รมว.ต่างประเทศของไทยและกัมพูชา หารือและเห็นพ้องร่วมกันหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และสร้างความสงบตามแนวชายแดน ย้ำทั้งสองประเทศ คำนึงถึงภาพใหญ่ ใช้ความสุขุม มีสติมองข้ามความขัดแย้ง
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ว่า สังคมไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ข้องแวะกันมานานหลายร้อยปี เรามีความเหมือนมากกว่าความต่าง ซึ่งสามารถนับเป็นต้นทุนร่วมกัน รัฐบาลและประชาชนควรส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ประเทศที่ติดกันตัดขาดกันไม่ได้ ปัญหากระทบกระทั่ง ความเข้าใจผิดและมุมมองที่ต่างกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความเหมือนในอดีตและอนาคตที่ดีร่วมกันมีอีกมากมาย เราต้องไม่ให้ปัญหาเป็นปัญหาต่อเนื่องและขยายเป็นปัญหาต่อๆไป แต่ต้องมุ่งแก้ปัญหาควบคู่ไปกับความร่วมมือเพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ
“แม้จะมีเหตุการณ์จับ 7 คนไทย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 แต่ไทย-กัมพูชาก็สามารถประชุมเจซีร่วมกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของสองประเทศที่จะร่วมกันส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้มีความคืบหน้าแน่นแฟ้นและแสดงให้โลกเห็นว่าทั้งสองประเทศยังคำนึงถึงภาพใหญ่ มีความสุขุม มีสติที่จะฟันฝ่ากระแส และกระทำในสิ่งที่ควรทำ เราต้องมองข้ามความขัดแย้งซึ่งเกิดจากปมปัญหาในอดีตและต้องไม่ให้อดีตมาเป็นอุปสรรคต่ออนาคต" นายกษิต กล่าว
นายกษิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (เจซี) ไทย-กัมพูชา ครั้งที่7 ว่า การประชุมทั้งในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความราบรื่นและมีบรรยากาศที่อบอุ่นสร้างสรรค์ พูดกันถึงความร่วมมือที่ค่อนข้างสมบูรณ์และรอบด้าน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้กระชับยิ่งขึ้นและจะเป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชนและประชาชนโดยรวม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับการหารือสองต่อสองกับ นายฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้พูดถึงภาพรวมของความสัมพันธ์ว่าจะขับเคลื่อนไปอย่างไร รวมถึงเรื่องการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา ว่า จะให้มีการประชุมกันโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างสามารถขับเคลื่อนไปได้ เพราะมีเรื่องที่สองฝ่ายสามารถทำร่วมกันได้ในระหว่างที่รอรัฐสภาพิจารณาบันทักการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับ
นายกษิต กล่าวว่า ได้คุยเรื่องที่สองฝ่ายจะเพียรพยายามในการสร้างความสงบตลอดแนวชายแดน ทั้งการให้ข่าวสารข้อมูล การดูแลรักษาความปลอดภัย พยายามหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ก็ตามที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และได้ขอบคุณที่ได้ช่วยประสานให้ได้เข้าเยี่ยม นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับ และขอให้กัมพูชาเร่งดำเนินการด้านต่าง ๆ รวมทั้งการพิจารณาให้ทั้งสองคนกลับไทยได้ โดยดูทั้งสองอย่างคือกระบวนการยุติธรรม จบตรงไหนและฝ่ายบริหารจะเข้ามาต่อได้อย่างไร ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องคาใจหรือก่อให้เกิดแรงกดดันที่จะทำให้มีผลกระทบกับความร่วมมือสองฝ่าย
“คิดว่าทาง นายฮอร์นัมฮง เข้าใจประเด็นของความเป็นไปในการเมืองภายในของไทยที่เกี่ยวกับ นายวีระ ดี และรู้ว่าเราจะต้องร่วมมือกันในการบรรเทาประเด็นปัญหาเพื่อให้ความสัมพันธ์ในภาพรวม มีความคืบหน้าเพราะมีสิ่งที่เราต้องทำร่วมกันอีกมาก" นายกษิต กล่าว
เมื่อถามว่าได้คุยเรื่องปัญหาบริเวณปราสาทพระวิหาร เรื่องการปลดธงและเรื่องวัดแก้วสิขาคีรีศวร แล้วหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ได้พูดหมดแล้วว่าเรื่องอย่างนี้ทำให้เกิดความร้อนแรงขึ้นมาไม่มีประโยชน์อะไร มีแต่จะทำให้โกรธกันเท่านั้น อะไรที่เลิกรากันได้ก็ทำกันไป
“คุยกันแล้วว่าอยากให้มันสงบๆ ตกลงกันในหลักการว่าจะไม่ทำให้เกิดความหวั่นไหว โต้ตอบกันไปมาหลีกเลี่ยงการกระทำอะไรที่จะเป็นการปลุกระดม ปลุกเร้า สร้างความเข้าใจผิด หรือสร้างความตึงเครียด ทั้งสองฝ่ายต้องเพียรพยายามบอกคนของเราว่าให้บรรเทากันไว้ ผมบอกท่านว่ามีอะไรก็ให้โทรศัพท์หากันโดยเร็วเพื่อไม่ให้เรื่องลุกลาม” นายกษิต กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นเส้นตายให้ช่วย นายวีระและ น.ส.ราตรี กลับไทยภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ โดยไม่มีคดีติดตัว นายกษิต กล่าวว่า คนพูดก็พูดง่าย แต่ต้องดูเหตุและที่มาที่ไปเสียก่อน รัฐบาลพยายามให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ดีการนำตัวคนทั้งสองกลับมาก็อยู่ที่ทั้งสองด้วยว่าจะเอาอย่างไร
ต่อข้อถามถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาตอบรับในหลักการที่จะให้ไทยนำเอาสระตราว และโบราณสถานโดยรอบพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกและบริหารจัดการร่วมกับฝ่ายไทย นายกษิต กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่ประเด็นเหล่านี้่มีคณะกรรมการระดับชาติดูแลอยู่แล้ว ที่สำคัญคือเรื่องนี้ต้องให้รัฐบาลสองฝ่ายเห็นชอบ จะว่ากันฝ่ายเดียวไม่ได้
ด้าน นายฮอร์นัมฮง ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมมีการสานต่อปัญหาหลายเรื่องที่สำคัญ คือหารือเรื่องการค้ามนุษย์ที่ีคนกัมพูชาถูกหลอกลวงเข้าไปค้าแรงงานในไทย และถูกจับกุมซึ่งอยากให้ฝ่ายไทยช่วยดูแล โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนหากคนกัมพูชาทำผิด ก็สามารถจับกุมได้แต่อย่าใช้วิธีรุนแรง เช่น ถูกยิง แต่ให้ดำเนินการไปตามกฎหมาย การทำเอ็มโอยูเรื่องราคาสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังได้หารือกันถึงการเปิดด่านใหม่นอกเหนือจากที่มีอยู่ เพื่อเป็นช่องทางให้คนสองประเทศไปมาหาสู่กันได้สะดวกมากขึ้น
นายฮอร์นัมฮง กล่าวว่า ในส่วนปัญหาชายแดน นายกษิต ได้แจ้งว่า จะมีการดำเนินการเรื่องเจบีซีให้เร็วที่สุด ไม่ต้องรอให้เอ็มโอยูทั้ง 3 ฉบับ ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อน เพราะมีอย่างน้อย 3 ประเด็น ที่สามารถทำได้ก่อน คือ การทำภาพถ่ายทางอากาศเพื่อหาหลักเขตทั้งหมดควบคู่กับการให้ผู้เชี่ยวชาญลงตรวจสอบพื้นที่ทางบก ซึ่งขณะนี้มีหลักหมุดที่หาเจอแล้ว 33 หลักเขต ที่ยังถกเถียง 15 หลัก และหาไม่เจอ 25 หลัก ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดน ทั้งนี้ เห็นว่าการประชุมเจบีซีเร็วขึ้น จะช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามแนวชายแดนเกิดความตึงเครียดเพราะมีการเสริมกำลังทหาร นายฮอร์นัมฮง กล่าวว่า ไม่มีความตึงเครียดเลย สถานการณ์ก็ยังธรรมดาอยู่ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้เอาอาวุธมาฝึกตามแนวชายแดน กัมพูชาจึงต้องนำอาวุธไปฝึกตามแนวชายแดนเหมือนกัน ฝั่งไทยนั้นกัมพูชาไม่รู้ แต่ฝั่งเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ตนเชื่อมั่นว่า ณ เวลานี้จะไม่มีการปะทะกันตามแนวชายแดน
เมื่อถามว่าได้มีการพูดถึงเรื่องวัดแก้วฯ และข้อเรียกร้องให้ปลดธงหรือไม่ นายฮอร์นัมฮง กล่าวว่า วัดแก้วฯ อยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยกัมพูชา เรื่องจะย้ายธงไปตรงไหน ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะที่นั่นคือดินแดนของเรา.-
ที่มา. สำนักข่าวไทย