--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทางรอดของชนชั้นกลาง (ต่อ) !!?


โดย.วีรพงษ์ รามางกูร

วิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุค Baby Boomer ส่งผลให้ชนชั้นกลางขยายตัวอย่างรวดเร็วสำหรับประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างไทย การเติบโตทางเศรษฐกิจในอดีตเพียงพอที่จะสร้างความสำเร็จของชนชั้นกลาง "ยุคแรก" แต่ความยากลำบากของชนชั้นกลางไทยสำหรับ GEN X, GEN Y ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนถึง 70% เริ่มเห็นภาพมากขึ้น แม้ว่าราคาบางสิ่งบางอย่างจะถูกลงอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่คุณภาพชีวิตกลับลำบากมากกว่าเดิม ซึ่งมีการศึกษาปัญหานี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนำเสนอวิธีแก้มากมาย ซึ่งผมจะสรุปทางรอดของชนชั้นกลางว่ามีอะไรบ้าง

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมี "ภาวะผู้นำ" และ "กล้าคิดใหญ่" เราพูดกันบ่อยครั้งว่าประเทศไทยมีภูมิศาสตร์และศักยภาพที่จะเป็น "ศูนย์กลาง" ของอาเซียน แต่น้อยครั้งจะมีคนคิดว่า "อยาก" จะเป็น "ผู้นำ" อาเซียน อดีตนายกฯ ลี กวน ยู บอกว่า ประเทศสิงคโปร์ขึ้นมาถึงทุกวันนี้ได้มีเหตุผลเดียวเพราะ "คน" ประเทศที่ใช้เวลาสร้างมาแค่หนึ่งช่วงชีวิตคน สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียนและมุ่งสู่ระดับโลกได้ เพราะพวกเขามีภาวะผู้นำสูงในคนทุกระดับ ประเทศไทยมีนักศึกษาจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมาก แต่น้อยครั้งที่จะถูกปลูกฝังให้ "กล้า" เป็น "ผู้นำ" ที่จะคิดสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไรบางอย่าง

สิ่งที่สองคือ การใช้ "ประสิทธิภาพ" และ "ประสิทธิผล" ในตัวเองอย่างเต็มที่ จงเลือกองค์กรที่ให้ "โอกาส" และมองศักยภาพคนที่ความสามารถ ขณะเดียวกัน ต้องพยายาม "สร้าง" สิ่งใหม่ ๆ ทำงานให้มากกว่าเงินเดือน และความคาดหวังของทุกคนในบริษัท เพราะต้นทุนสำคัญของชนชั้นกลาง คือ "แรง" "เวลา" และ "ไอเดีย" บ่อยครั้งเราจะทำงานน้อยกว่าศักยภาพ เพราะคิดว่าทำงานหนักไปก็ไม่มีประโยชน์ ยังไงเราก็โตขึ้นตามลำดับอาวุโสของบริษัท ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเรามี 2 ทางเลือก คือ ไม่สนใจ และทำงานหนักจนกว่าบริษัทจะเห็นคุณค่า หรือไม่ก็หาบริษัทใหม่ที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ จงอย่ายอมรับชะตากรรม

สิ่งที่สามคือ พยายามสร้าง "เศรษฐกิจพอเพียง" ในตัวเองให้ได้ อย่าไปใช้จ่ายตามกระแส ใช้ชีวิตต่ำกว่าความสามารถในการหารายได้ให้มากที่สุด และมองหาชีวิต "ที่มีอิสรภาพจากเงิน" อย่าติดกับดักการมีชีวิต "เพื่อบอกว่าเรามั่งคั่ง" กับดักเหล่านี้ทำให้เราสร้างภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าในอนาคต ซึ่งเป็นการทำลายศักยภาพตัวเองอย่างช้า ๆ

เศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่การคิดเล็ก แต่เป็นการเริ่มต้นคิดใหญ่ การที่เราสามารถสร้าง "งบดุลของตัวเอง" ที่แข็งแรง ไม่มีหนี้ ไม่มีภาระ คือการปลดล็อก "ข้อจำกัด" เพราะเราไม่สามารถทำงานออกมาให้ดีได้ ถ้าเต็มไปด้วยหนี้ที่ต้องจ่ายทุกเดือน

สิ่งที่สี่คือ "จงสร้างครอบครัว" การสร้างครอบครัวคือการสร้างฐานที่แข็งแรงในชีวิต มีบทวิจัยมากมายที่บอกว่า คนที่มีครอบครัวมักจะมีผลผลิตสูงกว่า มีชีวิตที่มีเป้าประสงค์มากกว่า การมีลูกเป็นอีกส่วนสำคัญ คือครอบครัวจะเป็นแรงขับดัน แรงบันดาลใจ ไม่ใช่ภาระ เพราะดูแลครอบครัวแบบเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้แพงเลย เมื่อเทียบกับ Synergy ที่คุณจะมีกับคู่ชีวิตและลูก เพียงแต่คุณต้องเหนื่อยบ้างในวันนี้เพื่อวันข้างหน้า นี่คือปรัชญาการลงทุน และมีบทวิจัยจำนวนมากบอกว่า ยิ่งคุณประหยัดต่อลูกเท่าไหร่ โอกาสที่คุณและลูกจะเป็นเศรษฐีจะสูงขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่ห้าคือ "อย่าหยุดเรียนรู้" ชนชั้นกลางต้องรู้จักความเสี่ยงและบริหารความเสี่ยง จงเริ่มทำให้เร็ว เริ่มเล็ก ๆ และเชี่ยวชาญในตลาดนั้น ๆ ปลาเล็กสามารถมีชีวิตที่แข็งแรงได้ ถ้ายืดหยุ่นกว่า เร็วกว่า และอยู่ในพื้นที่ที่ตัวเองชำนาญ ระบบเศรษฐกิจใหม่หรือดิจิทัลอีโคโนมีสร้างโอกาสมากมายให้ชนชั้นกลางยุคปัจจุบัน การทำงานมากกว่าหนึ่งอย่างก็เป็นทางออกที่ดีในยุคนี้

สิ่งที่หกคือ "การลงทุน" โดยเฉพาะการลงทุนหุ้น ช่วยให้ชนชั้นกลางสามารถเกาะ "ชนชั้นนายทุน" ได้ดีที่สุด แนวคิดการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ จงลงทุนให้เร็ว อย่าจับจังหวะตลาด ค่อย ๆ ลงทุนตามสัดส่วนอย่างน้อย 20% ของรายได้ สร้างวินัยการออมอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ "ห้าม" แตะต้องเงินก้อนนี้เป็นอันขาดจนกระทั่งวันที่คุณจะเลิกทำงานหรือเกษียณ หุ้นจะดีหรือร้ายคุณก็ยังต้องลงทุน ถ้าทำไม่ได้ควรมีที่ปรึกษาทางการเงินที่ดี เพราะ 90% ของคนลงทุนในตลาดหุ้นมักไม่ประสบความสำเร็จด้วยสาเหตุหลาย ๆ อย่าง และคนส่วนมากต้องการโค้ชด้านการเงิน เพียงแต่พวกเขาไม่รู้เท่านั้น

ถ้าทำได้ตามนี้อีก 10-15 ปีข้างหน้า คุณจะเป็นชนชั้นกลาง "ที่รอด" ในเศรษฐกิจทุนนิยมยุคนี้แน่นอน และนี่ไม่ใช่แค่ทางรอดของชนชั้นกลาง แต่นี่คือ ทางรอดของประเทศไทย

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

อาเซียนสะดุดปัญหาพลังงาน ASEAN Power Grid ....!!?


เหลือเวลาเพียงไม่กี่อึดใจสำหรับการรวมกลุ่มเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ ขณะที่หลายโครงการที่ชาติสมาชิกได้ตกลงที่จะร่วมกันพัฒนา ดูเหมือนว่ายังไม่คืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะประเด็นด้าน "พลังงาน" กับยุทธศาสตร์ "ASEAN Vision 2020 Energy" ที่ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับการเจรจาเพื่อให้บรรลุผลตามเป้า

โครงการ "ASEAN Power Grid" สู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ให้มีความเชื่อมโยงกันและพร้อมรองรับการค้าและการลงทุน ซึ่งได้วางวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า "ไทยจะเป็นสมาชิกที่เข้มแข็งและสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอาเซียนร่วมกัน" โดยจะเชื่อมโยงกับ ลาว, เมียนมาร์, กัมพูชา, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาะบอร์เนียว และฟิลิปปินส์

โดยโครงการหลัก (Flagship Project) ในการเชื่อมโยงสายส่ง ASEAN Power Grid ประกอบด้วย โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนหงสาลิกไนต์, โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการไซยะบุรี, โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเซเปียนเซน้ำน้อย ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงจำปาสักและแขวงอัตตะปือ ตอนใต้ของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกลุ่มนักลงทุนจากเกาหลี ไทย และลาว โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งจะขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ด้วยการส่งเข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี และส่วนหนึ่งจะเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าลาว

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผู้อำนวยการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาลุ่มน้ำโขง (TERRA) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ มองว่า ความร่วมมือและความมั่นคงด้านพลังงานในอาเซียนยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เนื่องจากพฤติกรรมการใช้พลังงานของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนถึงความกระจุกตัวของพลังงานในภูมิภาค

ผลสำรวจเมื่อปี 2553 ระบุถึงอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าของประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด 99% ของประชากรทั้งประเทศ รองลงมา คือ เวียดนาม 95% และ สปป.ลาว, กัมพูชา, เมียนมาร์ ราว 69% 26% และ 23% ตามลำดับ

ยิ่งกว่านั้น การไฟฟ้านครหลวงของไทย เผยผลสำรวจประจำปี 2549 ว่า การใช้ไฟฟ้าของ 3 ห้างยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามพารากอน มาบุญครอง และเซ็นทรัลเวิลด์ รวมกันมากถึง 278 ล้านกิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี (Gwh) ขณะที่สามเขื่อนของไทย ได้แก่ เขื่อนปากมูล, เขื่อนสิรินธร และเขื่อนอุบลรัตน์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้เพียง 266 ล้านกิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี

ฉะนั้นการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากลาวและเมียนมาร์ จึงมีความจำเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาค อีกทั้งนโยบายการผลิตกระแสไฟฟ้าของทั้งสองประเทศ ยังเอื้อต่อการส่งออกไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคด้วย

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ลาวมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงถึง26,000 เมกะวัตต์ ทั้งจากพลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานถ่านหิน โดยถือว่า ลาว เป็น "Battery of Asia" แต่ดูเหมือนศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของลาวมีไว้เพื่อส่งออกไม่ใช่เพื่อคนในประเทศซึ่งวีโอเอ ภาษาลาว รายงานว่า นายวีระพน วีระวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาว กล่าวถึงแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีก 4 เท่าตัวของระดับปัจจุบัน ที่ผ่านมา ลาวส่งออกราว 2 ใน 3 ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ 3,200 เมกะวัตต์ และกำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้าอีก 6,000 เมกะวัตต์

"เราคาดว่าภายในปี 2563 เราจะมีกำลังผลิต 12,000 เมกะวัตต์ ราว 2 ใน 3เป็นไฟฟ้าเพื่อการส่งออก และภายในปี 2573 จะผลิตเพิ่มเป็น 24,000 เมกะวัตต์ซึ่งนับว่าเกือบเต็มศักยภาพของไฟฟ้า พลังน้ำในลาว ซึ่งไทยเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่และลาวก็มีข้อตกลงขายไฟฟ้าให้เวียดนามและกัมพูชาด้วย อีกทั้งผู้ส่งออกพลังงานกำลังดูลู่ทางที่จะแลกเปลี่ยนไฟฟ้ากับจีนในอนาคต" นายวีระพนกล่าว

ขณะเดียวกัน ลาวกำลังหาทางแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างมณฑลยูนนานของจีน เวียดนาม ไทย และกัมพูชา รวมทั้งการส่งออกไฟฟ้าจากลาวผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ด้วย ขณะที่เมียนมาร์ อีกหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าอย่างมาก โดยเฉพาะพลังน้ำ ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในทะเลที่เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ คือ ยาดานา คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองรวมทั้งสิ้น 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และเยตากุนอีก 1.2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ปัญหาที่เกิดขึ้นและชวนให้คิดก็คือ หากแหล่งพลังงานทั้งลาวและเมียนมาร์มีอย่างล้นหลาม แล้วทำไมการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนในประเทศจึงยังไม่ครอบคลุม แม้ที่ผ่านมารัฐบาลเมียนมาร์รับรู้ถึงปัญหาและพยายามแก้ไข ด้วยการร่างกฎหมายพลังงาน เพื่อเตรียมลดการส่งออกก๊าซธรรมชาติลง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนในประเทศก็ตาม

ทั้งนี้ โครงการ ASEAN Power Grid ที่ประเทศสมาชิกพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นจริง แต่กลับชะงักไม่มีความคืบหน้า อันเนื่องมาจากการจัดตั้งศูนย์ควบคุม หรือศูนย์สั่งการ ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าประเทศไหนจะเป็นผู้ควบคุมศูนย์ในภูมิภาค เพราะการควบคุมศูนย์ดังกล่าวมันหมายถึง "การกุมอำนาจ" ในการสั่งจ่ายไฟฟ้าของแต่ละประเทศ

สถานการณ์ด้านพลังงานนี้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงระดับความไว้เนื้อเชื่อใจของภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างดีเพราะปัญหาด้านพลังงานถือเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้และสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของผู้ร่วมชะตากรรม ซึ่งหากเกิดการรวมประเทศภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว อุปสรรคข้างหน้าจะเป็นเหมือนตัวทดสอบว่า ชาติสมาชิกจะจริงใจหรือต้องการฉกฉวยผลประโยชน์จากการเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้น

เรียบเรียงโดย ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

อันตรายตัวจริง !!?


โดย.วีรพงษ์ รามางกูร

ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกของเราในเดือนมกราคมปีนี้ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีที่แล้ว หดตัวลงถึงร้อยละ 3.46 ตัวเลขเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วก็ลดลงอีกร้อยละ 2.4 ตัวเลขทั้งปีอาจจะเป็นไปได้ว่ารายได้จากการส่งออกของเราก็คงจะไม่ดีไปกว่าตัวเลขของเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์

ที่เคยหวังว่า จีนจะเป็นตลาดที่จะช่วยรองรับสินค้าส่งออกของเรา เพื่อชดเชยการชะลอตัวของการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของตลาดยุโรปและตลาดอเมริกา เพราะเหตุผลที่ยุโรปได้ตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรไปแล้ว และเรายังไม่สามารถเดินทางไปเจรจากับเขาได้ สหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน

แต่กลับกลายเป็นว่า การส่งออกของเราไปยังตลาดจีนในเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ กลับหดตัวมากกว่าการส่งออกไปยุโรปและอเมริกาเสียอีก กล่าวคือ ในเดือนมกราคม การส่งออกของเราไปจีนหดตัวถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกุมภาพันธ์ก็หดตัว 20 เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน และยังเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน

ตกลงจีนก็คงจะไม่ใช่ตลาดที่เราจะหวังพึ่งเพื่อชดเชยการชะลอตัวของการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆของเราได้

ในสุนทรพจน์กล่าวเปิดประชุมสภาประชาชนแห่งชาติของจีนเมื่อวันพฤหัสบดีที่5มีนาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่เรียกว่า "ความเป็นปกติใหม่" หรือ "new normal" กล่าวคือลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ จากที่ขยายตัวร้อยละ 7.4 ในปี 2557 ลงเป็น 7 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558 และเป็น 6.8 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 พร้อมๆ กับประกาศลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน ลดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจลง หันกลับมากระตุ้นการบริโภคของครัวเรือนภายในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเวลากว่า 20 ปี อัตราการขยายตัวของการลงทุนทั้งของภาคเอกชนและรัฐบาลขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของการบริโภคอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่สัดส่วนของการบริโภคของครัวเรือนในบัญชีรายได้ประชาชาติกลับลดลง

ในขณะที่เศรษฐกิจของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วปัญหาสำคัญที่ติดตามมาก็คือปัญหาเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงและปัญหามลภาวะซึ่งเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างถึงที่สุด

การลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดการลงทุนของภาครัฐวิสาหกิจซึ่งเคยมีสัดส่วนที่สูงกว่าร้อยละ 40 ลง เพื่อให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในการลงทุน พร้อมๆ กับลดอัตราการขยายตัวของการลงทุนลง เพื่อให้การบริโภคของภาคครัวเรือนได้มีโอกาสขยายตัวให้มากกว่าในปัจจุบัน

การที่รัฐบาลจีนประกาศลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงก็ย่อมจะหมายความว่าการนำเข้าสินค้าและบริการของจีนจะต้องลดลงเป็นเงาตามตัวไปด้วยส่วนการส่งออกของจีนนั้นได้เริ่มลดลงอยู่แล้ว

การที่เราหวังว่าจีนจะเป็นตลาดของสินค้าส่งออกของเราเพื่อทดแทนการชะลอตัวของการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของยุโรปและอเมริกาจึงอาจจะเป็นความหวังที่เลื่อนลอย

การลงทุนต่างประเทศของจีนนั้น จีนก็มุ่งที่จะลงทุนสำหรับสินค้าประเภทวัตถุดิบและสินค้าขั้นปฐม เช่น น้ำมัน พลังงาน และวัตถุดิบขั้นปฐม สำหรับป้อนโรงงานในประเทศจีน ประเทศของเรามิใช่ประเทศที่ผลิตสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ แร่ธาตุต่างๆ ส่วนวัตถุดิบที่เป็นสินค้าเกษตร เช่น ยางพาราหรือมันสำปะหลัง และอื่นๆ จีนก็ส่งเสริมพัฒนาเพื่อทดแทนการนำเข้า

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ก็จะไม่ช่วยการส่งออกของเรามากนักเพราะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะส่งเข้าไปในตลาดสหรัฐกลายเป็นสินค้าจากประเทศในแถบละตินอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ และการฟื้นตัวของสหรัฐอเมริกาก็ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นอยู่แล้ว แต่เมื่อยุโรปและญี่ปุ่นประกาศนโยบาย คิว.อี.หรือเพิ่มปริมาณเงินยูโรและเงินเยนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของเขา ก็จะยิ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้นเป็นทวีคูณ

ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นก็จะหิ้วค่าเงินบาทของเราให้แข็งตามขึ้นไปด้วยเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ยอมลดอัตราดอกเบี้ยเพราะการลดดอกเบี้ยอาจจะกระทบกระเทือนรายได้ของสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์

การที่ธนาคารกลางของเราทำ 2 หน้าที่ที่ขัดแย้งกันคือ เป็นผู้กำหนดนโยบายการเงิน ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำกับตรวจสอบและดูแลสถาบันการเงินด้วย สองหน้าที่นี้ขัดแย้งกัน หรือมี "conflict of interest" ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่จะเห็นชัดยิ่งขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขาลง หลายๆ ประเทศจึงมักจะให้มีการแยกกัน ระหว่างฝ่ายกำกับดูแลสถาบันการเงินกับผู้กำหนดนโยบายการเงิน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศไทย เพราะสังคมไทยไม่เข้าใจระบบการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ ความเป็นอิสระอย่างสุดโต่งของธนาคารกลางจึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่เล็กและเปิดอย่างประเทศไทยวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเป็นตัวอย่างอันดีที่สังคมไทยไม่ยอมเรียนรู้เพราะมีอคติกับฝ่ายการเมืองจนเสียความสมดุล

ความเป็นความตายของรัฐบาลทหารในขณะนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีกฎอัยการศึก หรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของประชาชน ซึ่งขณะนี้ได้เบาบางลงไปมากแล้ว แต่จะอยู่ที่การล่มสลายและการล้มละลายของธุรกิจ ซึ่งเห็นชัดขึ้นทุกที การหดตัวของการส่งออก การลดลงของราคาสินค้าเกษตร การลดลงของราคาส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม การลดลงของธุรกิจการท่องเที่ยว ย่อมทำให้รายได้ของครัวเรือนลดลง ไม่ใช่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น แต่รวมถึงประชากรในส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจด้วย

เมื่อรายได้ของครัวเรือนลดลง ข่าวเรื่องหนี้สินของครัวเรือนก็จะเป็นข่าวสำคัญตามมา ข่าวต่อมาก็คงจะลุกลามไปที่ข่าวหนี้เสีย การผิดนัดในการชำระหนี้ของสถาบันการเงินก็คงจะเป็นข่าวตามมา

ครั้นจะมองไปในระบบการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจก็มองไม่เห็นว่ารัฐบาลโดยข้าราชการและบรรยากาศภายใต้กฎอัยการศึกจะมีผู้ใดกล้าหาญพอที่จะออกมาเสนอหรือวิพากษ์วิจารณ์นโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจ แม้แต่สถาบันธุรกิจต่างๆ ส่วนสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารหรือ กลุ่มหรือชมรมทางเศรษฐกิจการค้า บรรยากาศเช่นนี้จึงน่าจะเป็นอันตรายต่อรัฐบาลเอง การวิพากษ์วิจารณ์ก็จะเป็นไปในทางยกย่องชมเชยเสียมากกว่า

การส่งออกของเราขยายตัวในอัตราที่ลดลงจนกลายเป็นหดตัวมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วไตรมาสแรกของปีนี้ก็น่าจะหดตัวอย่างน้อย3-4 เปอร์เซ็นต์ การลงทุนไม่มีเลย เรื่องเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนเท่าที่เคยทำงานทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี แม้จะมีทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจอุตสาหกรรมและธุรกิจการเงินจะล่มสลายไม่ได้ที่พูดเอาใจกันว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัว3-4 เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ เศรษฐกิจปีนี้น่าจะหดตัวหรือขยายตัวติดลบ

อันตรายตัวจริงของรัฐบาลจึงอยู่ที่เศรษฐกิจไม่ใช่การชุมนุม

ที่มา.มติชนออนไลน์
////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

สอท. ค้านเก็บภาษี ที่ดิน จี้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ !!?

ชี้เศรษฐกิจยังทรุดไม่เหมาะเก็บภาษี ที่ดิน เพิ่ม VAT ชี้จะซ้ำเติมสถานการณ์แย่ลงอีก

-ที่อยู่อาศัยเสียภาษีไม่เกินพัน

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการลดหย่อนภาษีในร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า การพิจารณาแนวทางการลดหย่อนภาษีนี้ จะอยู่บนหลักการที่ว่าจะไม่มีการกำหนดอัตราพิเศษหรือปรับลดอัตราภาษี และจะไม่ปรับลดการคำนวณจากราคาประเมิน แต่จะใช้วิธีการลดหย่อนจากภาระภาษีหลังการคำนวณแล้ว โดยจะกำหนดเป็นวงเงินที่ผู้เสียภาษีจะไม่มีภาระภาษีเกินกว่านั้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางการลดหย่อนสำหรับที่ดินเชิงเกษตรกรรมและที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย โดยที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยจะลดหย่อนให้สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งต้องพิสูจน์ทางสายเลือดได้ และอยู่มาก่อนที่กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีผลบังคับใช้ โดยจะกำหนดเป็นวงเงินที่จะต้องเสียภาษีว่าไม่ควรเสียเกินจำนวนเท่าใด เบื้องต้นหารือกันว่าสำหรับภาษีที่อยู่อาศัยโดยรวมที่จะต้องเสียนี้ จะอยู่ในหลักร้อยบาทหรือหลักพันบาทต่อปีเท่านั้น

สมมุติว่ามีบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ 1 ไร่ อยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ในอดีตซื้อมาราคาตารางวาละ 5 สลึง แต่ปัจจุบันตารางวาละ 5 แสนบาท คิดเป็นมูลค่าที่ดินรวม 200 ล้านบาท ถ้าคิดภาษีในอัตรา 0.1% ของราคาประเมิน จะต้องเสียภาษี 2 แสนบาทต่อปี ซึ่งไม่ใช่ความผิดที่เขามีที่ดินราคาสูง แต่กรณีที่เจ้าของบ้านดั้งเดิมดังกล่าวมีการเปลี่ยนเจ้าของการเสียภาษีจะเข้าสู่เกณฑ์ปกติ" แหล่งข่าวกล่าว

- 2 แนวลดหย่อนที่เกษตรกรรม

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับเพดานการจัดเก็บภาษีที่อยู่อาศัยนี้ จะกำหนดที่ 0.5% ของราคาประเมิน แต่การจัดเก็บจริงจะอยู่ที่ 0.1% ของราคาประเมิน โดยยกเว้นภาษีสำหรับที่อยู่อาศัยที่มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 3 ล้านบาท จะจัดเก็บ 50% ของอัตรา 0.1% ของราคาประเมิน ส่วนที่เกินกว่า 3 ล้านบาท จะเสียภาษี 0.1% ของราคาประเมิน ส่วนที่ดินเชิงเกษตรกรรม ขณะนี้มี 2 แนวทางการพิจารณาลดหย่อน คือ 1.ยกเว้นเป็นขนาดพื้นที่เลย เช่น ขนาด 15-20 ไร่ ได้รับการยกเว้น หรือ 2.ยกเว้นบนฐานมูลค่าของที่ดิน

"ส่วนที่อยู่อาศัยที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมด้วย จะพิจารณาบนหลักการที่ว่า จำนวน 3 ใน 4 ของพื้นที่นั้นๆ ใช้เป็นพื้นที่สำหรับอะไร เช่น พื้นที่ปลูกบ้านถึง 3 ส่วน ก็จะคิดบนฐานที่อยู่อาศัย หากทำเกษตรกรรมถึง 3 ส่วน จะคิดบนฐานที่ดินเชิงเกษตรกรรม โดยเพดานภาษีที่ดินเชิงเกษตรกรรมกำหนดไว้ที่ 0.25% ของราคาประเมิน ส่วนอัตราการจัดเก็บจริง ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา" แหล่งข่าวกล่าว

- ย้ำที่ดินพาณิชย์ไม่มียกเว้นภาษี

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับที่ดินเชิงพาณิชย์ เพดานการจัดเก็บจะอยู่ที่ 2% ของราคาประเมิน เบื้องต้นจะไม่มีการยกเว้น แต่หากที่ดินเชิงพาณิชย์นั้นมีสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอยู่อาศัยด้วย จะคิดบนฐานที่อยู่อาศัยตามการใช้พื้นที่จริง และคิดบนฐานเชิงพาณิชย์ตามการใช้พื้นที่จริง อัตราการจัดเก็บจะแบ่งตามขนาดการประกอบธุรกิจ เช่น ห้องแถวขนาดเล็ก จะมีอัตราจัดเก็บที่ต่ำกว่าห้างสรรพสินค้า ส่วนที่ดินที่รกร้างว่างเปล่า จะไม่ได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี

แหล่งข่าวกล่าวว่า การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ ไม่ได้เป็นการจัดเก็บภาษีตัวใหม่ แต่เป็นภาษีที่มาทดแทนการจัดเก็บภาษี 2 ฉบับที่ล้าสมัย คือภาษีที่ดินและโรงเรือน และภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งมีการยกเว้นการเสียภาษีหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้เสียภาษีแทบจะไม่มีภาระภาษี ดังนั้น การจัดเก็บภาษีตามกฎหมายใหม่นี้ ถือเป็นการเสียภาษีบนฐานที่ควรจะเสีย และช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่น

- 4 สมาคมรอคลังเคาะตัวเลขภาษี

นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ทีเอสเอและ 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ คือ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จะยังไม่เข้าไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ทบทวนการคิดอัตราการจัดเก็บของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะรอให้สรุปตัวเลขที่ชัดเจนก่อน เชื่อว่ารัฐจะไม่เก็บเต็มเพดานภาษีอยู่แล้ว

"ภาษีเดิมคือภาษีโรงเรือนและที่ดิน เก็บจากรายได้ค่าเช่า ที่ผ่านมาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีเพดานจัดเก็บที่ 3% แต่จัดเก็บจริงเพียง 0.8% หรือไม่เกิน 1% แต่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะจัดเก็บจากมูลค่าทรัพย์สินตามราคาประเมิน อาจเกิดความไม่เป็นธรรมกับโรงแรมที่อยู่ในทำเลใจกลางเมืองที่มีราคาประเมินที่ดินสูง จึงอยากให้พิจารณาฐานการเก็บภาษีเดิมประกอบด้วยเพื่อให้ได้ตัวเลขที่เหมาะสมในการจัดเก็บภาษี" นายสุรพงษ์กล่าว

นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การจะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรมีหลักการที่ชัดเจนก่อน สมัยที่พรรค ปชป.เป็นรัฐบาลเคยผลักดันเรื่องภาษีทรัพย์สิน ขณะนั้นเองมีความชัดเจนแล้วว่าเป้าหมายไม่ได้ต้องการภาษีเพิ่ม แต่ต้องการให้ความเป็นธรรม อุดช่องโหว่ทุจริต การใช้ดุลพินิจของข้าราชการ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้ประกาศชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการภาษีเพิ่ม ต้องการสร้างความเป็นธรรม และอุดช่องโหว่ในสังคม ผู้เสียภาษีก็จะสบายใจ

- สอท.ชี้ยังไม่เหมาะรีดภาษีที่ดิน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจประเทศยังไม่ดี ดังนั้น การที่รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นการซ้ำเติม ควรจะจัดเก็บช่วงเวลาที่เหมาะสม ขณะที่นโยบายการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) นั้นไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ควรดำเนินการตอนนี้ เพราะจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและแย่ลง เนื่องจากปัจจุบันการบริโภคภายในประเทศค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว หากจะขึ้นภาษีแวตควรปรับขึ้นช่วงเศรษฐกิจดีและอัตราเจริญเติบโตของประเทศ ขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 4-4.5%

นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปรับขึ้นภาษีแวตในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ยังไม่ดี แม้อยากจะปรับขึ้นก็คงไม่สามารถทำได้

แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีก กล่าวว่า ขณะนี้ไม่เหมาะที่จะขึ้นแวต ควรรอให้เศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นก่อน หากรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวดีขึ้นมากกว่านี้ การขึ้นแวตน่าจะทำได้ แต่ควรทยอยปรับขึ้นจากปัจจุบัน 7% เป็น 8% จะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่เกิดความตระหนกจนถึงขั้นกักตุนสินค้า

- SMEโอดรายได้หด 30%

นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอทีเอสเอ็มอี) กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่ดีนัก รายได้ลดลงประมาณ 20-30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศยังไม่ฟื้นตัว จึงต้องการให้ภาครัฐเร่งกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวมากขึ้นเพราะไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม อยากเสนอให้จัดงานอาเซียนเที่ยวไทยภายในปีนี้ เป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เชื่อว่าจะกระตุ้นรายได้ให้ภาคเอสเอ็มอีได้รวดเร็ว

"จากการสอบถามเอสเอ็มอีที่เป็นสมาชิก หลายคนพูดตรงกันว่า รายได้ลดลงประมาณ 20-30% หลายคนไม่อยากรอมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอย่างเดียวเพราะล่าช้า จึงอยากให้ภาครัฐโปรโมตให้อีก 9 ประเทศในอาเซียนมาเที่ยวไทย เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม เรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่แล้วแต่อยากให้อำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อาทิ การให้วีซ่าเพราะบางประเทศยังต้องใช้วีซ่าเข้าไทยอยู่ หากกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้ จะทำให้ภาคเอสเอ็มอี ได้รับอานิสงส์โดยตรง เพราะรายได้หลักของหลายธุรกิจของเอสเอ็มอี มาจากภาคการท่องเที่ยว" นางเพ็ญทิพย์กล่าว

-หนี้เน่าเพิ่ม-จี้รัฐเร่งกระตุ้น ศก.

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องจากภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกชะลอตัว ส่งผลให้เริ่มเป็นเอ็นพีแอลในอัตราที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและหามาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องเอสเอ็มอีอย่างเร่งด่วน

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เริ่มเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในอัตราที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังการส่งออกชะลอตัวลง และแรงซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้จำหน่ายสินค้าลดลง และยังเผชิญการแข่งขันที่สูง ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

"การส่งออกเดือนมกราคมที่ผ่านมาลดลง ขณะที่แรงซื้อในประเทศไม่ฟื้นตัว ดังนั้นสิ่งที่เอกชนรอดูคือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่พบว่าเดือนมกราคมรัฐเบิกจ่ายงบลงทุนเพียง 5 หมื่นกว่าล้านบาท คิดเพียง 13% จากที่ตั้งเป้าไว้ ทำให้การลงทุนทั้งรัฐและเอกชนบางส่วนชะลอออกไป" นายเกรียงไกรกล่าว

ที่มา : นสพ.มติชน
///////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ซึมยาว !!?


โดย. วีรพงษ์ รามางกูร
ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่หน่วยงานราชการประกาศออกมาสอดคล้องกันกับบรรยากาศทางเศรษฐกิจของประชาชนไม่ว่าจะเป็นประชาชนระดับใด ต่างก็มีความรู้สึกว่าการทำมาหากินฝืดเคือง ไม่คล่องตัวเหมือนกับเมื่อ 2-3 ปีก่อน

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เล็กและเปิด ลำพังแต่จะใช้ตลาดภายในประเทศย่อมจะไม่เพียงพอที่จะรองรับปริมาณการผลิตสินค้าและบริการเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือสินค้าอุตสาหกรรม รวมทั้งยังต้องพึ่งพาภาคบริการอันได้แก่ การท่องเที่ยว สถานที่ที่นักท่องเที่ยวมาใช้บริการ โรงแรม ที่พัก รีสอร์ต สถานบริการ สถานพักผ่อนหย่อนใจต่างๆ

สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในขณะนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีว่ายังอยู่ในภาวะซบเซาตลาดสำคัญๆ ของสินค้าและบริการ อันเป็นแหล่งที่มาของเงินที่นำมาซื้อสินค้าและบริการของเรา อย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ยุโรปก็ยังมีปัญหาหนี้สินของประเทศบางประเทศที่เป็นตัวดึงรั้งเศรษฐกิจของตนไว้ไม่ให้ฟื้นตัว ทั้งประเทศของเราเองก็เข้าเกณฑ์ที่เขาจะต้องตัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศไทยการเจรจาเขตเศรษฐกิจเสรีกับยุโรปก็ดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะเขาไม่เจรจากับรัฐบาลของเราซึ่งเป็นรัฐบาลทหารหลังจากการทำรัฐประหาร

องค์ประกอบสำคัญที่ประกอบกันเป็นรายได้ประชาชาติได้แก่ การบริโภคของครัวเรือน การลงทุนของภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐบาลของรัฐวิสาหกิจ การส่งออกสินค้า

สําหรับการส่งออก ในบรรยากาศเศรษฐกิจของโลกและบรรยากาศทางการเมืองของไทย ตัวเลขที่ทางการประกาศออกมา การส่งออกของเราขยายตัวเพียง 0.7 เปอร์เซ็นต์ อัตราการขยายตัวในระดับนี้เป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ไม่แน่ใจว่าถ้าคิดเป็นปริมาณของสินค้าที่ส่งออกอาจจะลดลงก็ได้ ส่วนปีนี้อัตราการขยายตัวของการส่งออกก็ไม่น่าจะสดใสอะไรนัก เพราะเริ่มต้นเดือนมกราคมก็พบว่าการส่งออกหดตัวถึง 3.46 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ทั้งปีก็อาจจะหดตัวแทนที่จะขยายตัว

การส่งออกที่ซบเซาอย่างนี้ เกิดขึ้นทั้งในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยแม้ว่าจะไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรม เพราะผลิตผลทางการเกษตรมีเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด แต่ผลิตภัณฑ์จากภาคเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากภาคเกษตรก็มีสัดส่วนที่สูงในบรรดาสินค้าส่งออกทั้งหมด

เมื่อการส่งออกซบเซาก็เป็นผลทำให้รายได้ของเกษตรกรหดตัวแทนที่จะเพิ่มขึ้นตลาดภายในของสินค้าภาคอุตสาหกรรมจึงหดตัวลงไปด้วย การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานล่วงเวลาจึงลดลง

ในสถานการณ์อย่างนี้ ที่ตลาดภายในประเทศซบเซาพร้อมๆ กับตลาดต่างประเทศ การผลิตของภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนปริมาณร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม จึงไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต เมื่อการผลิตไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลังการผลิต การลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายกำลังการผลิตของโรงงานหรือการลงทุนเพื่อผลิตสินค้าใหม่ๆ ก็ไม่เกิด การลงทุนของภาคเอกชนจึงไม่เกิด นอกจากนั้น ระดับการพัฒนาของการขนส่งก็ยังล้าหลังประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง เช่น จีน มาเลเซีย ไม่ต้องพูดถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน และอื่นๆ

เมื่อการบริโภคของครัวเรือนและภาคเอกชนหดตัว การลงทุนภาคเอกชนคงไม่เกิดขึ้น การส่งออกก็พอมองเห็นว่าคงจะหดตัว ก็เหลือการท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐบาล ที่จะเป็นตัวดึงให้ภาวะเศรษฐกิจของเราไม่ทรุดตัวหนักไปกว่าปีที่แล้ว

ที่น่าห่วงก็คือเศรษฐกิจของเรากำลังจะเคลื่อนตัวจากภาวะเงินฝืดหรือdeflation เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาหรือ "recession" และเข้าสู่ภาวะ "กับดักสภาพคล่อง"

ภาวะเงินฝืดหรือ deflation เกิดขึ้นแล้ว ที่เห็นได้ก็คืออัตราเงินเฟ้อเป็นตัวเลขติดลบ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจึงเป็นอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด ซึ่งเป็นผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลหลักของโลกแข็งกว่าค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งเท่ากับเป็นการให้แต้มต่อประเทศที่เป็นคู่แข่ง

เครื่องชี้อีกอันหนึ่งก็คือภาวะเงินล้นตลาดการเงิน ทาง ธปท.ได้ประกาศว่ามีเงินที่ล้นระบบอยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท ตัวเลขนี้หมายความว่า การลงทุนยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าการออมอยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท หากเศรษฐกิจยังซบเซาต่อไป ตัวเลขนี้จะขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ นักเศรษฐศาสตร์เรียกภาวะเช่นนี้ว่าภาวะ "กับดักสภาพคล่อง" หรือ "liquidity trap" เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่สภาพนี้แล้วการจะดึงออกจากสภาพเช่นนี้จะทำได้ยาก

การแก้ไขต้องรีบทำโดยด่วน นโยบายอันแรกก็คือผลักดันการส่งออกทุกวิถีทาง อะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกต้องขจัดออกไป อุปสรรคสำคัญของการส่งออกก็คือ "ค่าเงิน" ควรจะอ่อนกว่าประเทศคู่แข่ง ดอกเบี้ยก็ควรจะต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ธนาคารกลางควรให้ความร่วมมือ

อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบเป็นอันตรายกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ปกติจะไม่เกิดขึ้นบ่อย ยกเว้นในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซามากๆ เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบจะทำให้ธุรกิจทุกประเภทขาดทุน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมาก เพราะอัตราเงินเฟ้อติดลบต้องดึงกลับมาให้เป็นบวก

ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้มากขึ้นควรจะมีแผนการท่องเที่ยวร่วมมือกับภาคเอกชน ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวในตลาดระดับบนให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ต้องถือเป็นนโยบายสำคัญที่สุด

การลงทุนโดยภาครัฐบาลก็เป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อชดเชยการหดตัวของการลงทุนภาคเอกชนการลงทุนของภาครัฐบาลนั้นอาจจะให้กระทรวงทบวงกรมทำเอง เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทและกรมชลประทาน ขณะนี้โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ ก็จัดทำโดยรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น การลงทุนของรัฐวิสาหกิจจึงเป็นเรื่องจำเป็นและรีบด่วน

เงินทุนสำหรับการลงทุนก็ไม่ควรจะไปกู้จากต่างประเทศควรจะออกพันธบัตรกู้ยืมเป็นเงินบาทจากตลาดภายในประเทศ จะเป็นการช่วยให้ภาวะเงินล้นตลาดลดลง หากไปกู้มาจากต่างประเทศก็จะไม่ช่วยลดปริมาณเงินที่ล้นตลาด ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจออกจากสภาวะ "กับดับสภาพคล่อง" การที่รัฐบาลไม่ลงทุนหรือลงทุนน้อยเกินไปจะเป็นอันตราย จะทำให้เศรษฐกิจที่ถดถอยอยู่แล้วเดินเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาเร็วยิ่งขึ้น

ควรจะต้องช่วยกันคิดมิฉะนั้นอาจจะต้องลำบากกันอีก

ที่มา.มติชนออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////