--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หัวไม้: เตือนความจำ: เมื่อคุณสู้อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่พวกเขาต้องอยู่หลบกระสุนปืน

ขอย้อนรอยความทรงจำจากปากคำของชาวบ้านภูมิซรอลอีกครั้ง ในฐานะที่พวกเขาเป็นมนุษย์ผู้ต้องเผชิญกับชะตากรรมของสงครามที่แท้จริง และบาดเจ็บล้มตายจริง จากการเปิดฉากต่อสู้ 


สังคมความจำสั้น เป็นคำกล่าวหาเดิมๆ ที่ถูกพิสูจน์ซ้ำซ้ำอีกครั้งสำหรับสังคมไทย ด้วยการปะทะกำลังอาวุธระหว่างทหารไทยและกัมพูชา เป็นเหตุให้มีทหารและพลเรือนบาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย
"ทีมข่าวการเมือง" ขอย้อนรอยความทรงจำจากปากคำของชาวบ้านภูมิซรอลอีกครั้ง ในฐานะที่พวกเขาเป็นมนุษย์ผู้ต้องเผชิญกับชะตากรรมของสงครามที่แท้จริง และบาดเจ็บล้มตายจริง จากการเปิดฉากต่อสู้

บทสัมภาษณ์ชิ้นแรกที่ประชาไทนำเสนอเกี่ยวกับชาวบ้านภูมิซรอล คือปากคำของคนในพื้นที่ซึ่งปะทะกับผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยซึ่งเดินทางเข้าไปประท้วงกัมพูชาถึงชายแดนพร้อมกล่าวหาชาวบ้าน ที่ชายแดนว่า “ไม่รักชาติ” (อ่านย้อนหลัง)

บทสัมภาษณ์ชิ้นที่สอง เป็นปากคำจากชาวบ้านภูมิซรอล บอกเล่าถึงวิถีชีวิตที่พลิกผันหลังไทย-กัมพูชาปิดด่านชายแดน (อ่านย้อนหลังที่นี่)

นี่คือเสียงของมนุษย์ ที่กำลังเผชิญชะตากรรมอีกครั้ง จากการปะทะกันระลอกล่าสุดระหว่างทหารไทยและกัมพูชา ขณะที่ในกรุงเทพฯ เสียงเพรียกหาศึกสงครามดังเร้าอยู่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล
อ่านเนื้อหาทั้งหมด [คลิกที่นี่]

เตือนความจำ: เมื่อคุณสู้อยู่ที่กรุงเทพฯ แต่พวกเขาต้องอยู่หลบกระสุนปืน | "หัวไม้" ใน Blogazine Prachatai, 7 ก.พ. 2554 http://blogazine.in.th/blogs/headline/post/3215

สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีทะลุทะลวงผ่านด่านเซ็นเซอร์จีนสำเร็จแล้ว!

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสามารถเข้าถึงข้อมูลจีน โดยผ่านด่านปราการจากระบบเซ็นเซอร์ข้อมูลของจีน ตามที่เคยกล่าวอ้างได้แล้ว ผลการรายงานจากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (Broadcasting Board of Governors: BBG) ระบุว่าการทดสอบเมื่อปีที่ผ่านมา โดยการส่งผ่านข้อมูลในกล่องข้อความ (inbox) จาก e-mail ของฮ่องกงและจีนนั้นประสบผลสำเร็จแล้ว

การทดสอบดังกล่าวเป็นเทคโนโลยีที่รู้จักกันดีในนามว่า Feed Over e-mail หรือ FOE กล่าวคือ เป็นกลไกที่สามารถเลี่ยงกับดักที่รัฐบาลจีนได้กลั่นกรองแล้วว่าไม่สมควรมีเนื้อหาดังกล่าวเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตได้ จึงมีการบล็อคเนื้อหานั้นๆ (Feed Over e-mail: FOE เทคโนโลยีดังกล่าวนั้น สหรัฐฯ คิดค้นเมื่อไม่นานมานี้ สามารถทำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตภายในประเทศที่ถูกเซ็นเซอร์ข้อมูลด้วยการบล็อคเนื้อหาที่ไม่ต้องการให้เผยแพร่นั้น สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ด้วยวิถีแบบ proxy server)

มีการเผยแพร่ข้อมูลครั้งแรก มาจากองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร “GovernmentAttic” ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร (Freedom of Information Act)

ภาพข่าวจาก NY Daily News
ผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังการทดสอบกล่าวว่า “ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นบางครั้งก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ เช่น เหตุการณ์ในอียิปต์ ที่รัฐบาลไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาได้ ทำให้ต้องบล็อคการเข้าถึงข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สงบไม่ให้ลุกลามขยายตัว

ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลด้านความมั่นคงแห่ง BBG นาย Ken Berman กล่าวว่า “ถ้ามีการปิดข่าว..เซ็นเซอร์ข่าว..ยิ่งทำให้ปัญหาขยายตัวมากขึ้น” ซึ่งการทดสอบตามแบบจำลองนั้นใช้ได้ผลในจีน กล่าวคือ สามารถส่งผ่านข้อความโดย RSS feeds ได้ (RSS feeds: เป็นการแชร์ข้อมูลบนหน้าเว็บเพจ ด้วยการนำเสนอเฉพาะหัวข้อข่าว ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ข้อมูล สามารถคลิกเข้าไปตามลิงค์ดังกล่าว ก็จะพบข้อมูลจากเว็บต้นฉบับ)

(ข้อดีของระบบนี้ก็คือ ลดข้อจำกัดและอุปสรรคในการสงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ข้อมูล อีกทั้งยังทำให้ผู้บริโภคข่าวสารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รอบด้านอย่างแท้จริง แต่ข้อเสียก็คืออาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์จากแหล่งต้นตอของข่าวสาร)

อย่างไรก็ดี การเสพข่าวในจีนอาจถูกสกัดกั้นจากจีนในการหวงห้ามไม่ให้เผยแพร่ เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวอาจกระทบต่อความมั่นคงของจีน แต่ผู้ใช้ข้อมูลก็สามารถเข้าถึงข้อมูลจาก RSS feeds โดยการดาวน์โหลดข้อมูลผ่าน proxy web ได้ นาย Sho Ho ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ได้ออกแบบเทคโนโลยีดังกล่าวมากว่า 2 ปีแล้ว เผยว่า “ระบบดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างทดสอบ ข้อมูลที่ถูกบีบอัดเก็บซ่อนไว้จะสามารถถอดรหัสและทำให้ผู้บริโภคสื่อสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้”
“FOE ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถเซ็นเซอร์ได้” Berman กล่าวว่า “ในที่สุด เทคโนโลยีก็สามารถสกัดกั้นโปรแกรมเซ็นเซอร์ทางอินเตอร์เน็ตได้ ระบบดังกล่าวได้แทรกซึมไปยังด่านกั้นข้อมูลขนาดยักษ์อย่างจีนแล้ว”

“เครื่องมือของ Sho จะเป็นช่องทางที่แตกต่างออกไปในการช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันนี้”
รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ทำการต่อสู้กับระบบเซ็นเซอร์ของต่างประเทศแต่เพียงเจ้าเดียวเท่านั้น แต่ทั่วโลกได้พยายามกระทำการดังกล่าวด้วย หรือที่รู้จักกันในนามของ Alliance of Youth Movements ตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ คอนโดลีซซา ไรซ์ จนถึงฮิลลารี คลินตัน ต่างก็เอื้อให้ Google และเว็ปไซต์อื่นได้ทำให้กลุ่มก้อนแห่งความเป็นประชาธิปไตยมีความแข็งแกร่งขึ้น โดยการใช้ social media ในการจัดการและหลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากภาครัฐ

ตัวอย่างภายหลังสถานการณ์ในอียิปต์ที่มีความโกลาหลในขั้นต้นนั้น Google เปิดให้ใช้โปรแกรม speak to tweet ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอินเตอร์เน็ต แต่ให้ใช้โทรศัพท์ฝากข้อความเสียงเพื่อ tweet ผ่านบล็อค Google ได้ การใช้เทคโนโลยี FOE ก็เช่นกัน เป็นลักษณะที่ user ที่อยู่ในจีนหรืออิหร่าน ต้องใช้ใน e-mail จากต่างประเทศเช่นของ Gmail เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตที่ถูกบล็อคเนื้อหาไว้ได้โดยไม่สามารถเปิดเผยตัวตนของผู้ใช้ได้

การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2010 โดยมี server อยู่ในวอชิงตัน ดีซี ได้ทำการทดสอบผ่านเมืองเซินเจิ้น จีน ฮ่องกง และปักกิ่ง ผู้ทดสอบได้ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแบรนด์แตกต่างกัน อาทิ Lenovo, Dell และ Sony ผลปรากฏว่า “มีการเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วดีและไม่มีข้อบกพร้องที่ชัดเจนนัก” พวกเขาใช้การเชื่อมโยงโดยส่งผ่านข้อมูลจาก VOA, CKXX และ China Weekly
อย่างไรก็ตาม “ยังไม่มีความชัดเจนนักว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะดีเพียงใดหากเปิดเผยสู่สาธารณะ” ทาง BBG ได้เผยแพร่ข่าวผ่านหลายเครือข่าย อาทิ Voice of America (VOA), Radio Free Asia ตลอดจนเครือข่ายในตะวันออกกลาง

ที่มา:FOXNEWS

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เขี้ยวเล็บกองทัพไทย DTI-1 พร้อมเผชิญหน้า BM 21 ของกัมพูชา

เมื่อกองทัพกัมพูชาพยายามชดเชยความเสียเปรียบทางยุทธวิธีต่อหน่วยปืนใหญ่ของไทย ที่มีข่าวว่าการปะทะเมื่อวันศุกร์ทำให้ทหารกัมพูชาบาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายนาย จนกระทั่งในวันนี้กองทัพกัมพูชาต้องงัดเอา BM 21 ออกมาใช้ ซึ่งก็มีข่าวว่าสามารถกดดันกองทัพไทยได้พอสมควร เพราะ BM 21 เป็นอาวุธจรวดหลายลำกล้องที่เกาหลีเหนือเคยใช้ถล่มเกาะยอนเปียงของเกาหลีใต้มาก่อน มีพิสัยทำการไกลกว่าปืนใหญ่ของไทย

สำหรับคุณสมบัติของ BM 21 ในบล็อก Analyo ได้ลงรายละเอียดดังต่อไปนี้

BM21 เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ไม่นำวิถีซึ่งผลิตในสหภาพโซเวียตเดิมครับ ระบบจะประกอบไปด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ รถมีพิสัยปฏิบัติการได้ราว 400 กิโลเมตร ด้านหลังจะเป็นแท่นยิงซึ่งมีท่อยิงจำนวน 40 ท่อยิงซึ่งทำการยิงจรวดได้ 2 นัดต่อวินาที ทำการเล็งด้วยตาด้วยกล้องเล็งด้านข้างตัวรถ โดยมีพลประจำรถ 5 นาย และ ทำการยิงได้ภายใน 3 นาทีนับจากรถจอด และเปลี่ยนที่ตั้งได้หลังจากทำการยิงเสร็จแล้วภายใน 2 นาที การบรรจุจรวดทำด้วยคนโดยใช้เวลาราว 10 นาที

ตัวจรวดขนาด 122 มม. มีหลายแบบให้เลือกใช้ตามแต่ภารกิจ โดยมีตั้งแต่จรวดติดหัวรบบรรจุดินระเบิด จรวดบรรจุกับระเบิดรถถังหรือระเบิดสังหารบุคคล จรวดบรรจุอมภัณฑ์ย่อย (submunitions) หรือลูกระเบิดขนาดเล็กสำหรับทำลายรถถัง ระเบิดควัน ไปจนถึงทุ่นระเบิดใต้น้ำ โดยมีระยะยิงราว 30 – 40 กิโลเมตร
ข้อเสียของ BM21 ก็คือความแม่นยำมีไม่มากนัก จึงทำให้ไม่สามารถทำการโจมตีที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงได้ ดังนั้นความมุ่งหมายของอาวุธประเภทนี้คือการทำลายเป็นพื้นที่
สำหรับกองทัพไทย ปรากฎว่าเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 มีข่าวว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีส่งมอบต้นแบบจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 ซึ่งเป็นอาวุธยิงจรวดหลายลำกล้องเช่นเดียวกัน แต่มีการเน้นความแม่นยำที่เหนือกว่า และมีระยะยิงที่ไกลกว่า (60 – 100 กิโลเมตร)
โดยพลอากาศเอก ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เป็นประธานส่งมอบ และพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานรับมอบ พร้อมด้วยพลเอก กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม พลโท ดร.ฐิตินันท์ ธัญญสิริ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พลตรี สุกิจ เนื่องจำนงค์ ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ และพลตรี เฉลิมเกียรติ เมฆทรัพย์ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กองพลทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554
สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ดำเนินการวิจัยพัฒนาจรวดหลายลำกล้องจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีของมิตรประเทศมา ตั้งแต่ ปลายปี 2552 ขณะนี้ต้นแบบจรวดพร้อมส่งมอบให้กองทัพบกนำไปทดลองใช้งาน ทั้งนี้ต้นแบบจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 เป็นโครงการที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและกองทัพบกได้ลงนาม ในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ตามแผนการพัฒนาและเสริมสร้างกำลังกองทัพในการพัฒนาระบบจรวดหลายลำกล้องเพื่อ เสริมสร้างความมั่นคงด้านการทหารของประเทศ ตามนโยบายของกระทรวงกลาโหม โดยกองพลทหารปืนใหญ่เป็นหน่วยงานที่นำจรวดหลายลำกล้อง DTI-1 นี้ไปทดลองใช้งาน





ดังนั้นเป็นไปได้ว่าหากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศบานปลายออกไป กองทัพไทยอาจใช้ DTI-1 ที่เพิ่งเข้าประจำการทำการตอบโต้กัมพูชา!!!
หรือแม้แต่อาจมีการปฏิบัติการทางทหารที่เฉียบขาดรุนแรงกว่านี้
ได้แต่หวังว่าทั้งสองประเทศจะยุติการใช้ความรุนแรงปฏิบัติโต้ตอบกัน และหันหน้าเข้าเจรจา เพราะสงครามไม่ใช่สงกรานต์ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมมีผู้บาดเจ็บสูญเสีย และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ขึ้นได้

ที่มา.Siam Intelligence

สื่อเขมรโต้โอ้อวดยิงปะทะไทย

ที่บริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว สถานการณ์ได้เข้าสู่ภาวะปกติพ่อค้า แม่ค้า และกรรมกรชาวเขมรหลายพันคนเดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาทำการค้าและรับจ้างในตลาดโรงเกลือ ทำให้บริเวณหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศขาเข้าประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้งหลัง จากตกอยู่ในสภาพเงียบเหงามาหลายวันตั้งแต่เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทย กับทหารกัมพูชา ทางด้านปราสาทพระวิหาร

ส่วนบริเวณจุดตรวจขาออกด่านพรมแดนอรัญประเทศ ยังคงไม่คึกคักทั้งนักพนันและนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังไม่กล้าเดินทางออกไปฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์ที่จะพานักท่องเที่ยวชาวไทยไป นครวัด-นครทม จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ยังคงยกเลิกการเดินทาง มีแต่เพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ยังคงเดินทางออกไปฝั่งกัมพูชา อย่างต่อเนื่อง

บรรยากาศในตลาดโรงเกลือ ก็ได้กลับมาคึกคักเหมือนเดิมอีกครั้งร้านค้าชาวเขมรเปิดทำการค้าแล้ว 100 % นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางเข้ามาหาซื้อสินค้าในตลาดโรงเกลือ จำนวนมาก

ส่วนบรรยากาศในตลาดปอยเปต อ.โอวจโรว จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ ตั้งแต่เช้าวันนี้ชาวเขมรได้ออกมาหาซื้อ น.ส.พ.กัมพูชา เพื่อติดตามดูข่าวสารสถานการณ์การสู้รบระหว่างทหารไทย-กัมพูชา แต่ไม่สามารถหาซื้อ น.ส.พ.ได้เนื่องจาก น.ส.พ.ในเขมรขายดีจนไม่มีส่งมาจำหน่ายในตลาดปอยเปต ชาวเขมรจึงแห่เข้าไปตรวจสอบข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต ในร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ในตลาดปอยเปต โดยเฉพาะเวปไซด์ dap-news.com ของ น.ส.พ.เดิมอัมปรึล (น.ส.พ.ต้นมะขาม) ซึ่งชาวเขมรแห่เข้าไปเปิดดูมากที่สุด

เวปไซด์ dap-news.com ของ น.ส.พ.เดิมอัมปรึล(น.ส.พ.ต้นมะขาม)ได้เสนอข่าวและภาพเหตุการณ์การยิงปะทะกัน ระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร โดย น.ส.พ.เดิมอัมปรึล อ้างว่าจากการที่ทหารไทยรุกรานเข้าไปยิงปะทะกับทหารกัมพูชาที่เฝ้าปราสาทพระ วิหารเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา มีชาวกัมพูชาเสียชีวิตเพียง 2 คน โดยเป็นทหารกัมพูชา 1 คน และเสียชีวิตเพราะทำปืนลั่นไม่ได้ถูกทหารไทยยิงตาย และเป็นชาวบ้านกัมพูชาเสียชีวิต 1 คน และได้รับบาดเจ็บรวม 20 คนเท่านั้น นอกจากนี้ น.ส.พ.เดิมอัมปึล ได้ลงภาพกองทัพรถถังของกัมพูชา และทหารกัมพูชากำลังใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับทหารไทย โดยบรรยายภาพว่าทหารกัมพูชายิงต่อสู้กับผู้รุกรานด้วยความกล้าหาญ พร้อมทั้งได้นำภาพทหารกัมพูชาที่ประจำการในปราสาทพระวิหาร และภาพหางกระสุนปืน ค.ที่ทหารไทยยิงไปตกใกล้กับตัวปราสาทพระวิหาร นอกจากนี้ยังมีภาพกองเสบียงอาหารและน้ำดื่มจำนวนมากที่ น.ส.พ.เดิมอัมปรึล อ้างว่าเป็นเสบียงอาหารและน้ำดื่มที่ชาวกัมพูชาทั่วประเทศ ส่งมาช่วยทหารกัมพูชาเพื่อให้ต่อสู้กับผู้รุกราน

ที่มา.เนชั่น

ตายอย่าง "บ้าๆ-โง่ๆ" ข้อคิดของ"อาจารย์ป๋วย"ถึงสงคราม"ไทย-กัมพูชา"

โดย สรกล อดุลยานนท์


ถามว่ามีคนไทยกี่คนที่ได้เห็นหรือเคยไปสัมผัสพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่เป็น "พื้นที่ทับซ้อน" ของไทย-กัมพูชาบ้าง

เรื่อง "รักชาติ" หรือการรักษา "อธิปไตย" ของชาตินั้นพูดแล้วหล่อ ฟังแล้วเพราะ

แต่ถามว่า เคยตั้งคำถามไหมว่า "ชาติ" คืออะไร "อธิปไตย" คืออะไร

แค่ก้าวข้ามเส้นพรมแดนซึ่งต่างฝ่ายต่างเชื่อไม่เหมือนกัน แล้วหมายความว่า อีกฝั่งหนึ่งกำลังละเมิดอธิปไตยของเรา

คนที่คิดจะเจรจากันดีๆ กลายเป็นคนไม่รักชาติ

นึกถึงเด็กที่ทะเลาะกัน ใช้วิธีขีดเส้นเส้นหนึ่งขึ้นมาเหมือนเป็นเส้นพรมแดน

ท้าทายกันว่าแน่จริงก็เหยียบเส้นนี้สิ หรือเอาเท้าลบเส้นที่ขีดไว้สิ

สุดท้ายก็ชกกัน
เส้นพรมแดนนั้นเป็นแค่เส้นสมมุติ ว่าใครอยู่ประเทศไหน แต่ความจริงก็คือ ความสัมพันธ์ของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเส้นเขตแดน ไม่ได้ขึ้นกับเชื้อชาติหรือสัญชาติ

คนภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ เขาไม่รู้จักคนกรุงเทพฯที่กำลังพูดเรื่อง "อธิปไตย" หรอกครับ

ทั้งที่เป็น "คนไทย" เหมือนกัน

แต่คนภูมิซรอลกลับคุ้นเคยและสนิทสนมกับคนกัมพูชาที่หมู่บ้านอยู่ติดกัน และเดินไปมาหาสู่กันเป็นประจำมากกว่า

ทั้งที่เป็นคนละชาติกัน

ครับ ระหว่างคนศรีสะเกษกับคนกรุงเทพฯ

ถามจริงๆ เถอะว่าใครควรจะเสียงดังเรื่องเส้นพรมแดน หรืออธิปไตยของชาติมากกว่ากัน

การปะทะกันเมื่อวันก่อน

ใครล่ะที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ

ฟังเสียงของเขาบ้างสิ

แค่ธงชาติเล็กๆ ผืนหนึ่งบนพื้นที่ทับซ้อน เราจะต้องรบกันเชียวหรือ

ถอยออกมาแล้วตั้งสติกันสักนิด

ผมนึกถึงข้อเขียนของอาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2519

"จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"
เป็นแนวคิดเรื่องความต้องการพื้นฐานของอาจารย์ ป๋วย เป็นความฝันของคนธรรมดาคนหนึ่งที่เรียบง่าย ตั้งแต่วันแรกที่อยู่ใน "ครรภ์มารดา"

จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

อาจารย์ ป๋วยบอกว่า เมื่อแก่ เขาและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งได้จ่ายบำรุงตลอดมา

"เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ"
"เจริญ ผาหอม" ชาวบ้านภูมิซรอล ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คงตั้งคำถามเหมือนกัน

ทำไมเขาต้องตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ ด้วย

ที่มา. คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

สื่อกัมพูชาเผยภาพ "ปราสาทพระวิหาร" เสียหายหลังเหตุปะทะทหารไทย

สื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ หลังทหารไทยปะทะทหารกัมพูชา ขณะที่ รอง ผบ.สส. “พล.อ.เจีย ดารา” ให้กำลังใจกำลังพลใกล้ชิด ด้าน รมต.ต่างประเทศกัมพูชาทำจดหมายประท้วงไปยังคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติแล้ว

สภาพความเสียหายของวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)
ภาพจรวดตกใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)

ทหารกัมพูชาเตรียมพร้อมที่ปราสาทพระวิหาร ขณะที่ภาพล่างสุด พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ระหว่างตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหารกัมพูชาในพื้นที่ (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)

วานนี้ (5 ก.พ.) สำนักข่าวดึมอำปึล หรือต้นมะขาม (DAP-News) ของกัมพูชา เผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ หลังเมื่อวันที่ 4 ก.พ. และเช้าวันที่ 5 ก.พ. เกิดการปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา

ทั้งนี้ ชนวนปะทะดังกล่าว เกิดขึ้นหลังทหารชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี ได้เข้าไปสร้างเส้นทาง และสะพานในพื้นที่ตะวันออกของผามออีแดง เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามลำธารที่อยู่ระหว่างโขดหิน ทางขึ้นสู่วัดแก้วสิกขาครีสวายเรีย แต่ทหารกัมพูชาถือว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา จึงทำให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น

โดยสำนักข่าวดึมอำปึล เผยแพร่ภาพลูกจรวดที่ยิงจากฝั่งไทย ตกใกล้กับตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งสร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 นอกจากนี้บริเวณศาสนสถานของวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะก็เต็มไปด้วยรอยกระสุน นอกจากนี้มีการเผยแพร่ภาพ พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ตรวจพลและให้กำลังใจทหารกัมพูชาที่รักษาพื้นที่ปราสาทพระวิหารด้วย


ภาพตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งปรากฏร่องรอยความเสียหายหลังการปะทะ ขณะที่ภาพล่างสุดเป็นภาพทหารกัมพูชายืนเฝ้าระวังชายแดน (ที่มา: สำนักข่าว CEN)

นอกจากนี้สำนักข่าว CEN ของกัมพูชา ยังได้เผยแพร่ภาพตัวปราสาทพระวิหารหลายภาพ โดยบริเวณปราสาทมีร่องรอยได้รับความเสียหายหลังเกิดการปะทะด้วย


หนังสือร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ ลงนามโดย ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้สำนักข่าวดึมอำปึล ยังรายงานด้วยว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ทำหนังสือร้องเรียน แสดงความกังวลไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ กล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำดินแดนกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2011 ระหว่างเวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. โดยทหารไทยกว่า 300 นายได้เข้ามายังดินแดนกัมพูชาและโจมตีกัมพูชาจาก 3 จุด และเช้าวันที่ 5 ก.พ. 2011 เวลา 06.30 น. โดยไทยยิงกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. ที่ภูมะเขือ เป็นเวลา 20 นาที

“การโจมตีเป็นผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงอย่างมากต่อปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกับการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารกัมพูชาและประชาชนกว่าสิบราย” หนังสือร้องเรียนของทางการกัมพูชาระบุ

ในหนังสือร้องเรียนยังระบุด้วยว่า ไทยได้ละเมิดศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญาทางไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกัมพูชาและประเทศไทยเป็นภาคี และละเมิดข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 ในเรื่องความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่อาจล่วงล้ำ ความเป็นกลาง ความเป็นเอกภาพของชาติของกัมพูชา

ที่มา.ประชาไท
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ชายแดนด้านสุรินทร์เครียด ทหาร2ฝ่ายเผชิญหน้า

สถานการณ์ชายแดนด้านสุรินทร์ตึงเครียด ทหารไทยและกัมพูชาตรึงกำลังเผชิญหน้าที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย กองทัพเสริมกำลังพล-อาวุธเข้าประชิดชายแดน ขณะที่ด่านถาวรช่องจอมถูกสั่งปิดชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจ.สุรินทร์ วันนี้ยังคงตรึงเครียด โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง และปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทหารไทยจากกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 และ กองร้อยทหารพรานที่ 2605 ตรึงกำลังอยู่บริเวณที่ตั้งรอบปราสาทอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันการลุกล้ำเข้ามาของทหารกัมพูชา ที่มีการเพิ่มกำลังพลและอาวุธเข้าประชิดชายแดน

ขณะที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในเช้าวันนี้ ซึ่งเป็นวันตลาดนัดและเป็นวันหยุด ซึ่งจะมีผู้คนจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา เดินทางผ่านแดนเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ปรากฏว่าในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเปิดประตูด่าน ได้มีคำสั่งจากแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ทหารทำการปิดด่านชั่วคราวไม่มีกำหนด โดยไม่อนุญาตให้ชาวกัมพูชา และชาวไทยข้ามแดน แต่อนุญาตให้ชาวไทยที่ตกค้างอยู่ฝั่งประเทศกัมพูชากลับเข้าในประเทศและให้ชาวกัมพูชาที่ตกค้างในประเทศไทยกลับประเทศได้เท่านั้น

ขณะที่การค้าที่ตลาดช่องจอม ที่ ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้รับผลกระทบหนัก จากการที่ปิดด่าน ซึ่งวันนี้เป็นวันหยุดและวันตลาดนัด ซึ่งจะมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อขายสินค้าเป็นจำนวนมาก กลับไม่คึกคักและเงียบเหงา มีนักเที่ยวชาวไทยเท่านั้นที่มาจับจ่ายซื้อของ ในขณะที่บรรดาร้านค้าของชาวกัมพูชากว่า 500 ร้าน ส่วนใหญ่ปิดร้าน เนื่องจากหวั่นเกรงปัญหาการสู้รบบานปลาย ด้านทหารพรานจากกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 2609 กรมทหารพรานที่ 26 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ตั้งจุดตรวจและไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องขึ้นไปยังจุดผ่านแดนถาวรช่องจอมอย่างเด็ดขาด

ที่มา.เนชั่น

ไทย-กัมพูชา..รีวิว “การยิงถล่มเกาะยอนเปียงของเกาหลีเหนือด้วย BM 21″

จากการรายงานเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2010 ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยิงถล่มเกาะยอนเปียงของเกาหลีใต้ด้วยปืนใหญ่กว่า 200 นัด สื่อของเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีเหนือใช้ BM 21 ซึ่งเป็นระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. และปืนใหญ่เรือขนาด 76.2 มม. ยิงเข้าชายฝั่งตอนใต้ของเกาะยอนเปียง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายคลอบคลุมพื้นที่บริเวณเกาะกว่า 100 แห่ง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เจ้าหน้าที่ทหาร 2 ราย และประชาชน 2 ราย

อย่างไรก็ตาม เมื่อ 4 มีนาคม 2553 กัมพูชาได้ประกาศความสำเร็จในการยิงทดสอบ BM 21 ราว 200 นัด มีแหล่งข่าวระบุว่า ปลายเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา กัมพูชาได้นำ BM 21 มาจอดประชิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

BM 21 เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ระบบจะประกอบด้วยรถบรรทุก 6 ล้อ มีพิสัยปฏิบัติการได้ราว 400 กิโลเมตร ด้านหลังเป็นแท่นยิงซึ่งมีท่อยิงจำนวน 40 ท่อยิง ทำการยิงจรวดได้ 2 นัดต่อวินาที ทำการเล็งด้วยกล้องเล็งด้านข้างตัวรถ โดยมีพลประจำรถ 5 นาย และทำการยิงได้ภายใน 3 นาทีนับจากรถจอด และเปลี่ยนที่ตั้งได้หลังจากทำการยิงเสร็จภายใน 2 นาที บรรจุจรวดโดยใช้เวลา 10 นาที

รถคันหนึ่งมีจรวด 40 นัด จรวดทั้ง 40 นัดสามารถยิงหมดได้ภายใน 20 วินาที และ 1 กองพันจรวดหลายลำกล้องจะบรรจุทั้งหมด 18 ระบบ กล่าวคือ 1 กองพันสามารถยิงได้ 720 นัดในการยิงหนึ่งครั้ง จรวดทั้ง 40 นัดจากรถหนึ่งคันสามารถทำการยิงได้ครอบคลุมพื้นที่ราว 20,000 ตารางเมตร (ราว 140×140 เมตร) หมายความว่า BM 21 จำนวน 1 กองพันสามารถทำลายเป้าหมายได้ภายในพื้นที่ราว 0.9 ตารางกิโลเมตร

ภาพการทดสอบยิง BM 21 ของกัมพูชา



///////////////////////////////////////////////

“กษิต” หารือ “ฮอร์นัมฮง” เห็นพ้องหลีกเลี่ยงเหตุการณ์นำไปสู่ความขัดแย้ง

รมว.ต่างประเทศของไทยและกัมพูชา หารือและเห็นพ้องร่วมกันหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และสร้างความสงบตามแนวชายแดน ย้ำทั้งสองประเทศ คำนึงถึงภาพใหญ่ ใช้ความสุขุม มีสติมองข้ามความขัดแย้ง

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ว่า สังคมไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ข้องแวะกันมานานหลายร้อยปี เรามีความเหมือนมากกว่าความต่าง ซึ่งสามารถนับเป็นต้นทุนร่วมกัน รัฐบาลและประชาชนควรส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประเทศที่ติดกันตัดขาดกันไม่ได้ ปัญหากระทบกระทั่ง ความเข้าใจผิดและมุมมองที่ต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความเหมือนในอดีตและอนาคตที่ดีร่วมกันมีอีกมากมาย เราต้องไม่ให้ปัญหาเป็นปัญหาต่อเนื่องและขยายเป็นปัญหาต่อๆไป แต่ต้องมุ่งแก้ปัญหาควบคู่ไปกับความร่วมมือเพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

“แม้จะมีเหตุการณ์จับ 7 คนไทย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แต่ไทย-กัมพูชาก็สามารถประชุมเจซีร่วมกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของสองประเทศที่จะร่วมกันส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้าแน่นแฟ้นและแสดงให้โลกเห็นว่าทั้งสองประเทศยังคำนึงถึงภาพใหญ่ มีความสุขุม มีสติที่จะฟันฝ่ากระแส และกระทำในสิ่งที่ควรทำ เราต้องมองข้ามความขัดแย้งซึ่งเกิดจากปมปัญหาในอดีตและต้องไม่ให้อดีตมาเป็นอุปสรรคต่ออนาคต" นายกษิต กล่าว

นายกษิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่7 ว่า การประชุมทั้งในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความราบรื่นและมีบรรยากาศที่อบอุ่นสร้างสรรค์ พูดกันถึงความร่วมมือที่ค่อนข้างสมบูรณ์และรอบด้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้กระชับยิ่งขึ้นและจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนและประชาชนโดยรวม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการหารือสองต่อสองกับ นายฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้พูดถึงภาพรวมของความสัมพันธ์ว่าจะขับเคลื่อนไปอย่างไร รวมถึงเรื่องการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ว่า จะให้มีการประชุมกันโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างสามารถขับเคลื่อนไปได้ เพราะมีเรื่องที่สองฝ่ายสามารถทำร่วมกันได้ในระหว่างที่รอรัฐสภาพิจารณาบันทักการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับ

นายกษิต กล่าวว่า ได้คุยเรื่องที่สองฝ่ายจะเพียรพยายามในการสร้างความสงบตลอดแนวชายแดน ทั้งการให้ข่าวสารข้อมูล การดูแลรักษาความปลอดภัย พยายามหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ก็ตามที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และได้ขอบคุณที่ได้ช่วยประสานให้ได้เข้าเยี่ยม นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับ และขอให้กัมพูชาเร่งดำเนินการด้านต่าง ๆ รวมทั้งการพิจารณาให้ทั้งสองคนกลับไทยได้ โดยดูทั้งสองอย่างคือกระบวนการยุติธรรม จบตรงไหนและฝ่ายบริหารจะเข้ามาต่อได้อย่างไร ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องคาใจหรือก่อให้เกิดแรงกดดันที่จะทำให้มีผลกระทบกับความร่วมมือสองฝ่าย

“คิดว่าทาง นายฮอร์นัมฮง เข้าใจประเด็นของความเป็นไปในการเมืองภายในของไทยที่เกี่ยวกับ นายวีระ ดี และรู้ว่าเราจะต้องร่วมมือกันในการบรรเทาประเด็นปัญหาเพื่อให้ความสัมพันธ์ในภาพรวม มีความคืบหน้าเพราะมีสิ่งที่เราต้องทำร่วมกันอีกมาก" นายกษิต กล่าว

เมื่อถามว่าได้คุยเรื่องปัญหาบริเวณปราสาทพระวิหาร เรื่องการปลดธงและเรื่องวัดแก้วสิขาคีรีศวร แล้วหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ได้พูดหมดแล้วว่าเรื่องอย่างนี้ทำให้เกิดความร้อนแรงขึ้นมาไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้โกรธกันเท่านั้น อะไรที่เลิกรากันได้ก็ทำกันไป

“คุยกันแล้วว่าอยากให้มันสงบๆ ตกลงกันในหลักการว่าจะไม่ทำให้เกิดความหวั่นไหว โต้ตอบกันไปมาหลีกเลี่ยงการกระทำอะไรที่จะเป็นการปลุกระดม ปลุกเร้า สร้างความเข้าใจผิด หรือสร้างความตึงเครียด ทั้งสองฝ่ายต้องเพียรพยายามบอกคนของเราว่าให้บรรเทากันไว้ ผมบอกท่านว่ามีอะไรก็ให้โทรศัพท์หากันโดยเร็วเพื่อไม่ให้เรื่องลุกลาม” นายกษิต กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นเส้นตายให้ช่วย นายวีระและ น.ส.ราตรี กลับไทยภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ โดยไม่มีคดีติดตัว นายกษิต กล่าวว่า คนพูดก็พูดง่าย แต่ต้องดูเหตุและที่มาที่ไปเสียก่อน รัฐบาลพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ดีการนำตัวคนทั้งสองกลับมาก็อยู่ที่ทั้งสองด้วยว่าจะเอาอย่างไร

ต่อข้อถามถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาตอบรับในหลักการที่จะให้ไทยนำเอาสระตราว และโบราณสถานโดยรอบพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกและบริหารจัดการร่วมกับฝ่ายไทย นายกษิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ประเด็นเหล่านี้่มีคณะกรรมการระดับชาติดูแลอยู่แล้ว ที่สำคัญคือเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบ จะว่ากันฝ่ายเดียวไม่ได้

ด้าน นายฮอร์นัมฮง ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมมีการสานต่อปัญหาหลายเรื่องที่สำคัญ คือหารือเรื่องการค้ามนุษย์ที่ีคนกัมพูชาถูกหลอกลวงเข้าไปค้าแรงงานในไทย และถูกจับกุมซึ่งอยากให้ฝ่ายไทยช่วยดูแล โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนหากคนกัมพูชาทำผิด ก็สามารถจับกุมได้แต่อย่าใช้วิธีรุนแรง เช่น ถูกยิง แต่ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย การทำเอ็มโอยูเรื่องราคาสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังได้หารือกันถึงการเปิดด่านใหม่นอกเหนือจากที่มีอยู่ เพื่อเป็นช่องทางให้คนสองประเทศไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากขึ้น

นายฮอร์นัมฮง กล่าวว่า ในส่วนปัญหาชายแดน นายกษิต ได้แจ้งว่า จะมีการดำเนินการเรื่องเจบีซีให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอให้เอ็มโอยูทั้ง 3 ฉบับ ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อน เพราะมีอย่างน้อย 3 ประเด็น ที่สามารถทำได้ก่อน คือ การทำภาพถ่ายทางอากาศเพื่อหาหลักเขตทั้งหมดควบคู่กับการให้ผู้เชี่ยวชาญลงตรวจสอบพื้นที่ทางบก ซึ่งขณะนี้มีหลักหมุดที่หาเจอแล้ว 33 หลักเขต ที่ยังถกเถียง 15 หลัก และหาไม่เจอ 25 หลัก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดน ทั้งนี้ เห็นว่าการประชุมเจบีซีเร็วขึ้น จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามแนวชายแดนเกิดความตึงเครียดเพราะมีการเสริมกำลังทหาร นายฮอร์นัมฮง กล่าวว่า ไม่มีความตึงเครียดเลย สถานการณ์ก็ยังธรรมดาอยู่ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้เอาอาวุธมาฝึกตามแนวชายแดน กัมพูชาจึงต้องนำอาวุธไปฝึกตามแนวชายแดนเหมือนกัน ฝั่งไทยนั้นกัมพูชาไม่รู้ แต่ฝั่งเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ตนเชื่อมั่นว่า ณ เวลานี้จะไม่มีการปะทะกันตามแนวชายแดน

เมื่อถามว่าได้มีการพูดถึงเรื่องวัดแก้วฯ และข้อเรียกร้องให้ปลดธงหรือไม่ นายฮอร์นัมฮง กล่าวว่า วัดแก้วฯ อยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยกัมพูชา เรื่องจะย้ายธงไปตรงไหน ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะที่นั่นคือดินแดนของเรา.-
ที่มา. สำนักข่าวไทย

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ไร้ศักดิ์ศรี !!?

ในที่สุดศาลกัมพูชาได้ตัดสินจำคุกนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ 2 ใน 7 คนไทยที่ถูกกัมพูชาจับกุม โดยถูกตั้ง 3 ข้อหาคือ เข้าเมืองผิดกฎหมาย เข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และประมวลข้อมูลอันเป็นภัยต่อการป้องกันประเทศหรือจารกรรมข้อมูล โดยสั่งจำคุกนายวีระเป็นเวลา 8 ปี ปรับ 1.8 ล้านเรียล ส่วนนางสาวราตรีจำคุก 6 ปี ปรับ 1.2 ล้านเรียล โดยไม่รอลงอาญา แต่ให้เวลา 1 เดือนในการยื่นอุทธรณ์

ศาลกัมพูชาได้ยกคลิปวิดีโอ 7 คนไทยขึ้นมาโต้แย้งนายวีระ ซึ่งเดินทางเข้าไปในเขตแดนของทหารหลายครั้งในลักษณะเหมือนการท้าทาย เพราะแม้แต่ชาวกัมพูชาก็ยังไม่มีสิทธิที่จะเดินเข้าไป โดยเฉพาะภาพที่นายวีระและนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ยืนอยู่หน้าป้ายพลังประชาชนกัมพูชา ถือเป็นหลักฐานหักล้างข้อโต้แย้งของนายวีระที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นการเดินทางเข้าไปตรวจสอบหลักเขต ไม่มีเจตนาที่จะรุกล้ำหรือท้าทายกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม นายวีระได้ตะโกนบอกกับสื่อมวลชนที่รออยู่ที่หน้าศาลว่าไม่ยอมรับคำตัดสิน คำตัดสินไม่เป็นธรรม และจะขอยื่นอุทธรณ์ต่อไป เช่นเดียวกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลกัมพูชา และพร้อมต่อสู้จนถึงที่สุดเช่นกัน

กรณี 7 คนไทยจึงอาจกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่กลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติจุดติดจนลุกลามเป็นสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ หากรัฐบาลไม่มีทางออกของปัญหาเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะข้อเรียกร้อง 3 ข้อของกลุ่มพันธมิตรฯในเงื่อนไขที่ทำไม่ได้เท่านั้น

ปัญหาไทย-กัมพูชาได้กลายมาเป็นเรื่องของกระแสชาตินิยมและศักดิ์ศรีไปโดยปริยาย ซึ่งรัฐบาลและกองทัพเองก็ยากจะปฏิเสธท่าทีของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงความแข็งกร้าวมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณีวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ที่มีการปักธงกัมพูชาเพื่อพยายามยืนยันว่าอยู่ในเขตแดนกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยก็ยืนยันว่าตั้งอยู่ในเขตแดนไทย

แม้รัฐบาลไทยจะออกมาเรียกร้องให้กัมพูชารื้อถอนวัดแก้วฯ และปลดธงกัมพูชาที่อยู่เหนือวัดแก้วฯออก แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลและกองทัพไทยเองที่ปล่อยปละให้ฝ่ายกัมพูชาใช้พื้นที่บริเวณวัดแก้วฯ และบริเวณรอบๆทำกิจกรรมต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นพื้นที่พิพาท

การที่รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการละเมิดอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย จึงไม่ใช่แค่ “ล้อมคอกเมื่อวัวหาย” แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์วันนี้ถือว่าหมดศักดิ์ศรี และความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไปแล้ว

โดย. หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

**********************************************************************

อภิสิทธิ์ ไม่ใช่ มูบารัค

โดย ปราปต์ บุนปาน


นายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เพิ่งให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติอย่างฉะฉาน

ถึงกรณีรัฐบาลของเขาใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อกลางปี 2553

ด้วยท่าทีที่เชื่อมั่นว่าตนเองเป็นฝ่าย "ถูกต้อง" อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นฝ่าย "ผิด" อย่างสิ้นเชิง

พอเจอลูกล่อลูกชนของผู้สื่อข่าวต่างประเทศ

ที่ยั่วให้ท่านนายกฯมอบคำแนะนำในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม แก่ "ฮอสนี มูบารัค" ประธานาธิบดีอียิปต์

"อภิสิทธิ์" ก็หลุดคำแนะนำ 3 ประการ ที่แสน "ตลกร้าย" ออกมา

โดยเฉพาะข้อแนะนำที่ว่า "ผู้นำอียิปต์ควรเคารพความต้องการของประชาชน"

ซึ่งไม่แน่ใจว่านายกฯไทยเองจะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวได้หรือไม่?
ก่อนหน้านั้น "อภิสิทธิ์" พยายามป้องกันตนเองจากคำถามของสื่อต่างประเทศ ด้วยการอ้างว่า

"มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะให้คำแนะนำแก่มูบารัค เพราะเขาไม่รู้ถึงสภาวะแวดล้อมต่างๆ ของเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอียิปต์"
แต่เขายังมิวายหลุดคำตอบที่ทำเอาหลายคน "หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก" ออกมา

ทั้งที่ "อภิสิทธิ์" ก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองไม่ใช่ "มูบารัค"
มีข้อแตกต่างอยู่หลายประการระหว่าง "อภิสิทธิ์" กับ "มูบารัค" และการเมืองไทยกับการเมืองอียิปต์ เช่น

"อภิสิทธิ์" ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้ราว 2 ปี ผิดกับ "มูบารัค" ที่เป็นประธานาธิบดีมาอย่างยาวนานร่วม 30 ปี

ส่วนระบอบ "ประชาธิปไตย" ของไทยกับอียิปต์ก็มีความแตกต่างกันอยู่ในสาระสำคัญ

นอกจากนี้ สังคมไทยยังไม่เคยเผชิญหน้ากับกลุ่มมุสลิมเคร่งศาสนาอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มดังกล่าวถือเป็นพลังสำคัญในการเคลื่อนไหวต่อต้าน "มูบารัค"

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีหนทางที่เราจะทำการศึกษาเปรียบเทียบสังคมสองแห่งที่มีบริบทเฉพาะแตกต่างกันได้อยู่

เพียงแต่เราต้องไม่นำโมเดลของสังคมหนึ่งไปวางทับลงบนอีกสังคมหนึ่งอย่างทื่อๆ

ทว่า เราต้องมี "ตัวกลาง" หรือ "หลักการสากล" บางอย่าง ที่เชื่อมโยงสังคมไทยกับอียิปต์เข้าหากัน อาทิ

พลานุภาพของ "สื่อใหม่" ที่สามารถระดมกำลังคนออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมืองได้อย่างน่าทึ่ง

ซึ่งทั้งไทยและอียิปต์ล้วนตระหนักถึงพลานุภาพดังกล่าวเป็นอย่างดี

หรือ "ระบอบอำนาจ" ของไทยและอียิปต์ ซึ่งอาจแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มีความบกพร่องคล้ายกัน

คือไม่สามารถมอบความยุติธรรมให้แก่คนทุกกลุ่มในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

และไม่สามารถปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้ทัน

น่าเสียดายที่นายกฯ "อภิสิทธิ์" อาจไม่ใช่บุคคล/ตัวแสดงซึ่งสามารถถูกนำไปเชื่อมโยงเข้ากับ "ตัวกลาง" หรือ "หลักการสากล" เหล่านั้น

เพื่อทำให้เราเข้าใจการเมืองไทยจากสถานการณ์ในอียิปต์ได้มากขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว "อภิสิทธิ์" ก็ยังไม่ใช่หรือมิอาจเทียบเคียงได้กับ "มูบารัค" อยู่ดี

แต่คงต้องย้ำกันอีกครั้งว่า

ใช่ว่าเราจะสิ้นไร้หนทางอย่างสิ้นเชิง ในการพยายามศึกษาเปรียบเทียบการเมืองอียิปต์กับการเมืองไทย

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน)

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จากไข่ขายเป็นกิโลฯ ถึงสูตร 375+125

ว่าไปแล้วบ้านเรายิ่งมีอะไรพิลึกขึ้นทุกวัน ยังไม่รวมของเดิมที่มีอยู่เป็น ปกติ เช่น สร้างแล้วทุบ ทุบแล้วทุบอีก อิทธิพลเกลื่อนเมือง ทำผิดมีหลักฐานโต้งๆ แต่กลับไม่มีใครทำอะไรได้ คนทำผิดที่โดนเขี่ยลงจากผู้ว่าฯ กทม.แต่ก็กลับมาอีกในฐาน ส.ส. การเรียกคนที่ฆ่าคนเป็นเบือในจังหวัดชายแดนว่าผู้ก่อความไม่สงบ แต่เรียกคนที่มีหนังสติ๊ก พลุ ตะไล ว่าผู้ก่อการร้าย และยัง มีอะไรอีกมากมาย

ล่าสุดให้มีไอเดียสุดเลิศให้ขายไข่เป็นกิโลฯ ทำเอาพ่อค้าแม่ค้ายี้ไปตามๆ กัน การที่เจ้ากระทรวงพาณิชย์ “เจ๊วา” ออกมาพูดในสภาว่าเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งก็ยังพอทำเนา แต่ที่ต้องตอบคำถาม คือ ใครเป็นคนเริ่มคิด? เอาสมองคิดหรือเอาอะไรมาคิด? และประเด็นสำคัญ คือ “เงินที่เอาไปทำวิจัยเรื่องนี้เกือบ 20 ล้าน ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่?” เพราะผลที่ออกมามันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ซึ่งคนระดับนี้น่าจะมองอะไร ออกตั้งแต่เริ่มคิด

เรื่องแบบนี้ไม่ต้องใช้เงินถึงขนาด นี้ก็ทำได้ หากมันสมองน้อยจริงที่จะคิด เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น สู้เอาเงินไปจ้างนักศึกษา ไม่กี่พันบาททำวิจัยยังดีซะกว่า ประหยัดงบ แถมยังได้ช่วยเหลือนักศึกษาอีกต่างหาก

คำตอบในสภาก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “เจ๊วา” แกก็แถไปตามเรื่องสรุปคือ เป็นทางเลือก และทำให้ราคา ไข่อยู่ที่ใบละ 5 บาทกว่า แล้วถามว่า ใครจะทำ? เพราะราคาไข่เฉลี่ยขณะนี้อยู่ที่ใบละ 3 บาทกว่าถึง 4 บาท นี่เป็น อีกเรื่องที่น่าหัวร่อแสดงถึงความไร้เดียงสาของรัฐบาลชุดนี้

อีกเรื่องที่จะหยิบยกมาบอกกล่าวคือ เรื่องของสูตร 375+125 ซึ่งมีการวิ่งล็อบบี้กันฝุ่นตลบชิงความได้เปรียบ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างจดจ่อ เรียกว่าใช้พวกมากลากไปเคาะสูตร ปล้นอำนาจ เอาหัวแม่โป้งเท้าล็อกเก้าอี้ ไว้แน่น ตัดไฟแต่ต้นลม เพราะจะทำให้ ส.ส.เขตในปัจจุบันต้องลดลงถึง 25 ที่ โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ลดลง 9 ที่ และภาคเหนือ 7 ที่ ซึ่งรู้กันอยู่ว่าเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคคู่แข่ง ในขณะที่ กรุงเทพมหานคร ลดลง 2 ที่ ภาคกลาง 3 ที่ และภาคใต้ฐานเสียงใหญ่ของตัวเองลดลง 4 ส่วนระบบสัดส่วน ที่ตัวเองมีความได้เปรียบอยู่แล้ว ก็จะมี ส.ส. เพิ่มขึ้นอีกถึง 45 คน

ในขณะที่ก็ต้องรับศึกทั้งสองด้าน ทั้งพันธมิตรฯ และ นปช. แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ยังเล่นการเมืองแต่หัววัน มีเวลาไป คิดไปทำในเรื่องไร้สาระ เหมือนว่านี่เป็น โลกของตู เดินหน้าลด แลก แจก แถม ต่อไป โดยไม่สนว่า นี่แหละที่ประชาชน ต้องไปแบกหน้าใช้หนี้

หวังว่า เราๆ ท่านๆ ทั่งหลายทุก สีเสื้อ คงได้เห็นแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้ ล้มเหลวอย่างไร บริหารประเทศได้ดีหรือไม่ ปมทุจริตคอร์รัปชั่นส่อพิรุธสีเทา อย่างไร และมีแผนการกลับมาครองตำแหน่งรัฐบาลอีกด้วยวิธีการไหน

นี่แหละครับ...เรื่องที่ควรทำกลับ คิดไม่ได้ แต่เรื่องเหยียบบ่าตีกินคู่ต่อสู้ ในทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการลอก พิมพ์เขียวประชานิยมแบบเบิ้ลให้เป็น 21 เท่าตัว เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในทุกเรื่อง นี่ต่างหากกลับเป็นงานถนัด ของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเก่าแก่ ที่สุดในประเทศ..พะยี่ห้อ “ประชาธิปัตย์”

ที่มา.สยามธุรกิจ
///////////////////////////////////////////