่างไร “โต๊ะข่าวการเมือง” จึงขอนำเสนอมุมมองเชิงวิเคราะห์ถึงแนวนโยบายดังกล่าวผ่านสัมภาษณ์พิเศษ “ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” คณบดีคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะนักวิชาการที่ค้นคว้าเกี่ยวกับ “รัฐสวัสดิการ” ซึ่งถือเป็นต้นแบบแห่ง “ประชาวิวัฒน์” และ “ประชานิยม” โดยตรง

> ประชานิยม-ประชาวิวัฒน์แค่การตลาดทางการเมือง

“ประชานิยมนั้นมีความหมายหลากหลาย ส่วนประชาวิวัฒน์เป็นเพียงการตลาดทางการเมืองเพื่อทำให้เกิดชื่อเรียกที่ แตกต่างจากประชานิยม ส่วนเนื้อหาทางนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) หลายส่วนเป็นสิ่งเดียวกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ (ชินวัตร) หรือรัฐบาลที่ผ่านๆ มา ส่วนการ ที่สังคมไทยหรือนโยบายพรรคการเมืองจะ ก้าวข้ามพ้นนโยบายประชานิยมสู่การเป็น รัฐสวัสดิการ ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลความเป็นจริง สังคมไทยควรเป็นระบบรัฐสวัสดิการ หรือไม่ เป็นประเด็นที่ควรจะได้ศึกษาวิจัย อย่างละเอียดต่อไป”

“การทำให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการ อาจเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า รัฐที่เป็นระบบ รัฐสวัสดิการจะต้องมีรายได้จากภาษีอากร ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 25-30 ของจีดีพี เพื่อนำไปจัดระบบสวัสดิการพื้นฐานทั้งหมด ให้กับประชาชนทุกคน ในขณะที่ไทยมีรายได้ ภาษีอากรเพียงร้อยละ 16 ของจีดีพี ขณะที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง ส่วนโครงสร้างงบประมาณเป็นงบประจำสูงถึง 70% เมื่อมีค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นอีกย่อมทำให้สัดส่วนของงบประจำเพิ่มสูง ขึ้นในโครงสร้างงบประมาณทำให้ประเทศเหลือเม็ดเงิน เพียงเล็กน้อยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”

> ยาดำนโยบาย“ลด แลก แจก แถม”

“ประชานิยม หรือประชาวิวัฒน์ หรือ มาตรการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ หรือมาตรการเร่งรัด อะไรก็ตาม เท่าที่ศึกษา ค้นคว้า มักจะมีจุดบอดออกมาเป็นองค์ประกอบ 4 ประการดังนี้ 1.มุ่งเน้นผลประโยชน์ และชัยชนะทางการเมืองโดยใช้ฐานมวลชน เป็นเครื่องมือโดยไม่ได้ทำให้ประชาชน เข้มแข็งขึ้นหรือเป็นการเพิ่มอำนาจประชาชน 2.สร้างภาระทางการคลังจำนวนมาก ขาดความยั่งยืนทางการเงินการคลังหรือขาดความมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ในการกำหนดนโยบายหรือมาตรการ 3.ขาดความโปร่งใสในการดำเนินการ และ 4.ทำ ให้ประชาชนและระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลงด้วยวัฒนธรรมอุปถัมภ์พึ่งพิง”

“นโยบายประชานิยมสามารถนำมา ใช้ร่วมกับนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้โดย ไม่นำประเทศสู่ความหายนะ หากไม่ทำลาย กรอบนโยบายหลักของเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ นโยบายประชานิยมที่ดี จะต้องไม่ทำลายกรอบของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย กรอบเป้าหมายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กรอบเป้าหมายความมีเสถียรภาพ อันได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ เสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน เพดานหนี้สาธารณะ การกู้ยืมของ ภาคเอกชน ทั้งจากภายในและต่างประเทศ รวมไปถึงเพดานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด”

> โมเดลกำจัดจุดอ่อนประชานิยม

“โครงการประชานิยมที่ดีต้องไม่สร้าง ความขัดแย้งใหม่ให้เกิดขึ้นระหว่างผู้เสียประโยชน์ และผู้รับประโยชน์ นั่นคือควรจะเป็นลักษณะ winwin โครงการประชานิยมจะต้องไม่ทำให้เกิดการบิดเบือนทรัพยากรมากเกินไป คือ ไม่ฝืนกลไกตลาด โครงการประชานิยมไม่ควรจัดให้มีผลประโยชน์แก่ผู้รับมากเกินไป จนผู้รับประโยชน์ เกิดความเกียจคร้าน หรือกล้าเสี่ยงมากเกินไป และไม่เตรียมภูมิคุ้มกันสำหรับตน เอง ดังนั้นการค้ำประกันใดๆ จึงไม่ควร ค้ำประกันแบบ 100% แต่ควรให้ผู้เอาประโยชน์จากการประกันร่วมรับผิดชอบ ฉะนั้น โครงการประชานิยมควรใช้มาตรการที่ใช้แรงจูงใจ เพื่อกระตุ้นให้มีผู้มาเข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่เป็นการบังคับ ที่สำคัญการใช้กลไกแรงจูงใจนี้จะต้องไม่ทำลายกลไกตลาด”

“การนำนโยบายประชานิยมมาใช้ อย่างขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบของนักการเมืองในปัจจุบัน อาจจะนำมาซึ่ง ความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว ลดทอนความสามารถ ในการแข่งขัน สร้างภาระทางการคลังที่อาจนำมาสู่วิกฤติฐานะทางการคลังได้ โดยเฉพาะในระยะยาวการใช้นโยบายประชานิยมโดยขาดการเตรียมพร้อมและการสร้างความเข้าใจที่ดีกับประชาชนก็จะทำให้สังคมอ่อนแอลง ประชาชนที่ได้รับ ความช่วยเหลือ ก็จะขาดความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือตนเอง มาตรการการขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องทำควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและการสร้างวินัยทางการเงินไปพร้อมกัน ดังนั้นรัฐจึงควรหันมาพิจารณาถึงภาษีอื่นๆ ที่สามารถเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เพื่อเป็นหลักประกันในการใช้ประชานิยมได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ส่งผลกระทบให้กับฐานะทางการคลัง ในระยะยาว”

> รัฐสวัสดิการที่สุดแห่งความยั่งยืน

“วิกฤติหนี้สาธารณะของกรีซปี 2552-ปัจจุบัน โครงการประชานิยมจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้เสียประโยชน์ (ผู้เสียภาษี) กับผู้รับประโยชน์ โดยผู้เสียประโยชน์จะต่อต้านโดยลดการผลิตลง ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้จะลดลงตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมมากขึ้น โครงการประชานิยมทำให้ประชาชนผู้รับประโยชน์ ทำงานน้อยลง เนื่องจากไม่ทำงานก็ไม่เป็นไร รอรับผลประโยชน์ฟรีจากรัฐได้ เป็นผลให้ผลผลิตโดยรวมของชาติลดลง”

“รัฐบาลต้องเพิ่มผลประโยชน์ตาม โครงการประชานิยมขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อคง ไว้ (หรือเพิ่ม) ฐานคะแนนเสียง ในขณะ ที่ประชาชนจะอ่อนแอลง ผลผลิตลดลง ภาษีที่จัดเก็บได้ก็ลดลง รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โครงการประชานิยม ทำให้มีการ จัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยการโอนทรัพยากรจากหน่วยผลิตที่มีประสิทธิภาพไปสู่หน่วยบริโภค การที่สังคมไทยจะก้าวข้ามพ้นประชานิยม ต้องสร้างระบบรัฐสวัสดิการเข้ามาแทนที่ หากยัง ไม่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจการคลัง ก็ต้องพัฒนาสังคมสวัสดิการขึ้นมา นอก จากนี้ ยังต้องยึดหลักเสรีนิยม เพื่อออก จากประชานิยม ต้องสร้างประชาสังคม และสำนึกพลเมืองเพื่อออกจากประชานิยม” จากปากคำของ “ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ” คงไม่ต้องอรรถาธิบายเพิ่มเติม ว่า “ประชาวิวัฒน์” และ “ประชานิยม” นั่นบูรณาการประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน มากน้อยเพียงใด

ที่มา.สยามธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

กวางกับจระเข้

“หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมี ผลบังคับใช้ รัฐบาลพร้อมจะให้มีการ เลือกตั้งใหม่ โดยไม่ต้องรอให้แก้กฎหมายลูก แม้จะยังมีการชุมนุมอยู่ก็ตาม”

แปลไทยเป็นไทย..นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ได้เดินทาง มาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจแล้ว...ต้องตัดสินใจว่า เขาจะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ถูกยึดอำนาจ..หรือจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่หรือไปตามเส้นทางประชาธิปไตยและเขาเลือกทางสายประชาธิปไตย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..มองย้อน หลัง..บนเส้นทางประชาธิปไตยที่ท่าน คุ้ยเคยในประเทศไทยนั้น..มันไม่ต่าง อะไรกับฝูงกวางที่ว่ายอยู่บึงจระเข้...ย่อมเสี่ยงอยู่กับการล่มสลายเป็นตายอยู่ทุกชั่วลมหายใจ

กวางน้อยประชาธิปัตย์..แพ้ทาง ให้กับกวางด้วยกัน จึงสังสรรค์กับจระเข้..เข้าจัดการกับกวางไทยรักไทย และได้รับการส่งเสริมให้เป็นเจ้าแห่งบึงร่าเริงกับอำนาจจนลืมไปว่า..ที่เริงร่าอยู่นั้นคือ..บึงจระเข้

ตราบจนถึงวันนี้..เมื่อโดนกล่าว หาเหยียดหยามในทำนองเดียวกันกับ กวางฝูงเก่า..โดยเหล่าสมุนจระเข้.. กวางน้อยถึงเพิ่งนึกได้..ถ้าปล่อยให้เผ่าพันธุ์แหวกว่ายต่อไป..จะไม่มีกวาง สักตัวเหลืออยู่ในบึง

กวางทุกฝูงจะโดนเข่นฆ่า.. จระเข้จะเข้ามาครองบึง ธรรมนูญใหม่ จะไร้ทิศทางสำหรับฝูงกวางไม่ว่ากลุ่ม ไหน ประชาธิปไตยที่พัฒนากันขึ้นมา จะสูญหาย...การเมืองใหม่จะหลั่งไหลเข้ามาแทนที่ สภาแห่งการถกเถียง จะหายไป..สภาที่ประชุมไวและเงียบ เสียงจะกลับมา

ก่อนถึงวันที่จะต้อง..เสียบึงให้ จระเข้..กวางน้อยจึงต้องตัดสินใจ.. กวางจะอยู่ในบึงต่อไปได้..ก็คือการ ยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชนแล้ว เลือกตั้งกันใหม่..ต้องเร็วและไวก่อนที่จระเข้จะกลืนกลุ่ม..

หากกวางทุกฝูงรวมกัน..ก็จะ มีชายฝั่งและบึงกว้างเป็นที่อยู่อาศัย สืบลูกปลูกหลาน..และการเลือกตั้ง เท่านั้น..คือทางอยู่รอดของฝูงกวาง.. แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่ทันเวลา..

ทันเวลาก่อนที่จระเข้จะลงมือ พระท่านว่า... “คนโกหกเป็น ปกติวิสัยนั้น ที่จะไม่ทำชั่วในโลกไม่มี”

ที่มา.สยามธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////