--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

** วันที่ถูกจารึก **

วันนี้แล้ว...วันประวัติศาสตร์วันแห่งการยึดทรัพย์ เจ็ดหมื่นหกพันล้าน ของคนในตระกูล ชินวัตร..

เงินและจำนวนมหาศาลของมันไม่ใช่สาระสำคัญของประวัติศาสตร์..แต่มันจะเป็นเริ่มต้นของอวสานของหลักการและเหตุผล
ของผู้คนบนแผ่นดินนี้ เพียงเพราะต้องการหักล้างเอาชนะกันในทางการเมือง..

ผู้ชนะสามารถกระทำการเช่นใดก็ได้อย่างไรก็ได้ กับผู้พ่ายแพ้..มันก็เหมือนกับการปฏิวัติวัฒนธรรมในยุคหนึ่งของประเทศจีน...
ไม่มีศัตรูคนใดของเจียงจิงและสมุนทั้งสาม..รอดพ้นจากการถูกคุกคามและบุกทำลาย..มาดามเจียงจิงอ้างอิงบางคำพูดของประธานเหมา..
ก่อกรรมทำเข็ญให้กับคนทั้งแผ่นดิน

แต่..ไม่มีความอยุติธรรมใดๆ จะคงทนอยู่ได้...ชีวิตและโลกดำรงตนอยู่ได้ ก็เพราะบนแกนหมุนของมันมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง.
.ในที่สุดความถูกต้องชอบธรรมก็จะต้องกลับคืนมา

ทว่ามันเดินมาเหนือหลุมศพของสมาชิกแห่งแก๊งออฟโฟร์..และเชือกคอคนของมาดามเจียงจิง

กลับมาถึงเรื่องราวของการยึดทรัพย์...เงินทั้งสิ้นนั้นมันมาจากหุ้นที่ถูกขาย..และหุ้นที่ถูกขายในขันเดียวกันนั้น
มันไม่ใช่ของ ทักษิณ ชินวัตร..แต่ลำพังมันเป็นกรรมสิทธิ์..ของผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ชอบธรรมตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ลูกสาว ลูกชาย
คุณหญิงผู้ภริยา หรือ บรรณพจน์ ดามาพงษ์..

เขาเหล่านั้น..ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่มีอำนาจหน้าที่หรือบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน..และทรัพย์สินเหล่านั้นมีมาแล้ว
ก่อนหน้าที่ ทักษิณ ชินวัตร จะเข้ามาสู่การเมือง..และทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นมาจากอำนาจทางการเมืองของทักษิณ..

และมันเคยมีราคาถึงแสนล้านมาแล้วก่อนหน้า..มันจึงไม่ใช่วัวกินหญ้า..ในทัศนคติของโคหรือควายไม่ว่าผลของมันจะเป็นอย่างไร...
มันก็จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของประเทศไทย..

มันเป็นผลพวงที่จะชี้ชัดไปในอนาคตของประเทศว่า..ในยุคอันมืดมนยุคหนึ่ง..ประเทศของพวกเขาปี้ป่นลงอย่างไร..
กับการแย่งชิงอำนาจของผู้ทรงอำนาจที่ขาดทั้งหิริโอตัปปะ

มันจะเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงจากประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งไปสู่อีกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง



โดย พญาไม้
************************************************************************

** วันตัดสิน **

และแล้ว “วันนี้” ก็มาถึง!การพิจาณาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้าน ของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยเจ้าตัวมิอาจมานั่งฟังคำตัดสิน
“ต่อหน้า” การอ่านคำของผู้พิพากษาวันนี้ถือเป็นวันสำคัญ...และเป็นวันตัดสินซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐาน “ความยุติธรรม” อันโปร่งใส
และหนักแน่น

แม้ใครจะคิดว่า “ผลตัดสิน” เป็นเรื่องที่ถูกต้อง...ไม่ถูกต้อง...ถูกใจ...หรือไม่ถูกใจ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียง ความคิดเห็น และ
ความรู้สึกส่วนตัว

แต่สำหรับ “ผู้นั่งบัลลังค์” อ่านคำพิพากษา...บุคคลเหล่านี้จะมี “ความพิเศษ” เนื่องด้วยอาชีพที่ใช้ประกอบการ “ทำมาหากิน”
พิเศษตรงไหน? พิเศษตรงที่...เขาสามารถทำจิตใจให้เป็น “สมาธิ” ยึดมั่นใน “อักขระ” ตัวอักษร...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บุคคลที่เป็น “ผู้พิพากษา” ไม่มีใครไม่ให้ “ความเคารพ”

เพราะบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คือ สิ่งที่นำมาตัดสินชีวิตผู้คนจำนวนมาก วันนี้จะมีประชาชนออกมาเต็มทั่วท้องถนน...
มิใช่เพราะเป็นคดีที่มีมูลค่าสูง 76,000 ล้าน...แต่พวกเขายังต้อง “ดำเนินชีวิต” อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ กระทั่งวันที่ร่างกายไร้ความรู้สึก

ประชาชนขอเพียง “ความเสมอภาค” ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม...

ทักษิณ ชินวัตร เป็นใคร? แล้วพวกเขาเป็นใคร? หากชะตากรรมของบุคคลมัน “ซ้ำรอย” ประชาชนคนธรรมดาจะทำอย่างไรในอนาคต

หากทุกวันต้อง “สะดุ้งตื่น” กับชีวิตบนประเทศ “ไร้กฎเกณฑ์” และในหัวสมองมีแต่ความกลัว “ผู้มีอำนาจ” ที่ใช้กำลังควบคุมประเทศนี้

ผมเชื่อว่า...ไม่มีอะไรต้อง “กดดัน” กับการจับจ้องมองดูคดีของผู้คนทั่วโลก พวกท่านทำหน้าที่ของความเป็น “ผู้พิพากษา”
ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนอย่างเต็มที่...ทำให้สุดความสามารถ...อย่างเต็มกำลัง

เพราะวันนี้เป็นเพียงวันตัดสิน “คดีความ” ของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่วันนี้มิใช่วันตัดสิน “ชะตาชีวิต”
ของคนไทยที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”

โดย.ภูผาหิน
******************************************************************************

ชินคอร์ปฯ เป็นคำตอบชั้นดี

ชินคอร์ป’ เป็นคำตอบชั้นดี
มาตรฐาน” แห่งความ “เป็นธรรม” ในประเทศนี้ ไม่มี??? “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ขายหุ้นแบบยกล็อต เทขายทอดตลาด
ให้กับ “เทมาเส็ก” ของสิงคโปร์...เพื่อวางระบบ “นักการเมือง” เข้ามา “เล่นการเมือง” ต้องไม่มี “ธุรกรรมอำพราง” ให้แปลกใจ
“คตส.” ของ “นาม ยิ้มแย้ม” ซึ่งเป็นยักษ์มีกระบอง ด้วยอำนาจแต่งตั้ง ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นักปฏิวัติคนดัง
เพราะ “ทักษิณ” ไม่ได้ขายหุ้นให้กับ “สิงคโปร์” ผ่าน “เทมาเส็ก” เพียงบริษัทเดียว... “ดีแทค” ก็เทกระจาดขายต่างชาติเช่นกัน...
“ซีพี” ก็ขายให้กับ “บริษัททรู” ของฮอลแลนด์ “ธนาคารกรุงเทพ” และ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ฯลฯ ก็ขายหุ้นแก่ต่างชาติ
จนเหลือหุ้นกระจิบกระจ้อย เหมือนกัน!!! ถ้าสอบ..ต้องสอบให้เรียบ....เท่าที่เห็นเขาไล่เหยียบ?...ตามจ้องเสียบ “ทักษิณ” เท่านั้น??


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ตีปลาหน้าไซ!!!
ที่ตัดสิน “ยึดทรัพย์ ๗.๖ หมื่นล้าน”...แล้ว “มาร์ค ปากปลาหมอ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บอกว่าไม่มีอะไร??? ล้วนเป็นการ “ลดโทน”
ความรุนแรง ทางความคิดของ “มาร์ค” เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบอย่างไรก็ดี, ตัดสิน “ยึด” หรือ “ยกฟ้อง”กระทั่ง “ยึดบางส่วน”
สถานการณ์ก็ไม่จบเพราะที่เขามา “ทวงคืนอำนาจประเทศไทย” จากเหล่า “ อำมาตยาธิปไตย” ที่หนุน “ทายาทอสูร”..
จึงไม่เกี่ยวข้อง กับ “คดียึดทรัพย์”!!!! ถ้า “มาร์ค” ยังเป็น “นายกฯ”......ปัญหาก็แก้ไม่ตก?...เมืองไทยก็ตกนรก อยู่เหมือนเดิม
แหละครับ??


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


เหยียบบ่า ‘จนหลังแอ่น’!!!

อยู่กับ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เคยสร้างเรื่อง ให้เกิดความเจ็บใจ เป็น “แค้นตาแม้น”??? นับจาก “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ”
แหกด่านปราสาทหินพิมาย มารับใช้ “รัฐบาลประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯ มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีแต่เก๊กซิมเจ็บอก
เพราะการจ้องเชือด เรื่องซื้อคอมพิวเตอร์ ๓,๐๐๐ บาท ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” เสียหายยกก๊กและหากมีการส่งเรื่องไปให้ “ปปช.”
แล้วฟันธงลงมาว่าผิดฉกรรจ์....คนของพรรคภูมิใจไทย ไล่เรียงมา ..ไม่ว่า “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หรือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”
น้องเลิฟ ของ “ครูใหญ่เนวิน” ต้องเหงื่อไหลไคลหยด!!!“ประชาธิปัตย์” เขาเล่นไม้แรง....ขืนใครดื้อแพ่ง?...เขาเอาเข้าตะแลงแกง
ทั้งหมด?


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


เหมือน ‘พยัคฆ์ที่ติดปีก’!!!

รวมตัว รวมพลัง กันเหมือนทุกครั้ง ใครก็สู้ไม่ได้อีก??แต่ว่าวันนี้ “๓ ทหารเสือ” แห่ง “ค่ายบูรพาพยัคฆ์” สายสัมพันธ์หย่อน..
อ่อนตัวลงมาไม่ค่อยจะปึ๋งปั๋ง“บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
ยัง ปึ้กปั้ก! แน่นเปรี๊ยะ! รักกันเปรี้ยงปร้าง!ส่วน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. นั่นเป็นคลื่นลูกใหญ่ ที่ทาง
“นายกฯ มาร์ค” เอาใจกันสุดสุด!!!ใครจะเชื่อว่า “บูรพาพยัคฆ์”....ต้องมาแทงกั๊ก...เกิดอาการรักคุด?


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ดีแต่จะพูด ‘ปากเปียกปากแฉะ’!!!


แต่ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไร้วุฒิภาวะ หยั่งกะ ที่เขาพูด เอาไว้เลยแหละ??ตีแต่ “หน้าไพ่” ลักไก่ กันไป วันๆ
เรียกร้องให้ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” กลับมาติดคุก กันอยู่นั่นทีกับ “ผู้ก่อการร้าย” ยึดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ
“นายกฯ มาร์ค” หุบปากเงียบเป็นสาก!!!! “ไอ้โจรห่า-ห้าร้อย” ทำชาติยับ.....ไม่เห็นลุยหน้าสั่งจับ?...ไม่คิดขยับทำอะไรมั่ง
เลยหรือ “มาร์ค” ?


โดย.การบูร
***************************************************************************

ยึดทรัพย์ ไม่หมู

นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด พร้อมที่สุดในทุกด้านของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศในนามคนเสื้อแดงที่จะกำชัยเหนืออำมาตย์ที่ชราภาพและแพ้สงครามที่ลาวและร่มเกล้าของนางเฒ่า ทุกหมู่บ้านในภาคเหนือภาคอีสานเกือบร้อยเปอร์เซ็นเป็นคนเสื้อแดง ชาวปักษ์ใต้และคนภาคกลางรวมทั้งตะวันออกเป็นจากเหลืองเป็นแดงเพิ่มขึ้นทุกวัน ชัดเจนขนาดนี้ย่อมเป็นสัญญานบ่งบอกถึงชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด พร้อมกับนำพาให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ประกาศก้องให้ชาวโลกได้เห็นตัวอย่างการต่อสู้อย่างทรหดสันติและอดทนรอคอยด้วยความชาญฉลาดของคนเสื้อแดง ใครๆก็รู้ว่าจุดอ่อนของทหารนั้นคือต้องอยู่ในที่แจ้งและสวมเครื่องแบบ จึงไม่สามารถรับมือได้กับการต่อสู้แบบกองโจร หากคนเสื้อแดงบางส่วนเปลี่ยนสีเป็นชาวบ้านทั่วไปในวันลุกฮือและก่อจราจล ถามว่าทหารจะยิงใคร การปฏิวัติของปชช.จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าราชการทหารเลวเพียงไม่กี่คนจะปราชัยและต้องข้อหาเป็นกบฏหากยังไม่ลามือและเลิกสั่งการการกระทำที่ผิดกฎหมายทำร้ายปชช. รวมทั้งต้องรับศึกหลายด้านไม่ว่าจะเป็นพวกเดียวกันเอง นิสิตนักศึกษา คนชนชั้นกลาง และมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงที่อัดแน่นด้วยอุดมการณ์ปชต. จนข้าราชทหารเลวอย่างประยุทธ์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยได้ และต้องถูกชำระโทษในที่สุด ดังเห็นได้จากถนอมประภาส รวมทั้งกรณีแม่ค้าราชวัตรรุมตีทหาร และไม่สามารถใส่เครื่องแบบขึ้นรถเมล์ลได้มาแล้วครั้งหนึ่งในอดีต

ทักษิณนั้นใช้ความดีและความจริงในการต่อสู้ ทำให้ดูเหมือนจะแพ้แต่ไม่แพ้ ทักษิณเป็นปรากฎการณ์ของเมืองไทยในแง่ของความรักชาติรักประชาชนอย่างเต็มเปี่ยมจริงใจ กินนอนกับชาวบ้าน กางเต้นท์นอนเร่งงานสนามบินสุวรรณภูมิจนแล้วเสร็จ ทำธุรกิจประสบความสำเร็จร่ำรวยจึงเข้ามาเล่นการเมือง ยอมเสียสละความสุขสบายด้วยอุดมการณ์อยากเห็นคนไทยหายจนตามหนังสือตามองดาวเท้าติดดิน เป็นคนไทยระดับโลก เป็นนายกที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยที่เคยมีมา ทั่วโลกยอมรับและให้ความช่วยเหลือแม้ยามตกยาก จนกษิตผู้ก่อการร้ายสากลได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ทักษิณได้ทำให้ชาวบ้านได้รับเงินโดยตรงไม่ถูกหักหัวคิวไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบในกองทุนหมู่บ้านที่ทำให้ได้ฝึกการบริหารงานกันเอง เช่นกลุ่มสัจจะจ.ตราด ชาวบ้านสามารถพบแพทย์และรับการรักษาผ่าตัดได้ด้วยเงินเพียง30บาท ชาวบ้านสามารถฝึกฝนการเป็นนักธุรกิจได้ด้วยโอท็อป ในขณะที่นางเฒ่า ลิ้มโกเต็ก และข้าราชทหารบางคนที่ไม่เคยออกรบ ไม่เคยทำอะไรให้คนไทยนอกจากทำนาบนหลังคน จึงไม่น่าแปลกและไม่มีอะไรซับซ้อนเมื่อความจริงถูกตีแผ่ในโลกยุคไซเบอร์ที่มิอาจปิดกั้น มวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงจึงขยายตัวลุกลามมากขึ้นทุกวันที่ผ่านไป ยิ่งนานวันคงไม่ต้องพูดว่าจะเกิดอะไรขึ้น หนำซ้ำอำมาตย์ไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้ในเรื่องเขายายเที่ยง และเขาสอยดาว ชาวภาคตะวันออก เยาวราช การรถไฟ หันมาใส่เสื้อสีแดง ความดีที่มีขันติมั่นคง และพูดดีคิดดีของทักษิณนั่นเองเป็นจุดแข็งที่ทำให้ทุกคนยอมรับเลื่อมใส

ทักษิณเป็นนักธุรกิจที่รักษาคำพูด เป็นคนพูดง่าย จิตใจดี เป็นสุภาพบุรุษที่หักหลังใครไม่เป็นและใช้วิธีการสกปรกไม่เป็นเหมือนฝ่ายตรงข้าม ความเมตตาของทักษิณได้แผ่ซ่านเข้าไปอยู่ในใจของคนไทยและเพื่อนๆพี่น้องชาวจปร.ทุกคน จึงไม่แปลกที่ตำรวจ ทหารเรือ และทหารนักรบจะรู้สึกเห็นใจและเข้าร่วมกับคนเสื้อแดงโค่นล้มอำมาตย์ในที่สุด หากยังปล่อยให้รัฐบาลจอมกู้บริหารประเทศอยู่ เพราะใช้เงินโดยเจตนาหวังอม ทั้งเช็ค2,000บาทช่วยชาติ และเงินประกันราคาที่ไม่มีใครรู้ว่ามีใครได้รับเงินครบหรือไม่ เงิน800,000ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยทวีคูณนั้น เวลาต้องชำระคืนนั้นนานเท่าไหร่กว่าจะหมด และถ้าหาเงินไม่เป็นไม่มีจ่ายจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ประเทศไทยจะกลายเป็นทาสและตกเป็นเมืองขึ้นของชาวต่างชาติในที่สุดเหมือนอาร์เจนติน่าหรือไม่ ประเทศจะแตกเป็นเสี่ยงแบ่งแยกเหนืออีสานตะวันออกใต้ตามคำทำนายของนิติภูมิหรือไม่ ทุกอย่างเป็นเรื่องใกล้ตัวของพวกเราคนไทยทุกคนที่น่าสะพรึงกลัว ปัญหาที่ส่อเค้าก่อตัวจากการสร้างหนี้ของปชป.ที่อาจทำให้สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน ทั้งหลายทั้งมวลเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดที่พวกเราคนไทยจะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป

9เดือนหลังจากสงกรานต์เลือด เสื้อแดงเพิ่มขึ้น แม้ว่าเคยแตกพ่ายและถูกยิงตายที่สามเหลี่ยมดินแดง และได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆเป็นจำนวนมาก แต่การชุมนุมและยอดบริจาคกลับถี่ขึ้นเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นแดงทั่วแผ่นดิน ทำให้เห็นได้ว่าเวลาคนไทยตื่นลุกขึ้นสู้นั้น สู้ขาดใจไม่เหมือนชาติอื่น จนก้าวข้ามผ่านความเป็นความตายไปแล้วขณะนี้ ไม่ว่าข้าราชการทหารจะปฏิวัติหรือไม่ก็ตาม เสื้อแดงก็จะบีบพื้นที่ให้อำมาตย์มีที่ยืนเหลือน้อยลงจนไม่สามารถยืนอยู่ได้อยู่ดี การมีนิสัยชอบทรยศหักหลังคนอื่นเสร็จศึกฆ่าขุนพลของนางเฒ่าตามที่มนูญกฤตได้เขียนจดหมายไว้ จะทำให้ไม่มีใครไว้วางใจนางเฒ่าได้อีก ถามว่าถ้าเปิดบริษัทฯทำการค้าแข่งกัน ทักษิณแบ่งเปอร์เซ็นให้แก่ทุกคนในคดียึดทรัพย์ กับนางเฒ่าจะแบ่งเงินที่ปล้นคนอื่นมาแบ่ง คนที่คิดได้จะเลือกยืนข้างไหน ใครจะกล้าเชื่อนางเฒ่าจอมทรยศหักหลัง ตรงกันข้ามทักษิณรักษาคำพูดและเครดิตยิ่งกว่าสิ่งอื่นเพราะเป็นนักบริหารนักธุรกิจมืออาชีพแบบเต็มตัว

ที่มา. ประชาไท เวบบอร์ด
*************************************************************************

เฉพาะกิจนับถอยหลังวันพิพากษา

ยึด7.6หมื่นล้าน

ส่งท้ายคอลัมน์ “เฉพาะกิจนับถอยหลังวันพิพากษา ยึด 7.6 หมื่นล้าน” ด้วยปมสำคัญที่จะนำไปสู่การยกหรือยึด ทรัพย์ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ในส่วนข้อสนับสนุนที่ฝ่ายถูกกล่าวหา แย้ง คตส.ว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ชินคอร์ป

เริ่มจากมิติแรกในกรณีที่ คตส. มีคำสั่งให้กรมสรรพากร ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้จากการซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ ของนาย พานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา จากบริษัทแอมเพิลริชฯ โดยระบุว่า เป็นการซื้อในฐานะกรรมการบริษัท จึงมีผลตามกฎหมายอย่างชัดแจ้งว่า คตส. ยอมรับว่า หุ้นชินคอร์ปฯ เป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลทั้งสองจนก่อให้เกิดภาระภาษีจากการได้ กรรมสิทธิ์ในหุ้นนั้นมา เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้แล้ว หุ้นจำนวน เดียวกันนั้น จึงไม่อาจถูกกล่าวอ้างว่ายังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาในเวลาเดียวกันนั้นได้อีก

มุมมองถัดมา คือหลังจาก “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ได้ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้แก่ผู้รับโอนไปแล้ว ไม่ปรากฏว่า ทั้งคู่เข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท ชินคอร์ปฯ ตั้งแต่โอนหุ้นให้บุคคลดังกล่าวไปแล้ว โดยผู้รับโอนหุ้นเป็นผู้เข้าประชุมผู้ถือหุ้น และมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ถือ หุ้นรายใหญ่ของบริษัท และเป็นผู้ได้รับเงินปันผล โดยไม่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

อีกมิติที่น่าสนใจคือ ไม่มีการนำเงินที่ได้จากการขายหุ้น ให้แก่กองทุนเทมาเส็คมามอบให้แก่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” คงมีการนำมาชำระเฉพาะเงินค่าหุ้นที่ซื้อไป รวมแล้วเป็นเงินเพียงประมาณ 5,000 ล้านบาทเท่านั้น หลังจากชำระเงินดังกล่าวเสร็จในต้นปี 2549 เงินที่เหลืออีกเกือบ 70,000 ล้านบาท ก็ยังคงฝากไว้ในบัญชีเงินฝากของผู้ที่เป็นเจ้าของหุ้นมาเป็นเวลากว่าปีก่อนที่จะถูกอายัด

นอกจากนี้ หากว่ามีการถือหุ้นแทนกันจริง เมื่อนายพานทองแท้ ถือหุ้นที่ซื้อจาก “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” ไว้แล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องมาขายให้นางสาวพิณทองทา เป็นผู้ถือหุ้น ต่อไป โดยเฉพาะนางสาวพิณทองทา ก็ ซื้อหุ้นจากพี่ชายถึง 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ ประมาณ 1 ปี คือในปี พ.ศ.2545 และ 2546 เพราะหากเป็นการถือหุ้นแทนจริงก็ไม่ต้องโอนต่อให้แก่คนในครอบครัวเดียว กันอย่างเปิดเผย

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 2,000,000 หุ้นนั้น ถ้าการซื้อขาย หุ้นระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับบุคคลในครอบครัวเป็นการโอนให้ถือหุ้นแทนก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งมาให้นางสาวยิ่งลักษณ์ถือหุ้นแทน เพียง 2,000,000 หุ้น เพราะสามารถโอน หุ้นจำนวน 2,000,000 หุ้น ให้นายพานทองแท้ ซึ่งรับโอนหุ้นไปเป็นจำนวนถึง 30,900,000 หุ้น ถือแทนได้อยู่แล้ว

โดยเนื้อหาในตอนท้าย “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” พยายามชี้ให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาของ คตส. ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ถึงการถือหุ้นแทน อีกทั้งฝ่ายผู้ร้องเองก็ไม่มีพยานบุคคลที่สามารถนำสืบหักล้างพยานเอกสารทางทะเบียนของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านว่าไม่มีการขายหุ้นกันจริง ข้อเท็จจริง ในการไต่สวนทั้งหมดของ คตส. จึงเป็นเพียงการสันนิษฐาน คาดเดา โดยปราศจาก หลักฐาน

ในเมื่อปมการซุกหุ้นคือประเด็นใหญ่ ที่จะนำไปสู่การยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” และ “คุณหญิงพจมาน” จึงต้องติดตามกันดูว่าในท้ายที่สุด แล้ว ศาลสถิตยุติธรรมจะเห็นเช่นเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาหรือให้น้ำหนักไปทางคำร้องของ คตส.

26 ก.พ.นี้ ย่อมได้ข้อยุติ และเมื่อศาลมีพิพากษาออกมาแล้ว ทุกฝ่ายในสังคม ควรให้ความเคารพ เพื่อนำพาประเทศไทย ก้าวพ้นห้วงแห่งความขัดแย้ง เพราะถือว่า คำสั่งศาลเป็นที่สุดแล้ว

ที่มา http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413343317

** เพราะไว้วางใจ “องค์คณะผู้พิพากษา” **

“ทางสายกลาง” ไม่มีในโลกของนักการเมือง

-วันพรุ่งนี้! คดียึดทรัพย์ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สังคมในประเทศและต่างประเทศ “จับตามอง” ไม่มีใครรู้ว่ามันจะ ออกหัว หรือ
ออกก้อย...เว้นแต่พวกที่ชอบออกมาพูดพล่าม “ตั้งธง” ทำตัวเป็น เจ้าเข้าทรง...รู้ไปทุกเรื่อง...แต่ไม่รู้อย่างเดียวนั่นคือ
ความจริง...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...ผู้มีอำนาจตัดสินคดีความในประเทศนี้ยังมี คนดี และ คนกล้า...ทำดีเพื่อแผ่นดิน และกล้าทำ
ในสิ่งที่ถูกต้อง...26 กุมภา 2553 จะเป็นวันพิสูจน์คำพูด “ถ้ากระบวนการยุติธรรมสิ้นอิสระ ประชาก็ขาดที่พึ่ง” ชัดเจนที่สุด!...

-ด้านแกนนำเสื้อแดง วีระ จตุพร และ ณัฐวุฒิ...ต่างออกมายืนยันจะไม่มีการ “เคลื่อนไหว” เพราะไว้วางใจ “องค์คณะผู้พิพากษา”
ให้ตัดสินกันอย่างเต็มที่...ไม่เข้าไปยุ่ง...ไม่เข้าไปแทรกแซง...เว้นแต่ใครจะมา ไม่มีสิทธิ์ไปห้าม!...เชื่อว่า ความน่าสนใจจะเกิดขึ้น
หลังวันตัดสินคดียึดทรัพย์...เพราะไม่รู้คนไทยหลายพวกจะ...ใช้เลือดล้างด้วยเลือด หรือไม่?... ไพร่ฟ้าหน้าใส กับ กาลี
ผู้ทำให้บ้านเมืองนี้วุ่นวาย...จะต้องสู้รบปรบมือกันไปอีกกี่เดือน อีกกี่ปี หรือสงครามนี้ไม่มีวันจบสิ้น...เพราะฝ่ายมี “อำนาจในมือ”
ยังครอบครอง “กะลา” ใบนี้อย่างเป็นสุข...เลือดล้างด้วยเลือด...มันยิ่ง “สกปรก” น่ะท่าน!...

-ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร...“ปู่ชัย” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งรัฐสภาพูดไว้น่าคิด!...แย้มด้วยเสียงเบาๆ “ลูกเป็ด” เนวิน อาจพลิกขั้วกลับมา
กอดกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ทั้งที่ก่อนหน้าประกาศมั่นไม่มีการ “เผาผี” แถมเปรียบ “ทักษิณ” กับ “สุเทพ” เมื่อก่อนเป็นอย่างไร...
เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร...พูดแบบนี้ทำให้คิดไปไกล...หรือทั้งสองท่านกำลังเป็น “กิ๊ก” มองตาก็รู้ใจกัน?...

-งานนี้คนที่ซวยหนีไม่พ้น “กุมารทอง” มาร์คเด็กดื้อ ต้องใช้ชีวิต “นายกรัฐมนตรี” ตื่นตัว...เพราะไม่รู้ “อีแอบ” คนใดจะเอามีด
มาแทงข้างหลัง...เจ็บลึกไปถึงหัวใจ...วัดผลกันแค่การประชุม ก.ต.ช. ในวันนี้...เพราะเอกสารในมือ “มาร์ค” พร้อมเสนอ ผบ.ตร.
คนใหม่ ชื่อ “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” แต่จะไปรอดหรือล่มปากอ่าว...บ่าย 2 โมงนี้รู้กัน!...

-หาก “มาร์ค” ตั้งได้จะได้รับคำชื่นชมจาก “ใครบางคน” ที่คอยนั่งลุ้นนั่งเชียร์...โดยเฉพาะพ่อยกแม่ยก “พันธมิตรฯ”
หากทำไม่ได้ “มาร์ค” จะได้ยินเสียงก่นด่าของคนกลุ่มนี้ว่า...ไม่แข็ง อ่อนหัด คุมไม่ได้ สมควรลาออก...สรุป! ผบ.ตร. เขาตั้งตาม
“หลักการ” หรือ “หลักกู” นายกรัฐมนตรีต้องเดินตามนิ้วชี้ของคนบางคนเท่านั้นหรือ?...

-เสียงแว่วในวง “พันธมิตร” กุหลาบหนามคม “ปอง” อัญชลี ไพรรีรักษ์ ผู้ทำหน้าที่ก่อการดีแห่งพลพรรค “ผ้าคาดเหลือง”
ทำไมประเทศออสเตรเลียไม่เห็นความดีความชอบ...ขอวีซ่าครั้งที่ 3 ไม่ผ่าน!...หรือนี่คือ “ความจริง” ที่ทั่วโลกกำลังประนาม...
ไม่รู้เสียแล้วว่า “เดี๊ยนรู้จักใคร” รัฐมนตรีต่างประเทศหน่ะรู้จักไหม...ทูตโดดเดี่ยวไม่มีใครคบที่ชื่อ กษิต ภิรมย์...


ที่มา:konthaiuk
*************************************************************************

** ย้อนรอยยึดทรัพย์ **

อย่างน้อยมี 3 ยุค 3 ครั้ง ที่มีการยึดทรัพย์นักการเมือง

ครั้งแรกสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ (จอมพลผ้าขะม้าแดง)

ครั้งที่ 2 ยุคจอมพล (คนซื่อ) ถนอม กิตติขจร กับพวก

ครั้งที่ 3 ยุค รสช.ครองเมือง มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นคณะปฏิวัติ สั่งยึดทรัพย์ ครม. น้าชาติ

คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลฎีกาฯ นักการเมือง จะอ่านตอนบ่ายโมงตรง พรุ่งนี้ 26 ก.พ.
จึงเป็นครั้งที่ 4


การยึดทรัพย์ครั้งที่ 1 จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ตาม ม.17 ยึดทรัพย์ กว่า 600 ล้าน
ของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2507 ด้วยข้อหา โกงกินทุจริตคอร์รัปชั่น ลูกเลี้ยงและแม่เลี้ยง (ท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์)
ได้ฟ้องร้องแย่งมรดกกว่า 2,874 ล้านบาท จนเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่ว


ครั้งที่ 2 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 นักศึกษาลุกฮือขับไล่ รัฐบาล จอมพลถนอม ที่ครองอำนาจถึง 16 ปี จนต้องเผ่นออกนอก
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ใช้ ม.17 (ดาบนั้นคืนสนอง) สั่งยึดทรัพย์ จอมพลถนอม กับพวก คือ จอมพลประภาส จารุเสถียร และ
พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร จำนวน 434.2 ล้าน เมื่อ 1 สิงหาคม 2517

ด้วยข้อหา ทุจริตคอร์รัปชั่น แม้มีการฟ้องศาลขอคืนทรัพย์สินในภายหลัง แต่ก็ไม่เป็นผล


ครั้งที่ 3 เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รสช. ตั้ง พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธาน คกก. ยึดทรัพย์ (คตส.) นักการเมือง 25 คน
นอกจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกฯ ขณะนั้นแล้ว รมต. อื่น ๆ เช่น กร ทัพพะรังสี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เสนาะ เทียนทอง
บรรหาร ศิลปอาชา พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ประมวล สภาวสุ เป็นต้น

ข้อหาโกงกิน บุฟเฟ่ต์คาบิเนต

นายเสนาะ อุทธรณ์สู้เป็นคนแรก ที่สุด ศาลฎีกา มีคำสั่งว่า การยึดทรัพย์ และ อำนาจ คตส. ชุด พล.อ.สิทธิ เป็นการกระทำที่
ไม่มีผลทางกฎหมาย การสั่งยึดทรัพย์ จึงถูกเพิกถอน ในวันที่ 26 มีนาคม 2536

ส่งผลให้ทั้ง 25 คน รอดหมด

ที่โชคดีน่าจะเป็น พล.อ.สุนทร หัวหน้าคณะปฏิวัติ เพราะแม้ลูกกับภรรยาใหม่ จะฟ้องร้องแย่งมรดกนับพันล้านในภายหลัง
(เหมือนจอมพลสฤษดิ์) แต่ก็ไม่มีใครสั่งยึดทรัพย์ ไม่งั้นอาจเป็นอีกคดีประวัติศาสตร์ก็ได้

แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า ข้อหาที่หลายคณะปฏิวัติยัดใส่นักการเมืองว่า คอร์รัปชั่นโกงกิน จนต้องลากรถถังออกมาล้มล้างกันนั้น
เอาเข้าจริง นายทหารหลายคนที่ยึดอำนาจมา ก็รวยล้นฟ้า โดยไม่มีที่มาที่ไป เช่นกัน

ส่วนคดี ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ทักษิณ พรุ่งนี้ นั้น หากถูกยึดทั้งหมด เจ้าตัวยันจะไปฟ้อง ศาลระหว่างประเทศ อีก ก็สู้กันไป
แต่นั่นล่ะ คนไทยขี้สงสาร ถ้ายึดหมดเกลี้ยง ทักษิณ ก็คงได้คะแนนสงสารไปตุนไว้แน่

ขณะที่โบรกเกอร์โลก “บลูมเบิร์ก” วิเคราะห์ล่าสุดว่า หากยึดหมด ก็ให้อยู่ ห่าง ๆ ตลาดหุ้นไว้เพราะการเมืองไทยจะน่าวิตกที่สุด
แต่หากยึดบางส่วน (ไม่รู้แค่ไหน) เท่ากับประนีประนอม ตลาดหุ้นจะขึ้นแบบก้าวกระโดด

ก็วิเคราะห์กันไป

แต่นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ แถลงเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่ บอกเองว่า ก็แค่ข่าวที่พูดต่อ ๆ กันมาว่า
มีการจ่ายสินบน 5,000 ล้าน ให้ผู้พิพากษาคนละพันล้าน เพื่อให้หลุดคดีนี้ ถือเป็น การดิสเครดิต และ ป้ายสีตุลาการ
ชนิดไม่น่าเชื่อว่า จะมีคนกล้าพูดขนาดนี้ โดยไม่โดนฟ้องข้อหา

หมิ่นศาล !!!.

โดย ดาวประกายพรึก
Dailynews
*****************************************************************************

** พรุ่งนี้ !!! **

พรุ่งนี้ (26 กพ.)...ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท
ของครอบครัว “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร”

ทรัพย์สินที่คนทั้งโลกรู้จาก “นิตยสารฟอร์บส์” ว่าเขามีมาก่อนเล่นการเมือง รวยจากธุรกิจโทรคมนาคม ที่ใครเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ก็รวย
กันทั้งนั้น

นิตยสารฉบับนี้ ยังบันทึกความร่ำรวยติดอันดับโลกของคนไทยคนอื่นอีกหลายคน และคนทั้งโลกก็รู้อีกเหมือนกันว่าใครรวย รวยจากอะไร?

การตัดสินวันพรุ่งนี้ ไม่มีใครรู้ว่า หัว หรือ ก้อย นอกจากประเมินจากการตัดสินหลายคดีการเมืองที่ผ่านมา หลังเกิดการยึดอำนาจ
19 กันยายน 49 เช่น

คดียุบพรรคไทยรักไทย ที่ใช้กฎหมายย้อนหลัง

คดีที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลอ้างว่า...ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับกองทุนฯ ทั้งที่พยานที่เป็นอดีตนายกฯ 2 คน คือ
นายบรรหาร ศิลปอาชา และ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รวมไปถึงอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
ต่างยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจกำกับกองทุนฯ

คดีชิมไปบ่นไป ที่ตัดสิน นายสมัคร สุนทรเวช โดยใช้พจนานุกรม ทั้งที่ในประมวลกฎหมายรัษฎากรก็มีระบุความหมายของ
คำว่า “ลูกจ้าง”

การตัดสินคดีกล้ายาง ที่จำเลย คือ นายเนวิน ชิดชอบ หลังเปลี่ยนข้างทางการเมือง

ถ้าประเมินจากคดีเหล่านี้ พรุ่งนี้ยึดหมด 7.6 หมื่นล้าน “ชัวร์”

พรุ่งนี้จึงเป็นวันที่คนทั้งโลกเฝ้ารอ! คนไทยรอเห็นความยุติธรรมว่า จะเหมือนหลายๆ คดีหรือไม่?

รวมทั้งรอดูคดี 7 ตุลา สงกรานต์เลือด พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบ สนามบิน สถานีโทรทัศน์ NBT คดีสินบนพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท

นักลงทุนรอมองทิศทางการลงทุนว่า...จะอยู่ลงทุนในไทย หรือ จะหอบเงินหนีไปเวียดนาม

นักท่องเที่ยวรอดูว่า...จะมาเที่ยวเมืองไทยแล้วปลอดภัยหรือไม่ เพราะหลายประเทศเตือนไม่ให้มา

พรุ่งนี้...จึงเป็นวันสำคัญไม่ใช่วันธรรมดาเหมือนที่ใครบางคนพูด เพราะพรุ่งนี้นอกจากเป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์แล้วยังเป็นวันตัดสินใจว่า
จะเดินบนเส้นทางใดของใครต่อใครอีกมาก

เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงเพลง พรุ่งนี้ฉันจะรักเธอจนตายจัง
“ได้แต่สัญญา ให้วันเวลาช่วยฉันตัดสินใจ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ได้ไหม ฉันจะรักเธอ รักไปจนตาย”


โดย.คนเมือง
***************************************************************************

** ลงทุนที่คุ้มค่า !! **

หมดเวลา..โปรโมชั่น..ใครที่บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เก่งเรื่อง “ค้าขาย” และ “การลงทุน”..คนๆ นั้นต้องกลับไปศึกษาดู
แล้วจึงค่อยกลับมาพูดกันใหม่ เอาเป็นว่า “หลงจู๊” ยังเรียกพี่..ไอ้ตี๋ เรียก “อากู๋”.. น้องหนูเรียก “อาเฮีย”!!

“ประชาธิปัตย์” คบหา หรือ “ค้าขาย” กับใคร ไม่เคย “ขาดทุน”..ขอบอก ตัวอย่างด้วยการ ทุ่มทุนมโหฬาร ในการจะจัดตั้ง “รัฐบาล”
เพื่อให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี..

หว่าน “โปรโมชั่น” สุดๆ.. ใครเห็น ต้องตาลุกวาวเป็นสิงโต!! เอาเป็นว่าแค่..30 กว่าเสียงของ “ภูมิใจไทย” มีเท่าเนี้ย..เอาไปเลย
“เก้าอี้ 3 ว่าการ” ทั้ง มหาดไทย..คมนาคม และ พาณิชย์!!

หรือแค่ 5 เสียงของ “กิจสังคม” ยังได้คุมกระทรวง ทรัพยากรฯ เบ้อเริ่มเทิ่ม??

20 เสียงจาก “มังกรลากเกี๊ยะ” บรรหาร ศิลปอาชา เทให้หมดสต็อก ยกกันให้หมดใจทั้ง เกษตรฯ และ การท่องเที่ยว..

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ชื่อยาว แต่ ส.ส.น้อย แค่ 9 เสียง ยังล่อกระทรวงพลังงาน ทูนตำแหน่ง รมช.คลัง ให้อีกเป็น “อั่งเปา”
ติดกระเป๋าของแถม

เพื่อแผ่นดิน ได้ทั้ง อุตสาหกรรม และ ไอซีที!! ลด แลก แจก แถม ยิ่งกว่า “แหนมป้าย่น” อย่างนี้..มีหรือใครจะไม่เอา

งานนี้เป็นน้ำเป็นเนื้อจาก “ยาจกซู” เปลี่ยนมาเป็น “มู๋ตู้ตั้งโต๊ะ” ในทันที!!

ใครที่คิดว่า “พรรคร่วม” จะ “งอแง” เป็น “ซือแป๋สั่งขี้มูก” เลิกคิดได้ “ขออ้วนเป็นหมูในวันนี้ ดีกว่าไปเป็นผีในวันหน้า”
นี่คือ สุภาษิตประจำพรรค

ดังนั้น “กับดัก” ที่ ประชาธิปัตย์ วางเบ็ดราวที่ไว้จึงปรากฏผล!! แค่ “เศษเนื้อข้างเขียง” ที่เหวี่ยงโครมไป.. มัน “สะกดจิต”
ได้ยิ่งกว่าคาถา “กำกับผี” ซะอีก

ประชาธิปัตย์ อ่านทะลุขาดว่า พรรคร่วม “ไม่มีทางกระดิกหนี”!! เรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ ตอกตะปูปิดฝาโลงได้..ยังไงโอกาส “สูญพันธุ์”
มีสูง เป็นการทุ่ม “ลงทุน” แค่ระยะแรกเริ่ม..เพื่อล่อ “ยี่ปั๊ว” ให้ตายใจสนิท!!

และต่อไปนี้คือช่วงเวลา “ไล่เบี้ย” เรียกทุนคืนพร้อมหยิบกำไรใส่เก๊ะ..เป็นการลงทุนที่น่าติดตามดูอย่างยิ่ง!!

โดย.หนุ่ม ชิงชัย
***************************************************************************

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เฉลิม'เริงร่า'นายกฯเงา'ซักฟอก'มาร์ค-กษิต'ลั่น2ปี 'พาทักษิณกลับบ้าน'อย่างสง่างาม


“เฉลิม” ย้ำชัดยื่นซักฟอก “มาร์ค-กษิต” ไม่พลาด-พ่วงเชือด “ชวรัตน์”
ปูดเหลืออีก 1 รมต.รอแจงพรรคก่อน ขอบคุณโพลล์หนุนนั่ง “นายกฯเงา” และให้นำทีมซักฟอก
ชู “ทักษิณ” ติดป้ายหาเสียงคนกรุงฯ มั่นใจไม่เกิน 2 ปี พากลับบ้านอย่างสง่างาม

วันที่ 24 ก.พ. 2553 เวลา 13.15 น.ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย
แถลงถึง ความคืบหน้าการยื่นญัตติเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ว่า

ต้องขอขอบคุณประชาชนที่สะท้อนความเห็นผ่านสวนดุสิตโพล โดยกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คน
ต้องการให้ตนเป็น “นายกรัฐมนตรีเงา” ร้อยละ 46.71 และ ต้องการให้ตนเป็นผู้นำการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 63.51
ซึ่งถือเป็นกำลังใจ ให้ทำหน้าที่ในสองตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่า พรรคจะเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีเป็นคนในพรรค ไม่มีปัญหา ถ้าเสนอชื่อเป็นคนนอก ตนจะไม่ร่วมอภิปราย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า ตนมีความสนิทสนมกับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย รวมทั้ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย แล้วอาจจะไม่อภิปรายนายชวรัตน์นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะนายชวรัตน์
จะต้องมีชื่อถูกอภิปรายแน่นอน ถ้าวันนี้ใครเป็นพรรคฝ่ายค้านแล้วไม่ยื่นอภิปรายรมว.มหาดไทย ก็จะถูกข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
และประชาชชน กล่าวหาว่ามีอะไรกันหรือไม่ ในทางการเมืองนั้น ทำไม่ได้ เพราะเป็นกระทรวงที่มีเรื่องมากที่สุด

ส่วนตัวรู้สึกสงสาร 21 ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ออกมาร่วมกันแถลงข่าว นำโดยผู้ว่าฯบุรีรัมย์ที่ออกมาสาบาน เชื่อว่าจะพบจุดจบในเร็ววันนี้
ดังนั้น รองผู้ว่าฯทั้งหลายเตรียมตัวได้เลย

“เบื้องต้นรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายยังเหมือนเดิมคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
และนายชวรัตน์ ส่วนในใจยังมีรัฐมนตรีคนที่ 4 แล้ว แต่ยังไม่ขอบอก เพราะต้องรอเสนอแจ้งให้ที่ประชุมพรรครับทราบก่อน”
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวและว่า

ขณะนี้ไม่มีปัญหาภายในพรรคแล้ว มีเพียงไม่กี่คนทำให้พรรคปั่นป่วน เพราะร้อยละ 99 ส.ส.ในพรรคไม่มีใครเอา

เมื่อถามถึง ที่มีกระแสข่าวออกมาว่าร.ต.อ.เฉลิม จะย้ายเข้าซบพรรคภูมิใจไทยนั้น

ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่าไม่มีทางเด็ดขาด แค่ข่าวปล่อย ถ้าพ้นจากพรรคเพื่อไทยไปแล้วก็เป็นพักที่บ้านเท่านั้น

ชู “ทักษิณ” ติดป้ายหาเสียงคนกรุง มั่นใจไม่เกิน 2 ปีพากลับบ้านอย่างสง่างาม

ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนจะเสนอยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยใน กทม.ให้ขึ้นตรงกับพรรค
ด้วยการรณรงค์ เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้าน เหมือนโมเดลเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร ศรีสะเกษ
และมหาสารคาม โดยระบุชัดเจนว่า “ถ้าต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้าน ให้เลือกพรรคเพื่อไทย"

โดยใช้รูปแบบการนำป้ายไปติดตั้งทั่วกทม. และทุกจังหวัดใหญ่ๆ มั่นใจว่ากระแสของพรรคยังดี ทำให้ในกทม.ได้ ส.ส.เกินครึ่ง
เป็นการพิสูจน์ให้เห็นไปเลยว่าคน กทม.ต้องการเอา พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่

“เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นสินค้าดี ผมจะอาสาเป็นเซลล์แมนขาย พ.ต.ท.ทักษิณ เอง ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องรอหน่อย
ถึงอย่างไร อีกไม่เกิน2 ปี ผมจะรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้านอย่างสง่างาม พวกที่บอกว่าจะเปลี่ยนขั้ว ต้องรอไปอีก 10 ชาติ
พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีทางเปลี่ยนขั้ว เลิกฝันได้แล้ว” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวย้ำ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาประกาศว่า
การเลือกตั้งสมัยหน้า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ส.ส. 240 ที่นั่งนั้น

ตนคิดว่ารอชาติหน้าบ่ายๆ แค่รักษา 165 ที่นั่งไว้ได้ ก็เก่งแล้ว เพราะสมัยหน้าเชื่อว่า แพ้พรรคเพื่อไทยแน่ และแพ้แบบขี้เหร่ด้วย
เพราะพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ไปเลย กลับมายาก วันนี้ให้รัฐบาลอยู่ไปก่อน ขออย่ายุบสภา อยู่ให้ตายคามุม


ทีมา.konthaiuk
*****************************************************************************

** ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว?? **

ปฏิบัติการหมูไม่กลัวน้ำร้อน !!!

ของพลพรรคคนเสื้อแดงเริ่มได้ผล ดึงคนที่ชอบอยู่ที่สูง “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีจากเขายายเที่ยง ลงมาสู่
พื้นราบเรียบร้อย นี่กำลังเอา “ป๋า” ไปเสียบประจานที่เขาสอยดาวอีกคน นับว่าได้ผล เพราะวันนี้ประชาชนมวลเหล่าดอกไม้หลากสี
ก็เริ่มเห็นด้วยเห็นดีกันท่วมท้น แถมยังช่วยกันขุดด้วยปาก ช่วยกันถากด้วยตา อีกต่างหาก

ก็อย่างว่า ดีชั่วล้วนอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำล้วนอยู่ที่ทำตัว?? อยากดีอยากชั่วอยากสูงอยากต่ำก็ทำกันเอา
ป.ล. ขอหารือ เคยมีป้ายชะเลียร์ “ฟ้าเป็นของนก นายกเป็นของป๋า” วันนี้มาทำป้าย “ฟ้าเป็นของนก นรกเป็นของผู้ทรยศประชาชน”
จะอินเทรนด์ดีไหม??


...


เต่าใหญ่ ใข่กลบ??

รูปธรรม นามธรรมก็ว่ากันไป เลือกเกิดให้สวยให้หล่อไม่ได้ แต่เลือกก็ที่จะทำอะไรดีๆ ได้เสมอ
ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของ จีที 200 อภิมหานวัตกรรมหรูเลิศ แถมแพงระยับ ที่คนซื้อไม่ได้ใช้เงินของตัวเองซื้อ
แต่เงินที่ซื้อล้วนมาจากหยาดเหงื่อของประชาชนทั้งนั้น

ทดสอบยี่สิบครั้ง ถูกแค่สี่ครั้ง หรือก็ 1:5 ขนาดเล่นบาคาร่า BANKER – PLAYER โอกาสได้เสียแค่ 1:1 ก็หมดดูดรูดมหาราช
กันบานตะไทมามากแล้ว ตรวจระเบิดมีโอกาสถูกแค่ 1:5 สุ่มเสี่ยงโยนติ้วแทน น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ??

คิดไม่ออกบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า ที่ คุณหญิงพรทิพย์ โรจน์สุนันท์ ออกมาแอ่นอกการันตี จีที 200 ว่า ยอดเยี่ยมกระเทียมดองนั้น
ไม่รู้ใช้หลักอะไรคิด?? คงไม่ใช่หลัก “เต่าใหญ่ ใข่กลบ” นะจ๊ะคุณหมอจ๋า??


...


ระวัง ทหารแตงโม??

“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ สร.2 ผู้ปั้นดินให้เป็นดาว เมื่อดาวลอยล่องขึ้นฟ้าก็ขี้เยี่ยวรดหัวให้ล้างให้เช็ด แถมเจ็บปวดใจบ้าง
ไปตามเรื่อง

เสาร์ที่ผ่านมา ไปเป็นประธานปิดมหกรรมการฝึกการควบคุมฝูงชนขนาดใหญ่ ที่บูรณาการกำลังจากทั้งตำรวจ ทหาร และกรุงเทพฯ
มาเพื่อต่อตีม็อบเสื้อแดงโดยเฉพาะ งานนี้ได้ลูกชาย “นายพลเสื้อคับ” พ.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้การกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
เอื้อเฟื้อสถานที่ แถมให้ทหารเป็นเสื้อแดงสมมุติอีกต่างหาก

จะเป็นยุทธการเขียนเสือให้วัวกลัว หรือจะเป็นพิธีตัดไม้ข่มนาม ก็แล้วแต่จะคิด?? ที่แน่ๆ นั้น วันนี้วัวไม่กลัวเสือ แถมที่ถือโล่ถือกระบอง
ไม่เว้นแม้กระทั่งถือปืน ระวังจะกลายเป็นแตงโมก็แล้วกัน ภายนอกอาจจะดูเขียวน่ากลัว ผ่าเข้าไปอาจกลายเป็นแดงแจ๊ดแจ๋ก็ได้นะ??


...


ระวังอย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน??

ใช้หลักนิติรัฐ โดยปราศจากหลักนิติธรรม คงจะไม่ได้ผล ดีเดย์ วันตัดสินคดียึดทรัพย์ “แม้วพลัดถิ่น” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จะใช้ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ หรือ ทฤษฎีต้นไม้เป็นพิษก็เลือกเอา

ที่แน่ๆ ความยุติธรรมต้องดำรงอยู่ “ต้องให้เขาในสิ่งที่เขาควรที่จะได้ด้วยธรรม” ของๆ ใครของใครก็ห่วง ของๆ ใครของใครก็หวง
การดิ้นรนต่อสู้เพื่อของห่วงของหวงจึงไม่ใช่เรื่องผิด??

อย่าให้ใครว่าได้ว่า ที่ผิดเพราะเหตุเกิดในประเทศไทย?? ถ้ายังไม่รู้ว่าสิ่งที่ถูกนั้นเป็นอย่างไร แต่รู้แน่ว่าสิ่งที่จะทำนั้นผิดแน่นอน
ต้องไม่ทำ หรือทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม น่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุดจะได้ไม่เข้าข่าย ทำหินแตก แยกแผ่นดิน โดยประมาท ??


...


ก.ก.ต.ผู้ไร้เดียงสา??

ประชาธิปัตย์คงมีฮา เพราะคำร้องคดียุบพรรค ทำท่าว่าจะถูกยกซะแล้วก็ ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาใหญ่ประธาน ก.ก.ต.
“เสี่ยอู” อภิชาต สุขัคคานนท์ ผู้มาดมั่น ออกมาแถลงเจื้อยแจ้ว ดีเอสไอไม่ได้ชี้มาว่าเงินที่ว่านั้นเป็นเงินที่ถูกยักยอกมา

โถถังกาละมังแตก เรื่องนี้อยากรู้อยากเห็นก็ไต่สวนเองได้ตามใจโก๋อยู่แล้ว อำนาจไต่สวนหรือก็อยู่ในมือ ก.ก.ต. เต็มๆ
ระบบแสวงหาข้อเท็จจริงของ ก.ก.ต. เขาใช้ระบบไต่สวน นี่คงยุทธการโยนหินถามทาง ก่อนที่ “เสี่ยอู” จะออกมาแถลงแจ้งข่าว
ยกคำร้องแล้วจ้า เพราะที่ปรึกษาและอนุไต่สวนเขาบอกมาเช่นนั้น?? ก็จำเริญๆ กันเถอะนะ พ่อคุณพ่อทูนหัว
ก็บ้านนี้เมืองนี้มันของพวกคุณเท่านั้นแหละ!!


โดย.ใต้ฟ้า
**************************************************************************

ก้าวล่วง

ยิ่งใกล้วันตัดสินคดียึดทรัพย์จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

บรรยากาศการเมืองก็ยิ่งตึงเครียด

รัฐบาลหวาดผวา ถึงกับระดมกำลังตำรวจทหารกว่า 4 พันนาย ออกมาฝึกซ้อมเตรียมพร้อมไว้ปราบปรามม็อบเสื้อแดง

เพราะเชื่อว่าจะออกมาก่อความวุ่นวาย ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ

สื่อวิทยุและโทรทัศน์ในซีกรัฐบาลโหมประโคมอย่างหนัก เสนอข้อมูลความรุนแรงของเสื้อแดงเป็นด้านหลัก

โดยเฉพาะในช่วงวันสงกรานต์ ปี 2552 และเหตุ การณ์ทุบรถเบนซ์ที่กระทรวงมหาดไทย

แต่ไม่ยักเสนอภาพข่าวทหารพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ลุยปราบม็อบราวกับการทำสงคราม

ล่าสุด ถึงลามปามไปถึงศาลยุติธรรมเข้าแล้ว

นายสำราญ รอดเพชร โฆษกพรรคการเมืองใหม่ หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ใช้วิธีแบบการเมือง ออกมาแถลงเป็นตุเป็นตะ

นายสำราญอ้างว่า

"มีความพยายามที่จะใช้เงินถึงหลักพันล้านบาท เพื่อใช้ในการพลิกคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน เนื่องจากองค์คณะผู้พิพากษา มี 9 ท่าน กระแสข่าวพยายามเข้ามาแทรกแซงให้ได้เพียง 5 ท่าน ท่านละ 1 พันล้านบาท เพื่อแลกกับเงิน 7.6 หมื่นล้าน"

ทันควัน นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม ออกมาปฏิเสธว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีมูลความจริง การ พิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกคดีที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรื่องการเสนอสินบนใดๆ

โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวด้วยว่า การระบุเช่นนี้เหมือนปล่อยข่าวหวังผล ทำให้เกิดความระแวงสงสัยในการพิพากษาคดีที่กำลังใกล้จะตัดสิน

หากอ้างว่ามีการเสนอสินบน การตรวจสอบย่อมทำได้ โดยตรวจดูจากเส้นทางการเงิน ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้พิพากษาคนใดที่เป็นองค์คณะแจ้งเรื่องการเสนอสินบนดังกล่าวเลย

แม้โฆษกศาลยุติธรรมออกมาปฏิเสธ แต่นายสำราญก็ยังออกมายืนยันซ้ำ โดยอ้างว่าข่าวเรื่องความพยายามวิ่งเต้นให้สินบนผู้พิพากษาในคดียึดทรัพย์คนละกว่าพันล้านบาท เป็นความจริง แต่รายละเอียดบอกไม่ได้

"รู้เพียงว่าก่อนหน้านี้เคยวิ่งเต้นเสนอ 200 กว่าล้านบาท แต่ไม่ได้ผล จึงต้องเพิ่มเงินสินบนเป็นพันล้านบาท

"ยอมรับว่ายังไม่ได้เช็กข้อเท็จจริงกับศาล เพราะไม่อยากก้าวล่วง ที่สำคัญข่าวดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องที่ลือกันในหมู่นักวิชาการ นักกฎหมาย และทนายความเท่านั้น

"นอกจากนี้ยังลือกันว่า ขณะนี้เขาได้ไป 4 เสียงแล้ว ขาดอีกเสียงเดียวคดีก็จะพลิกทันที"นายสำราญอ้าง

แต่เมื่อถูกซักหนักๆ เข้า นายสำราญก็เฉไฉ อ้างว่าเป็นเพียงการได้ยินการพูดต่อๆ กันมาเท่านั้น

ออกลีลาแบบ "ลูกพี่" ไม่มีผิด

คอลัมน์. เหล็กใน
*******************************************************************