--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปรองดอง ต้องหยุดเหยียบซ้ำ!

“ปรองดอง” คำสั้นๆ แต่สาระสำคัญ และนัยยะแห่งภาระหน้าที่ที่ต้องกระทำนั้น ลึกซึ้ง และหนักหน่วงยิ่งนักใครๆ ก็สามารถพูดพล่อยพูดโพล่งได้ ว่าจะปรองดอง แต่หากปราศจากความจริงใจ และความรู้สึกที่แท้จริงออกมาจากจิตใจแล้ว คำว่าปรองดองที่ออกจากปาก ย่อมไม่ได้ต่างไปจากเสียงลมที่ผายออกมา

เพียงเพื่อจะระบายความอึดอัดในท้องเท่านั้นหลังการตัดสินใจใช้กำลังทหารและรถหุ้มเกราะของ ม.พัน 2 เข้าสลายการชุมนุม วันนี้ภาระหน้าที่ที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด ของทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และบรรดาคณะบุคคลแกนนำในศูนย์อำนวยการ

แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทั้งหลายก็คือ การสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นให้ได้อย่างแท้จริง สร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทยให้ได้ด้วยสันติวิธีไม่ใช่การใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือ สร้างความปรองดองแบบยัดเยียดหรือปิดประตูตีแมว อย่างที่หลายๆฝ่ายเป็นห่วง... อย่างที่สำนักข่าว

ต่างประเทศวิเคราะห์กันออกไปทั่วโลกในขณะนี้เพราะแม้แต่สมาชิกรัฐสภาแห่งสหภาพยุโรป ก็ยังแสดงความเป็นห่วงความขัดแย้งในไทยโดยได้มีการประชุมกันที่เมืองสตราสบูร์ก ทางตะวันออกของฝรั่งเศส ก่อนผ่านมติของที่ประชุม แสดงความเป็นห่วงความขัดแย้งในไทยและเน้นย้ำว่าการปะทะอย่างรุนแรง

ระหว่าง กลุ่มผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ ถือเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของไทย ขณะเดียวกันก็เรียกร้องรัฐบาลใช้กำลังเพียงแต่น้อยตามกฎระเบียบของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ ให้ปรับใช้วิธีการจากเบาไปหาหนัก และจักต้องใช้ความอดทนอดกลั้น ผ่อนหนักผ่อนเบาไปตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นรัฐสภา

แห่งอียู ยังได้มีการขอแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวไทยและเหล่าครอบครัวผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักระหว่างเกิดเหตุรุนแรง พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลไทยให้รับประกันว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินจะไม่นำไปสู่ความ เข้มงวดในสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพส่วนบุคคล และขอให้ยุติการตรวจสอบและความเข้ม

งวดต่อสิทธิในการแสดงออก พร้อมกันนี้รัฐสภาแห่งอียูยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเริ่มเปิดเจรจากันเพื่อหาแนวทางแก้วิกฤติในปัจจุบัน โดยสันติและเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วเป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ รัฐบาลไทย และคณะบุคคลใน ศอฉ. ควรจะต้องตระหนักและรับฟัง ไม่ใช่เพียงเพราะว่า กลุ่มประเทศอียูเป็น

กลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย และไทยจำเป็นจะต้องพึ่งพาตลาดอียูในการส่งออกสินค้า เพื่อสร้างเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศ หากถูกบอยคอตทางเศรษฐกิจขึ้นมาก็จะยุ่งแต่ที่สำคัญเป็นเพราะข้อเรียกร้องของรัฐสภาแห่งอียู เป็นหลักแห่งประชาธิปไตยที่ทั่วโลกยอมรับ ดังนั้นการกระทำของ ศอฉ.

ที่แทบจะเรียกได้ว่า สวนคำขอของรัฐสภาแห่งอียู ที่ว่าให้ยุติการตรวจสอบและความเข้มงวดต่อสิทธิการแสดงออกของประชาชน กลับมีการออกประกาศ ศอฉ. ประกาศเพิ่มอีก 21 รายชื่อ ขึ้นบัญชีดำห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน ออกมาอีกระลอก จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่า

เป็นการเล่นไม่เลิก เพราะรายชื่อที่โดนกันอีก 21 คนนั้น เป็นชื่อที่ดูเหมือนว่า มีกระบวนการหรือใครบางคนที่เกี่ยวข้องโยงใยกับ ศอฉ. เจตนาจับยัดใส่เข้าไป เพื่อที่จะฉวยโอกาสทางการเมืองเป็นหลัก 21 รายชื่อที่โดนรอบนี้ประกอบด้วย นายศักดา อ้อพงษ์ นายพงศกร อรรณนพพร นางดาวแข อรรณนพ

พร นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร นายภูมิ สาระผล นายจตุพร เจริญเชื้อ นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร นายนรินทร์ จิตมหาวงศ์ นางสุพิชฌาย์ พัฒนะพันธุ์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายวิบูลย์ แช่มชื่น นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ นางพรประภา สาคำ นายปลอดประสพ สุรัสสวดี พ.ต.

ท.ศุภชัย ผุยแก้วคำ นายวายุภักษ์ โนรี นายภาสกร หรือ สมนึก ศิริภักษ์นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายประยุทธ มหากิจศิริ และนายเมธี อมรวุฒิกุล วิเคราะห์อย่างไรก็หนีไม่พ้นมุมในเรื่องของการเมือง ที่มองข้ามชอตไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในปลายปีนี้นั่นเอง ศอฉ. หรือใครก็ตามที่ฉวยโอกาสในการทำเรื่อง

นี้ หากหวังจะเตะตัดขาในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งขันของพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ต้องถือว่าเป็นวิธีคิดที่ห่วยแตกมากๆ เพราะจะกลายเป็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เองนั่นแหละที่จะเสียกับเสียในสายตาประชาชนและแผนปรองดอง ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งเดียวที่นายอภิสิทธิ์ สามารถใช้เป็นข้อ

แก้ต่าง ลดทอนความรู้สึกของสังคมในการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม จนกระทั่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ร่วมชุมนุมโดยสันติต้องบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมากแต่เมื่อมามีการฉวยโอกาสกระทืบซ้ำทางการเมืองเช่นนี้ ก็ได้แต่เป็นห่วงว่า คนที่ทำเรื่องนี้หวังดีกับนายอภิสิทธิ์ จริงๆหรือ???คอลัมน์

คาบลูกคาบดอก เขียนโดย หมัดเหล็ก ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 21พฤษภาคม 53 ที่ผ่านมา ได้ใช้ข้อคิดเตือนสติ ที่นายอภิสิทธิ์ไม่ควรจะมองข้าม นั่นก็คือ“แม้รัฐบาลจะสามารถสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ ได้ในที่สุด แม้แกนนำสามเกลอจะยอมมอบตัว แต่ก็ไม่สามารถที่จะ

รักษาความสงบเรียบร้อยทั้งประเทศเอาไว้ได้อยู่ดีสงครามไฟใต้ลุกลามอย่างไร แก้ไขยากอย่างไร แต่สงครามไฟกลางเมืองครั้งนี้ จะดับยากกว่านับสิบเท่า การชุมนุมต่อต้านของคนเสื้อแดงจะกระจายออกไปทั่วบริเวณ จะเป็นสงครามกองโจรจะมุดลงใต้ดิน!!สำนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ไว้หลายสำนักว่า

รัฐบาลไม่มีทางชนะสงครามกลางเมืองครั้งนี้ หากรัฐบาลไทยตัดสินใจใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ไม่เฉพาะอนาคตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้นที่จะต้องดับวูบแต่ความเลวร้ายจะตามมาอีกมากมายคำถามก็คือว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์มั่นใจว่ายังเป็นที่นิยมของประชาชนส่วนใหญ่ ได้

รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ เหตุใดไม่ตัดสินใจลาออกหรือยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งให้ประชาชนเจ้าของประเทศเป็นผู้ตัดสิน ทำไมจึงตัดสินใจรักษาอำนาจเอาไว้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน ทำไมจึงไม่ปฏิบัติตามวิถีของประชาธิปไตย แต่ยังใช้กำลังทหารเข้าปกป้องอำนาจเอาไว้

เช่นเดียวกับประเทศที่ปกครองโดยรัฐทหาร ซากปรักหักพังที่รัฐบาลเหยียบย่ำอยู่ยังพอรื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่ชีวิตประชาชนฟื้นไม่ได้”ซึ่งความน่ากลัวที่ หมัดเหล็กสะกิดเตือนเหล่านี้ สามารถที่จะทำให้หยุดไม่เกิดขึ้นมาได้ หาก ศอฉ.เลือกที่จะใช้แนวทางปรองดองตามที่ทั่วโลก และทุกฝ่ายเรียกร้องนายดิเรก ถึง

ฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพฯว่า เชื่อว่าถึงแม้แกนนำ นปช.จะเข้ามอบตัวทั้งหมด แต่เหตุการณ์ต่างๆจะไม่จบด้วย ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่สามารถแสดงออกให้เห็นถึงหลักการ

กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมอย่างแท้จริงให้ประชาชนเห็น ซึ่งต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย“เคยเตือนรัฐบาลมาตลอดว่า การใช้กำลังจะสามารถระงับเหตุการณ์ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในระยะยาวจะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นทั่วทุกภูมิภาค” นายดิเรก ระบุว่า รัฐบาลต้องวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การ

แก้ปัญหาระยะยาว ไม่ใช่แค่วิเคราะห์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ซึ่งได้เคยบอกแล้วว่าหากสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธจนมีคนเสียชีวิตมันจะนำไปสู่ความโกรธแค้น รัฐบาลเป็นผู้บริหารประเทศย่อมต้องมีความคิดที่กว้างและยาว คิดสั้นๆไม่ได้ เพราะแกนนำ นปช.ระบุแล้วว่า ที่มอบตัวเพราะต้องการปก

ป้องกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่อยากให้มีคนตายเพิ่ม แต่ยังยืนยันจะเดินหน้าต่อสู้ทางการเมืองต่อไป ทางเดียวที่รัฐบาลจะเยียวยาได้จริงๆ คือ ต้องแก้เรื่องความเป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียว และต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของทหารหรือตกอยู่ในอำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเช่นกันกับนายจาตุรนต์

ฉายแสง ที่ได้ออกมาสื่อสารผ่านทวิตเตอร์ของตัวเองถึงเรื่องเหตุรุนแรงที่รัฐบาลปฏิบัติต่อกลุ่มนปช. จนเกิดเหตุลุกลามใหญ่โต โดยเตือนว่า มาถึงเวลานี้สิ่งที่ควรทำคือเอาความจริงมาพูดกัน ให้สังคมเข้าใจเสียก่อนว่าเรากำลังอยู่ในสภาพอย่างไร อาจจะบานปลายไปแค่ไหนเพื่อให้ทุกฝ่ายตั้งหลัก ตั้งสติ

และช่วยกันหาทางแก้ และต้องถือว่าปัญหาขณะนี้คือปัญหาของประเทศ ต้องหยุดเสนอข่าวในทางที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แพ้ เลวทราม หรือบิดเบือนอย่างที่ทำอยู่ ดังนั้นในการจัดการจึงต้องระวังที่จะไม่ไปซ้ำเติมความรู้สึกนั้น มิฉะนั้นจะยิ่งไปกันใหญ่ ผมกำลังเสนอความเห็นเพื่อลดความเสียหาย

บางกอก ทูเดย์ ขอย้ำว่า หากนายอภิสิทธิ์ เปิดใจให้กว้าง จะเห็นว่าจริงๆ แล้วสารพัดข้อเสนอแนะที่ออกมาในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่มาจากความเป็นห่วงใยต่อประเทศชาติบ้านเมืองทั้งสิ้นทุกคนอยากให้ปรองดองจริงๆ ไม่ยืดเยื้อ และไม่เกิดสงครามใต้ดินฉะนั้นวันนี้นายอภิสิทธิ์ที่มีอำนาจอยู่ในมือคงต้อง

ตัดสินใจให้ดี ว่าจะเลือกอะไรฉวยโอกาสกระทืบซ้ำ หรือ ปรองดอง!!! โปรยรัฐสภาแห่งอียู ยังได้มีการขอแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวไทยและเหล่าครอบครัวผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักระหว่างเกิดเหตุรุนแรง พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลไทยให้รับประกันว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินจะไม่นำไปสู่ความ เข้มงวด

ในสิทธิขั้นพื้นฐานและเสรีภาพส่วนบุคคล และขอให้ยุติการตรวจสอบและความเข้มงวดต่อสิทธิในการแสดงออก พร้อมกันนี้รัฐสภาแห่งอียูยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเริ่มเปิดเจรจากันเพื่อหาแนวทางแก้วิกฤติในปัจจุบัน โดยสันติและเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว
ที่มา.บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

แดงขอนแก่นถูกยิงเสียชีวิต

TPBS สัมภาษณ์ตากล้องผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้เข้าช่วยคนเจ็บถูกยิงกลางหลัง

สุดยอดทหารไทย

บทวิเคราะห์: ประเทศไทยกับนโยบายของสหรัฐอเมริกา

Joshua Kurlantzick

แปลจาก Thailand and U.S. Policy โดย Joshua Kurlantzick
ที่มา http://blogs.cfr.org/asia/2010/05/18/thailand-and-us-policy/

ถึงขณะนี้ วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ดำเนินมาเกือบจะถึงขั้นสงครามกลางเมืองและคุกคามต่อหลายสิ่งหลายอย่างรวมถึง 1. ผลพวงในแง่บวกด้านประชาธิปไตยที่ได้ถูกสร้างขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 2. สถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงการครองราชย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ 3. เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายมองหาตัวกลางที่จะช่วยแก้วิกฤตการณ์นี้ ยังมีโอกาสที่สหรัฐอเมริกาจะเข้ามามีบทบาทอย่างสร้างสรรค์

ถึงแม้ว่าประเทศจีนได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ต่างๆ ในประเทศไทยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็ยังคงเป็นผู้มีบทบาทจากประเทศภายนอกที่เป็นที่นับถือและสำคัญที่สุด ในปี ค.ศ. 2006 การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาที่จะไม่ประณามการทำรัฐประหาร เป็นการทำให้กองกำลังทหารเข้ามามีอำนาจได้ง่ายขึ้น และได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นข้อผิดพลาดอันใหญ่หลวง เนื่องจากคณะรัฐประหารมิได้ทำการแก้ไขสิ่งใดทั้งสิ้นและได้แต่ทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม

ในตอนนี้ คณะรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้เลือกใช้วิธีการแสดงท่าทีอย่างสุขุมและไม่แสดงความแตกต่างมากนัก นายเคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในระหว่างการเยี่ยมเยือนประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่จะพบฝ่ายรัฐบาล แต่ได้พบกับแกนนำบางคนของผู้ชุมนุมเสื้อแดง ถึงแม้ว่าการทำเช่นนี้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากรัฐบาลไทย การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่ากลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มได้เลือกใช้วิธีการที่รุนแรงและรัฐบาลก็มีสิทธิ์ที่จะนำความสงบกลับมาและสลายการชุมนุมประท้วง แต่ข้อเรียกร้องต่างๆ ทางสังคมซึ่งสะท้อนจากกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง (ต้องไม่ลืมว่า ผู้ชุมนุมกว่าหนึ่งแสนคนได้ออกมาเรียกร้องในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้) จะต้องไม่ถูกละเลย และยังจะต้องได้รับการทำความเข้าใจโดยสหรัฐอเมริกาและองค์กรหรือประเทศที่มีอิทธิพลจากประเทศอื่นๆ

ทางการของสหรัฐอเมริกาจำเป็นที่จะต้องขยายกรอบของการติดต่อเชื่อมโยงและหาข้อมูลออกไปเพื่อที่จะทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และยังจำเป็นต้องขยายออกไปนอกกรอบของการรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยจากสื่อไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษ (สื่อมวลชนจากต่างประเทศมีแนวโน้มจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าในการสะท้อนเสียงจากคนไทยในขอบเขตที่กว้างกว่า เนื่องจากนักข่าวจากต่างประเทศจะออกไปนอกกรุงเทพฯ มากกว่า และได้สัมภาษณ์ประชาชนในต่างจังหวัด) การตามค้นหาข้อมูลในวงกว้างนี้จะแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงไม่ได้เพียงแต่เป็นเครื่องมือของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น

นโยบายการมีปฎิสัมพันธ์เพียงกับกลุ่มชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ เท่านั้น จะไม่เป็นประโยชน์กับสหรัฐอเมริกา และในระยะยาวอาจจะทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะเกิดผู้นำกลุ่มคนยากจนดังเช่นกรณีนายชาเวซ ผู้ซึ่งจะก้าวเข้ามาสู่อำนาจและมีนโยบายต่อต้านอเมริกันอย่างรุนแรง

นายแคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา จะเดินทางกลับไปเอเชียในอีกไม่กี่วันนี้ และแน่นอนว่าประเทศไทยจะเป็นหัวข้อสำคัญในการพิจารณาหารือ นายแคมป์เบลล์ควรจะรับรองความจำเป็นของรัฐบาลไทยในการนำความสงบกลับมาสู่บ้านเมือง (ทั้งนี้เช่นกัน รัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็ไม่สามารถปล่อยให้กลุ่มคนติดอาวุธออกมาเดินอยู่ตามท้องถนนของวอชิงตัน ดี.ซี. โดยไม่ได้มีการตรวจสอบได้) และในขณะเดียวกันนายแคมเบลล์ก็ควรจะเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของรัฐบาลไทยที่จะให้นายแคมป์เบลล์ติดต่อกับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยเท่านั้น นายแคมป์เบลล์ควรจะสืบหาและฟังความคิดเห็นที่เป็นกลางจากกลุ่มเสื้อแดง และจากกลุ่มผู้นำที่ค่อนข้างมีความเป็นกลางและเป็นที่นับถือ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยใกล้ชิดกับนายทักษิณ อย่างเช่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายจาตุรนต์ ฉายแสง

นายแคมป์เบลล์ควรจะส่งสารถึงรัฐบาลไทยว่า สหรัฐอเมริกาจะดำเนินการต่างจากในปี ค.ศ. 2006 โดยที่สหรัฐอเมริกาจะประณามอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นต่อการแทรกแซงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น การทำรัฐประหาร การพิพากษาจากศาล หรือ การกระทำอื่นๆ ที่คล้ายกัน ดังเช่นที่รัฐบาลประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ทำการประณามต่อรัฐประหารในประเทศฮอนดูรัส และการเลือกตั้งที่อาจจะถูกจัดขึ้นอย่างไม่โปร่งใสในประเทศอิหร่าน การประณามนี้อาจจะรวมไปถึงการขู่จะยกเลิกการฝึกรบร่วมคอบร้า โกลด์ การประณามอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน และการทบทวนความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยเสียใหม่ ประเทศไทยย่อมไม่ต้องการที่จะถูกมองว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้น การยึดหลักการสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีเท่านั้น จึงจะเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกาสามารถปกป้องสถานภาพของประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น

หมายเหตุ: Joshua Kurlantzick ได้รับทุนวิจัยในประเด็นเอเชียตะวันเฉียงใต้ ที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (The Council on Foreign Relations: CFR) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร สัญชาติอเมริกัน รวมถึงเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสารไทม์

ที่มา.ประชาไท
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

กลับบ้าน

ต้องลาออก ก่อนปรองดอง

ปฏิบัติการกระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553

นำมาสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เฉพาะตัวเลขคนตายและบาดเจ็บ

ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ผ่านเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10, 22 และ 28 เม.ย. จนถึงวันที่ 19 พ.ค.

ยอดตายทะลุหลัก 80 เจ็บอีกเกือบ 2,000 คน

รัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ สร้างสถิติเลือดของตนเองขึ้นใหม่ ทุบสถิติเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19 และพฤษภา 35 กระจุยกระจาย

ยกระดับขึ้นเป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือดยิ่งกว่ารัฐบาลใดๆ ที่ประเทศไทยเคยมีมา

หนักหนาสาหัสไปกว่านั้นคือถึงแม้แกนนำนปช.จะประกาศยุติการชุมนุม และทยอยมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่บางส่วนอยู่ระหว่างหลบหนีหัวซุกหัวซุน

แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายยังคงเดินขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มีการเผาทำลายห้างสรรพสินค้า ธนาคาร สถานที่ราชการหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนรัฐบาลต้องประกาศ "เคอร์ฟิว" เพื่อจัดการกับสถานการณ์

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ

ทั้งยังมีแนวโน้มจะขยายวงออกไปทั้งทางกว้างและทางลึก

หลังเกิดเหตุจลาจลทั่วเมืองและมีคนตายเจ็บจำนวนมาก

รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ได้ประกาศ "เคอร์ฟิว" เสริมจากพระราชการกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สั่งห้ามประชาชนออกนอกบริเวณที่พักอาศัยตอนกลางคืนในช่วงเวลาที่กำหนด

พูดง่ายๆ คือ "ปิดตาย" พื้นที่กรุงเทพฯ และอีก 23 จังหวัดพร้อมกันเป็นเวลา 4 วัน ช่วง 3 ทุ่มถึงตี 5

สื่อมวลชนทุกสำนักถูกไล่กลับบ้าน หรือไม่ก็ให้อยู่แต่ในที่ทำงานห้ามออกไปปฏิบัติหน้าที่สืบเสาะข้อมูลข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น

เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่กันเองโดยสะดวกเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเต็ม

ผลลัพธ์คือเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย และตรวจค้นเจออาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืน เครื่องกระสุน เครื่องยิงระเบิด และลูกระเบิดร้ายแรง

ทิ้งไว้เกลื่อนกลาดตามสถานที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งชุมนุมคนเสื้อแดง

ไหลไปตามท้องเรื่องที่ นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล และพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. ยึดสื่อทีวีทุกช่องออกแถลงข่าวมันปากอยู่ฝ่ายเดียวว่า

หลักฐานทุกอย่างสอดรับกับพฤติกรรมการ "ก่อการร้าย" ของกลุ่มกองกำลังที่แฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุม

ตัวการใหญ่ที่ก่อเหตุเผาบ้านเผาเมืองไล่เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์

แล้วโยนความผิดให้รัฐบาล

นานกว่า 2 เดือนก่อนถึงวันประวัติศาสตร์

การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 มี.ค. เป้าหมายเดียวคือการเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่

ในทางการเมืองนั้นการยุบสภาถือเป็นแนวทางหนึ่ง ในการตัดสินปัญหาความขัดแย้งตามระบอบประชาธิปไตย

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลซึ่งอ้างว่าตนเองมาตามระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดกว้างรับฟัง

แต่ดูเหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กลับไม่เข้าใจหลักการดังกล่าวทั้งที่ไม่ได้เป็นเรื่องสลับซับซ้อนอะไรเลย

เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมต่อต้าน รัฐบาลได้แก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เลยเถิด พยายามใช้กำลังความรุนแรงเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อได้รับการท้วงติงจากกลุ่มองค์กรสันติวิธี แทนที่จะหยุดยั้งฟังเสียงเตือน แล้วหันกลับไปใช้การเจรจาสันติวิธีเป็นทางออก

รัฐบาลกลับเพิ่มดีกรีความรุนแรงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม

กล่าวหาเป็นกลุ่ม "ผู้ก่อการร้าย" ที่รับแผนมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และต้องการ "ล้มล้างสถาบัน" จำเป็นต้องใช้วิธีปราบปรามให้สิ้นซาก

ก่อนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ส.ว.บางกลุ่มรับอาสาเป็นตัวกลางประสานการเจรจา ถึงขนาดส่งตัวแทนไปจับเข่ากับแกนนำนปช.ถึงหลังเวทีการชุมนุม

เพื่อหยุดยั้งสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

แต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยวนาที

ปฏิบัติการสลายม็อบคนเสื้อแดงจนมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง จึงไม่ใช่แค่เรื่องการ "หักหลัง" อย่างที่กลุ่มส.ว.ออกมาโวยวายเท่านั้น

แต่ยังเป็นการทุ่มเดิมพันครั้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์เองอีกด้วย

ภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. แน่นอนว่าแกนนำนปช.จะต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงผู้ที่สร้างความหายนะให้กับบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังฝ่ายใดก็ตาม

แต่ข้อสงสัยก็คืออะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังทำให้นายอภิสิทธิ์ ไม่ลังเลใจแม้แต่น้อยในการเอาชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนจำนวนมากเป็นเครื่องสังเวยความอยู่รอดของตนเองและรัฐบาล

นักวิเคราะห์การเมืองที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ เชื่อว่าอาจเป็นทหารที่ต้องการให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ อยู่ต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการโยกย้ายในกองทัพเดือนก.ย.นี้

เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ น่าจะหลุดจากอำนาจไปตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. แล้ว

แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ 19 พ.ค. ด้วยความสูญเสียที่มากเกินไปจนกระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพอย่างรุนแรงไม่ต่างจากภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535

ก็เป็นไปได้ที่กองทัพจะตัดสินใจลอยแพนายอภิสิทธิ์

แล้วเลือกให้บุคคลที่สังคมยอมรับขึ้นมารักษาการแทน เพื่อสานต่อแผนโรดแม็ป 5 ข้อที่นายอภิสิทธิ์ริเริ่มไว้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ แต่จะเมื่อไหร่ยังไม่กำหนดชัดเจน

เนื่องจากทางออกตอนนี้จำเป็นที่สุดคือต้องเอานายอภิสิทธิ์ ออกจากอำนาจให้ได้ก่อน

ไม่เช่นนั้นแผนปรองดองก็ไม่มีทางเดินหน้าต่อไปได้

และยังอาจทำให้วิกฤตลุกลามไปถึงจุดที่คนไทยไม่นึกฝันมาก่อน

ที่มา.ข่าวสดรายวัน
------------------------------------------------------

“เสื้อแดง”ไม่ยอมเลิก ตั้ง”สมัชชาประชาธิปไตย”สู้ นัดรวมตัวใหม่30พ.ค. ลุยทั่วประเทศ มิ.ย.ชุมนุมในกทม.

กลุ่ม24มิถุนาให้เลิกพ.ร.ก.-เคอร์ฟิว

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมคณะร่วมแถลงที่มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ว่า กรณีที่รัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามประชาชนในวันที่ 10 เมษายน และระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จนส่งผลทำให้เกิดการจลาจล และการประกาศขึ้นบัญชีดำห้ามบุคคลและนิติบุคคล 125 ราย ทำธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิวทำให้บรรยากาศของประเทศเกิดความตึงเครียด ดังนั้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการต่อไปนี้

1.นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์ ศอฉ.ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพื่อแสดงมโนสำนึกความเป็นคนและความถูกต้องที่สั่งการสลายการชุมนุม จนนำมาซึ่งความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความแตกแยกร้าวลึกในสังคมไทย

นอกจากนี้กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ในหลายจุดหลังการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีกำลังทหารอยู่ในพื้นที่ แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้มีการป้องกัน หรือรัฐบาลจงใจให้เกิดขึ้น ดังนั้น รัฐบาลต้องเยียวยาพนักงานที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ขณะที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ระบุว่า หากมีการสลายการชุมนุมและทหารยังไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ ก็จะพิจารณาถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล จึงขอให้นายบรรหารรักษาสัจจะที่พูดไว้ด้วย

2.รัฐบาลต้องประกาศยกเลิกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ยกเลิกการเคอร์ฟิว เพื่อคืนความสงบสู่สังคม และยุติการสร้างภาพ จัดฉากกลบเกลื่อนความรุนแรงของตัวเอง

3.ยุติการคุกคามสื่อ โดยคืนสิทธิเสรีภาพให้กับสื่อสารมวลชนทุกแขนง

4.ให้ปฏิบัติต่อแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.)ที่ถูกจับกุมในฐานะนักโทษการเมือง ไม่ใช่อาชญากร และ

5.ให้เปิดเผยความจริงการใช้กำลังทหารปราบปราม และจำนวนประชาชนที่เสียชีวิต โดยให้มีตัวแทน นปช.ร่วมตรวจสอบด้วย
ประกาศชุมนุมปลอบขวัญ30พ.ค.

นายสมยศกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่ม 24 มิถุนาฯจะร่วมกับองค์กรคนเสื้อแดง ร่วมกันต่อสู้ โดยจะรวมตัวเป็นสมัชชาประชาธิปไตย เพื่อสานต่อภารกิจสร้างประชาธิปไตยและสร้างความเป็นธรรม ทั้งนี้ กลุ่มจะจัดกิจกรรมชุมนุมปลอบขวัญ โดยกลุ่มแดงตะวันตก เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ปราบปราบประชาชนที่ผ่านฟ้าฯและราชประสงค์ ในวันที่ 30 พฤษภาคม เวลา 15.00-21.00 น. ที่สวนสาธารณะเชิงเขาแก่นจันทร์ จ.ราชบุรี และจะทยอยจัดไปในทุกจังหวัด ส่วนใน กทม.จะจัดให้มีการชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม นอกจากนี้ จะจัดทำซีดีและสิ่งพิมพ์ประจานความโหดเหี้ยมของรัฐบาล ทั้งนี้ จะเรียกร้องนานาชาติให้งดซื้อขายอาวุธยุทธภัณฑ์ทหารให้กับกองทัพไทย และงดเชิญตัวแทนรัฐบาลไทยเข้าร่วมประชุมทุกชนิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงข่าว พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐ์ผล ผกก.สน.นางเลิ้ง ได้เข้ามาเจรจากับนายสมยศไม่ให้แถลงข่าวบริเวณที่ทำการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เนื่องจากเกรงว่า อาจมีความผิดเข้าข่ายห้ามกระทำการปลุกระดม มั่วสุมทางการเมืองตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของพรรคระบุว่า ทางมูลนิธิไม่ได้อนุญาตให้เข้ามาใช้พื้นที่แถลงข่าวเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายนายสมยศยอมออกจากบริเวณที่ทำการมูลนิธิและมาใช้บริเวณถนนด้าน หน้าที่ทำการพรรคให้สัมภาษณ์แทน


ที่มา.มติชนออนไลน์
******************************************************

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผู้สื่อข่าว "ไทม์ส ออนไลน์" เผยถูกทหารตรวจค้นห้องพัก พร้อมลบภาพในกล้องถ่ายรูป

"ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่" ผู้สื่อข่าว "ไทม์ส ออนไลน์" ที่เคยสัมภาษณ์ "ทักษิณ" เผยถูกทหารเข้าตรวจค้นห้องพักในโรงแรมย่านราชประสงค์ ก่อนโดนลบภาพในกล้องถ่ายรูป

ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ ผู้สื่อข่าวของไทม์ส ออนไลน์ เขียนรายงานข่าวในวันที่ 22 พฤษภาคมว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งมีอาวุธปืนเอ็ม 16 อยู่ในมือ ได้เข้ามาตรวจค้นห้องพักของเขาในโรงแรมห้าด้วยแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพมหานคร

แพร์รี่ระบุว่า เมื่อวาน เขาถูกกักตัวไว้ในห้องพักดังกล่าวโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่เหล่านั้นปฏิเสธที่จะแนะนำว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน ทั้งยังได้ทำการตรวจค้นรูปภาพในกล้องถ่ายรูปของเขา ผู้สื่อข่าวจากสหราชอาณาจักรระบุว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันในกทม. ที่ประชาชนนับร้อย รวมทั้งผู้สื่อข่าวต่างชาติ ถูกยิงเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ในช่วงเวลา 8 วันที่ผ่านมา จึงทำให้เขาไม่ได้รู้สึกตกใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองมากนัก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ถูกนำมาสู่สังคมไทยโดยวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น

แพร์รี่ได้ลำดับเหตุการณ์การตรวจค้นดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำการตรวจค้นห้องพักแจ้งให้เขาทราบว่า ห้องพักของเขาไม่ใช่ห้องเดียวที่ถูกตรวจค้น แต่เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นทุกอาคารในย่านนั้นซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่เคยเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อสอดส่องหาบุคคลและวัตถุต้องสงสัย ก่อนที่จะมีการเปิดถนนในย่านดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ รวมทั้งชุดเกราะป้องกันกระสุนของแพร์รี่ จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นกล้องดิจิตอลแบบพกพาของเขาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เพื่อเตรียมการล่วงหน้าไว้สำหรับบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพบว่าตนเองถูกบันทึกภาพไว้ในกล้องถ่ายรูป เขาจึงแสดงอาการโกรธเคืองและเดินลงไปที่ชั้นล่างของโรงแรม และให้ทหารอีก 3 นาย คอยควบคุมตัวแพร์รี่ไว้ จากนั้น กล้องถ่ายรูปดังกล่าวก็ถูกนำมาคืนให้แก่เจ้าของ โดยที่รูปของเจ้าหน้าที่ทหารรายนั้นได้ถูกลบทิ้งไป ขณะเดียวกัน ไม่มีสิ่งของอื่นใดของผู้สื่อข่าวต่างชาติรายนี้ที่ถูกยึดไปอีก

ในขณะที่เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 นั่งอยู่ภายนอกห้องพักของเขา แพร์รี่ได้โทรศัพท์ติดต่อกับเพื่อนทนายความชาวไทย เพื่อสอบถามว่าทหารมีสิทธิที่จะตรวจค้นทรัพย์สินของเขาหรือไม่ ก่อนที่เพื่อนคนดังกล่าวจะระบุว่า "พวกเขาสามารถยิงประชาชนบนท้องถนนได้ ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่า พวกเขาสามารถตรวจค้นห้องพักของคุณได้"

ทั้งนี้ ริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ คือนักข่าวผู้เคยทำการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบทสัมภาษณ์ดังกล่าวที่ถูกนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ "ไทม์ส ออนไลน์" ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย
ที่มา.มติชนออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จงจำไว้


สิบเก้า พฤษภา ปีห้าสาม
เกิดไฟลาม ลุกไหม้ ใจกลางสวรรค์
เทพกระชับพื้นที่ รุกตีรัน
เข้าประจัญ พวกไพร่ ไล่รบรุก

เสียงปืนก้อง คำราม ยามรุกไล่
แสนสะใจ เทวา เมื่อคราบุก
ใช้รถถัง สู้บั้งไฟ ไล่รบรุก
แสนสนุก หนักหนา คราปราบปราม

เพราะพวกไพร่ เรียกร้อง ความเท่าเทียม
ไม่รู้เจียม ต้องปราบ ต้องหยาบหยาม
ไพร่แค่คน ธรรมดา อย่าคิดลาม
สิ่งต้องห้าม คือประชาธิปไตย

สิบเก้า พฤษภา ปีห้าสาม
เกิดไฟลาม กลางสวรรค์ อันยิ่งใหญ่
หลังจากการปราบไพร่ ให้แพ้ไป
จักโทษไพร่ ได้อย่างไร ว่าไพร่ทำ


ว ณ ปากนัง
ที่มา.ไทยอีนิวส์
***************************************************

พื้นที่สังหารสวนลุมพินี

ทหารไทยพูดเขมร(มาได้ไงว่ะ)