สำนัก(ข่าว)พระพยอม
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย พระพยอม กัลยาโณ
กระแสชาตินิยมหากใครปลุกขึ้นย่อมสร้างประโยชน์ให้กับบุคคลนั้นเป็นอย่างยิ่ง กรณีไทยคมทุกคนรู้ดีว่าเป็นความคับแค้นใจที่เคยเป็นดังสมบัติของคนไทยแต่บัดนี้อยู่ในมือต่างชาติ การจะขอซื้อคืนจึงสร้างกระแสประชานิยมได้ไม่น้อย
การช่วงชิงด้วยการใช้ไหวพริบปฏิภาณเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมในยุคนี้ หากว่าใครสมองไว ใจกล้า ปากกล้า รีบเร่ง รีบทำก่อน ก็มักมีโอกาสที่จะได้ใจประชาชนก่อน
กรณีของรัฐบาลที่มีแนวคิดขอซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากกลุ่มทุนเทมาเส็กก็ต้องบอกว่าเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมในเชิงชิงกระแสความนิยมด้วยไหวพริบและปฏิภาณจริงๆ เพราะสิ่งที่จะตั้งใจทำนั้นเมื่อมีคนเห็นด้วยก็ย่อมเกิดประโยชน์กับผู้ทำ ยิ่งเรื่องดาวเทียมไทยคมคนไทยส่วนใหญ่มองว่าเป็นสมบัติของชาติ หากรัฐบาลนำกลับมาได้อย่างน้อยความดีก็ตกอยู่กับรัฐบาล และอาจจะกลบขยะลบเรื่องไม่ดีไม่งามที่รัฐบาลทำไว้เมื่อครั้งขอคืนพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง
เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยต้องชอบใจคำว่า “เอาสมบัติชาติคืนมา” ถึงจะเอาประสาทพระวิหารคืนมาไม่ได้ แต่ถ้าเอาไทยคมคืนมาได้ก็ได้ใจมหาชน และอาการได้ใจตรงนี้หากใครสามารถช่วงชิงมาก่อนได้คนนั้นก็ได้เปรียบ สมัยหนึ่งทักษิณเคยได้ใจประชาชนด้วยการทำประชานิยมในรูปแบบต่างๆที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนเคยทำมาก่อน ก็ได้ใจประชาชนที่นิยมชมชอบมาจนถึงขณะนี้ก็มีไม่น้อย
การเอาดาวเทียมไทยคมกลับมาจะเพื่ออ้างความมั่งคง หรือเพื่อควบคุมข้อมูลด้านต่างๆ หรืออ้างว่าเป็นสมบัติของชาติ แต่ก็ไม่วายมีเรื่องของคะแนนเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะถ้าถามเรื่องความมั่งคงเกี่ยวกับการเผยแพร่โทรทัศน์ดาวเทียมของคนเสื้อแดงหรือของใครก็ตาม รัฐบาลก็มีอำนาจในการสั่งปิดได้อยู่แล้ว อย่างที่ปิดโทรทัศน์ของคนเสื้อแดงที่อ้างว่าเป็นการปลุกระดม บิดเบือน สร้างความแตกแยก ยกเว้นช่องที่ยังเป็นประโยชน์ให้กับรัฐบาลยังคงปล่อยให้เผยแพร่ต่อไป ถึงแม้ว่าเป็นช่องที่สร้างกระแสความขัดแย้งเหมือนกัน
ส่วนเรื่องราคาที่ซื้อคืนจะคุ้มหรือไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป เป็นที่ทราบกันดีว่าเทมาเส็กซื้อไปก็ไม่ได้ทำกำลังให้กับเขาเลย ขาดทุนอีกต่างหาก แม้แต่ตอนที่อยู่กับทักษิณตอนนั้นก็ยังขาดทุน หากซื้อกลับมาแล้วจะไม่ขาดทุนหรือ ขาดทุนเงินของประเทศแต่ว่าคนคิดคนทำได้กำไร เพราะคนที่เอาสมบัติชาติกลับมาได้ย่อมได้รับความนิยมชมชอบ แต่ถ้าคิดกันเพียงเท่านี้ประเทศชาติก็คงลำบาก แต่หากคิดได้ไกลกว่านั้นว่าซื้อมาแล้วสามารถนำมาทำประโยชน์ นำมาเพิ่มมูลค่า ทำให้ไม่ขาดทุน คุ้มค่า ปล่อยเช่าช่องสัญญาณไปแล้วมีกำไร ไม่ขาดทุน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องอนุโมทนา
แต่ถ้าซื้อมาแล้วขาดทุน บอกแค่เพื่อความมั่นคง ไม่รู้ว่าเป็นความมั่นคงของใคร ของพรรค หรือของกลุ่ม ของพวกใครหรือเปล่า ฉะนั้นจึงขอให้ทบทวนกันให้ถ้วนถี่ ใครที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ช่วยออกมาบอกสังคมหน่อย หรือแม้แต่นักหนังสือพิมพ์ นักข่าว สื่อมวลชน ก็อยากให้มาช่วยกันวิเคราะห์วิจารณ์ หาข้อดีข้อเสีย เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
ก็ขอให้ช่วยกันทบทวนอย่างถี่ถ้วนว่าซื้อมาแล้วมีผลดี มีความมั่นคงกับบ้านเมืองจริง หากสามารถสร้างกำไรให้กับประเทศ และทำให้ประเทศไทยเจริญได้ก็น่าจะซื้อกลับมา
แต่ถ้าตั้งใจซื้อมาโดยมีนัยกลบขยะที่รัฐบาลเคยสร้างความขมขื่นไว้กับสังคม ด้วยการนำเรื่องนี้มาทวงคืนสมบัติชาติ มาทำให้คนชื่นมื่นภูมิใจว่าเรามีรัฐบาลที่รักชาติ สามารถเอาสมบัติชาติกลับคืนมาได้จากการที่คนในรัฐบาลชุดก่อนขายไป
นอกจากนั้นก็ต้องดูต่อด้วยว่ายังใครได้ประโยชน์ในเรื่องนี้อีกนอกจากประเทศชาติ เพราะมีนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ระบุว่างานนี้อาจมีนักการเมืองฟันกำไร 300-400 ล้านบาท ประเด็นนี้หากเป็นจริงรัฐบาลต้องชี้แจงให้ได้ ถ้าชี้แจงได้เชื่อว่าสังคมย่อมชื่นชม และเรื่องการโกยคะแนนนิยมก็คงไม่มีใครว่า ยิ่งถ้าซื้อกลับมาแล้วสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้คงไม่มีใครว่าอะไรอีกเช่นกัน แต่ถ้านำกลับมาแล้วยิ่งทำให้ขาดทุนย่อยยับกว่าเก่า จะมาอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างเดียวก็คงไม่ค่อยจะชื่นมื่นเท่าไร
แต่ถึงอย่างไรเมื่อคิดจะซื้อกลับมาแล้วก็ขอให้ทำได้จริงอย่างที่ว่า ก็ขออวยพรให้เจริญถาวรตลอดไป
เจริญพร
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เอาสมบัติชาติคืนมาปลุกกระแสนิยมตัวใหม่
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
จาตุรนต์ ตอบสื่อประเด็นปรองดองและนิรโทษกรรม
จาตุรนต์ ฉายแสง เข้าพบตำรวจ สน.ลุมพินี ตามหมายเรียกข้อหาฝ่าฝืนประกาศ ศอรส. บอกผู้สื่อข่าวเข้าไปพูดเรื่องสันติวิธีกับผู้ชุมนุมทุกครั้ง และคอยห้ามไม่ให้ฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม บอกควรตั้งข้อหาอภิสิทธิ์ข้อหาสั่งฆ่าประชาชนมากกว่า เปรยประเด็นนิรโทษกรรมนายกฯ อาจต้องการโยนหินถามทางเพื่อนิรโทษตัวเอง
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ตามหมายเรียกผู้ต้องหา กระทำผิดฐาน “ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 3 เมษายน 2553 โดยไม่ออกจากพื้นที่ที่กำหนด”
โดยนายจาตุรนต์ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เป็นการมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียกของศอรส. ในข้อหาเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติความมั่นคง ที่ประกาศพื้นที่ห้ามเข้า
"เข้าไปแล้วไม่ออก เขาเขียนมาว่าอย่างนั้น เขาคงหมายถึงที่ราชประสงค์" จาตุรนต์กล่าว
จาตุรนต์กล่าวอีกว่า หมายเลขส่งมาครั้งแรกลงวันที่ 9 เมษายน 2553 ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ผ่านฟ้าวันที่ 10 เมษายน 2553 บังเอิญว่าสะกดชื่อของเขาผิดๆ ถูกๆ ก็เลยสอบถามกลับไปกลับมา กระทั่งต่อมามีหมายเรียกครั้งที่ 2 ก็ยังมีผิดอีก พอสอบถามก็ได้ความว่าเป็นหมายเรียกถึงผมแน่แล้ว ก็เลื่อนการรายงานตัวไปบ้างเพราะติดธุระ และรอเวลามาจนถึงวันนี้จึงนัดมารับทราบข้อกล่าวหา
รายละเอียดการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวมีดังนี้
ผู้สื่อข่าว : เตรียมประเด็นที่จะชี้แจงกับทางพนักงานสอบสวนอย่างไร
จาตุรนต์ : คือ เรื่องที่จะชี้แจงนี้ไม่ได้หนักใจเลย แต่ว่าวันนี้คงไม่ได้ชี้แจงอะไรมาก มารับทราบข้อกล่าวหา แล้วก็จะดูว่าทางพนักงานสอบสวนจะปล่อยตัวชั่วคราวไปไหม เพราะทางผมไม่ได้เตรียมเงินมาประกันตัว คือว่าถ้าไม่ปล่อยตัวชั่วคราวก็ต้องเอาผมไปขังล่ะ เพราะว่าผมถือว่าไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ผมไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตั้งข้อหาด้วยซ้ำ แล้วก็สามารถสู้คดีได้แน่นอน
การที่ผมเข้าไปในพื้นที่ชุมนุมในกรณีที่เขาตั้งข้อหานี้ ก็คือตั้งข้อหาวันที่ 9 เมษายน 2553 หมายความว่าก็เข้าไปในวันที่ 8 เมษายน 2553 เช่นเดียวกับประชาชนอีกจำนวนมาก ที่สัญจรไปมา เข้าไปร่วมชุมนุมก็ดี มีอีกมากมาย ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าประชาชนเหล่าควรถูกตั้งข้อหาเพราะเขาไม่ได้กระทำผิดอะไร และที่ผมเข้าไปในที่ชุมนุมนอกจากในครั้งนั้นก็ยังมีครั้งอื่นอีกด้วย ซึ่งทางตำรวจไม่ได้กล่าวถึง
ที่ผมเข้าไปในที่ชุมนุมแล้วไปพูดต่อที่ชุมนุมทั้งหมดทุกครั้งมีประเด็นสำคัญก็คือ ต้องการจะไปเตือน ไปห้ามนายกรัฐมนตรีไม่ให้ใช้มาตรการทางทหารปราบประชาชน ไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน เพื่อจะได้ไม่เกิดความสูญเสีย นอกจากนั้นก็ได้ไปเสนอแนวทางในการเรียกร้องประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนที่มาชุมนุม ที่สำคัญก็คือเรียกร้องให้ใช้สันติวิธีโดยตลอด ทุกครั้งที่ผมพูดจะมีประเด็นเนื้อหาทั้ง 2 นี้อยู่เสนอ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ควรถูกตั้งข้อหาเลย
ที่รอมานี้ เพื่อจะดูว่าทางตำรวจหรือทาง DSI จะตั้งข้อหานายกรัฐมนตรีหรือยัง เพราะว่าความจริงแล้วระหว่างผมกับนายกฯอภิสิทธิ์ นายกฯอภิสิทธิ์จะต้องถูกตั้งข้อหามากกว่า คือ ตั้งข้อหาสั่งฆ่าประชาชน สั่งใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จนป่านนี้พนักงานสอบสวนยังไม่ตั้งข้อหานายกอภิสิทธิ์ กลับมาตั้งข้อหาผมซึ่งเป็นคนที่ได้เรียกร้องตลอดมา “เตือนรัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์ตลอดมาว่าอย่าใช้กำลังทางทหาร อย่าใช้มาตรการทางทหารปราบประชาชน”
มันแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่อง 2 มาตรฐานชัดเจนนะครับ คนที่ควรถูกต้องข้อหาก็คือนายกฯอภิสิทธิ์ กลับไม่มีการตั้งข้อหา มาตั้งข้อกล่าวหากับผมซึ่งเป็นคนคอยห้ามนายกฯอภิสิทธิ์ไม่ให้ฆ่าประชาชน เมื่อผมรอจนกระทั่งเห็นชัดแล้วว่านายกอภิสิทธิ์ไม่ถูกตั้งข้อหาสักที ผมก็มาเพื่อให้เรื่องได้ดำเนินการต่อไป ในส่วนของตัวผมพร้อมจะสู้คดีไม่ได้รู้สึกหนักหนักใจอะไรเลย
แต่ที่หนักใจขณะนี้ก็คือ เรื่องการปรองดองที่รัฐบาลกำลังเสนออยู่ คือรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์กำลังกล่าวหาว่าคนโน้นก็ขัดขวางการปรองดอง คนนี้ก็ขัดขวางการปรองดอง ผมอยากจะให้ความเห็นว่า ไม่มีใครในประเทศนี้ที่จะขัดขวางมาตรการการปรองดองของรัฐบาลได้ ไม่มีใครจะขัดขวางการปรองดองได้เนื่องจากการปรองดองไม่เคยมีอยู่จริง สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ทำอยู่ก็ไม่ใช่การปรองดองเลย เพราะว่าเป็นการกระทำ เป็นการเสนอมาตรการ หรือการดำเนินการโดยคู่กรณีโดยตรงและเป็นการกระทำแบบเลือกทำฝ่ายเดียว เลือกปฏิบัติฝ่ายเดียว โดยมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่องและยังคงทำอยู่
นายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นคู่กรณีกับประชาชนเสื้อแดง ประชาชนเขามาเรียกร้องให้คุณอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อที่จะได้มีการเลือกตั้งใหม่ เพราะพวกเขาไม่เห็นด้วยที่นายกฯอภิสิทธิ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แต่ว่าแทนที่จะยุบสภา นายกฯอภิสิทธิ์ได้ใช้มาตรการทางทหารเข้าไปปราบประชาชนทำให้ประชาชนล้มตายไปจำนวนมาก เสร็จแล้วก็มาบอกว่าต่อไปนี้จะปรองดอง แล้วก็ยังบอกด้วยว่าจะไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย จะปรองดองกับคนอื่นๆ
ถามว่าใครเป็นผู้กำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ก็คือคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพเท่านั้นที่เป็นคนกำหนดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่พนักงานสอบสวน ไม่ใช่ศาล แต่ว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนกำหนดเองว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง
การปรองดอง หมายถึง การที่คนสองฝ่ายขัดแย้งกัน ทะเลาะกันแล้วหันหน้ามาประนีประนอม มาหาทางตกลงที่จะอยู่รวมกัน เวลานี้คุณอภิสิทธิ์ก็กันฝ่ายที่ตัวเองปราบปราม ที่ตัวเองไล่ทำลายล้างออกไปจากการปรองดองไปแล้ว จึงไม่ทราบว่าจะไปปรองดองกับใคร
คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้ง ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคณะกรรมการฯฝ่ายที่ต้องการรักษาระบบก็ดี เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ นปช.หรือฝ่ายเสื้อแดงอย่างชัดเจนก็มีมาก ที่สำคัญที่น่าเสียดายก็คือ อย่างท่านคณิต ณ นคร ซึ่งเป็นคนที่มีความรู้มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมหาชน มีหลักการทางกฎหมายดี แต่เวลานี้ก็จะประสบความลำบากในการหากรรมการมาร่วม เพราะว่าคนตั้งเป็นปัญหา คนตั้งคือนายกอภิสิทธิ์เป็นปัญหา
นอกจากนั้นคณะกรรมการที่คุณคณิตเป็นประธาน คุณคณิตบอกว่าคงจะไม่ไปสืบสาวราวเรื่องว่าใครผิดใครถูก แต่จะไปเน้นเพื่อที่จะให้เกิดความปรองดอง หาต้นเหตุ ซึ่งจะทำให้นานาชาติผิดหวังเป็นจำนวนมาก องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรที่ทำเรื่องนิรโทษกรรมสากลอะไรต่างๆ จะผิดหวังมาก เพราะว่าจะไม่มีทางได้ข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก เราอาจจะต้องรอกันไปอีกเป็นสิบๆปี เหมือนอย่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่เพิ่งขอโทษประชาชนชาวไอร์แลนที่ถูกปราบปรามในวันนี้หลังจากเหตุการณ์มาไปเป็นสิบๆปี
ผู้สื่อข่าว : คิดเห็นอย่างไรในการจัดตั้งคณะกรรมการและนักวิชาการฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ
จาตุรนต์ : อันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้เลย ถ้าดูจากตัวประธานซึ่งเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองชัดเจนมาโดยตลอด แล้วก็ได้เลือกคนมาส่วนใหญ่แล้วก็เป็นฝ่ายที่ต้องการรักษารัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน หรือไม่ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่หลายคนในนั้นได้มีพฤติกรรมมีประวัติที่จะช่วยรักษารัฐธรรมนูญนี้หรือจะทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นปัญหาหนักยิ่งขึ้น ก็หน้าเห็นใจกรรมการบ้างคนที่มีความเป็นนักประชาธิปไตยและต้องการแก้ปัญหาประเทศ อาจจะรับเป็นกรรมการไปโดยไม่รู้ว่ากรรมการส่วนใหญ่นั้นเป็นฝ่ายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย
ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของการซื้อเวลาของนายกฯ เป็นการเอาเปรียบทางการเมืองโดยครอบคลุมสื่อของรัฐไว้หมดแล้วก็จะเป็นคนกำหนดเองได้หมดว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย ใครผิดใครถูก จะทำอย่างไรกับบ้านเมือง ไม่มีความหวังอะไรเลยที่จะทำให้เกิดการประนีประนอมหรือปรองดอง ที่ผมพูดนี้ไม่ใช่ผมไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง
เพียงแต่ผมเห็นว่าสิ่งที่นายกทำอยู่ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการทำลายล้างและเป็นการใช้วาทะกรรมสวยๆ หรูๆ เพื่อจะหาเสียงฝ่ายเดียว ในเวลานี้ฝ่ายตรงข้ามเขาก็หาเสียงไม่ได้เพราะไม่มีสื่อ แล้วใครสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็ถูกระงับธุรกรรม ถูกปิดบัญชีสารพัดไปหมด อย่างนี้มันเป็นการเอาเปรียบทางการเมืองชัดเจนจะเลือกตั้งเมื่อไรไม่รู้ แต่ว่าพรก.ก็ยังอยู่ การใช้อำนาจคุกคามก็ยังอยู่ แบบนี้มันจะไปประนีประนอมปรองดองกับใคร
ผู้สื่อข่าว : ท่านจาตุรนต์คิดว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะนำสู่การปรองดองได้อย่างไร
จาตุรนต์ : นิรโทษกรรมที่เสนออยู่ในวันนี้ เป็นความสับสนมาก การนิรโทษกรรมในอดีตไม่เคยมีการตั้งธงแบบนี้ การนิรโทษกรรมในอดีตมักทำโดยรัฐบาลหลังการปราบปรามประชาชน ไม่ได้ทำโดยรัฐบาลที่ปรามปราบประชาชนเอง การนิรโทษมักจะครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ตัวนายกฯหรือผู้ใช้อำนาจในการปราบปรามประชาชนไปจนถึงประชาชนทั่วไป
แต่ในครั้งนี้รัฐบาลตั้งประเด็นขึ้นว่า จะนิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ถูกข้อหาก่อการร้ายซึ่งไม่รู้คืออะไร ประชาชนเหล่านั้นความจริงไม่ต้องออกกฎหมายนิรโทษ เพียงแต่ไม่ไปเอาเรื่องเขาก็หมดเรื่องแล้ว สงสัยว่านายกฯและพวกจะโยนหินถามทางเผื่อว่าจะนิรโทษกรรมให้แก่ตัวเอง และผมไม่เห็นด้วยเลยว่าจะไปนิรโทษในลักษณะที่จะทำกันอยู่นี้ สิ่งที่จะทำในเรื่องนิรโทษนี้ ผมสงสัยมากกว่าว่า จะคืบไปถึงการนิรโทษให้กับพันธมิตรฯและนิรโทษให้แก่ผู้ปราบปรามประชาชนเอง
เพราะขณะนี้คนที่จะประสบปัญหามากที่สุดในอนาคตไม่ใช่ใครที่ไหน คือนายกฯอภิสิทธิ์ เพราะว่านายกฯอภิสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีในอนาคต ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ และในคดีนี้ที่ต่างประเทศไม่มีอายุความ ประเทศไทยอาจจะมีแต่อันนั้นก็เป็นเรื่องอีกยาวนาน ก็ดูวันนี้ต่างประเทศเขายังออกมาขอโทษประชาชนในเรื่องที่ผ่านมาตั้ง 20 - 30 ปีแล้ว
ที่มา.ประชาไท
........................
กรุงเทพโพลล์ : ประชาชนให้คะแนนการฟื้นฟูเยียวยาของรัฐบาล 4.28 เต็ม 10
โพลล์เผยรัฐบาลสอบตกด้านการทำหน้าที่เยียวยาคะแนน 4.28 เต็ม 10 ร้อยละ 39.8 เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมนปช. อีกร้อยละ 37.0 ไม่เห็นด้วย กว่าครึ่งคือร้อยละ 55.9 ต้องการให้ยกเลิกพรก. ฉุกเฉิน ในเรื่องแผนปรองดองของรัฐบาลร้อยละ 28.0 ระบุ ให้เปิดรับความเห็นจากทุกฝ่าย ร้อยละ 24.9 บอกให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
17 มิ.ย. 2553 - ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจาก 27 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ พบว่าประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาแล้ว 1 เดือนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยพึงพอใจด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุด แต่พึงพอใจด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมน้อยที่สุด
เมื่อถามความเห็นต่อแผนปรองดองแห่งชาติที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 35.3 เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 24.1 ไม่เห็นด้วย และภายหลังการประกาศแผนปรองดองแล้วมีเพียงร้อยละ 18.4 ที่ระบุว่ามีคะแนนนิยมต่อรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 38.6 ระบุว่ามีคะแนนนิยมเท่าเดิม และร้อยละ 22.9 มีคะแนนนิยมลดลง
สำหรับประเด็นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นั้น ร้อยละ 39.8 ระบุว่า เห็นด้วย (โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 26.9 เห็นว่าควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย ส่วนอีกร้อยละ 12.9 เห็นว่าควรนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด) ขณะที่ร้อยละ 37.0 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 23.2 ไม่แน่ใจ
ความคิดเห็นต่อการยกเลิก พรก. ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนี้ ร้อยละ 55.9 เห็นว่าพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วเห็นว่าควรยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน ในขณะที่ร้อยละ 24.9 เห็นว่ายังไม่ควรยกเลิก
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดในขณะนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ พบว่า อันดับแรกคือให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย รองลงมาคือให้ช่วยเหลือคนจน สร้างงานสร้างรายได้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาทำหน้าที่สอบสวนหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา และเร่งจับผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี รวมถึงหาตัวคนผิดมาลงโทษ ตามลำดับ
--------------------------------------------------------------------------------
รายละเอียดของผลการสำรวจทั้งหมด
1. ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมา 1 เดือน
- เห็นว่าความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.5
- เห็นว่าความขัดแย้งเท่าเดิม ร้อยละ 37.3
- เห็นว่าความขัดแย้งลดลง ร้อยละ 49.2
2. คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)
ด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรง 4.82 คะแนน
ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูการท่องเที่ยว 4.30 คะแนน
ด้านการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในช่วงสลายการชุมนุมเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย 4.14 คะแนน
ด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคม 3.86 คะแนน
เฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน
3. ความคิดเห็นต่อแผนปรองดองของรัฐบาลที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า
- เห็นด้วย ร้อยละ 35.3
(โดยให้เหตุผลว่า เป็นทางออกที่ดี ช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง เป็นแนวทางสันติวิธี อยากเห็นภาพความปรองดองกัน คนไทยจะได้กลับมารักและสามัคคีกัน ฯลฯ)
- เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข ร้อยละ 16.0
(เช่น จะต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงไม่ใช่แค่สร้างภาพ จะต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจะต้องสร้างความร่วมมือจากทุกฝ่าย ฯลฯ)
- ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 24.1
(โดยให้เหตุผลว่า แก้ปัญหาไม่ถูกจุด รัฐบาลไม่จริงใจดีแต่สร้างภาพ เป็นนามธรรมมากเกินไป และทำไม่ได้จริง ฯลฯ)
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.6
(เพราะ ขาดรายละเอียดที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ฯลฯ)
4. คะแนนนิยมที่มีต่อรัฐบาลหลังประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ
- คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.4
- คะแนนนิยมเท่าเดิม ร้อยละ 38.6
- คะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 22.9
- ไม่แน่ใจ/ ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 20.1
5. ความคิดเห็นต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.
- เห็นด้วย ร้อยละ 39.8
โดยเห็นว่า - ควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย ร้อยละ 26.9
- ควรนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด ร้อยละ 12.9
- ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 37.0
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 23.2
6. ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าควรยกเลิก พรก. ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดที่ประกาศใช้อยู่หรือไม่
- ควรยกเลิก ร้อยละ 55.9
- ไม่ควรยกเลิก ร้อยละ 24.9
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 19.2
7. สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดในขณะนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ
(เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ) 5 อันดับแรก คือ
i. เปิดใจรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ร้อยละ 28.0
ii. ช่วยเหลือคนจน สร้างงานสร้างรายได้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม ร้อยละ 24.9
iii. ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ร้อยละ 16.6
iv. หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาทำหน้าที่สอบสวนหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ร้อยละ 9.5
v. จับผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี หาตัวคนผิดมาลงโทษ ร้อยละ 6.6
8. ความคิดเห็นต่อประเด็นที่ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
- เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีก ร้อยละ 45.9
(โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ความขัดแย้งทางความคิดและอิทธิพลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังคงมีอยู่ )
- เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ร้อยละ 10.7
(โดยให้เหตุผลว่า ทุกคนได้เห็นแล้วว่าประเทศชาติบอบช้ำ คงไม่มีใครอยากทำร้ายประเทศชาติอีก แกนนำกลุ่ม นปช.ถูกควบคุมตัวอยู่)
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 43.4
ที่มา.ประชาไท
***************************************************
17 มิ.ย. 2553 - ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจาก 27 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ พบว่าประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมาแล้ว 1 เดือนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยพึงพอใจด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุด แต่พึงพอใจด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมน้อยที่สุด
เมื่อถามความเห็นต่อแผนปรองดองแห่งชาติที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ร้อยละ 35.3 เห็นด้วยกับแผนดังกล่าว ขณะที่ร้อยละ 24.1 ไม่เห็นด้วย และภายหลังการประกาศแผนปรองดองแล้วมีเพียงร้อยละ 18.4 ที่ระบุว่ามีคะแนนนิยมต่อรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 38.6 ระบุว่ามีคะแนนนิยมเท่าเดิม และร้อยละ 22.9 มีคะแนนนิยมลดลง
สำหรับประเด็นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. นั้น ร้อยละ 39.8 ระบุว่า เห็นด้วย (โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 26.9 เห็นว่าควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย ส่วนอีกร้อยละ 12.9 เห็นว่าควรนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด) ขณะที่ร้อยละ 37.0 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 23.2 ไม่แน่ใจ
ความคิดเห็นต่อการยกเลิก พรก. ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนี้ ร้อยละ 55.9 เห็นว่าพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้วเห็นว่าควรยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน ในขณะที่ร้อยละ 24.9 เห็นว่ายังไม่ควรยกเลิก
ส่วนสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดในขณะนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ พบว่า อันดับแรกคือให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย รองลงมาคือให้ช่วยเหลือคนจน สร้างงานสร้างรายได้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาทำหน้าที่สอบสวนหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา และเร่งจับผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี รวมถึงหาตัวคนผิดมาลงโทษ ตามลำดับ
--------------------------------------------------------------------------------
รายละเอียดของผลการสำรวจทั้งหมด
1. ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมา 1 เดือน
- เห็นว่าความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.5
- เห็นว่าความขัดแย้งเท่าเดิม ร้อยละ 37.3
- เห็นว่าความขัดแย้งลดลง ร้อยละ 49.2
2. คะแนนความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการฟื้นฟูประเทศหลังผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง (จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน)
ด้านการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความรุนแรง 4.82 คะแนน
ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูการท่องเที่ยว 4.30 คะแนน
ด้านการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในช่วงสลายการชุมนุมเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย 4.14 คะแนน
ด้านการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งและแตกแยกในสังคม 3.86 คะแนน
เฉลี่ยรวม 4.28 คะแนน
3. ความคิดเห็นต่อแผนปรองดองของรัฐบาลที่นายกฯ อภิสิทธิ์ แถลงเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า
- เห็นด้วย ร้อยละ 35.3
(โดยให้เหตุผลว่า เป็นทางออกที่ดี ช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง เป็นแนวทางสันติวิธี อยากเห็นภาพความปรองดองกัน คนไทยจะได้กลับมารักและสามัคคีกัน ฯลฯ)
- เห็นด้วยแบบมีเงื่อนไข ร้อยละ 16.0
(เช่น จะต้องแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจริงไม่ใช่แค่สร้างภาพ จะต้องมีความชัดเจนเป็นรูปธรรม จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจะต้องสร้างความร่วมมือจากทุกฝ่าย ฯลฯ)
- ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 24.1
(โดยให้เหตุผลว่า แก้ปัญหาไม่ถูกจุด รัฐบาลไม่จริงใจดีแต่สร้างภาพ เป็นนามธรรมมากเกินไป และทำไม่ได้จริง ฯลฯ)
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.6
(เพราะ ขาดรายละเอียดที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม ฯลฯ)
4. คะแนนนิยมที่มีต่อรัฐบาลหลังประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ
- คะแนนนิยมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 18.4
- คะแนนนิยมเท่าเดิม ร้อยละ 38.6
- คะแนนนิยมลดลง ร้อยละ 22.9
- ไม่แน่ใจ/ ไม่แสดงความเห็น ร้อยละ 20.1
5. ความคิดเห็นต่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.
- เห็นด้วย ร้อยละ 39.8
โดยเห็นว่า - ควรนิรโทษกรรมเฉพาะผู้ชุมนุมที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้าย ร้อยละ 26.9
- ควรนิรโทษกรรมให้ทั้งหมด ร้อยละ 12.9
- ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 37.0
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 23.2
6. ความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่าควรยกเลิก พรก. ฉุกเฉินในพื้นที่ 24 จังหวัดที่ประกาศใช้อยู่หรือไม่
- ควรยกเลิก ร้อยละ 55.9
- ไม่ควรยกเลิก ร้อยละ 24.9
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 19.2
7. สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลทำมากที่สุดในขณะนี้เพื่อเป็นการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ
(เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ) 5 อันดับแรก คือ
i. เปิดใจรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ร้อยละ 28.0
ii. ช่วยเหลือคนจน สร้างงานสร้างรายได้ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม ร้อยละ 24.9
iii. ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ร้อยละ 16.6
iv. หาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับมาทำหน้าที่สอบสวนหาความจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ร้อยละ 9.5
v. จับผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดี หาตัวคนผิดมาลงโทษ ร้อยละ 6.6
8. ความคิดเห็นต่อประเด็นที่ว่าเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
- เชื่อว่าจะเกิดขึ้นอีก ร้อยละ 45.9
(โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไม่จริงใจในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ความขัดแย้งทางความคิดและอิทธิพลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังคงมีอยู่ )
- เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ร้อยละ 10.7
(โดยให้เหตุผลว่า ทุกคนได้เห็นแล้วว่าประเทศชาติบอบช้ำ คงไม่มีใครอยากทำร้ายประเทศชาติอีก แกนนำกลุ่ม นปช.ถูกควบคุมตัวอยู่)
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 43.4
ที่มา.ประชาไท
***************************************************
ประชาธิปไตยการแก้ไขความขัดแย้ง และหลักนิติธรรม
“ลารี เบอร์แมน” คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย บรรยายเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดของประชาธิปไตย การแก้ไขความขัดแย้งและหลักนิติธรรม ที่ จ. เชียงใหม่
วานนี้ (16 มิ.ย.) มีการบรรยายและนำเสนอประเด็นเสวนาในหัวข้อประชาธิปไตย การแก้ไขความขัดแย้ง และหลักนิติธรรม จัดโดย สถานกงสุลใหญ่อเมริกา ประจำประเทศไทย ร่วมกับสถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีวิทยากรคือ ดร.ลารี เบอร์แมน (Dr.Larry Berman) เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส และผู้อำนวยการโครงการวอชิงตันของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส ซึ่งนำเสนอเป็นภาคภาษาอังกฤษ พร้อมผู้แปลภาคภาษาไทย
โดยเนื้อหาการบรรยายเป็นเรื่องแนวคิดของประชาธิปไตย การแก้ไขความขัดแย้ง และหลักนิติธรรม โดยแนวคิดของประชาธิปไตยในฐานะกรอบความคิด โดยคนในประเทศไทยสามารถพูดคุยช่วยเหลือสำหรับการสร้างประชาสังคมบนพื้นฐานของแนวคิดของคนส่วนใหญ่ ในหลักปกป้องสิทธิคนส่วนน้อย และอนุญาตเพื่อให้เกิดสันติภาพของการเปลี่ยนผ่านในอำนาจ ที่มีอยู่ในประชาธิปไตยไทยๆ
ดร.เบอร์แมน กล่าวถึงว่า ปัญหาการปรองดองของไทย กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าจะสร้างความสมานฉันท์และปรองดอง ต้องเกี่ยวข้องกับความประนีประนอม โดยสถานการณ์ของประเทศไทยก็คล้ายคลึงกับสหรัฐอเมริกาในกรณีสงครามกลางเมืองของฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ในยุคสมัยของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ในช่วงหลังสงครามกลางเมืองที่มีผู้เสียชีวิตไปหนึ่งแสนคน และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าว ประธานาธิบดีลินคอร์นก็พูดไว้ว่า “เราไม่แสดงเจตนาร้ายกับผู้ใด และเราแสดงจิตเมตตาต่อทุกคน คนอเมริกาก็สามารถเยียวยาให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ ดร.เบอร์แมน เห็นว่าผู้นำของประเทศไทยต้องมีการให้อภัยกัน และการแก้ไขความขัดแย้งโดยสมานฉันท์ ทำนองเดียวกับผู้นำของโลกอย่างมหาตมะ คานธี, มาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเนลสัน แมนเดลา ซึ่งเยียวยาความขัดแย้งด้วยการให้อภัยต่อกันกับคู่ขัดแย้งทางการเมือง
ดร.เบอร์แมน กล่าวต่อว่า ถ้าผู้นำไทยสามารถแสดงคำพูดแบบเดียวกับลินคอร์นได้แสดงไว้ในคราวสงครามกลางเมืองของอเมริกา ก็เป็นขั้นตอนแรก ในสถานการณ์ของการคลี่คลายปัญหาของไทย และความสัมพันธ์แบบใหม่ ก็คือระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม และก้าวย่างสำคัญของประชาธิปไตยไทยๆ กับความเห็นที่แตกต่าง กับแนวทางคุ้มครองเสรีภาพของคน
“ผมเคยพูดอย่างนี้หลายวันก่อนที่กรุงเทพฯ ว่าควรนำทุกฝ่ายมาเจรจาอย่างเป็นธรรม อย่างเปิดเผย และแสดงเจตจำนงอย่างที่ประธานาธิบดี ลินคอร์น ทำไว้กับสงครามกลางเมืองที่อเมริกา”
ดร.เบอร์แมน ชี้ให้เห็นว่าการพูดคุย การเจรจา เป็นหนทางเดียวสำหรับการไกล่เกลี่ย และเป็นการทำให้ทุกภาคส่วนยอมรับ การพัฒนาให้เกิดตุลาการที่เป็นอิสระและจะทำให้ลดความแตกต่างลงได้ ก่อนที่ความปรองดองเกิดขึ้นตามแผนโรดแมป ก็ต้องการการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นธรรม การให้สื่อมีความเสรี มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็เป็นเรื่องของประเทศไทย ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่แสดงเจตจำนงเป็นท่าทีอย่างที่ลินคอร์นแสดงไว้แผนปรองดองก็จะไม่สำเร็จ และสิ่งที่ต้องพัฒนาในเรื่องของการพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อที่จะพัฒนาการพูดคุยกัน เพราะแผนนั้นจะสะท้อนฉันทามติในแบบนั้น แผนปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้
ดร.เบอร์แมน ชี้แจงเพิ่มเติมว่าในฐานะที่เป็นศาตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ สันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามีฝ่ายที่กำหนดว่าสันติภาพเป็นอย่างใด และสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้นำต้องเข้าหาคนทุกฝ่าย แนวทางสำหรับเป็นช่วงเวลาหาสันติภาพที่ยั่งยืน และเมื่อจะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ หมายถึงการเลือกตั้งเท่านั้น และประชาธิปไตยต้องเป็นธรรมต่อมนุษย์
เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไม่ได้ช่วยด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม มันก็ช่วยทำลายความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ในสังคมอเมริกัน ก็ได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยก็มีความเสี่ยงละเมิดสิทธิของคน และประชาธิปไตย ก็มีข้อจำกัดหลายประการในสังคมอเมริกัน ซึ่งคำถามสำหรับระบอบประชาธิปไตย และจะนำไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งกระจายความเท่าเทียม ส่งเสริมสิทธิ และส่งเสริมให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นแตกต่างกันได้
ทั้งนี้การปรองดองของไทย ต้องนำไปสู่การทำหน้าที่ประชาธิปไตย เพื่อลดความยากจนด้วย และการเลือกตั้ง ต้องเป็นช่องทางแสดงความเห็นและประโยชน์ที่ตนเห็นว่าสำคัญ
รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกคนเข้าสู่การศึกษาอย่างเท่าเทียมและการสื่อสารอย่างเท่าเทียม โดย ดร.เบอร์แมนคิดว่า ประชาธิปไตยในปัจจุบันเป็นแค่พิธีซึ่งคนที่มีอำนาจไม่ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคฝ่าย และกระบวนการสู่การเลือกตั้งไม่สามารถแสดงได้อย่างเป็นธรรม และรัฐบาลไทยก็พูดถึงผลกระทบของลัทธิก่อการร้าย โดยสถานการณ์ในบ้านเรา คล้ายๆ กับรัฐบาลอเมริกา ในช่วงเหตุการณ์ 9/11 ที่มีการออก พ.ร.บ.รักชาติ ในการควบคุมเสรีภาพต่างๆ
ดร.เบอร์แมนกล่าวว่าวิกฤติสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยไทยๆ ก็เป็นปัญหาท้าทาย ในความขัดแย้งกันเอง และรัฐบาลอ้างว่า เมื่อมีคนก่อการร้าย นี่เป็นปัญหาท้าทาย ในการที่รัฐบาลแสดงท่าทีเกินขอบเขต เป็นการทำให้รัฐบาลแยกตัวออกจากประชาชนมากขึ้น นั่นเป็นการทำให้การแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆ น้อยลง
ดร.เบอร์แมน กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมเป็นเสียงส่วนน้อยมานาน และความพยายามของผม คือ เสียงส่วนน้อยที่ใช้เหตุผลของการพูดคุย อย่างยาวนาน จนทำให้เป็นเสียงส่วนใหญ่ โดยสถานการณ์ที่อเมริกาเหมือนกับไทย จากบทเรียนของอเมริกาและแอฟริกาใต้ ทั้งบุคคลอย่างมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ของอเมริกา ก็เรียกร้องสิทธิของคนดำ โดยที่เราก็เห็นอย่างกรณีเนลสัน มันเดลา ผู้นำของแอฟริกาใต้เรียกร้องสิทธิของคน ก็เป็นเสียงส่วนน้อยมาก่อน แล้วต่อมาก็กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ จากกระบวนการแข่งขัน และส่งเสริมเสรีภาพอยู่ในพื้นที่การเมือง
แล้วโอกาสที่นำไปสู่ความคลี่คลายของปัญหาของไทย ขึ้นอยู่กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ทำแบบที่ประธานาธิบดีลินคอร์นให้เจรจา สำหรับแก้ไขความขัดแย้ง ก็เกิดจากการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีในแบบที่บุคคลสำคัญของโลกพยายามคลี่คลายวิกฤตินั่นเอง”
ที่มา.ประชาไท
******************************************
วานนี้ (16 มิ.ย.) มีการบรรยายและนำเสนอประเด็นเสวนาในหัวข้อประชาธิปไตย การแก้ไขความขัดแย้ง และหลักนิติธรรม จัดโดย สถานกงสุลใหญ่อเมริกา ประจำประเทศไทย ร่วมกับสถาบันศาสนา วัฒนธรรมและสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีวิทยากรคือ ดร.ลารี เบอร์แมน (Dr.Larry Berman) เป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส และผู้อำนวยการโครงการวอชิงตันของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเดวิส ซึ่งนำเสนอเป็นภาคภาษาอังกฤษ พร้อมผู้แปลภาคภาษาไทย
โดยเนื้อหาการบรรยายเป็นเรื่องแนวคิดของประชาธิปไตย การแก้ไขความขัดแย้ง และหลักนิติธรรม โดยแนวคิดของประชาธิปไตยในฐานะกรอบความคิด โดยคนในประเทศไทยสามารถพูดคุยช่วยเหลือสำหรับการสร้างประชาสังคมบนพื้นฐานของแนวคิดของคนส่วนใหญ่ ในหลักปกป้องสิทธิคนส่วนน้อย และอนุญาตเพื่อให้เกิดสันติภาพของการเปลี่ยนผ่านในอำนาจ ที่มีอยู่ในประชาธิปไตยไทยๆ
ดร.เบอร์แมน กล่าวถึงว่า ปัญหาการปรองดองของไทย กับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่าจะสร้างความสมานฉันท์และปรองดอง ต้องเกี่ยวข้องกับความประนีประนอม โดยสถานการณ์ของประเทศไทยก็คล้ายคลึงกับสหรัฐอเมริกาในกรณีสงครามกลางเมืองของฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ในยุคสมัยของประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอร์น ในช่วงหลังสงครามกลางเมืองที่มีผู้เสียชีวิตไปหนึ่งแสนคน และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าว ประธานาธิบดีลินคอร์นก็พูดไว้ว่า “เราไม่แสดงเจตนาร้ายกับผู้ใด และเราแสดงจิตเมตตาต่อทุกคน คนอเมริกาก็สามารถเยียวยาให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ ดร.เบอร์แมน เห็นว่าผู้นำของประเทศไทยต้องมีการให้อภัยกัน และการแก้ไขความขัดแย้งโดยสมานฉันท์ ทำนองเดียวกับผู้นำของโลกอย่างมหาตมะ คานธี, มาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเนลสัน แมนเดลา ซึ่งเยียวยาความขัดแย้งด้วยการให้อภัยต่อกันกับคู่ขัดแย้งทางการเมือง
ดร.เบอร์แมน กล่าวต่อว่า ถ้าผู้นำไทยสามารถแสดงคำพูดแบบเดียวกับลินคอร์นได้แสดงไว้ในคราวสงครามกลางเมืองของอเมริกา ก็เป็นขั้นตอนแรก ในสถานการณ์ของการคลี่คลายปัญหาของไทย และความสัมพันธ์แบบใหม่ ก็คือระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างของประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม และก้าวย่างสำคัญของประชาธิปไตยไทยๆ กับความเห็นที่แตกต่าง กับแนวทางคุ้มครองเสรีภาพของคน
“ผมเคยพูดอย่างนี้หลายวันก่อนที่กรุงเทพฯ ว่าควรนำทุกฝ่ายมาเจรจาอย่างเป็นธรรม อย่างเปิดเผย และแสดงเจตจำนงอย่างที่ประธานาธิบดี ลินคอร์น ทำไว้กับสงครามกลางเมืองที่อเมริกา”
ดร.เบอร์แมน ชี้ให้เห็นว่าการพูดคุย การเจรจา เป็นหนทางเดียวสำหรับการไกล่เกลี่ย และเป็นการทำให้ทุกภาคส่วนยอมรับ การพัฒนาให้เกิดตุลาการที่เป็นอิสระและจะทำให้ลดความแตกต่างลงได้ ก่อนที่ความปรองดองเกิดขึ้นตามแผนโรดแมป ก็ต้องการการปฏิรูปเศรษฐกิจให้เป็นธรรม การให้สื่อมีความเสรี มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นก็เป็นเรื่องของประเทศไทย ถ้านายกรัฐมนตรี ไม่แสดงเจตจำนงเป็นท่าทีอย่างที่ลินคอร์นแสดงไว้แผนปรองดองก็จะไม่สำเร็จ และสิ่งที่ต้องพัฒนาในเรื่องของการพูดคุยกับทุกฝ่าย เพื่อที่จะพัฒนาการพูดคุยกัน เพราะแผนนั้นจะสะท้อนฉันทามติในแบบนั้น แผนปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้
ดร.เบอร์แมน ชี้แจงเพิ่มเติมว่าในฐานะที่เป็นศาตราจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ สันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ามีฝ่ายที่กำหนดว่าสันติภาพเป็นอย่างใด และสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้นำต้องเข้าหาคนทุกฝ่าย แนวทางสำหรับเป็นช่วงเวลาหาสันติภาพที่ยั่งยืน และเมื่อจะทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ หมายถึงการเลือกตั้งเท่านั้น และประชาธิปไตยต้องเป็นธรรมต่อมนุษย์
เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไม่ได้ช่วยด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม มันก็ช่วยทำลายความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ในสังคมอเมริกัน ก็ได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยก็มีความเสี่ยงละเมิดสิทธิของคน และประชาธิปไตย ก็มีข้อจำกัดหลายประการในสังคมอเมริกัน ซึ่งคำถามสำหรับระบอบประชาธิปไตย และจะนำไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งกระจายความเท่าเทียม ส่งเสริมสิทธิ และส่งเสริมให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นแตกต่างกันได้
ทั้งนี้การปรองดองของไทย ต้องนำไปสู่การทำหน้าที่ประชาธิปไตย เพื่อลดความยากจนด้วย และการเลือกตั้ง ต้องเป็นช่องทางแสดงความเห็นและประโยชน์ที่ตนเห็นว่าสำคัญ
รัฐบาลมีหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกคนเข้าสู่การศึกษาอย่างเท่าเทียมและการสื่อสารอย่างเท่าเทียม โดย ดร.เบอร์แมนคิดว่า ประชาธิปไตยในปัจจุบันเป็นแค่พิธีซึ่งคนที่มีอำนาจไม่ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทุกภาคฝ่าย และกระบวนการสู่การเลือกตั้งไม่สามารถแสดงได้อย่างเป็นธรรม และรัฐบาลไทยก็พูดถึงผลกระทบของลัทธิก่อการร้าย โดยสถานการณ์ในบ้านเรา คล้ายๆ กับรัฐบาลอเมริกา ในช่วงเหตุการณ์ 9/11 ที่มีการออก พ.ร.บ.รักชาติ ในการควบคุมเสรีภาพต่างๆ
ดร.เบอร์แมนกล่าวว่าวิกฤติสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยไทยๆ ก็เป็นปัญหาท้าทาย ในความขัดแย้งกันเอง และรัฐบาลอ้างว่า เมื่อมีคนก่อการร้าย นี่เป็นปัญหาท้าทาย ในการที่รัฐบาลแสดงท่าทีเกินขอบเขต เป็นการทำให้รัฐบาลแยกตัวออกจากประชาชนมากขึ้น นั่นเป็นการทำให้การแก้ไขความขัดแย้งด้านต่างๆ น้อยลง
ดร.เบอร์แมน กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมเป็นเสียงส่วนน้อยมานาน และความพยายามของผม คือ เสียงส่วนน้อยที่ใช้เหตุผลของการพูดคุย อย่างยาวนาน จนทำให้เป็นเสียงส่วนใหญ่ โดยสถานการณ์ที่อเมริกาเหมือนกับไทย จากบทเรียนของอเมริกาและแอฟริกาใต้ ทั้งบุคคลอย่างมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ของอเมริกา ก็เรียกร้องสิทธิของคนดำ โดยที่เราก็เห็นอย่างกรณีเนลสัน มันเดลา ผู้นำของแอฟริกาใต้เรียกร้องสิทธิของคน ก็เป็นเสียงส่วนน้อยมาก่อน แล้วต่อมาก็กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ จากกระบวนการแข่งขัน และส่งเสริมเสรีภาพอยู่ในพื้นที่การเมือง
แล้วโอกาสที่นำไปสู่ความคลี่คลายของปัญหาของไทย ขึ้นอยู่กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ทำแบบที่ประธานาธิบดีลินคอร์นให้เจรจา สำหรับแก้ไขความขัดแย้ง ก็เกิดจากการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีในแบบที่บุคคลสำคัญของโลกพยายามคลี่คลายวิกฤตินั่นเอง”
ที่มา.ประชาไท
******************************************
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ผู้ปกครองบ้านเมือง ต้องไม่เจ็บป่วยทั้งทางจิตและทางใจ ??
ผู้ปกครองบ้านเมือง ต้องไม่เจ็บป่วยทั้งทางจิตและทางใจ ??
อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และจะยิ่งเป็นลาภอันประเสริฐต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง หากผู้มีอำนาจวาสนาและบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายจะไม่เจ็บป่วยทั้งทางจิตหรือทางใจ หลากบ้านหลายเมืองที่ฉิบหายวายวอดกันมานักต่อนัก ก็ล้วนเกิดจากความเจ็บป่วยไม่ว่าทางจิตหรือทางใจของผู้ปกครองหรือผู้นำมาแล้วทั้งนั้น การไม่อยู่กับร่องกับรอย การมีจิตริษยาและอาฆาตพยาบาทสูง การวิปริตผิดเพศ การละโมบโลภมาก การมีอาการผิดปกติหรือบกพร่องทางจิต การเห็นคนไม่ใช่คน เหล่านี้น่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตหรือทางใจอย่างหนึ่ง หากเห็นว่าใครกำลังมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมานี้ กันให้ห่างไกลการครองอำนาจรัฐเขาไว้ นั่นถือว่าทำคุณอันใหญ่หลวงต่อประเทศและประชาชนแล้ว ??
..........................................
วิถีแห่งการปรองดอง ??
รู้เรา รู้เขา รบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง การปรองดองของคนในชาติเป็นเรื่องดีแต่ต้องใจกว้างและทำเป็น อยากรู้เขารู้เราว่าแท้จริงนั้นเป็นเช่นไรไม่ใช่เรื่องยาก แค่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดึงตาถอดใจออกไปให้ไกลตัว ขึ้นภูดูไพร พินิจพิเคราะห์ความเป็นมา เป็นอยู่ และเป็นไปของทั้งฟากฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายต่อต้านด้วยความเป็นธรรมและปราศจากอคติก็จะพบเห็นความเป็นจริงแห่งท้องเรื่องได้ เมื่อเห็นแจ้งแทงตลอดแล้ว วิธีการแก้ไขนั้นคงพอคลำออกไม่ยากเย็นนัก สำคัญอยู่ที่ว่าจะที่พูดมาและทำไปทั้งหมดนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จริงใจ หรือไก่กา ??
..........................................
อย่าให้เสียคนตอนแก่ก็แล้วกัน !!
ในที่สุด ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็คงจะไม่มีประโยชน์ ทางที่ดีมาช่วยกันให้กำลังใจและให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องน่าจะดีกว่า เพราะคนวัย 72 ปีที่มีประวัติความเป็นมาที่ถือได้ว่าเป็นคนเก่งคนดีคนหนึ่งคงไม่ทำอะไรเฟอะฟะเป็นแน่ ผิดชอบชั่วดีก็น่าจะมีอยู่ด้วยกันในทุกฝ่ายรวมถึงฝ่ายที่สามฝ่ายที่สี่หรือฝ่ายไหนๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะมากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไปตามกรรม อดีตอัยการสูงสุดที่ผ่านสำนวนการสอบสวนคดีความต่างๆมามากต่อมาก เทคนิคในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงคงไม่ใช่เรื่องยาก กลยุทธ กลวิธีนั้นแม้จะดีสักเพียงใด หากขาดความจริงใจก็ไร้ค่าได้เหมือนกันนะ !!
...........................................
รักษาการ 1 ??
สองรัฐวิสาหกิจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัทไม้อัดไทยจำกัดนั้นว่างเว้นผู้อำนวยการตัวจริงมาหลายปีดีดักแล้ว มีก็แค่รักษาการ ส่วนที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม้จะมีผู้อำนวยการตัวจริงแต่ก็ถูกเด้งไปทำงานในหน้าที่อื่นเสียหลายเดือน เพิ่งได้กลับมานั่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการตามสัญญาจ้างเต็มตัวไม่กี่วันก่อนก็เตรียมเกษียณในวันที่ยี่สิบสองเดือนนี้เสียแล้ว บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ !! มีคนเห็น มนูญศักดิ์ ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้กำลังพลิกตำรากฏหมายเพื่อเอาคืนใครบางคนหลังเกษียณ ??
.............................................
รักษาการ 2 ??
ตำแหน่ง ผบ.ตร.ตัวจริงถึงวันนี้ก็ยังคงไม่มี!! วันจันทร์ที่แล้ว ก.ตร.ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานก็ได้ฤกษ์เบิกฟ้าเปิดตำแหน่ง ที่ปรึกษา(สบ.10 )เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ยศพลตำรวจเอกเพิ่มอีกแล้วหนึ่ง การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยากให้ใครเป็นใหญ่ไม่มีตำแหน่งว่างก็กำหนดตำแหน่งเพิ่มเอาดื้อๆใครจะทำไม ?? เลขาธิการ ก.พ.ที่ร่วมเป็นก.ตร.อยู่ด้วยก็คงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามระเบียบ ว่าแต่ว่าตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่นี้คงไม่ใช่เปิดไว้สำหรับคนที่คิดจะแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.ในเดือนตุลาคมนี้นะ?? เพราะถ้าขืนเป็นเช่นนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจจะมีแค่ตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร.ต่อไปเรื่อยๆก็เป็นได้ จริงไหม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ??
.............................................
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และจะยิ่งเป็นลาภอันประเสริฐต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง หากผู้มีอำนาจวาสนาและบุญหนักศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายจะไม่เจ็บป่วยทั้งทางจิตหรือทางใจ หลากบ้านหลายเมืองที่ฉิบหายวายวอดกันมานักต่อนัก ก็ล้วนเกิดจากความเจ็บป่วยไม่ว่าทางจิตหรือทางใจของผู้ปกครองหรือผู้นำมาแล้วทั้งนั้น การไม่อยู่กับร่องกับรอย การมีจิตริษยาและอาฆาตพยาบาทสูง การวิปริตผิดเพศ การละโมบโลภมาก การมีอาการผิดปกติหรือบกพร่องทางจิต การเห็นคนไม่ใช่คน เหล่านี้น่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตหรือทางใจอย่างหนึ่ง หากเห็นว่าใครกำลังมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่กล่าวมานี้ กันให้ห่างไกลการครองอำนาจรัฐเขาไว้ นั่นถือว่าทำคุณอันใหญ่หลวงต่อประเทศและประชาชนแล้ว ??
..........................................
วิถีแห่งการปรองดอง ??
รู้เรา รู้เขา รบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง การปรองดองของคนในชาติเป็นเรื่องดีแต่ต้องใจกว้างและทำเป็น อยากรู้เขารู้เราว่าแท้จริงนั้นเป็นเช่นไรไม่ใช่เรื่องยาก แค่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดึงตาถอดใจออกไปให้ไกลตัว ขึ้นภูดูไพร พินิจพิเคราะห์ความเป็นมา เป็นอยู่ และเป็นไปของทั้งฟากฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายต่อต้านด้วยความเป็นธรรมและปราศจากอคติก็จะพบเห็นความเป็นจริงแห่งท้องเรื่องได้ เมื่อเห็นแจ้งแทงตลอดแล้ว วิธีการแก้ไขนั้นคงพอคลำออกไม่ยากเย็นนัก สำคัญอยู่ที่ว่าจะที่พูดมาและทำไปทั้งหมดนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จริงใจ หรือไก่กา ??
..........................................
อย่าให้เสียคนตอนแก่ก็แล้วกัน !!
ในที่สุด ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบและค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็คงจะไม่มีประโยชน์ ทางที่ดีมาช่วยกันให้กำลังใจและให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องน่าจะดีกว่า เพราะคนวัย 72 ปีที่มีประวัติความเป็นมาที่ถือได้ว่าเป็นคนเก่งคนดีคนหนึ่งคงไม่ทำอะไรเฟอะฟะเป็นแน่ ผิดชอบชั่วดีก็น่าจะมีอยู่ด้วยกันในทุกฝ่ายรวมถึงฝ่ายที่สามฝ่ายที่สี่หรือฝ่ายไหนๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะมากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไปตามกรรม อดีตอัยการสูงสุดที่ผ่านสำนวนการสอบสวนคดีความต่างๆมามากต่อมาก เทคนิคในการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความจริงคงไม่ใช่เรื่องยาก กลยุทธ กลวิธีนั้นแม้จะดีสักเพียงใด หากขาดความจริงใจก็ไร้ค่าได้เหมือนกันนะ !!
...........................................
รักษาการ 1 ??
สองรัฐวิสาหกิจของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บริษัทไม้อัดไทยจำกัดนั้นว่างเว้นผู้อำนวยการตัวจริงมาหลายปีดีดักแล้ว มีก็แค่รักษาการ ส่วนที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แม้จะมีผู้อำนวยการตัวจริงแต่ก็ถูกเด้งไปทำงานในหน้าที่อื่นเสียหลายเดือน เพิ่งได้กลับมานั่งทำหน้าที่ผู้อำนวยการตามสัญญาจ้างเต็มตัวไม่กี่วันก่อนก็เตรียมเกษียณในวันที่ยี่สิบสองเดือนนี้เสียแล้ว บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ !! มีคนเห็น มนูญศักดิ์ ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้กำลังพลิกตำรากฏหมายเพื่อเอาคืนใครบางคนหลังเกษียณ ??
.............................................
รักษาการ 2 ??
ตำแหน่ง ผบ.ตร.ตัวจริงถึงวันนี้ก็ยังคงไม่มี!! วันจันทร์ที่แล้ว ก.ตร.ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานก็ได้ฤกษ์เบิกฟ้าเปิดตำแหน่ง ที่ปรึกษา(สบ.10 )เทียบเท่า รอง ผบ.ตร.ยศพลตำรวจเอกเพิ่มอีกแล้วหนึ่ง การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยากให้ใครเป็นใหญ่ไม่มีตำแหน่งว่างก็กำหนดตำแหน่งเพิ่มเอาดื้อๆใครจะทำไม ?? เลขาธิการ ก.พ.ที่ร่วมเป็นก.ตร.อยู่ด้วยก็คงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามระเบียบ ว่าแต่ว่าตำแหน่งที่กำหนดขึ้นใหม่นี้คงไม่ใช่เปิดไว้สำหรับคนที่คิดจะแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.ในเดือนตุลาคมนี้นะ?? เพราะถ้าขืนเป็นเช่นนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจจะมีแค่ตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร.ต่อไปเรื่อยๆก็เป็นได้ จริงไหม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ??
.............................................
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
แอฟริกาใต้
คนไทยอาจจะรู้จักทวีปแอฟริกาว่าเป็นดินแดนคนผิวดำ เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ไม่ศิวิไลซ์ ยากจน มีการรบราฆ่าฟันระหว่างชนเผ่าแย่งชิงอำนาจกันเป็นว่าเล่น เดินทางไปลำบาก อากาศร้อน วันนี้คนไทยได้เห็นประเทศนี้เป็น “เจ้าภาพฟุตบอลโลก” เห็นแต่เฉพาะสนามเขียว ๆสี่เหลี่ยม นักฟุตบอล กรรมการ และคนดูที่เอาแต่เป่าปี่วูวูเซล่าหนวกหูและรบกวนสมาธิในการดูบอลชะมัด ไม่ได้เห็นอะไรนอกสนามนัก ที่จริง...
ทวีปแอฟริกามีอะไรดี ๆ เยอะที่เราคนไทยไม่ค่อยรู้ โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ เจ้าภาพฟุตบอลโลกคราวนี้ มีอดีตผู้นำที่มีชื่อเสียงไปทั้งโลกอย่าง “เนลสัน แมนเดล่า” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปรองดอง ทำให้พลเมืองทั้งคนดำและคนขาวกว่า 40 ล้านสามัคคีกัน รักกัน ด้วยการที่เขาให้อภัยทุกคน ทั้งที่หลายคนทำกับเขา
อย่างสาหัสต้องถูกจองจำบนเกาะนานถึง 27 ปี แมนเดล่ายึดมั่นการสร้างชาติเป็นที่ตั้ง เราอาจเคยได้ยินชื่อ “แหลมกู๊ดโฮป” ที่ว่าสมัยโบราณเดินเรือผ่านยาก เพราะคลื่นลมแรง เราต้องรู้ว่าทำไมคลื่นลมแรง เพราะจุดนี้เป็นจุดพบกันระหว่างกระแสน้ำอุ่นของทวีปอินเดียกับกระแสน้ำเย็นของมหาสมุทรแอตแลนติค เดี๋ยวนี้
ที่นี่กลายเป็นที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองเคปทาวน์ มีนกเพนกวินสวยงามให้ไปดูมากมาย ถ้าได้ไปต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปดูวิวบนยอดเขาเทเบิลเมาเท่น สวยอย่าบอกใคร โจฮันเนสเบิร์ก เมืองธุรกิจที่เติบโตขึ้นมาเพราะมีการพบทองและเพชร ผู้คนจึงหลั่งไหลกันมาที่นี่เพื่อค้าอัญมณี คนไทยนั่งการบินไทยไม่ต้องแวะ
ที่ไหนไปถึงที่นี่ได้ภายใน 10 ชั่วโมง ประเทศนี้เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีป่าซาฟารีให้ส่องสัตว์ดูอย่างใกล้ชิด ประเทศนี้เราส่งสินค้าไปขายเยอะ และเราซื้อไวน์อร่อย ๆ จากเขาไม่น้อย ถ้าดูเป็นไวน์ที่นี่บางยี่ห้ออร่อยกว่าไวน์ฝรั่งเศสหรือไวน์ออสเตรเลียเสียอีก ประเทศนี้เป็นเหมือนไข่ขาวที่มีประเทศเลโซโท
เป็นไข่แดงเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง ประเทศนี้มีอะไรดี ๆ และไม่ดีให้พูดถึงเยอะ แต่เนื้อที่จำกัด ไม่สามารถลงรายละเอียดได้มากกว่านี้ แนะนำให้ไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับประเทศนี้อ่านประกอบดูฟุตบอลโลก จะรู้สิ่งที่เราไม่รู้อีกเยอะ เขียนอะไรที่ไม่ใช่การเมืองบ้าง อย่าว่ากันล่ะ เบื่อการเมืองชิบ!
คอลัมน์.ปัญหาโลกแตกคนเมือง
ทีมา.บางกอกทูเดย์
.............................................
ทวีปแอฟริกามีอะไรดี ๆ เยอะที่เราคนไทยไม่ค่อยรู้ โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ เจ้าภาพฟุตบอลโลกคราวนี้ มีอดีตผู้นำที่มีชื่อเสียงไปทั้งโลกอย่าง “เนลสัน แมนเดล่า” ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักปรองดอง ทำให้พลเมืองทั้งคนดำและคนขาวกว่า 40 ล้านสามัคคีกัน รักกัน ด้วยการที่เขาให้อภัยทุกคน ทั้งที่หลายคนทำกับเขา
อย่างสาหัสต้องถูกจองจำบนเกาะนานถึง 27 ปี แมนเดล่ายึดมั่นการสร้างชาติเป็นที่ตั้ง เราอาจเคยได้ยินชื่อ “แหลมกู๊ดโฮป” ที่ว่าสมัยโบราณเดินเรือผ่านยาก เพราะคลื่นลมแรง เราต้องรู้ว่าทำไมคลื่นลมแรง เพราะจุดนี้เป็นจุดพบกันระหว่างกระแสน้ำอุ่นของทวีปอินเดียกับกระแสน้ำเย็นของมหาสมุทรแอตแลนติค เดี๋ยวนี้
ที่นี่กลายเป็นที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเมืองเคปทาวน์ มีนกเพนกวินสวยงามให้ไปดูมากมาย ถ้าได้ไปต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปดูวิวบนยอดเขาเทเบิลเมาเท่น สวยอย่าบอกใคร โจฮันเนสเบิร์ก เมืองธุรกิจที่เติบโตขึ้นมาเพราะมีการพบทองและเพชร ผู้คนจึงหลั่งไหลกันมาที่นี่เพื่อค้าอัญมณี คนไทยนั่งการบินไทยไม่ต้องแวะ
ที่ไหนไปถึงที่นี่ได้ภายใน 10 ชั่วโมง ประเทศนี้เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีป่าซาฟารีให้ส่องสัตว์ดูอย่างใกล้ชิด ประเทศนี้เราส่งสินค้าไปขายเยอะ และเราซื้อไวน์อร่อย ๆ จากเขาไม่น้อย ถ้าดูเป็นไวน์ที่นี่บางยี่ห้ออร่อยกว่าไวน์ฝรั่งเศสหรือไวน์ออสเตรเลียเสียอีก ประเทศนี้เป็นเหมือนไข่ขาวที่มีประเทศเลโซโท
เป็นไข่แดงเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง ประเทศนี้มีอะไรดี ๆ และไม่ดีให้พูดถึงเยอะ แต่เนื้อที่จำกัด ไม่สามารถลงรายละเอียดได้มากกว่านี้ แนะนำให้ไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับประเทศนี้อ่านประกอบดูฟุตบอลโลก จะรู้สิ่งที่เราไม่รู้อีกเยอะ เขียนอะไรที่ไม่ใช่การเมืองบ้าง อย่าว่ากันล่ะ เบื่อการเมืองชิบ!
คอลัมน์.ปัญหาโลกแตกคนเมือง
ทีมา.บางกอกทูเดย์
.............................................
สวรรค์กลาย
โดย.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
เป็นความวิตก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย...แต่กับใครๆ ทั่วโลกก็มีความหวาดวิตกพอๆกัน...เพราะโลกใบนี้มันเล็กลงกว่าเก่ามากมาย...ติดปีกบินไปไม่ถึง 2 กรอบโลก กรุงเทพประเทศไทย...จึงกลายเป็นเมืองของโลกที่ใครๆ ก็อยากมา...ฝั่งทะเลไทยกลายเป็นสวรรค์ฝั่งในฝันของคนทั้งโลก...ที่จะมาชมอาทิตย์ขึ้น
อาทิตย์ตกในทะเลไทย...เมืองสวรรค์กลายใครต่อใครก็ต้องเสียดาย นิวส์วิค...บรรยายว่า...เมืองสวรรค์ดินแดนแห่งรอยยิ้ม หนึ่งในเสือเศรษฐกิจเอเชีย เที่ยบชั้นกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย...สวรรค์ของนักท่องเที่ยวปีละ 13 ล้านคน...นี่คือประเทศที่เป็นอันดับ 1 ของเมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย ไทม์...
คาดหมายไว้ในบทความของเขาว่า...นี่คือแผ่นดินที่กำลังจะลุกเป็นไฟ...จากการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ประชาชนกับกองทัพ...และประชาชนกับประชาชน...และวาดภาพแห่งความหวาดหวั่นให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกว่า...จะไม่ต่างไปกว่า...กลุ่ม ไออาร์เอ ในไอร์แลนด์เหนือ กับกลุ่มโบโกต้าในโคลอมเบีย...
22 ล้าน ของประชาชนคนไทย...คือคนอิสานตอนบน...นั่นคือที่ตั้งของ 4 จังหวัดใหญ่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่เคอร์ฟิว...วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์...รักษาการผู้ว่าอุดร...บอกว่า...นี่คือเมืองหลวงของคนเสื้อแดง...1 ล้าน 7 แสนคน... คือประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้...เกินแสนล้านบาทกับอีก 5 พันชีวิต...
คือวิกฤติไฟใต้...ที่ยังลุกไหม้ไร้วันจบ...ถ้าหวาดวิตกของ นิวสวีคและไทม์...มันเป็นจริงขึ้นมา...นั่นคือประเทศไทยในความวิตกกังวงของประชาชนทั่วโลกมันจะต้องคูณกันเข้าไปอีกเท่าไหร่...ไม่ว่างบประมาณหรือชีวิต หน้าที่ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี...คือการทำให้ความวิกตเหล่านี้ไม่เป็นความจริง...
เป็นงานหนักเหนื่อย ของสุเทพ เทือกสุบรรณ...รองนายกฝ่ายความมั่นคง...และเป็นสงครามใหญ่ของใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการทหารบก สืบต่อจาก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นหน้าที่ของคนไทยที่รักประเทศไทย...จะต้องสวดมนต์ภาวนา...อย่าให้มันเกิดขึ้น...เป็นประชาชนมันก็ทำได้แค่ สวดมนต์ภาวนา
ที่มา.บางกอกทูเดย์
...................................
เป็นความวิตก ไม่ใช่เฉพาะคนไทย...แต่กับใครๆ ทั่วโลกก็มีความหวาดวิตกพอๆกัน...เพราะโลกใบนี้มันเล็กลงกว่าเก่ามากมาย...ติดปีกบินไปไม่ถึง 2 กรอบโลก กรุงเทพประเทศไทย...จึงกลายเป็นเมืองของโลกที่ใครๆ ก็อยากมา...ฝั่งทะเลไทยกลายเป็นสวรรค์ฝั่งในฝันของคนทั้งโลก...ที่จะมาชมอาทิตย์ขึ้น
อาทิตย์ตกในทะเลไทย...เมืองสวรรค์กลายใครต่อใครก็ต้องเสียดาย นิวส์วิค...บรรยายว่า...เมืองสวรรค์ดินแดนแห่งรอยยิ้ม หนึ่งในเสือเศรษฐกิจเอเชีย เที่ยบชั้นกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย...สวรรค์ของนักท่องเที่ยวปีละ 13 ล้านคน...นี่คือประเทศที่เป็นอันดับ 1 ของเมืองท่องเที่ยวแห่งเอเชีย ไทม์...
คาดหมายไว้ในบทความของเขาว่า...นี่คือแผ่นดินที่กำลังจะลุกเป็นไฟ...จากการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ประชาชนกับกองทัพ...และประชาชนกับประชาชน...และวาดภาพแห่งความหวาดหวั่นให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกว่า...จะไม่ต่างไปกว่า...กลุ่ม ไออาร์เอ ในไอร์แลนด์เหนือ กับกลุ่มโบโกต้าในโคลอมเบีย...
22 ล้าน ของประชาชนคนไทย...คือคนอิสานตอนบน...นั่นคือที่ตั้งของ 4 จังหวัดใหญ่ที่ได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่เคอร์ฟิว...วิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์...รักษาการผู้ว่าอุดร...บอกว่า...นี่คือเมืองหลวงของคนเสื้อแดง...1 ล้าน 7 แสนคน... คือประชาชนใน 3 จังหวัดภาคใต้...เกินแสนล้านบาทกับอีก 5 พันชีวิต...
คือวิกฤติไฟใต้...ที่ยังลุกไหม้ไร้วันจบ...ถ้าหวาดวิตกของ นิวสวีคและไทม์...มันเป็นจริงขึ้นมา...นั่นคือประเทศไทยในความวิตกกังวงของประชาชนทั่วโลกมันจะต้องคูณกันเข้าไปอีกเท่าไหร่...ไม่ว่างบประมาณหรือชีวิต หน้าที่ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี...คือการทำให้ความวิกตเหล่านี้ไม่เป็นความจริง...
เป็นงานหนักเหนื่อย ของสุเทพ เทือกสุบรรณ...รองนายกฝ่ายความมั่นคง...และเป็นสงครามใหญ่ของใครก็ตามที่จะขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการทหารบก สืบต่อจาก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นหน้าที่ของคนไทยที่รักประเทศไทย...จะต้องสวดมนต์ภาวนา...อย่าให้มันเกิดขึ้น...เป็นประชาชนมันก็ทำได้แค่ สวดมนต์ภาวนา
ที่มา.บางกอกทูเดย์
...................................
สิทธิมนุษยชน
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
การที่รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยืนยันว่าการคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะคนทั่วไปไม่ได้รับความเดือดร้อนนั้น นายสุณัย ผาสุข ผู้ประสานงานองค์การด้านสิทธิมนุษยชน ได้ออกมาตอบโต้ว่า เมื่อพูดถึงสิทธิมนุษยชนนั้นจะหมายถึงสิทธิในความเป็นมนุษย์ของทุกคน
แต่การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ทำให้สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนหมดไป เพราะขณะนี้มีการปิดเว็บไซต์ที่เห็นต่างจากรัฐบาลแล้วกว่า 2,000 เว็บไซต์ ทำให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว และทำให้สิทธิในการเข้าถึงความจริงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้จะมีการแต่งตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคมแล้วก็ตาม แต่คนเสื้อแดงก็จะสงสัยว่าจะหาความจริงได้อย่างไรในขณะที่ยังมีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
องค์การด้านสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหากมีความจริงใจที่จะสอบสวนหาความจริงตามแผนปรองดองเพื่อหาตัวคนทำผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ประกาศว่าพร้อมจะรับผิดชอบหากมีหลักฐานว่ากระทำผิด
แต่มาตรา 17 ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินระบุว่า ฝ่ายรัฐไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ต้องพูดในประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่าพร้อมรับผิดอย่างไร แค่ไหน ไม่ใช่ใช้สำนวนโวหารไม่พูดความจริงทั้งหมดในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเหมือนการลักไก่นิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ดังนั้น หากนายอภิสิทธิ์มีความจริงใจจะปรองดองกับทุกฝ่ายจริงก็ต้องประกาศงดเว้นใช้มาตรา 17 ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะเดียวกันก็ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
การนำเรื่องนิรโทษกรรมมาพูดขณะนี้จึงไม่สำคัญเท่ากับการที่รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะหากบ้านเมืองมีความยุติธรรมและไม่ 2 มาตรฐาน ไม่ว่าประชาชนคนใดก็พร้อมจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ไม่ต่างกับกฎหมายเผด็จการมากล่าวหาหรือใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือล้มล้างสถาบัน โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปรกติอย่างขณะนี้
โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกล่าวหาและจับกุมประชาชนไปคุมขังแล้วกว่า 400 คน โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งรัฐบาลต้องตอบสาธารณชนและประชาคมโลกให้ได้เช่นกันว่า การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษขณะนี้นั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่ต้องระงับยับยั้งทันที เพราะมิฉะนั้นรัฐบาลก็หนีไม่พ้นที่จะถูกกล่าวหาว่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองข่มขู่และกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง
**********************************************************************
การที่รัฐบาลและศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยืนยันว่าการคง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะคนทั่วไปไม่ได้รับความเดือดร้อนนั้น นายสุณัย ผาสุข ผู้ประสานงานองค์การด้านสิทธิมนุษยชน ได้ออกมาตอบโต้ว่า เมื่อพูดถึงสิทธิมนุษยชนนั้นจะหมายถึงสิทธิในความเป็นมนุษย์ของทุกคน
แต่การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ทำให้สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนหมดไป เพราะขณะนี้มีการปิดเว็บไซต์ที่เห็นต่างจากรัฐบาลแล้วกว่า 2,000 เว็บไซต์ ทำให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารเพียงด้านเดียว และทำให้สิทธิในการเข้าถึงความจริงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้จะมีการแต่งตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคมแล้วก็ตาม แต่คนเสื้อแดงก็จะสงสัยว่าจะหาความจริงได้อย่างไรในขณะที่ยังมีการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร
องค์การด้านสิทธิมนุษยชนจึงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินหากมีความจริงใจที่จะสอบสวนหาความจริงตามแผนปรองดองเพื่อหาตัวคนทำผิดมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ประกาศว่าพร้อมจะรับผิดชอบหากมีหลักฐานว่ากระทำผิด
แต่มาตรา 17 ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินระบุว่า ฝ่ายรัฐไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ต้องพูดในประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่าพร้อมรับผิดอย่างไร แค่ไหน ไม่ใช่ใช้สำนวนโวหารไม่พูดความจริงทั้งหมดในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเหมือนการลักไก่นิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ดังนั้น หากนายอภิสิทธิ์มีความจริงใจจะปรองดองกับทุกฝ่ายจริงก็ต้องประกาศงดเว้นใช้มาตรา 17 ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะเดียวกันก็ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
การนำเรื่องนิรโทษกรรมมาพูดขณะนี้จึงไม่สำคัญเท่ากับการที่รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะหากบ้านเมืองมีความยุติธรรมและไม่ 2 มาตรฐาน ไม่ว่าประชาชนคนใดก็พร้อมจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ไม่ต่างกับกฎหมายเผด็จการมากล่าวหาหรือใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือล้มล้างสถาบัน โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปรกติอย่างขณะนี้
โดยเฉพาะการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกล่าวหาและจับกุมประชาชนไปคุมขังแล้วกว่า 400 คน โดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งรัฐบาลต้องตอบสาธารณชนและประชาคมโลกให้ได้เช่นกันว่า การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งเป็นกฎหมายพิเศษขณะนี้นั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงที่ต้องระงับยับยั้งทันที เพราะมิฉะนั้นรัฐบาลก็หนีไม่พ้นที่จะถูกกล่าวหาว่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองข่มขู่และกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่เพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง
**********************************************************************
‘ลืมตัว-ลืมกาย-ลืมเท้า’ มันก็แย่
‘ลืมตัว-ลืมกาย-ลืมเท้า’ มันก็แย่
“อำนาจ” ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ จะมาถือ หรือครอบครอง เอาไว้ตลอดกาลคงไม่ได้...ทุกอย่าง ต้องมีการ “เปลี่ยนมือ” เป็นของแน่ ของแท้?? อยากให้ “รัฐมนตรีประชาธิปัตย์” ที่ร่วมสุข เสพสมในอำนาจกับ “รัฐบาลมาร์ค ๕” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พึ่งสำเหนียก เจียมศรีษะ ไว้มั่งก็ดี จงเสมอต้นเสมอปลายทุกอย่าง....อย่าเป็นพวก “ยกหัว-ชูหาง” กร่างในความเป็นรัฐมนตรี เพราะแต่ก่อนร่อนชะไร “ประชาธิปัตย์” ยังเป็น “พรรคฝ่ายค้านดักดาน”..ก็มีสัมมาคารวะ..พอพลาสชั้น ข้ามขั้น เป็น “รัฐบาล” ก็มองไม่เห็น “หัว” ผู้มีพระคุณ และคนที่คบค้าสมาคม...เรียกว่า “เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเกือก” จนน่าเกลียด น่าชัง!!! “รมต.ประชาธิปัตย์”อย่าหยิ่งผยอง..สักวันท่านต้องตกกระป๋อง?..เลิกลำพองได้แล้วกะมัง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
‘เดินดิน-กินข้าวแกง’ ได้ฉันใด??
อำนาจ-วาสนา ยังพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ก็ทำอะไร ได้ดั่งใจ?? อย่าลืมว่า “อภิสิทธิ์” เคยประสพ พบกับตัวเองมาแล้ว...วันที่เถลิงอำนาจเป็น “รัฐมนตรีประจำสำนักนายก” ในสมัยรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” นั้น...ท่านถูกคนแอนตี้ อย่างหนัก ประวัติศาสตร์น่าสอนใจ...ท่านไม่จดจำอะไรเลย นะ “ท่านนายกฯ มาร์ค” หากท่านยังเล่นบท “ทศกัณฑ์ ๒๐ หน้า”....ดีเป็นผ้าพับไว้ ในหมู่เสื้อเหลือง และกลุ่มการเมืองที่หนุนประชาธิปัตย์...ขณะเดียวกัน จ้องกินเลือด “คนเสื้อแดง” บอกว่า “ปรองดอง” แต่ที่เห็นมีแต่ “ปองร้าย” ..เหล่าการ์ดเสื้อแดง ตายกันเป็นตับ!!! ถึงวันไม่ได้เป็น “นายกฯ”...ชักหวาดชักวิตก?...นรกจะไม่เยือน โดยไม่รู้ตัวนะสิครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ไม่มีพี่ ไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน!!!
ยิ่งทำการเมืองไป “เดอะห้อยสยาม” เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย ยิ่งทำให้สถานบันเพื่อนพ้อง-น้องพี่ สั่นสะเทือน?? ไม่ได้ดัดหลัง หักหลัง “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” แตกสะบั่นหั่นแหลกเพียงคนเดียว “หลงจู๊บรรหาร ศิลปอาชา” ก็ไม่เหลือ...ถูกเถือ ถูกดัดหลัง มาจมเขี้ยว ปิยะสหายร่วมน้ำมิตร “กลุ่ม ๑๖” อย่าง “พินิจ จารุสมบัติ-ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ถูกหักจนสิ้นเยื่อใยกันไปแล้ว....ตอนนี้ที่เหลือให้หัก มีแต่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี!!! หักมาแล้วอย่างสารพัด....ถ้าจะหักประชาธิปัตย์?....อีกสักนัดอย่าได้แปลกใจเลยนะพี่???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
วาดวิมานกลางอากาศ!!
ลูกเงาะ, ลูกกระเป๋ง ของ “แป๊ะลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล ..หยั่งกะ “สำราญ รอดเพ็ชร” ยังไม่เชื่อน้ำมนต์ แผนปรองดอง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์?? เขาตราหน้า หยามเกียรติ ท่านนายกฯ ผู้แอบอยู่หลังอำนาจทหาร..ว่าการปรองดอง ที่สร้างภาพเนรมิตสวยหรู เลิศอลังการนั้น ..เพื่อต่ออายุวีซ่า ให้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” ได้อยู่นาน ๆ เรื่องสร้างสามัคคี... “สำราญ รอดเพชร” ชี้ ไม่มีวัน ขนาดพวกเดียวกัน หนุนเนื่องยกก้นกันแท้ๆ .. “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เสื้อเหลืองยังไม่ให้ราคา สักนิด!!! แผนปรองดองที่ว่าโจ๊ะโจ๊ะ.....มีแต่คนสับให้โล๊ะ.....รีบเก็บเข้าลิ้นชักโต๊ะ ไปเหอะอภิสิทธิ์?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็น ‘ตรายาง’ คุณภาพดี ที่หนึ่ง
ได้รับเกียรติ ลบหลู่ โดนดูถูก ดูแคลน อย่างคาดไม่ถึง?? ฉะนั้น, “ธีระ วงศ์สมุทร” รมว.กระทรวงเกษตรฯ และ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ยกเครื่อง ปรับตัวให้พ้น ว่าเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ให้เขาสั่งการ ทั้ง ๒ คนล้วนเป็นคนเก่ง...ไฉนให้เขามาเฉ่ง สบประมาทได้ ล่ะท่าน อยากเห็น “รัฐมนตรีธีระ” และ “รัฐมนตรีโสภณ” ทำตัวหลุดพ้น จากการ สั่งการ บอกบท ชี้นิ้ว สั่งทุกเรื่อง จาก “บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้ยิ่งใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา และ “เนวิน ชิดชอบ” นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย เสียที!!! ถ้าเป็น “รัฐมนตรีว่าการ”....แล้วถูกชี้นิ้วทุกวัน......กลับไปบ้านเลี้ยงหลาน เหอะคุณพี่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
“อำนาจ” ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ จะมาถือ หรือครอบครอง เอาไว้ตลอดกาลคงไม่ได้...ทุกอย่าง ต้องมีการ “เปลี่ยนมือ” เป็นของแน่ ของแท้?? อยากให้ “รัฐมนตรีประชาธิปัตย์” ที่ร่วมสุข เสพสมในอำนาจกับ “รัฐบาลมาร์ค ๕” ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พึ่งสำเหนียก เจียมศรีษะ ไว้มั่งก็ดี จงเสมอต้นเสมอปลายทุกอย่าง....อย่าเป็นพวก “ยกหัว-ชูหาง” กร่างในความเป็นรัฐมนตรี เพราะแต่ก่อนร่อนชะไร “ประชาธิปัตย์” ยังเป็น “พรรคฝ่ายค้านดักดาน”..ก็มีสัมมาคารวะ..พอพลาสชั้น ข้ามขั้น เป็น “รัฐบาล” ก็มองไม่เห็น “หัว” ผู้มีพระคุณ และคนที่คบค้าสมาคม...เรียกว่า “เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังเกือก” จนน่าเกลียด น่าชัง!!! “รมต.ประชาธิปัตย์”อย่าหยิ่งผยอง..สักวันท่านต้องตกกระป๋อง?..เลิกลำพองได้แล้วกะมัง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
‘เดินดิน-กินข้าวแกง’ ได้ฉันใด??
อำนาจ-วาสนา ยังพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ก็ทำอะไร ได้ดั่งใจ?? อย่าลืมว่า “อภิสิทธิ์” เคยประสพ พบกับตัวเองมาแล้ว...วันที่เถลิงอำนาจเป็น “รัฐมนตรีประจำสำนักนายก” ในสมัยรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” นั้น...ท่านถูกคนแอนตี้ อย่างหนัก ประวัติศาสตร์น่าสอนใจ...ท่านไม่จดจำอะไรเลย นะ “ท่านนายกฯ มาร์ค” หากท่านยังเล่นบท “ทศกัณฑ์ ๒๐ หน้า”....ดีเป็นผ้าพับไว้ ในหมู่เสื้อเหลือง และกลุ่มการเมืองที่หนุนประชาธิปัตย์...ขณะเดียวกัน จ้องกินเลือด “คนเสื้อแดง” บอกว่า “ปรองดอง” แต่ที่เห็นมีแต่ “ปองร้าย” ..เหล่าการ์ดเสื้อแดง ตายกันเป็นตับ!!! ถึงวันไม่ได้เป็น “นายกฯ”...ชักหวาดชักวิตก?...นรกจะไม่เยือน โดยไม่รู้ตัวนะสิครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ไม่มีพี่ ไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน!!!
ยิ่งทำการเมืองไป “เดอะห้อยสยาม” เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย ยิ่งทำให้สถานบันเพื่อนพ้อง-น้องพี่ สั่นสะเทือน?? ไม่ได้ดัดหลัง หักหลัง “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” แตกสะบั่นหั่นแหลกเพียงคนเดียว “หลงจู๊บรรหาร ศิลปอาชา” ก็ไม่เหลือ...ถูกเถือ ถูกดัดหลัง มาจมเขี้ยว ปิยะสหายร่วมน้ำมิตร “กลุ่ม ๑๖” อย่าง “พินิจ จารุสมบัติ-ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ถูกหักจนสิ้นเยื่อใยกันไปแล้ว....ตอนนี้ที่เหลือให้หัก มีแต่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี!!! หักมาแล้วอย่างสารพัด....ถ้าจะหักประชาธิปัตย์?....อีกสักนัดอย่าได้แปลกใจเลยนะพี่???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
วาดวิมานกลางอากาศ!!
ลูกเงาะ, ลูกกระเป๋ง ของ “แป๊ะลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล ..หยั่งกะ “สำราญ รอดเพ็ชร” ยังไม่เชื่อน้ำมนต์ แผนปรองดอง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์?? เขาตราหน้า หยามเกียรติ ท่านนายกฯ ผู้แอบอยู่หลังอำนาจทหาร..ว่าการปรองดอง ที่สร้างภาพเนรมิตสวยหรู เลิศอลังการนั้น ..เพื่อต่ออายุวีซ่า ให้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ชน” ได้อยู่นาน ๆ เรื่องสร้างสามัคคี... “สำราญ รอดเพชร” ชี้ ไม่มีวัน ขนาดพวกเดียวกัน หนุนเนื่องยกก้นกันแท้ๆ .. “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เสื้อเหลืองยังไม่ให้ราคา สักนิด!!! แผนปรองดองที่ว่าโจ๊ะโจ๊ะ.....มีแต่คนสับให้โล๊ะ.....รีบเก็บเข้าลิ้นชักโต๊ะ ไปเหอะอภิสิทธิ์?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็น ‘ตรายาง’ คุณภาพดี ที่หนึ่ง
ได้รับเกียรติ ลบหลู่ โดนดูถูก ดูแคลน อย่างคาดไม่ถึง?? ฉะนั้น, “ธีระ วงศ์สมุทร” รมว.กระทรวงเกษตรฯ และ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม ยกเครื่อง ปรับตัวให้พ้น ว่าเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ให้เขาสั่งการ ทั้ง ๒ คนล้วนเป็นคนเก่ง...ไฉนให้เขามาเฉ่ง สบประมาทได้ ล่ะท่าน อยากเห็น “รัฐมนตรีธีระ” และ “รัฐมนตรีโสภณ” ทำตัวหลุดพ้น จากการ สั่งการ บอกบท ชี้นิ้ว สั่งทุกเรื่อง จาก “บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้ยิ่งใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา และ “เนวิน ชิดชอบ” นายใหญ่พรรคภูมิใจไทย เสียที!!! ถ้าเป็น “รัฐมนตรีว่าการ”....แล้วถูกชี้นิ้วทุกวัน......กลับไปบ้านเลี้ยงหลาน เหอะคุณพี่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
บ้านเมืองวุ่น! แต่หุ้นกระฉูดชนเพดาน!! ซื้อคืน‘ไทยคม’ปากไวไปมั้ง?

การออกข่าว “ซื้อคืนไทยคม” ถือเป็นเผือกร้อน กระแสฮอตล่าสุด ที่ทำให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ปั่นป่วน เพราะจริงๆ แล้วยังเป็นแค่แนวคิด ก็คนรอบข้างนายกฯ ปากไวกันไปก่อนแล้ว กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมากขึ้นมาในทันที กรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีแนวคิดที่จะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากเทมาเส็ก เรียกได้ว่า ทั้งสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมือง
ภาคเศรษฐกิจ นักลงทุนไทย และนักลงทุนต่างชาติ ต่างมีการวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่ม รัฐบาลสามารถสร้างกระแสได้ชนิดที่ต้องยอมรับว่า “ฝีมือ” จริงๆ เพราะแม้ในช่วงนี้จะเป็นกระแสบอลโลกฟีเวอร์ แต่มาเจอเรื่องซื้อคืนไทยคม บอลโลกก็ยังกลบกระแสไม่อยู่ ปัญหาเพียงแค่ว่า เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่หลากหลายสุดแท้แต่ว่า
ใครจะมองในมุมไหน มองในมุมรัฐบาล เหตุผลก็มีการเผยไต๋ออกมาชัดเจนแล้วว่า มองในแง่ของความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่พูดเมื่อไหร่ก็ใช้เป็นข้ออ้างได้เมื่อนั้น และเช่นเดียวกับกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ที่ยืนอยู่ในขั้วต้องการให้คนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ปิดฉากจากประเทศไทยไปตลอดกาล ต่างก็ออกมา
ขานรับอุตลุดว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะซื้อคืน แถมบางรายไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในโลกของเศรษฐกิจทุนนิยมในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ เพราะเสนอให้รัฐบาลใช้การยึดคืนมาเป็นสมบัติของรัฐดื้อๆ อย่างนั้นเลย... โดยอาจจะลืมนึกไปว่าแค่นี้ประเทศไทยในสายตาโลกก็บิดเบี้ยวไปเยอะแล้ว หากขืนใช้วิธียึดคืน ก็แทบจะไม่ต่างกับ
การปิดประตูเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศไปเลย หน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ คงต้องปิดป้ายหยุดกิจการไปเลย เพราะเป็นเรื่องยากที่จะตอบสังคมต่างประเทศว่า รัฐบาลไทยใช้กฎหมาย ใช้เหตุผล หรือใช้อำนาจข้อใดในการยึดคืนไทยคม??? ในขณะที่หากเป็นมุมมองของนักลงทุน
ส่วนใหญ่จะจับตามองกันเขม็งว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะยุติอย่างไร จะมีการซื้อคืนจริงๆ หรือไม่ และที่สำคัญจะซื้อคืนในราคาใด??? ถ้าเป็นอย่างที่มีการปล่อยข่าวจริงๆ คือ ใช้เงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท การเก็งกำไรราคาหุ้นไทยคมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกระฉูดแน่ เพราะราคา ณ ปัจจุบัน
ที่ขยับขึ้นมาหลังรัฐบาลยอมรับว่าสนใจที่จะซื้อไทยคมคืน จากราคาหุ้นละ 4-5 บาท ก็ขยับขึ้นมาเป็น 6-7 บาทเข้าไปแล้ว... จนเกิดการตั้งคำถามว่า น่าเป็นข่าวที่กระทบกับราคาหุ้นหรือไม่ ทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต.จะทำอย่างไรกับกรณีข่าวนี้ ... และจะสั่งแขวนหุ้นพักการซื้อขายจนกว่าข่าวนี้จะนิ่งหรือไม่???
จริงๆ แล้วเรื่องนี้ แม้ว่านายอภิสิทธิ์ อาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ในเรื่องของการให้ข่าวที่กระทบกับราคาหุ้น แต่เรื่องอย่างนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องถือว่าเชี่ยวชาญชำนาญเกมตลาดหุ้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเคยเป็นวาณิชธนกิจตลาดหุ้นมาเองกับมือ
จึงควรที่จะเป็นพี่เลี้ยงนายอภิสิทธิ์ ว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด เพราะแค่นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่า รัฐบาลมีแนวคิดซื้อดาวเทียมไทยคมจริง ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาอยู่ เหตุผลคือถ้าคำนึงถึงผลกระทบต่อความมั่นคงในเรื่องของดาวเทียม “ใช่ครับ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้..ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ถ้าได้คืนมา
แต่เราก็ต้องดูความสมเหตุสมผลในเรื่องของเงื่อนไขราคาต่างๆ ทั้งนี้ รัฐบาลจะซื้อเฉพาะดาวเทียมเท่านั้น ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง” นายอภิสิทธิ์พูดชัด เท่านี้ราคาหุ้นไทยคมก็เก็งกำไรกันอุตลุดแล้ว ยิ่งนายศิริโชค โสภา ในฐานะเลขานุการส่วนตัว นายอภิสิทธิ์ ออกมายืนยันซ้ำว่านายกรัฐมนตรี
ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ศึกษาแนวทางซื้อหุ้น บริษัทไทยคม คืนจากกลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์ โดยขณะนี้รัฐบาลส่งตัวแทนคุยกับเทมาเส็กแล้ว ซึ่งทางเทมาเส็กก็พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอจากรัฐบาลไทย แถมให้รายละเอียดด้วยว่า ในเบื้องต้นการซื้อหุ้นคืนนั้น
อาจจะเป็นไปได้ 2 แนวทาง ได้แก่ การให้รัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมและมีความสนใจเข้าไปซื้อ เช่น บริษัท อสมท. และ กสท.โทรคมนาคม (กสท.) และแนวทางที่ 2 คือ ให้คนไทยมีส่วนร่วมในการระดมเงินซื้อดาวเทียมไทยคมกลับมาเป็นของคนไทย ซึ่งอาจจะเป็นการตั้งกองทุนไทยคมและให้คนไทยเข้าไปถือหุ้น
“หากจะซื้อเฉพาะดาวเทียม คาดว่าจะใช้เงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูด้วยว่าทางเทมาเซคยินดีจะขายให้เฉพาะดาวเทียม หรือจะขายให้ทั้งบริษัท รวมทั้งขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อเสนอจากทางรัฐบาลไทยด้วย” นายศิริโชคย้ำยืนยัน นี่หากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่ร้อนแรง
และคนออกมาพูดไม่ใช่รัฐบาลแล้ว รับรองเจอดาบจากทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ และ กลต.อย่างแน่นอน ซึ่งนายกรณ์ นั้นรู้ดีที่สุด จึงตอบเลี่ยงในเรื่องนี้ว่าไม่ขอพูดถึง เนื่องจากไม่เหมาะสม เพราะทั้ง บริษัท ชินคอร์ป และบริษัท ไทยคม เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หากพูดไปจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นทุกๆ ราย
ดังนั้นคงไม่มีอะไรที่จะเปิดเผยได้ “ผมยอมรับว่าผมเดินทางไปพบกับเทมาเส็กจริง ในช่วงหลังมีการบุกสถานีดาวเทียมไทยคมที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี แล้วผมก็ออกค่าตั๋วเองด้วย แต่ผมขอไม่พูดเรื่องนี้” นายกรณ์ กล่าว อย่างไรก็ตามนายกรณ์ให้เหตุผลว่า การที่เดินทางไปพบเทมาเส็ก ก็เนื่องจากเทมาเส็ก
ถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญหน่วยงานหนึ่งของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน และเป็นมิตรที่ดีกับไทย เพราะฉะนั้นจะมีอะไรก็ย่อมจะพูดคุยทำความเข้าใจกัน ซึ่งกรณีบริษัทที่เทมาเส็กถือหุ้นใหญ่อยู่ก็เป็นปกติในการที่จะพูดคุยกัน “หากพูดไปจะไม่ยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นทุกๆ ราย รวมทั้งจะซื้อหรือไม่ซื้อ
จะขายหรือไม่ขายเรื่องเหล่านั้นไม่เหมาะสมที่จะชี้แจง” ยิ่งเรื่องนี้ทาง บ.เทมาเส็ก จะยินดีหรือไม่นั้น นายกรณ์ ตอบว่า ขอไม่พูดแทนเขา ถ้าให้ข้อมูลมากกว่านี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์ แล้วจะมีผลต่อการซื้อขายหุ้น จึงไม่ขอพูดอะไรกันมากกว่านี้ ส่วนกรณีที่นายกฯ
ให้กระทรวงการคลังไปศึกษา การจะศึกษาหรือไม่ศึกษาอย่างไร เมื่อมีประเด็นที่จะต้องชี้แจงเพื่อให้สาธารณชนรับรู้ก็ขอชี้แจงในตอนนั้น เรียกว่านายกรณ์เป็นมวยเกี่ยวกับเรื่องตลาดหลักทรัพย์ แต่คนอื่นไม่ใช่ เพราะฉะนั้นแค่เท่าที่เป็นข่าวกระฉ่อนทั่วประเทศ ราคาหุ้นไทยคมก็ขยับแล้ว และคำถามในแวดวงนักลงทุนก็กระหึ่มแล้ว
โดยปรากฏว่าราคาหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ทะยานขึ้นได้อย่างร้อนแรง ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตลาด และปรับขึ้นจนชนเพดานสูงสุด (ซีลลิ่ง) ในช่วงบ่ายของวันที่ระดับ 7.05 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 1.60 บาท หรือ 29.36% มูลค่าการซื้อขาย 825.44 ล้านบาท เป็นหลักทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด
โดยมีมูลค่าซื้อขายมากเป็นอันดับ 8 นักวิเคราะห์จาก บล.อยุธยากล่าวว่า ขั้นตอนการซื้อหุ้นไทยคมของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาการศึกษาอีกนานว่าจะซื้อในรูปแบบใด จะใช้แหล่งเงินทุนจากไหน ที่สำคัญทางเทมาเส็กยังไม่ได้สรุปที่จะขายกิจการดาวเทียม นักวิเคราะห์มองว่า ในปี 2549 เทมาเส็กใช้เงิน
ซื้อไทยคมด้วยมูลค่า 17,000 ล้านบาท ในราคา 15.10 บาทต่อหุ้นจำนวน 1,100 ล้านหุ้น หากรัฐบาลต้องการซื้อเฉพาะดาวเทียมกลับมา คาดว่าจะต้องใช้เงินมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่หากรัฐบาลไทยต้องซื้อไทยคมทั้งหมด จะต้องใช้เงินราว 17,000 ล้านบาท ส่วนนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง
มองว่าเป็นกรณีที่ประเมินได้ยากว่ารัฐบาลจะซื้อไทยคมจริงหรือไม่ แต่หากจะซื้อจริงต้องใช้เวลานาน ส่วนจะใช้เงินมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับราคาที่ตกลงจะซื้อขาย ซึ่งมูลค่าหุ้นตามบัญชี (บุ๊กแวลู) ของบริษัทฯ อยู่ที่ระดับ 13.80 บาท/หุ้น แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะต่อลงไปอีก ขณะที่ราคาที่บริษัทฯ ให้ตามปัจจัยพื้นฐานนั้น
อยู่ในระดับ 8.40 บาท/หุ้น นอกจากนี้ หากรัฐบาลจะซื้อหุ้นไทยคมก็ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ด้วย อย่างไรก็ตามหากสิ่งที่รัฐบาลไทยสนใจ คือ ดาวเทียม ซึ่งหากจะซื้อเฉพาะดาวเทียม และหากเทมาเส็กยินยอมขาย ก็จะเป็นราคาเฉพาะดาวเทียม ซึ่งอาจจะเป็นวงเงิน
ประมาณ 1,000 ล้านบาท – 5,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นการซื้อขายทั้งบริษัท รับรองได้ว่าจะใช้เงินเป็นระดับหมื่นล้านบาทขึ้นไปอย่างแน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่า กองทุนเทมาเส็กเอง ก็เป็นหน่วยงานลงทุนที่มุ่งหวังกำไรหรือผลประโยชน์ตอบแทนในการลงทุน การที่จะให้ยอมขายขาดทุนให้กับรัฐบาลไทยนั้น เชื่อว่าคงไม่ยอมแน่
เพราะที่ผ่านมาแค่ผลการดำเนินงานของกองทุนเทมาเส็กลดลง รัฐบาลสิงคโปร์ก็เข้ามาเล่นงานตรวจสอบ โยกย้ายผู้บริหารกองทุนเทมาเส็กอุตลุดแล้ว ฉะนั้นเชื่อได้เลยว่าทางเทมาเส็กฯ คงจะต้องขอดูเงื่อนไขต่างๆ จากรัฐบาลไทยก่อน เพราะถือเป็นเงื่อนไขในเชิงธุรกิจ เนื่องจากผู้บริหารเทมาเส็กก็ต้องไปตอบผู้ถือหุ้นถือกองทุน
รวมทั้งตอบกับรัฐบาลสิงคโปร์ให้ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจริงๆ แล้ววันนี้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อเสนอจากทางรัฐบาลไทย ซึ่งในเมื่อในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ก็ไม่น่าที่จะให้ข่าวกระหึ่มกันออกมาก่อนเช่นนี้ ปัจจุบัน บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ซึ่งมีกลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์
เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้น นับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ไทยคม จำนวน 450,870,934 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 41.14% ตามมาด้วย บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 3.52 % นายอำนวย พิจิตรพงศ์ชัย ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 1.12% นางราณี เอื้อทวีกุล ถือหุ้นอยู่ 1.09 % และนางบุปผา งามอภิชน
ถือหุ้นอยู่ 1.09 % แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลจะเอาเงินจากไหนมาซื้อ และหากได้คืนมาแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร จะใช้ประโยชน์เพื่อการเมืองของรัฐบาล หรือเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทั้งหมดคือคำถามที่รัฐบาลต้องตอบประชาชน
ที่มา.บางกอกทูเดย์
*******************************************
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553
คปส.ค้านกองทัพเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ-โทรทัศน์
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อเรียกร้องให้ ส.ส. ค้านการแก้ไขหลักการ "พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ" ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. ถ้าให้แก้เท่ากับให้กองทัพครอบงำกิจการสื่อฯ ชี้ปัจจุบันกลาโหมเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุกว่า 201 สถานี เป็นเจ้าของทีวี 2 ช่อง ถ้าให้ทหารเข้ามายุ่งย่อมปฏิรูปสื่อได้ยาก
วันนี้ (15 มิ.ย.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หรือ คปส. ออกแถลงการณ์ "คัดค้านร่างกฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ฉบับ ท.ทหาร ฉุกเฉิน’" โดยระบุว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยอมให้วุฒิสภาแก้ไขหลักการของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็เท่ากับให้กองทัพครอบงำกิจการสื่อกระจายเสียง
โดย คปส. มีข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และสาธารณชน ดังนี้ 1. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านการแก้ไขหลักการสำคัญโดยวุฒิสภา ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. และจัดสรรผลประโยชน์ล่วงหน้าให้กับ หน่วยงานของตน และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งยึดมั่น ในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ อันเป็นหลักการรองรับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง
2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายฉบับนี้ ของวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย ฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบโดยตรง
และ 3. ขอให้สื่อ มวลชน และ สาธารณชน ติดตามการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิดและ ให้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวางในการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรสื่อสารของสาธารณะ โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
คัดค้านร่างกฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ฉบับ ท.ทหาร ฉุกเฉิน’
สืบเนื่องจากการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญนัดพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความ ถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. … และวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมาย โดยแก้ไขในหลักการสำคัญ ประกอบด้วย 1) การเพิ่มองค์ประกอบในองค์กรอิสระให้กับฝ่ายความมั่นคง และกำหนดให้มีกรรมการมาจากฝ่ายความมั่นคง ตลอดจนเปิดให้หน่วยงานความมั่นคงส่งตัวแทนเข้าคัดเลือกกันเองเป็นกรรมการ และ 2) การกำหนดให้ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับฝ่ายความมั่นคงได้ใช้ อย่างเพียงพอ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่า การกลั่นกรองร่างกฎหมายของวุฒิสภาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำลายหลักการ สำคัญและเจตนารมณ์ในการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชน ที่เรียกร้องให้มีองค์กรที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ตลอดจนกิจการโทรคมนาคมมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี กล่าวคือ เป็นการอาศัยสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรม ให้แก่หน่วยงานความมั่นคงหรือกองทัพ ในการเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับตนเองอีกครั้งหนึ่ง
เพราะภายหลังที่กองทัพได้กระทำ การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างกฎหมายและบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มีสาระสำคัญคือ เปิดให้กองทัพสามารถแสวงหารายได้ในเชิงพาณิชย์จากการประกอบ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ได้ต่อไปดังที่ได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน ตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา
วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองใน ปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและ โทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน อีกทั้งการที่หน่วยงานรัฐและทุนที่ครอบครองสื่อผูกขาดเดิมได้เข้าแทรกแซงกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จนไม่สามารถจัดตั้งองค์กรอิสระดังกล่าวได้เป็นระยะเวลากว่าสิบปี กระทั่งการรัฐประหารในปี 2549 มีผลให้เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญมาตรา 40 โดยแก้ไขเป็นมาตรา 47 ซึ่งสาระสำคัญที่เปลี่ยนไป คือการกำหนดให้รวมสององค์กรกำกับดูแลเข้าด้วยกันเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จนนำมาสู่การร่างกฎหมายดังกล่าวในปัจจุบัน ซึ่ง คปส. สนับสนุนร่างฉบับสภาผู้แทนราษฎร แต่คัดค้านร่างที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาที่ได้แก้ไขสาระสำคัญ อันขัดต่อเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ
ในการนี้หากรัฐบาลยินยอมต่อข้อขัดแย้งในหลักการสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไข ย่อมไม่ต่างจากการปกป้องผลประโยชน์ให้กองทัพมีอำนาจในการครอบงำกิจการสื่อกระจายเสียง อีกทั้งยังตอกย้ำปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะปัจจุบันกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุมากถึง 201 สถานี และเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และเป็นผู้ดูแลสัมปทานสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นถ้าหน่วยงานจากฝ่ายทหารเข้ามาเป็นตัวแทนในองค์กรกำกับ ดูแลอิสระย่อมเป็นไปได้ยากมากที่จะปฏิรูปสื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง
คปส. ซึ่งเป็นองค์กรภาค ประชาสังคมที่ติดตามตรวจสอบและผลักดันการปฏิรูปสื่อมากว่าหนึ่ง ทศวรรษจึงมีข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และสาธารณชน ดังนี้
1. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านการแก้ไขหลักการสำคัญโดยวุฒิสภา ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. และจัดสรรผลประโยชน์ล่วงหน้าให้กับ หน่วยงานของตน และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งยึดมั่น ในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ อันเป็นหลักการรองรับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง
2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบโดยตรง
3. ขอให้สื่อ มวลชน และ สาธารณชน ติดตามการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิดและ ให้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวางในการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรสื่อสารของสาธารณะ
ด้วยความเชื่อมั่นในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
15 มิถุนายน 2553
ที่มา.ประชาไท
.................................................
วันนี้ (15 มิ.ย.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ หรือ คปส. ออกแถลงการณ์ "คัดค้านร่างกฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ฉบับ ท.ทหาร ฉุกเฉิน’" โดยระบุว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยอมให้วุฒิสภาแก้ไขหลักการของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็เท่ากับให้กองทัพครอบงำกิจการสื่อกระจายเสียง
โดย คปส. มีข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และสาธารณชน ดังนี้ 1. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านการแก้ไขหลักการสำคัญโดยวุฒิสภา ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. และจัดสรรผลประโยชน์ล่วงหน้าให้กับ หน่วยงานของตน และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งยึดมั่น ในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ อันเป็นหลักการรองรับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง
2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายฉบับนี้ ของวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย ฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบโดยตรง
และ 3. ขอให้สื่อ มวลชน และ สาธารณชน ติดตามการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิดและ ให้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวางในการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรสื่อสารของสาธารณะ โดยมีรายละเอียดของแถลงการณ์ดังนี้
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
แถลงการณ์คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ
คัดค้านร่างกฎหมาย องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ‘ฉบับ ท.ทหาร ฉุกเฉิน’
สืบเนื่องจากการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญนัดพิเศษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความ ถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. … และวุฒิสภามีมติผ่านร่างกฎหมาย โดยแก้ไขในหลักการสำคัญ ประกอบด้วย 1) การเพิ่มองค์ประกอบในองค์กรอิสระให้กับฝ่ายความมั่นคง และกำหนดให้มีกรรมการมาจากฝ่ายความมั่นคง ตลอดจนเปิดให้หน่วยงานความมั่นคงส่งตัวแทนเข้าคัดเลือกกันเองเป็นกรรมการ และ 2) การกำหนดให้ต้องจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับฝ่ายความมั่นคงได้ใช้ อย่างเพียงพอ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) เห็นว่า การกลั่นกรองร่างกฎหมายของวุฒิสภาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำลายหลักการ สำคัญและเจตนารมณ์ในการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชน ที่เรียกร้องให้มีองค์กรที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ตลอดจนกิจการโทรคมนาคมมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี กล่าวคือ เป็นการอาศัยสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรม ให้แก่หน่วยงานความมั่นคงหรือกองทัพ ในการเข้าแทรกแซงองค์กรอิสระ และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับตนเองอีกครั้งหนึ่ง
เพราะภายหลังที่กองทัพได้กระทำ การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ผ่านร่างกฎหมายและบังคับใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 มีสาระสำคัญคือ เปิดให้กองทัพสามารถแสวงหารายได้ในเชิงพาณิชย์จากการประกอบ กิจการวิทยุและโทรทัศน์ได้ต่อไปดังที่ได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน ตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา
วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองใน ปัจจุบันที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ส่วนหนึ่งสะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของรัฐในการปฏิรูปสื่อ ส่งผลให้สังคมไทยขาดกลไกที่เป็นอิสระกำกับดูแลสื่อวิทยุและ โทรทัศน์เป็นเวลายาวนาน อีกทั้งการที่หน่วยงานรัฐและทุนที่ครอบครองสื่อผูกขาดเดิมได้เข้าแทรกแซงกระบวนการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) จนไม่สามารถจัดตั้งองค์กรอิสระดังกล่าวได้เป็นระยะเวลากว่าสิบปี กระทั่งการรัฐประหารในปี 2549 มีผลให้เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญมาตรา 40 โดยแก้ไขเป็นมาตรา 47 ซึ่งสาระสำคัญที่เปลี่ยนไป คือการกำหนดให้รวมสององค์กรกำกับดูแลเข้าด้วยกันเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จนนำมาสู่การร่างกฎหมายดังกล่าวในปัจจุบัน ซึ่ง คปส. สนับสนุนร่างฉบับสภาผู้แทนราษฎร แต่คัดค้านร่างที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาที่ได้แก้ไขสาระสำคัญ อันขัดต่อเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ
ในการนี้หากรัฐบาลยินยอมต่อข้อขัดแย้งในหลักการสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไข ย่อมไม่ต่างจากการปกป้องผลประโยชน์ให้กองทัพมีอำนาจในการครอบงำกิจการสื่อกระจายเสียง อีกทั้งยังตอกย้ำปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะปัจจุบันกระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุมากถึง 201 สถานี และเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และเป็นผู้ดูแลสัมปทานสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ดังนั้นถ้าหน่วยงานจากฝ่ายทหารเข้ามาเป็นตัวแทนในองค์กรกำกับ ดูแลอิสระย่อมเป็นไปได้ยากมากที่จะปฏิรูปสื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริง
คปส. ซึ่งเป็นองค์กรภาค ประชาสังคมที่ติดตามตรวจสอบและผลักดันการปฏิรูปสื่อมากว่าหนึ่ง ทศวรรษจึงมีข้อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และสาธารณชน ดังนี้
1. ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคัดค้านการแก้ไขหลักการสำคัญโดยวุฒิสภา ที่เปิดให้ตัวแทนจากฝ่ายกองทัพเข้ามาเป็น กสทช. และจัดสรรผลประโยชน์ล่วงหน้าให้กับ หน่วยงานของตน และขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งยึดมั่น ในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ อันเป็นหลักการรองรับสิทธิเสรีภาพการสื่อสาร ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่เป็นอิสระ อย่างแท้จริง
2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบการทำหน้าที่กลั่นกรองร่างกฎหมายฉบับนี้ของวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาขึ้นเพื่อทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยต้องเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้และมีส่วนร่วมตรวจสอบโดยตรง
3. ขอให้สื่อ มวลชน และ สาธารณชน ติดตามการแก้ไขร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิดและ ให้ข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้าง ขวางในการตรวจสอบและปกป้องผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรสื่อสารของสาธารณะ
ด้วยความเชื่อมั่นในเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
15 มิถุนายน 2553
ที่มา.ประชาไท
.................................................
ลูกไก่

โดย อรุณรุ่ง สัตย์สวี
ลูกไก่ตัวนั้นหายไปตอนหัวค่ำ
ได้ยินแต่เสียงแว่วติดหู ว่าใช่...ไม่ใช่
ความมืดเว้นช่องโหว่ไว้เล็กน้อยให้ควานตาหา
ความเงียบถ่อมตัวอยู่ในดงไม้เล็กๆ กลางเมืองใหญ่
แต่นั่นมิเพียงพอต่อการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่เล็กลงไปกว่านั้น
ความเป็นความตายขนาบราตรีสีหม่นเทา
บ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ
ทั้งในจอโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ท้องถนน ชนบท ในเมือง และทุกหัวระแหง
ห้ำหั่นกันมิยอมอ่อนข้อ
เก่า ใหม่ วนเวียน การสาบสูญของความยุติธรรม กดขี่ซ่อนรูปลวงตา
ขึ้นล่องล้วนเลือดเนื้อประชาชนเม็ดเบี้ยเสือกไสกระเสือกกระสนบนกระดานชีวิต
ลูกไก่ตัวนั้นยังมีลมหายใจอยู่หรือกลายเป็นเหยื่อของสัตว์หน้าขนเขี้ยวเล็บคม
เสียงแว่วยังแวะเวียนให้มีความหวัง
ยิ่งนิ่งฟังกลับเงียบหาย
ความมืดถมช่องโหว่เสียสนิทในดิ่งลึกดึกดำ
ฉันคิด...และเดินจากมาบนความเงียบงัน
“ ไม่ว่าหมา! หรือแมว! ล้วนเป็นศัตรูตัวฉกาจของลูกไก่ ”
ที่มา.ไทยอีนิวส์
*********************************************
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
