--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

จาตุรนต์ เตือน ‘อภิสิทธิ์’ ขึ้นแท่น ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’

จาตุรนต์ เปิดกฎหมายโลก เตือนอภิสิทธิ์นิ่มๆ ขึ้นแท่น ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ ยันแม้ไทยยังไม่เป็นภาคี แต่มีช่องยกเว้นให้สำหรับรัฐบาลยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศได้หากเปลี่ยนขั้ว

29 เมษายน 2553 โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 นายจาตุรนต์ ฉายแสง แถลงถึงการตั้งข้อกล่าวหาของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อการชุมนุม ผู้ชุมนุม ในเรื่องการก่อการร้าย ล้มสถาบัน และศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ โดยกล่าวเตือนนายอภิสิทธิ์ว่า ด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง และต้องแสดงความห่วงใยต่อนายกฯอภิสิทธิ์เองด้วย การที่รัฐบาลได้ดำเนินการในการยกระดับข้อกล่าวหาในลักษณะบิดเบือนใส่ร้าย กล่าวหาผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้ยุบสภา และได้พยายามทำให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวการชุมนุมมีลักษณะเป็นขบวนการที่มีลักษณะเป็นการก่อการร้าย และเป็นขบวนการที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ซึ่งการกล่าวหาในลักษณะนี้ ไม่ได้มีหลักฐานข้อเท็จจริง ทั้งยังได้กล่าวหาเกินจริงไปมาก มุ่งที่จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุม และสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้กำลังเข้าปราบปราม ถึงขั้นที่จะใช้กำลังอาวุธเข้าเข่นฆ่าประชาชน

นายจาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการในลักษณะอย่างนี้ ถ้ายังทำต่อไป จะทำให้สุญเสียชีวิตเลือดเนื้อประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งจะทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ถึงตอนนี้จึงมีจำเป็นที่จะต้องมาเตือน ช่วยกันเรียกร้องกดดันต่อนายกฯอภิสิทธิ์เปลี่ยนใจเสียใหม่ ล้มเลิกการกระทำและความพยายามต่างๆ เหล่านี้

“การกล่าวหาว่า การชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมโดยผู้ก่อการร้าย หรือมีผู้ก่อการร้ายร่วมอยู่ในการขบวนการชุมนุม เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ แล้วยังไม่มีข้อกฎหมายรองรับเลย ถ้าจะพิจารณาจากความเห็นของรองเลขาธิการศาลยุติธรรม จะเห็นว่า การชุมนุมของ นปช. - คนเสื้อแดง ไม่เข้าข่ายที่จะถือได้ว่าเป็นการก่อการร้ายเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งยังมีข้อกฎหมายที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม การชุมนุมที่คุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย จะเอากฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายมาใช้กับผู้ชุมนุมเหล่านี้ไม่ได้”

อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวด้วยว่า หากดูจากข้อกฎหมายในเรื่องที่จะบอกว่า การกระทำอย่างใดจึงจะถือว่าเป็นการก่อการร้ายนั้น แม้แต่การที่มีบุคคลไปยิงเอ็ม 79 ในที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งกรณีมีกลุ่มคนชุดดำที่ยิงใส่ทหารในวันที่ 10 เมษายน 2553 ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดขวางต่อการทำงานของเจ้าพนักงาน หรืออย่างมากก็พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน แต่ก็ไม่ถือเป็นการก่อการร้าย แม้แต่คนที่ยิงปืนเอ็ม 79 หรือคนที่ยิงปืนใส่เจ้าหน้าที่ ก็ยังไม่ถือเป็นการก่อการร้าย เพราะการก่อการร้ายจะต้องมีเจตนาพิเศษ เป็นการก่อการร้ายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง

“ข้ออื่นๆ ในคำชี้แจงของรองเลขาธิการศาลยุติธรรมก็เห็นได้ชัดเจนว่า การกระทำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ไม่มีอะไรที่ถือได้ว่าเป็นการก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของประชาชนและแกนนำของ นปช.ทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการชุมนุมที่เรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องประชาธิปไตย ยิ่งไม่เข้าข่ายการชุมนุมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นการก่อการร้าย แต่รัฐบาลก็ยังคงดึงดันที่จะใช้คำนี้ และใช้หลักกฎหมายเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อผู้ชุมนุมและสร้างความชอบธรรมในการใช้อาวุธเข้าประหัตประหารผู้ชุมนุม” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจด้วยว่า เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ในช่วง 6 ปีมานี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 4,100 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บที่มีอาการสาหัสอีก 6,500 กว่าคน รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังไม่เรียกเหตุการณ์ 3 จังหวัดภาคใต้ว่าเป็นการก่อการร้ายแม้แต่ครั้งเดียว แต่ในกรณีนี้ที่มีการชุมนุมของประชาชนให้ยุบสภา กลับเรียกว่าเป็นการก่อการร้าย ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาของรัฐบาลที่ต้องการใช้ความรุนแรงและมาตรการที่รุนแรงในการปราบปรามประชาชน

ส่วนอีกกรณีหนึ่งที่รัฐบาลใช้มาเป็นข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุม คือ การกล่าวหาว่ามีขบวนการล้มสถาบันล้มเจ้า การกล่าวหานี้ได้ทำในลักษณะจับแพะชนแกะ เอาชื่อคน ชื่อองค์กรต่างๆ มารวมกันเข้า และใช้การกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ไม่มีพยานหลักฐาน และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ นอกจากนั้นก็เห็นได้ชัดว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นฝ่ายการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลปัจจุบันทั้งสิ้น การกล่าวหาในลักษณะนี้ ก็จะทำให้เกิดความเกลียดชังต่อประชาชนผู้ชุมนุม เพระว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน อ่อนไหว ประชาชนย่อมไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับเลยแม้แต่น้อย

“ทำให้เห็นได้ว่า ทั้ง 2 เรื่อง คือ ข้อกล่าวหาเรื่องการก่อการร้าย กับเรื่องล้มเจ้าล้มสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย เพื่อมุ่งที่จะปราบเข่นฆ่าประชาชน”

นายจาตุรนต์ ได้กล่าวถึงการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ด้วยว่า เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวานนี้ที่ใช้กำลังทหารไปขัดขวางการสัญจรของประชาชน และนำไปสู่การใช้อาวุธต่อประชาชนบาดเจ็บไปจำนวนมาก รวมทั้งยังได้เกิดอุบัติเหตุที่เจ้าหน้าที่ยิงกันเอง จนกระทั่งทำให้ทหารเสียชีวิตไป 1 คน แสดงให้เห็นถึงการใช้กำลังอาวุธ ใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็น ไม่เป็นสัดส่วนอย่างเหมาะสมกับการกระทำของผู้ชุมนุม

การดำเนินการในลักษณะนี้ของรัฐบาล เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักว่าด้วยมาตรการในการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดว่า การจะใช้อาวุธต่อผู้ชุมนุม จะทำได้เฉพาะในกรณียกเว้นและเป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งจะต้องทำในลักษณะที่เป็นสัดส่วนเหมาะสมกับการชุมนุม เช่น หากผู้ชุมนุมใช้อาวุธ จึงจะใช้อาวุธตอบโต้ เพื่อเป็นการป้องกันชีวิตของเจ้าหน้าที่ แต่การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ในทั้ง 2 เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 และเมื่อวานนี้ (28 เมษายน 2553) ได้ใช้เกินกว่าความจำเป็นอย่างมาก

“ในหลักว่าด้วยการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ยังได้ระบุไว้ด้วยว่า แม้ว่าจะได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งหมดยังต้องเคารพในความเป็นมนุษย์ของผู้ชุมนุม ไม่สามารถที่จะใช้อาวุธเข้าประหัตประหารประชาชนได้ตามอำเภอใจ ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ – พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว จะยิงใครทิ้งเล่นๆ ได้ตามใจชอบ หลักการเหล่านี้ได้มีเป็นหลักสากลไว้อยู่แล้ว และขณะนี้รัฐบาลนี้ได้ละเมิดหลักการนี้อย่างชัดเจน”

ทั้งนี้ ยังได้เปิดประเด็นเพื่อเตือนถึงนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า “ผมอยากจะเตือนไปถึงนายกฯอภิสิทธิ์ว่า ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเฮก เมื่อลงนามในอนุสัญญาแล้วนี้ รัฐบาลที่ได้ดำเนินการขัดต่อหลักว่าด้วยการสลายการชุมนุมของสหประชาชาติ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ต่อไปข้างหน้า เมื่อมีพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นฝ่ายเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล และรัฐบาลนั้นสามารถที่จะลงนามเพื่อเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว ก็สามารถที่จะหยิบยกเรื่องการสลายการชุมนุมทั้งวันที่ 10 เมษายน วันที่ 28 เมษายน 2553 รวมถึงถ้าจะมีการสลายการชุมนุมขึ้นอีกที่ราชประสงค์ มาเป็นคดีฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาที่กรุงเฮกได้

“การฟ้องนี้จะเป็นการฟ้องต่อบุคคล เช่น การฟ้องต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะที่เป็นพลเรือน แม้จะไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารโดยตรง แต่เป็นพลเรือนที่สั่งการให้ทหารเข้ากระทำการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน การดำเนินคดีในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นและถูกตัดสินโดยศาลคดีอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก เหมือนกับผู้นำบางประเทศได้ถูกดำเนินคดีกันมาแล้ว”

“เพราะฉะนั้นที่อยากจะเตือนก็คือว่า ต้องหยุดการสร้างเรื่อง บิดเบือน ให้ข่าวแต่ฝ่ายเดียว เพื่อสร้างความเกลียดชังและสร้างความชอบธรรมในการปราบเข่นฆ่าประชาชน เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ จะทำให้ประเทศเข้าสู่กลียุค ในยุคที่ประชาชนกับรัฐต่อสู้ใช้ความรุนแรงต่อกัน หรือ ประชาชนต่อประชาชนประหัตประหารกันเอง สิ่งที่ต้องเตือนก็คือ ถ้ายังคงทำอย่างนี้ต่อไป ในอนาคตคุณอภิสิทธิ์ในฐานะบุคคลคนหนึ่งไม่ว่าจะอยู่ในฐานะตำแหน่งใดหรือไม่ อาจจะถูกดำเนินคดีในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศ และจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงมาก จึงอยากให้พิจารณาทบทวนการดำเนินการอย่างที่ทำโดยเร็วที่สุด” นายจาตุรนต์ กล่าวย้ำ

ในตอนท้าย ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงสถานะของอนุสัญญาว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ นายจาตุรนต์ อธิบายว่า ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นภาคี แต่จะเป็นภาคีหรือไม่ก็ตาม ก็มีช่องทางหรือข้อยกเว้นที่สามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้พิจารณาได้โดยรับบาลลงนามยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งหากได้รัฐบาลที่ไม่ใช่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเมื่อใด การไปลงนามภาคีในอนุสัญญานี้ก็ทำได้ง่ายๆ และสามารถหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

“ความผิดก็จะเป็นความผิดฐาน ‘เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ เมื่อมีการปราบปรามโดยใช้กำลังอาวุธทำให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ซึ่งเวลานี้ถือได้ว่าเข้าข่ายแล้ว แต่ว่าหากมีการสลายที่ราชประสงค์อีก และเกิดเหตุการณ์ลุกลามบานปลายที่ทำให้คนเสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก ก็จะเข้าการเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เข้าข่ายตามอนุสัญญานี้ทันที” นายจาตุรนต์กล่าว
ที่มา.ประชาไท
-----------------------------------------------------------------------

บีบีซียิงคำถามเดือด-ซัด"มาร์ค"ขวางเลือกตั้ง !

รายการฮาร์ดทอล์กของสำนักข่าวบีบีซี ประเทศอังกฤษ สัมภาษณ์พิเศษข้ามประเทศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ โดยลักษณะการดำเนินรายการฮาร์ดทอล์กจะเน้นยิงคำถามอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมแบบถึงลูกถึงคน ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ถูกพิธีกรยิงคำถามต้อนให้จนมุมหลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามที่ว่า “ถ้าคุณคิดว่าคุณคืออุปสรรคของชาติ คุณจะลงจากอำนาจหรือไม่” ซึ่งนายกฯ ไทยตอบสั้นๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีว่า “แน่นอนครับ ผมไม่ได้ยึดเอาประโยชน์ส่วนตัวมาอยู่เหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ”

นายอภิสิทธิ์ชี้แจงด้วยว่า ปัญหาของไทยขณะนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่มีมิติด้านความมั่นคงและปัญหาก่อการร้ายเข้ามาพัวพัน นอกจากนั้น ในช่วงที่พิธีกรถามจี้ว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะมีคนมองว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ได้รับประโยชน์จากเหตุยุบพรรคอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร รวมถึงเหตุรัฐประหาร 19 กันยาฯ อีกทั้งตัวนายอภิสิทธิ์เองไม่เคยต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง ผู้นำไทยพยายามตอบชี้แจงอย่างยืดยาว ทำให้พิธีกรต้องเบรกและยิงคำถามใหม่แทรกกลางคัน ว่า จะทำอย่างไรต่อไป เพราะมีบางฝ่ายเกรงว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะให้ทุกฝ่ายช่วยกันหาทางออกทางการเมือง รวมถึงต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย และทำให้ผู้ประท้วงกลับบ้าน พิธีกรถามต่อไปว่า มีนักวิชาการไทยเสนอว่ารัฐบาลควรต้องคณะทำงานกำหนดเวลาเลือกตั้ง นายกฯ ไทยตอบว่า เราพยายามแก้ไขสถานการณ์ แต่จะไม่ยอมให้คนกลุ่มเล็กๆ มาข่มขู่
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
****************************************************

'พท.'มีมติไม่ยื่นอภิปรายฯรัฐบาลมือเปื้อนเลือด

ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อขอมติด่วน กรณีการยื่นอภิปรายฯ ไม่ไว้วางใจ ว่า พรรคเพื่อไทย มีมติที่เอกฉันท์ ในการจะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากมองว่าขณะนี้ รัฐบาลมีความผิด มีความชั่ว มือเปื้อนเลือด เป็นฆาตกร เกินกว่าที่จะไปเปิดเวทีในสภา โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่มีการสลายการชุมนุมที่อนุสรณ์สถานฯ ดอนเมือง จึงเห็นว่า ไม่ควรยื่นญัติภิปราย แต่หลังจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะนำข้อมูลมาเปิดเผยโดยผ่านการแถลงข่าว หรือไม่แน่ในอนาคตอาจจะไปเปิดเวทีที่สนามหลวง

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ไม่ควรเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อให้ รัฐบาลใช้เป็นเวทีฟอกตัวที่จะนำไปอ้างความถูกต้อง


ที่มา.ข่าวเพื่อไทย
*****************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

นปช.จับชายฉกรรจ์จากรพ.จุฬา

เวลา 18.50 น. นายพายัพ ปั้นเกตุ หนึ่งในแกนนำนปช. ได้นำการ์ดนปช.จำนวนกว่า 200 คน ได้เข้าเจรจากับทางเจ้าหน้าที่รพ.จุฬา เพื่อขอเข้าไปตรวจค้นภายในรพ.จุฬาฯ เนื่องจากอ้างว่าที่บริเวณชั้น 3 ของตึกสก. มีการเคลื่อนไหวผิดสังเกตุ และคาดว่าน่าจะมีกำลังตำรวจและทหารอยู่ในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปชี้แจงว่า ภายในตึกไม่มีกองกำลังของทหารหรือตำรวจแต่อย่างใด

ระหว่างที่เข้าตรวจค้น พบว่าบริเวณชั้น 2 มีแผนผังในการปฏิบัติหน้าที่ของทางเจ้าหน้าที่ แต่ทาง พ.ต.อ.ชุมพร กาญจนรัตน์ ผกก.สน.ปทุมวัน ได้เข้าไปชี้แจงกับทาง นายพายัพ ว่าแผนผังที่พบเป็นตารางการปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่รับเสด็จ อย่างไรก็ตามระหว่างที่ตำรวจชี้แจงกับนายพายัพ ได้มีการ์ดของกลุ่มคนเสื้อแดงได้กระจายกันเข้าไปตรวจค้นที่บริเวณสก. และอาคารใกล้เคียง ได้เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์อยู่บนอาคาร จึงวิ่งไล่จับ และสามารถจับกุมตัวได้ 2 รายก่อนที่การ์ดนปช.จะนำตัวลงมาจากอาคาร และควบคุมตัวไปยังเวทีราชประสงค์ โดยทางการ์ดนปช.ได้ตะโกนบอกกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้ทำร้ายกลุ่มชายดังกล่าว

ที่มา.เนชั่น
************************************************************************

พท.ซัดรัฐป่าเถื่อน-ชี้จัดฉากจับเอ็ม79ล็อตใหญ่

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการสลายชุมนุมที่ถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ว่า เป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจ เกินกว่าเหตุ เป็นผลให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตอีกครั้ง เพราะการสลายชุมนุมไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามหลักสากล ทำให้ทหารถูกทหารด้วยกันยิงเสียชีวิต

"ทหารที่เสียชีวิตถูกกลุ่มทหารด้วยกันยิงเอง ทหารที่เสียชีวิตได้ขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อฝ่าเข้ามายังกลุ่มทหาร โดยเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้ชุมนุม จึงถูกทหารด้วยกันเองยิงเสียชีวิต นอกจากนี้ยังปรากฏภาพทหารนำอาวุธปืนติดกล้องที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้สลายกลุ่มประชาชนด้วย สะท้อนให้เห็นเจตนาของผู้มีอำนาจที่มุ่งหมายเอาชีวิต ที่สำคัญการดำเนินการในวันนั้นไม่มีการคำนึงถึงประชาชนทั่วไปที่สัญจรผ่านไปมา ซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา ติดอยู่ระหว่างการปะทะของทหารและกลุ่มนปช. จนส่งผลให้ประชาชนบางคนได้รับบาดเจ็บไปด้วย ถือเป็นการกระทำที่อำมหิต ป่าเถื่อนผิดมนุษย์ วันนี้นายอภิสิทธิ์เลือดเข้าตา หวังอยู่ในอำนาจเพียงอย่างเดียว เดินหน้าฆ่าฟันโดยไม่คำนึงถึงชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์เลย ความเสียหายที่เกิดขึ้นหลายครั้งรัฐบาลและศอฉ.จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ"

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ศอฉ.อ้างว่าได้ตรวจพบกระสุนปืนเอ็ม 79 จำนวน 62 นัด จากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่โยนทิ้งและหลบหนีไป และโยงไปถึงขบวนการก่อการร้ายแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น เหมือนเป็นการสร้างฉากใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มผู้ชุมนุม พยายามโยงให้เห็นว่าอาวุธดังกล่าวอาจจะเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุม แต่แท้จริงแล้วเชื่อว่าน่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลและศอฉ. เพื่อทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมดูเลวร้าย และจะต้องปราบปราม นี่คือการทำร้ายประเทศไทยโดยรัฐบาล ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย ล่าสุด 48 ประเทศ ได้ออกคำสั่งห้ามคนของตัวเองเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทย


ที่มา.เนชั่น
***************************************************

เสธ.แดงโผล่ม็อบ คาดทหารถูกสไนเปอร์ เข้าใจผิดยิงพวกเดียวกัน

ที่บริเวณเวทีปราศรัยสี่แยกราชประสงค์ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้เข้าสังเกตการณ์และตรวจดูการรักษาความปลอดภัยของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งนี้พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่าถึงเหตุการณ์ปะทะกันที่บริเวณอนุสรณ์สถานฯ ดอนเมือง ว่า ภาพในคลิปวิดิโอชัดเจนมาก โดยเห็นได้ชัดว่าฝ่ายทหารเข้าใจผิด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาโพล้เพล้คิดว่าเป็นคนเสื้อแดงจะเข้ามาทำร้าย จึงมีการยิงด้วยอาวุธปืนสไนเปอร์ เพราะพลทหารที่เสียชีวิตนั้นมีสภาพศีรษะระเบิด ซึ่งไม่ใช่กระสุนของอาวุธปืนเอ็ม 16 อย่างแน่นอน เพราะถ้าเป็นปืนเอ็ม 16 แล้วเลือดจะไม่ออก รวมทั้งรูที่ถูกยิงก็จะเล็ก

"ผมคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของทหารยศนายสิบ หรือพลทหาร ที่เคลื่อนขบวนลงมาจากทางยกระดับโทลเวย์ เพื่อจะลงมาเสริมกำลังก็เลยทำให้เข้าใจผิดจึงยิงพวกเดียวกันเอง ผมคิดว่าหน่วยพลซุ่มยิงไม่น่าให้ทหารระดับพลทหารใช้อาวุธปืนสไนเปอร์ เนื่องจากยังไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอ และอายุยังน้อย อีกทั้งพลทหารยังคุมตัวเองไม่อยู่เพราะตกใจ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการรบที่ต้องมีการสูญเสีย เหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมาหากไม่มีคลิปวิดีโอออกมาก็จะกลายเป็นคนเสื้อแดงที่เป็นผู้ลงมือยิง" พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

ที่มา.มติชนออนไลน์
****************************************************************

บิ๊กจิ๋ว"ไม่รอหมาย ไป ศอฉ.30 เม.ย.

พล.ท.เชวงศักดิ์ ทองฉลวย นายทหารคนสนิทพล.อ.ชวลิตเปิดเผยว่า วันที่ 30 เม.ย. เวลา 10.00 น. พล.อ.ชวลิตจะไปยังศอฉ. ที่ราบที่ 11 เพื่อพบกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เนื่องจากทราบว่าจะมีการออกหมายเรียกไปรายงานตัว กรณีมีชื่ออยู่ในแผนผังที่ศอฉ.อ้างว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้า พล.อ.ชวลิตจะไปโดยไม่มีหลักฐานใดๆไปชี้แจง มีแต่ความดีที่ติดตัวไปเท่านั้น การไปศอฉ.ครั้งนี้ไปโดยไม่รอศอฉ.มีหมายเรียก

พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ หรือเสธ.หมึก นายทหารคนสนิทพล.อ.ชวลิตให้สัมภาษณ์ว่า "มันพยายามตั้งข้อหาท่านตลอด ขนอาวุธเข้ากรุง เทพฯ ก่อการร้าย กบฏ ตอนนี้มาล้มเจ้า ทุกอย่างทำเป็นขั้นตอน พยายามใส่ร้ายไปเรื่อย"

ผู้สื่อข่าวถามว่าพล.อ.ชวลิตไม่ฟ้องศอฉ. อาจทำให้สังคมสงสัยว่าทำผิดจริงหรือไม่ พล.ท. พิรัชกล่าวว่า ท่านบอกว่าไม่อยากสนใจ สุดท้ายทุกคนจะรู้เอง นอกจากนี้อาจมีทหารบางส่วนที่เคารพนายออกมาปะทะกับทหารอีกพวก จะทำ ให้ปัญหายุ่งขึ้นอีก เราอย่าไปยุ่งกับคนถ่อย เดี่ยวสังคมรู้เอง

เมื่อถามถึงการเผยแพร่ภาพพล.อ.ชวลิตไปร่วมงานกับกลุ่มผู้พัฒนาชาติไทยเพื่อเชื่อมโยง พล.ท.พิรัชกล่าวว่า ไม่มีอะไร กลุ่มพัฒนาชาติไทยที่วางอาวุธทั่วประเทศหวังว่าประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตย แต่พอเกิดเรื่องนี้ มีความ อยุติธรรม เลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มขึ้น อาจจะย้อนกลับไปเรื่องเก่า เขาอยากมาสู้ทางการเมือง แต่พล.อ.ชวลิตเคยมีบุญคุณ เคยช่วยให้ได้ออกมาจากป่า ก็พยายามให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่นายสุเทพมองเป็นคอมมิวนิสต์ สรุปคือจะหาเรื่อง นายกฯก็เป็นแค่เด็กอมมือ ไม่รู้เรื่องที่ลึกซึ้งแบบนี้

ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์จุฬาฯ แถลงกรณีมีชื่ออยู่ในเครือข่ายล้มเจ้า ตามแผนผังที่ศอฉ.เผยแพร่ออกมาว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า เครือข่ายที่มีพฤติกรรมล้มสถาบันใดๆ และไม่เห็นด้วยว่าจะมีเครือข่ายอะไรในลักษณะเช่นนี้ นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีที่ศอฉ.สร้างขึ้นเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้จะขออำนาจศาลคุ้มครองในกรณีที่อาจจะเกิดภัยจากการถูกใส่ร้าย และจะฟ้องร้องศอฉ.ทั้งทางอาญาและแพ่ง
*******************************************************

ศอฉ.ใช้แผนเดิมรับแดงบุกเอ็นบีที ขอเวลาสอบเหตุทหารตาย "สรรเสริญ"ประชดศพตาถลนไม่เกี่ยวสภาพอากาศ

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 28 เม.ย. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ในฐานะโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยนายธาริต เพ็งดิษย์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.อ.ต.อานนท์ จารยะพันธ์ ผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง และ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้ช่วยผบ.ตร. ร่วมกันแถลงที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ถึงเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ย่านดอนเมือง โดยได้นำลูกกระสุนขนาด 40 มม. ที่ใช้ยิงจากเครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 62 ลูก ซึ่งเจ้าหน้าที่ยึดมาได้จากที่เกิดเหตุมาแสดงด้วย

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า อาวุธที่เจ้าหน้าที่ยึดมาได้ไม่ใช่อาวุธในการครอบครองของกองทัพ แต่อาวุธประเภทนี้สามารถนำเข้ามาได้บริเวณชายแดน ซึ่งเราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการนำเข้ามา

เมื่อถามว่า ในการปราบปรามครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธจริงและกระสุนจริงหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจก็มีเลือดมีเนื้อเหมือนกัน และตลอดเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าผู้ชุมนุมมีออาวุธสงคราม จึงเป็นความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าใกล้แนวของเจ้าหน้าที่

เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบหรือไม่ว่าพลทหารที่เสียชีวิต เสียชีวิตจากสาเหตุอะไร พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า คงต้องตรวจสอบกันก่อน เพราะในพื้นที่มีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน แต่การที่กระโหลกเปิด ลูกตาถลนออกมาคงไม่ใช่ เพราะสภาพอากาศ ซึ่งเราต้องตรวจสอบอีกครั้ง

เมื่อถามว่า พลทหารถูกยิงจากเจ้าหน้าที่ด้วยกันหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน” เมื่อถามว่าจะสลายที่ราชประสงค์หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าว่า ยังตอบไม่ได้

เมื่อถามว่าแกนนำจะบุกเอ็นบีที ศอฉ. จะดำเนินการตามแนวทางเดิมหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ก็จะใช้วิธีการเดิมครับ
ที่มา.มติชนออนไลน์
********************************************************************

สุชาติ เศรษฐมาลินี : ความรุนแรงกับมายาการณ์แห่งอัตลักษณ์

“อัตลักษณ์” (identity) เป็นคำยอดฮิตคำหนึ่งทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากขบวนการเคลื่อนไหวและเติบโตขึ้นของกลุ่มคนต่างๆ ทั่วโลก ที่ถูกกดขี่และไม่ได้รับความยุติธรรมทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้หญิง ผู้ใช้แรงงาน ผู้อพยพ คนผิวสี คนเพศที่สาม กลุ่มชนศาสนิกต่างๆ หรือชนพื้นเมือง เป็นต้น ที่ลุกขึ้นมาประกาศตัวตนและเรียกร้องสิทธิ์และพื้นที่ให้กับตัวเองได้มีที่ยืนในสังคม

“อัตลักษณ์” เป็นคำที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ในแวดวงวิชาการไทยเพื่อทดแทนคำเดิมที่ใช้กันมานานคือคำว่า “เอกลักษณ์” ที่หมดพลังในการอธิบายความเป็นตัวตนของผู้คน เพราะไม่ว่าสังคมใดก็ตาม ไม่มีใครที่จะนิยามตนเองหรือถูกนิยามจากคนอื่นด้วยลักษณะที่เป็น “เอกะ” หรือ เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็คงเหลือแต่กระทรวงวัฒนธรรมไทยเท่านั้นที่พยายามจะยัดเยียดให้ผู้คนในสังคมไทยมีลักษณะที่คับแคบเพียงหนึ่งเดียวคือ “เอกลักษณ์ความเป็นไทย” เพราะในความเป็นจริงคนไทยทุกคนคงมีลักษณะหลายอย่างที่นอกเหนือจากความเป็นไทยในขณะเดียวกัน เช่น เป็นคนเมืองเหนือ เป็นคนชนเผ่านั้นเผ่านี้ที่มีวัฒนธรรมของตนเอง เป็นคนมุสลิมหรือศาสนิกอื่นๆ ที่มีความเชื่อและการปฏิบัติของตนเอง เป็นคนเอเชีย และเป็นอะไรต่ออะไรได้อีกมากมายขึ้นอยู่ว่าเราจะหยิบลักษณะเหล่านั้นมาใช้กับใคร เมื่อไหร่ และอย่างไร ดังนั้น การยัดเยียด “อัตลักษณ์” ให้เหลือเพียง “เอกลักษณ์” นอกจากจะไม่เคยสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คนแล้ว ประสบการณ์ในที่ต่างๆ ของโลกยังสอนว่า การไม่ยอมรับและเคารพในความหลากหลายของ “อัตลักษณ์” ยังได้นำซึ่งความขัดแย้งและความรุนแรงอยู่เสมอดังเช่น สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามระหว่างศาสนาหรือภายในศาสนาเดียวกันที่นับถือต่างนิกาย เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจาก ในนามของ “อัตลักษณ์” ได้มีการวาดภาพความชั่วร้าย ความน่าเกลียดน่ากลัวให้กับผู้อื่นที่ต่างไปจากพวกของตัวเอง และกลายเป็นใบอนุญาตให้เข่นฆ่าผู้คนได้อย่างมากมายโดยไม่มีความรู้สึกรู้สา

อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์สวัสดิการสังคม ปี 1998 ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่อง “อัตลักษณ์และความรุนแรง” อันเป็นชื่อหนังสือที่มีชื่อเสียงของท่านไว้ว่า “มันเป็นความโหดร้าย ฉ้อฉล และโง่เขลาเป็นอย่างยิ่งกับการลดทอนอัตลักษณ์พวกเราให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว” เซน ได้ยกตัวอย่าง คนงานชาวฮูตูในเมืองหลวงคิกาลีของประเทศราวันดา ที่ถูกผู้ปกครองผลักไสให้พวกเขามองว่าตนเองคือ ชาวฮูตูเพียงเท่านั้น และสนับสนับสนุนให้พวกเขาลงมือเข่นฆ่าชาวตุสซี ในขณะที่ ความเป็นจริง พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงชาวฮูตู แต่ยังป็นชาวคิกาลี ชาวราวันดา ชาวอัฟริกัน ผู้ใช้แรงงาน และยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ ทั่วโลก

ความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน อันเนื่องมากจากการชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภานั้น กำลังก้าวมาถึงจุดการเมืองแห่งอัตลักษณ์ที่กำลังอยู่ในสภาวะการณ์ที่ล่อแหลม และสุ่มเสี่ยงนำพาสังคมไทยไปสู่การฆ่าฟันทำลายล้างชีวิตผู้คนอย่างมากมาย ทั้งนี้เนื่องจากประดิษฐ์กรรมล่าสุดของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ) ที่ออกมากล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ก็ดี หรือ”คนล้มเจ้า” ก็ดี ล้วนคือ การผลักไส กดทับ และลดทอน อัตลักษณ์ของคนเสื้อแดงเหลือเพียง “เอกลักษณ์” ที่คับแคบว่าเป็น “ปีศาจชั่วร้ายคิดล้มล้างสถาบัน” ในขณะที่ คนเสื้อแดงยังเป็นคนเหนือ คนอีสาน คนกรุงเทพฯ คนพุทธ คนคริสต์ คนมุสลิม คน ไทย และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือ มีความเป็น “คน” เหมือนกับ คนเสื้อเหลือง ตำรวจ ทหาร หรือคนที่แอบอ้างความจงรักภักดี

รัฐบาลต้องหยุดยัดเยียด “เอกลักษณ์” การก่อการร้ายและล้มล้างเจ้าได้แล้วหากไม่อยากเห็นเมืองไทยจะกลายเป็นประเทศราวันดาแห่งเอเชีย การเรียกร้องของคนเสื้อแดงให้รัฐบาลยุบสภาภายใต้รัฐธรรมนูญที่รองรับอำนาจอย่างแข็งขันของสถาบันฯ จึงไม่เป็นเหตุเป็นผลที่จะบอกว่าคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมต้องการล้มล้างเจ้า ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงไม่ใช่อื่นใดนอกจาก เป็นไปตามคำกล่าวดังที่ อมาตยา เซน ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า “มันเป็นความโหดร้าย ฉ้อฉล และโง่เขลาเป็นอย่างยิ่งกับการลดทอนอัตลักษณ์พวกเราให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว” ไม่ว่าคนเสื้อแดงหรือเจ้าหน้าที่ ไม่สมควรตายจากการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการถูกยัดเยียดให้เป็นปีศาจและคนอื่นในบ้านตัวเอง

สุดท้ายขอฝากข้อคิดจากคัมภีร์อัล-กุรอ่าน ที่ศาสนาอิสลามสอนไว้ว่า “แท้จริง หากผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งเท่ากับเขาได้ฆ่าชีวิตมนุษย์ทั้งโลก และหากผู้ใดรักษาชีวิตมนุษย์ แม้เพียงคนเดียว ก็เท่ากับเขาได้รักษาชีวิตมนุษย์ทั้งโลก”
โดย.สุชาติ เศรษฐมาลินี
ที่มา.ประชาไท
------------------------------------------------------------------

นปช.เตรียมร้องเรียนอียูขอความยุติธรรมจากนานาชาติ หลากสีหยุดชุมนุมรอดูสถานการณ์

นปช.มอบหมาย "เหวง-จรัล" ร้องเรียน สนง.สหภาพยุโรปประจำประเทศไทยวันนี้ (29 เม.ย.) ด้าน "ขวัญชัย" เผยนาทีชีวิตหน้าอนุสรณ์สถาน "เฉลิม" โทรบอกมีสไนเปอร์ส่อง "หมอตุลย์" ประกาศยุติการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสีอย่างไม่มีกำหนด

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 53 ที่ผ่านมา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวภายหลังเกิดเหตุปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดงและทหาร บริเวณอนุสรณ์สถาน ว่า ในวันพรุ่งนี้ (29 เม.ย.) เวลา 11.00 น. ได้มอบหมายให้นพ.เหวง โตจิราการ และ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำนปช. ไปที่สำนักงานของสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (อียู) เพื่อให้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะเราเห็นว่าถ้าประเทศไทยไม่มีความยุติธรรมให้เราก็ต้องขอจากต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการแถลงข่าว แกนนำแดงได้นำชายคนหนึ่งมาร่วมแถลงข่าวด้วย ซึ่งชายคนดังกล่าวสวมเสื้อโปโลสีเขียว ซึ่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.กล่าวว่า การ์ด นปช.สามารถจับทหารที่ปลอมตัวเข้ามาได้ ซึ่งมีท่าทางพิรุธอยู่บริเวณหลังเวที โดยภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คือ จะเข้ามาปลิดชีวิตแกนนำนปช. ค้นตัวพบบัตรระบุชื่อ พลทหารภัทรกร เนตรมานุรักษ์ สังกัดมณฑลทหารบกที่14

จากนั้น แกนนำ นปช.ได้ขอให้ชายคนดังกล่าวเปิดเผยถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ปรากฏว่าชายคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง คล้ายกับคนมีอาการทางประสาท จนทำให้นายณัฐวุฒิกล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า "ถ้าจะบ้าก็บ้าให้จริง จะได้ส่งตัวไปที่โรงพยาบาล เพราะระหว่างสอบสวน การ์ดนปช.บอกมาว่าคุณยังพูดจารู้เรื่อง"

"ขวัญชัย" เผยนาทีชีวิตหน้าอนุสรณ์สถาน "เฉลิม" โทรบอกมีสไนเปอร์ส่อง
ด้านนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เดินทางถึงขึ้นเวทีราชประสงค์แล้ว พร้อมนำผู้บาดเจ็บเกือบ 20 คนมาปรากฎตัวหลังเวที ทั้งนี้ นายขวัญชัย กล่าวว่า พรุ่งนี้(29 เม.ย.) จะขอมติแกนนำเพื่อไปสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เพื่อถาม ผอ.สถานีว่าทำไมจึงด่า นปช. เช้าเย็น

นายขวัญชัย กล่าวว่า ขณะที่อยู่บนรถ 6 ล้อ ซึ่งใช้เป็นรถปราศรัย เมื่อมาถึงดอนเมือง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย โทรศัพท์มาบอกว่า มีคนใช้ปืนสไนเปอร์ส่องมาที่ตนจะเอาชีวิต เลยย้ายจากยืนบนหลังรถเข้ามาอยู่ในตัวรถ และเปลี่ยนเสื้อจากสีขาวมาเป็นสีดำ ขึ้นรถตู้ออกจากพื้นที่ แล้วต่อแท็กซี่กลับมายังราชประสงค์ ที่รอดมาได้

หลากสีหยุดชุมนุมรอดูสถานการณ์
เมื่อเวลา 16.00 น. กลุ่มคนเสื้อหลากสี ได้เริ่มทยอยเดินทางมาชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่มีการนัดหมายชุมนุมกันวันนี้ ประมาณ 300 คน ซึ่งไม่มากเหมือนทุกวันที่ผ่านมา เนื่องจากแต่มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ผู้ชุมนุมต่างหากที่หลบฝน ขณะที่กิจกรรมก็ยังไม่มีการเริ่มกิจกรรมใด ๆ มีเพียงรถเครื่องขยายเสียงที่เปิดเพลงปลุกใจ และต่อมาในเวลา 17.15 น. นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เดินทางมาถึง และได้กล่าวกับผู้ชุมนุมโดยไม่ได้ขึ้นกล่าวบนรถเครื่องขยายเสียงโดยกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดวันนี้ เป็นที่ยืนยันชัดเจนแน่นอนว่าการชุมนุมไม่ได้เป็นการชุมนุมแบบปกติ แต่มีการใช้อาวุธกับทหาร ถือเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งนี้ยืนยันว่าเราจะสู้ต่อจนกว่าบ้านเมืองจะได้รับความสงบและสันติสุข แต่ขณะนี้ บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะสงครามเราต้องรักษาชีวิตไว้ หากเกิดมีการเรียกมาชุมนุมอีกก็ขอให้พี่น้องเตรียมพร้อมไว้ โดยติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางทวิตเตอร์และเฟคบุ๊ค จากนั้น นพ.ตุลย์ ได้นำผู้ชุมนุมร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นเดินทางกลับในทันที โดยมีการ์ดวิ่งตามประกบไปยังรถที่จอดไว้อยู่ใต้ทางด่วน

นพ.ตุลย์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป จะงดการชุมนุมไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดย การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้รับการร้องขอจากฝ่ายใด แต่เป็นการตัดสินใจของตนในฐานะเป็นผู้นำที่ต้องรักษาชีวิตของผู้ชุมนุม จากนั้นแกนนำประกาศให้ผู้ชุมนุมสลายตัวแยกย้ายกลับบ้านในเวลา 17.25 น.

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, เว็บไซต์ไทยรัฐ, เนชั่นทันข่าว
********************************************************

เกลียดร่วมนั้นรุนแรง??

เกลียดร่วมนั้นรุนแรง??
การชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ที่เข้าลักษณะตาม (1)-(4) ของประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมเป็นเรื่องผิดกฏหมายแม้การกำหนดพฤติการณ์ต่างๆ จะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งไม่ควรกระทำ แต่เมื่อมีอำนาจตรามกฎหมายก็ทำกันไปแต่การดำเนินการของฟากฝ่ายต่างๆ นั้น ไม่ว่าฝ่ายต่อต้าน หรือฝ่ายชะเลียร์ ที่เข้าข่ายผิดกฏหมายต้องไม่เลือกปฎิบัติอาจจะสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวขึ้นในประเทศได้แต่อย่าสร้างอาณาจักรแห่งความเกลียดเป็นอันขาดเกลียดร่วมนั้น อานุภาพมันรุนแรงยิ่งกว่านิวเคลียหลายร้อยเท่า??อยู่ด้วยความรัก ดีกว่าถูกทำลายล้างด้วยความเกลียด ไม่ดีกว่าหรือ??
.....................................................................................
ทางออกของประเทศ??
ก.ก.ต.ส่งเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์ให้ศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วเหลือก็แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาพิพากษาเท่านั้นไหนก็ไหนๆ วานประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชัช ชลวร ช่วยสงเคราะห์ทีเร่งรีบพิจารณาเรื่องให้เร็วๆ หน่อยถูกก็ว่ากันไป!!ผิดถ้าจะยุบพรรคก็ให้รีบทำอะไรๆ จะได้สะเด็ดน้ำกันเสียทีนี่อาจเป็นทางออกของประเทศไทยได้เหมือนกันนะ??
...................................................................................
มันอะไรกันนักกันหนา??
ตำรวจไล่จับคนยิงหนังสติ๊กเข้าไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกศาลาแดงแล้ววิ่งเข้าไปในกลุ่มทหารผลปรากฏถูกทหารเอาปืนจ่อหัวห้ามไม่ให้เข้าไปจับถ้าเป็นตำรวจสายสืบนอกเครื่องแบบโดนแบบนั้นก็อาจเป็นการเข้าใจผิดกันได้แต่นี่แต่งเครื่องแบบพันตำรวจโทอยู่ทนโท่ ยังทำได้ชาวบ้านเขาสงสัย หรือว่าพวกนั้นจะเป็นผู้ก่อการดี??ไม่แก้ไม่แถลงให้กระจ่าง ระวังเขาเหมาเข่งได้ว่า เหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดอาจฝีมือผู้ก่อการดีแบบนี้ก็ได้เอ้า!! พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเหนิด ออกมาชี้แจงแถลงไขให้ชัดๆ ไอ้ที่บอกว่าทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้วนั้น คงไม่พอแน่??
......................................................................................
กรณ์ เฟชบุ๊ค??
ช่วงนี้คงได้คะแนนจาก “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไม่ใช่น้อยเพราะแม้ กรณ์ จาติกวนิช จะไม่ได้นั่งร่วมในที่ประชุม ศอฉ. แต่ก็ออกมาเจ๊าะแจ๊ะทางอินเตอร์เน็ตให้ “มาร์ค” ใจชื้นขึ้นได้เหมือนกันล่าสุดก็ออกข่าว ชาวเฟชบุ๊ค สี่แสนคนไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาบ่ายสองวันที่ 2 เดือนหน้า ข่าวว่าจะไปรวมตัวกันที่เชิงสะพานพระราม 8 ฝั่งธนก็ว่ากันไปเพราะประเทศไทยล้วนของพวกเราทุกคน หนึ่งคนหนึ่งเสียงเหมือนกันหมด ถ้าให้ดีไปนับหัวกันในคูหาเลือกตั้งไม่ดีกว่าหรือ??
.......................................................................................
เหรียญสองด้าน
ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างแต่อะไรที่เสียน้อยที่สุดน่าเป็นทางเลือกทู่ซี้อยู่เป็นรัฐบาลต่อไป การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่จบ รัฐบาลก็ต้องอพยพไปประชุมตามที่ต่างๆ ไปเรื่อยๆ เสียงบประมาณในการดูแลป้องกัมหาศาล ประชาชนแตกแยกออกเป็นหมู่เหล่าจนอาจยากที่จะแก้ไขเยียวยา หากขอพื้นที่คืนก็จุดไฟเผาเมืองดีๆ นี่เองยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน รัฐเสียงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ประชาธิปัตย์อาจไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล“มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เลือกให้ดีๆ ก็แล้วกัน อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือท่านแล้ว!!

คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
****************************************************************

แม้ว ซินาตร้า

นัวเนียนุงนัง..ถ้าเปิดดวงของ ทักษิณ ชินวัตร ดูมันคงจะพุ่งปรู๊ดปร๊าดหัวทิ่มหัวตำเหมือน“ผีพุ่งใต้”ฉวัดเฉวียนเวียนหัวน่าดูคนอะไรเกิดที่ “ภาคเหนือ”แต่ดันมีชื่อเป็น “ภาคใต้”!!เส้นทางของ “ทักษิณ” เหมือน “แฟรงค์ ซินาตร้า” จึงได้เอาไปเปรียบเทียบกันมันคือความเหมือนที่แตกต่าง “แฟรงค์” คือเจ้าของ เพลง มายเวย์..ในขณะที่ “ทักษิณ” ชอบเพลง เรือนแพ (มันเหมือนกันตรงไหนวะเนี่ย) “แฟรงค์” โดดเข้าสู่ วงการบันเทิงเต็มรูปแบบ!!..ในขณะที่ “แม้ว”ก็กระโจนสู่เส้นทางการเมืองแบบเต็มตัว!!เพราะเล่นการเมืองแบบทุ่มสุดๆ..จึงโดน “กับดัก”ทางการเมืองอย่างที่ดิ้นไม่หลุดข้อหาที่ “ฆ่า” นักการเมืองอย่างง่ายๆคือ

คือ “คอร์รัปชั่น”กับ “ล้มสถาบัน”..เพราะเมื่อคิดอะไรยังไม่ออกก็เล่นสองอย่างนี้เป็นหลักไปก่อน “ทักษิณ”โดนเต็ม “สองกระบอกสูบ”...จากนั้นข้อปลีกย่อยจึงได้ทยอยตามมาไม่ว่าจะเป็นการปล่อยข่าวว่าเป็น “มะเร็ง” โรคร้ายที่จะต้องตายก่อนหมดอายุขัย เพราะผมจะต้องร่วงด้วยการทำ“คีโม”แม้ว ก็ต้องสาธิตวิธีการดึงเส้นผมให้ดู??หรือ..บอกว่า “ต่อมลูกหมาก”ไปไม่รอดแล้ว..ตรงนี้ “แม้ว”โชว์ได้แค่ “สปอร์ตเตอร์เบอร์4”เหมือนจะบอกว่าเป็นแค่ “ไส้เลื่อน”โว้ย!!ล่าสุด..

รัฐบาลเล่นแรงถึงขนาดปล่อยข่าวว่า ทักษิณ ชินวัตร เดดสะมอเร่..เพราะมั่นใจว่า “ทักษิณตาย”การชุมนุมของ “คนเสื้อแดง” ก็จะต้องจบไปโดยปริยาย
แต่..หารู้ไม่ว่า “เสื้อแดง” ไม่ใช่แค่ก้าวข้าม ทักษิณไปเท่านั้น..แต่ถึงขนาด “โดดค้ำถ่อ”ผ่านเลย จุดสปั๊ดซั่ม แบบกู่ไม่กลับไปแล้วจนในที่สุด “แม้ว ซินาตร้า”ก็โผล่ออกมาโชว์ตัวตามคำเรียกร้องของรัฐบาลแถมฮัมเพลง “ยัง..ยังฉันยังไม่ตาย ยังเยี่ยวได้สบายและยิ้มได้เต็มหน้า”
คอลัมน์.ก็โลกมันเบี้ยวหนุ่ม ชิงชัย
ที่มา.บางกอกทูเดย์
*************************************************************************