--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

“คนจรหมอนหมิ่น”

๐จบทุกอย่างวันนี้ ก็จะได้เริ่มต้นทุกอย่างในวันพรุ่งนี้ หนังสือพิมพ์รายวัน บางกอก ทูเดย์ ยึดมั่น “ความจริงต้องมาก่อน” คนละความหมายกับ “ประชาชนต้องมาก่อน” ของประชาธิปัตย์!! ประจำวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน2553....“กุหลาบพิษ” รายงานข่าวสังคม BANGKOK GOSSIP.......

๐ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ วันนี้ อภิสิทธิ์ เชชาชีวะ ต้องมีสภาพเหมือน “คนจรหมอนหมิ่น” กว่าครึ่งเดือนที่ต้องนอนในบ้านรับรอง ราบ 11 รอ. เพราะคำว่า “เพาเวอร์เพลย์” คำเดียว??.....

๐ คืนวันที่ 26 ที่ผ่านมา “มาร์คอภิสิทธิ์” คิดถึงบ้านจนทนไม่ไหว ตัดสินใจหอบหมอนไปนอนบ้านสุขุมวิท แล้วตื่นก่อนไก่โห่ (07.20น.) กลับไป “ตั้งหลัก” ที่ ราบ 11 รอ. เพื่อเคลียร์งานใน ศอฉ. กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เหมือนเดิม......

๐ ความลับไม่มีในโลก? สองวันก่อน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีปัญหาปีนเกลียว (อย่างรุนแรง) กับ เชน เทือกสุบรรณ (น้องเทพเทือก) ถึงขั้นเกิด “วิวาทะเล็กๆ” จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่า มันน่าจะเป็น “สงครามตัวแทน”หรือเปล่า??......

๐ เชน เทือกสุบรรณ ให้นายกรัฐมนตรีกลับไปทำงานที่ “ทำเนียบรัฐบาล” เพราะถือเป็น “สัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ” และเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการกับผู้ชุมนุมให้เด็ดขาด?? "หากนายกฯ ทำไม่ได้ก็ให้ลาออก เพื่อให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน" แรงแต่ก็... “มาร์คทนได้”??......

๐ ถามกันว่า ถึงวันนี้ ระหว่าง มาร์คอภิสิทธิ์ กับ เทพเทือก ใครมีอำนาจ (ที่แท้จริง)มากกว่ากัน??? ตอบ!! (โดยไม่ต้องลังเล) น่าจะเป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีทั้งทหารและพรรคร่วมเป็นแนวร่วมอย่างแน่นหนา!!......

๐ ตื่นเต้นกันใหญ่ เมื่อ “สื่อผู้ดีชี้ทางออกไทย” แต่ “กุหลาบพิษ” เชื่อในทฤษฎีการเมืองไทย เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษ ทำไปก็ไม่ได้ผล?? เพราะสถานการณ์แตกแยกทางความคิดของเมืองไทยวันนี้ มันไปใกลเกินกว่าจะประสานกันเป็นเนื้อเดียว??.....

๐บทบรรณาธิการเรื่อง "Red Mist" หรือ "หมอกสีแดง" เมื่อ26 เม.ย.ของ เว็บไซต์เดอะไทมส์ เน้นให้เห็นนักท่องเที่ยวอังกฤษที่มาท่องเที่ยวประเทศไทย หายไป 800,000 คนต่อปี ส่งผลสะเทือนไปถึงความมั่นคงในภูมิภาค......

๐ แต่ “กุหลาบพิษ” เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ!! สถานการณ์เมืองไทยวันนี้ ประดาสื่อทั้งหลายวิจารณ์ได้!! แต่ไม่มีผลให้รัฐบาลมาร์คทำตาม หรือคิดตาม อย่างเก่ง มาร์คอภิสิทธิ์ ก็จะสปีคภาษาอังกฤษกับ สำนักข่าวทั่วโลก สั้นๆ พอเข้าใจ!! “ThanK you นะพรรคพวกที่อุตส่าห์เตือน”.......

๐ “เดอะไทมส์” ระบุ ถึงเวลาที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องยอมรับ!! ว่า กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ต้องลงจากอำนาจทันที... การสละอำนาจไม่ได้หมายความว่าทำตามคำสั่งกลุ่มคนเสื้อแดง แต่เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี!! ที่นี่ THAILAND ประเทศไทย ไม่ใช่ ENGLAND!! โอเคนะ “เดอะไทม์”!!......

๐ นักการเมืองไทยโปรดรับทราบข่าวนี้ แล้วตัดความอับอายทิ้งไปเสีย!! ข่าวจากพม่าที่ไม่เคยสัมผัสการเลือกตั้งมานาน วันนี้ รัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าอย่างน้อย 20 คน รวมทั้งนายกรัฐมนตรี พลเอกเต็ง เส่ง จะลาออกจากกองทัพในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นนักการเมืองพลเรือนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีนี้ แต่ ออง ซาน ซูจี ยังไม่พร้อม?? ไม่ขอลงแข่งปีนี้!!......๐
คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
***************************************************

เกียร์ว่าง

“และการที่พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ทำตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้สั่งให้กระทำ โดยที่มิได้ยับยั้งการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ตามวิสัยของข้าราชการตำรวจที่มีหน้าที่พิทักษ์สันติราษฏร์ จนเกิดความเสียหายดังกล่าว การกระทำหรือละเว้นการกระทำ ของพล

ตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และฐานละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79(5)(6) และมีมูลความผิดทางอาญาฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157”

ตำรวจเกียร์ว่าง7 ตุลาคม 2551...วันที่ผู้รักษากฏหมายต้องกลายเป็นผู้ต้องหา..และดูเหมือนว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน..ได้..เร่งรัดและกล่าวหาว่า..พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าเหตุการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการสั่งการและปฏิบัติการรุนแรงเกินกว่าเหตุ ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงยามวิกาล ในที่สุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ขอให้..สอบสวนเอาความผิดเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป...จาก 7 ตุลาคม 2551...จนถึง 10 เมษายน 2553...ต่าง

กันแต่ว่า..มีความสูญเสียมากขึ้นทั้งชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการ..วันที่ 7 ตุลาคม..ม็อบเดินทางจากที่ตั้งไปปิดล้อมรัฐสภา..เพื่อขัดขวางการแถลงนโยบาย..แต่ 10 เมษายน 2553 ผู้รับคำสั่งจากรัฐบาล..เดินทางออกไปหาม็อบ..มีความแตกต่างกันทั้งในรูปแบบและเนื้อหา..ไม่เหมือนกันในพฤติกรรมที่ปราศจากรัฐธรรมนูญรองรับกับมีรัฐธรรมนูญรองรับ..รูปแบบของการใช้แก๊สน้ำตาที่เหมือนกันแต่ต่างกันที่รถถังยานหุ้มเกราะและปืนกลประจำกาย..ทำถูกก็ผิด

ได้..แล้ววันนี้จะให้ตำรวจ..ไปตายกับติดคุกหรือถูกไล่ออก...อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ...วานไตร่ตรอง..ท่านเองมิใช่หรือที่..เป็นตัวตั้งตัวตีให้เอาผิดกับตำรวจเมื่อ 7 ตุลาคม 51...ตำรวจกับทหารก็เหมือนกัน..เขามีหน้าที่..เข่นฆ่าไล่จับผู้ร้าย..และปกป้องคุ้มครองราชอาณาจักรและประชาชน..จะให้เขา..ใส่เกียร์เดินหน้า.ฆ่าประชาชนคนมือเปล่า..เขาถึงต้องใส่เกียร์ว่าง..ที่ต้องระวังเขาจะใส่เกียร์ถอยหลัง..คนสั่งจะไปติดคุกยกรังกันเปล่าๆ
โดย.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
******************************************************

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

รอยเตอร์แฉ มั่ว!

ศอฉ.สืบหาหลักฐานดังกล่าวมาได้อย่างไร หลักฐานเหล่านั้นจะถูกนำเสนอต่อสาธารณะหรือไม่ หรือว่าหลักฐานเหล่านั้นจะถูกจัดวางให้อยู่นอกเหนือจากการรับรู้ของผู้คนที่ตั้งคำถามต่อความสัตย์จริงของมัน นี่คือคำถามและปฏิกริยาที่เกิดขึ้น ซึ่งนายอภิสิทธิ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสดับรับฟัง เพราะนี่เป็นมุมมองอิสระของสื่อต่างชาติ ที่มีการเผยแพร่ออกไปทั่วโลกถือว่าเกี่ยวพันกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ ไม่ควรที่จะเพิกเฉย

ความน่าเชื่อถือ อยู่ที่ข้อเท็จจริงและการกระทำที่แสดงออกมา ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด หรือการใช้วาทะที่สวยหรูหรือฟังแล้วดูดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่สังคมตกอยู่ในภาวะของการแตกต่างทางความคิดอย่างมากเช่นในขณะนี้ แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อสีอะไรก็ตาม หรือแม้แต่กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลล้วนมีหน้าที่ในการที่จะต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เป็นความจริงเท่านั้น จึงจะช่วยผ่อนคลายโอกาสเสี่ยงใน

การเกิดวิกฤติได้ ที่สำคัญหากทุกฝ่ายพูดแต่ความเป็นจริง นำเสนอแต่ข้อมูลที่เป็นจริง โอกาสที่จะก่อให้เกิดการเจรจาเพื่อได้ข้อยุติที่จะหยุดวิกฤติของบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนขณะเดียวกันหากให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เสมอภาคกันของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่มีการปิดกั้นใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าข้อมูลจากกลุ่มใดก็ตาม ประชาชนก็จะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากเพียงพอที่จะวิเคราะห์ตัดสินใจได้มาถึงวันนี้ หากยิ่งปิดๆ บังๆ หรือมีการปิดกั้นก็จะยิ่งเหมือนการยั่วยุ

แล้วปัญหาก็จะไม่จบอย่างแน่นอนดังนั้น นี่คือ หัวใจหลักที่คงต้องสะกิดเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงความจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหยุดปิดกั้นสื่อที่จะกลายเป็นเหมือนยิ่งว่ายิ่งยุและการถูกต้องครบถ้วนของข้อมูลที่จะเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะในนามของรัฐบาล หรือในนามของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)จะต้องถูกต้อง แม่นยำ และเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น จึงจะเกิดผลดีทั้งต่อการยอมรับ และต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนาย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้กุมกลไกอำนาจบริหารสูงสุดในขณะนี้นายอภิสิทธิ์ ในวันนี้ต้องการภาพความสง่างามที่เป็นความจริงเท่านั้น จึงจะสามารถฝ่าวิกฤติในรอบนี้ไปได้ และยืนหยัดบนถนนการเมืองได้อีกยาวนาน เพราะเป็นผู้ที่มีความพร้อมทั้งชาติตระกูล อายุ การศึกษา และหน้าตาจึงไม่ควรที่จะมาพลาดพลั้งสะดุดขาตัวเองจนตกเวทีการเมืองไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็นดังนั้น วันนี้นายอภิสิทธิ์ จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของ ศอฉ. ให้รอบคอบถี่

ถ้วนก่อนที่จะให้มีการแถลง หรือมีการนำเสนอต่อสังคมอย่างกรณีเผือกร้อนล่าสุด คือ การเปิดเผยแผนผัง “เครือข่ายล้มสถาบัน” ของ ศอฉ.ที่เผยแพร่ออกมานั้น แม้ว่าในมุมมองของ ศอฉ. อาจจะถือว่าเป็นประเด็นแรง ที่สามารถกระชากเรตติ้งของ ศอฉ. ได้เป็นอย่างดีเพราะสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในอดีตหรือแม้แต่ในวินาทีนี้ คนไทยทุกคนไม่ว่าเชื่อชาติใด ใส่เสื้อสีใด ภายใต้ร่มเงาพระบรมโพธิสมภารแล้ว เรื่องของความจงรักภักดีสูงสุดต่อสถาบันแล้ว ไม่มีใคร

ยอมใคร ไม่มีใครเทิดทูนหรือจงรักภักดีน้อยกว่าใครอย่างแน่นอนดังนั้น การที่ ศอฉ. มองในแง่บวกด้านเดียวในการที่จะสร้างเรตติ้งเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ถือว่าเป็นการที่สุ่มเสี่ยงและหมิ่นเหม่เป็นอย่างมากหากข้อมูลที่เปิดเผยออกมานั้นมีจุดอ่อนแถมในกรณีนี้เป็นจุดอ่อนที่น่าเป็นกังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่บรรดาสื่อต่างชาติ ยังมีการตั้งคำถามเรื่องรายชื่อ “เครือข่ายล้มเจ้า” เลยว่า จริงๆ แล้วมีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่เพราะดูแล้วมีแนวโน้มและความเป็นไปได้อย่าง

มากในการที่อาจจะนำไปสู่การปราบปรามคนเสื้อแดง อย่างสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานชัดเจนว่า ในขณะที่ทางตันของวิกฤติการณ์การเมืองในประเทศไทยกำลังไร้ทางออกมากยิ่งขึ้น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เริ่มกล่าวโทษแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนว่า ต้องการล้มล้างสถาบัน แต่กลุ่มคนเสื้อแดงได้ปฏิเสธข้อหาดังกล่าวโดยผู้นำกลุ่มคนเสื้อแดงมักจะแสดงว่าตนเองมีความจงรักภักดีต่อสถาบัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้กล่าวโทษองคมนตรีบางคนว่า

เข้ามาแทรกแซงการเมืองและมีส่วนในการก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าการกล่าวโทษแกนนำเสื้อแดงด้วยข้อหาหมิ่นสถาบัน ถือเป็นความพยายามในการแสวงหาแรงสนับสนุนจากสาธารณชนที่จะอนุญาตให้เกิดการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างรุนแรง คล้ายคลึงกับการกล่าวโทษและปราบปรามขบวนการนักศึกษาในช่วงปี 2516-2519นี่คือ รายงานข่าวของรอยเตอร์ขณะเดียวกันที่เว็บ

ล็อกนวมณฑลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ก็ได้มีการอ้างอิงข่าวจากเว็บไซต์มติชนออนไลน์ที่ระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวถึงการดำเนินการกับบุคคลที่มีชื่อปรากฏในเอกสารโครงข่ายล้มสถาบันที่จัดทำโดยศอฉ. ว่า จะดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่าง ถ้าใครที่มีพยานหลักฐานเพียงพอ ก็จะออกหมายจับกุมตัว หากจำเป็นก็จะออกประกาศห้าม

บุคคลเหล่านี้ออกนอกราชอาณาจักรไทย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในเอกสารดังกล่าวเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า “เป็นใครก็ทำทั้งนั้น ไม่ยอมให้ใครละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพี่น้องประชาชน”จากข่าวดังกล่าว เอลิซาเบธ ฟิทซ์เจอรัลด์ นักเขียนรับเชิญของเว็บล็อกนวมณฑล ได้ตั้งคำถามถึงการให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีว่า หลักฐานชนิดใดที่นายสุเทพ จะนำมาใช้ยืนยันถึงความ

ผิดของกลุ่มคนดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ? ศอฉ. สืบหาหลักฐานดังกล่าวมาได้อย่างไร? หลักฐานเหล่านั้นจะถูกนำเสนอต่อสาธารณะหรือไม่? หรือว่าหลักฐานเหล่านั้นจะถูกจัดวางให้อยู่นอกเหนือจากการรับรู้ของผู้คนที่ตั้งคำถามต่อความสัตย์จริงของมัน?นี่คือคำถามและปฏิกริยาที่เกิดขึ้น ซึ่งนายอภิสิทธิ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสดับรับฟัง เพราะนี่เป็นมุมมองอิสระของสื่อต่างชาติ ที่มีการเผยแพร่ออกไปทั่วโลกถือว่าเกี่ยวพันกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทยโดยตรงอย่างหลีก

เลี่ยงไม่ได้ จึงต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ ไม่ควรที่จะเพิกเฉยที่น่าเป็นห่วงก็คือ เวลานี้เอกสารผังเครือข่ายล้มสถาบันของ ศอฉ. ไม่เพียงหมิ่นเหม่และทำให้เกิดคำถามในสังคมมากมาย แม้แต่ความน่าเชื่อถือของเอกสารก็ยังเกิดผลกระทบ ว่า น่าเชื่อถือได้เพียงใด เพราะมีกรณีผิดพลาด เหมือนกับคนเขียนไม่รู้ลึก ไม่รู้จริงนั่นก็คือ กรณีที่แผนผังดังกล่าวมีการระบุว่า “แหล่งรวมของผู้โพสต์ข้อความต่อต้านสถาบันนั้นอยู่ที่เว็บไซต์ฟ้าเดียว

กัน/คนเหมือนกัน โดยมีผู้นำทางความคิด คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่าน อดีตภรรยานามสกุล ชินวัตร”พลันที่ ศอฉ. เผยแพร่เอกสารออกมา นายสมศักด์ ก็ได้โพสต์กระทู้แสดงความคิดเห็นต่อแผนผังดังกล่าวของศอฉ. ลงในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ชื่อกระทู้ “เฮ้ ไชโยๆๆ เพิ่งรู้ว่า ผม “สายตรง” ถึงแม้วได้ว่ะ ไว้ว่างๆ ขอเงินใช้

มั่งดีก่า “สายตรง” ยิ่งกว่า วีระ นะเว้ย ขอบอก”เนื้อหาในกระทู้ บอกว่า เห็นข่าวแฉ “เครือข่ายล้มสถาบัน” ตอนแรก ก็ไม่ได้สนใจมาก แต่ว่างๆ เลยโหลดมาดู อ้าว! เฮ้ย มีชื่อของข้าพเจ้าด้วยว่ะ เอิ๊กๆๆ ขำจนเกือบตกเก้าอี้ ที่ขำมากไม่ใช่อะไรตามแผนภูมินี้ ผม “สายตรง” ยิ่งกว่า วีระ มุสิกพงศ์ เสียอีก เพราะชื่อผมมีเส้นโยงกับทักษิณ ตรงเส้นระหว่างชื่อผมกับชื่อทักษิณน่ะ เหมือนกับมีคำว่า "นามสกุล ชินวัตร"?เท่านั้นก็กลายเป็นเรื่องตลก ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในพลเมือง

เน็ตทันทีว่า นายสมศักดิ์ มีอดีตภรรยานามสกุลชินวัตรหรือเปล่า??? หรือว่าเคยมีกิ๊กนามสกุล ชินวัตรหรือไม่??? ซึ่งนายสมศักดิ์ ตอบคำถามเหล่านี้ว่า อย่าว่าแต่ “อดีตภรรยา” หรือ “กิ๊ก” เลยครับ ในชีวิต 52 ปี นี่ไม่เคยแม้แต่เจอตัวหรือคุยกับใครที่นามสกุลชินวัตร เลย... ถ้าเคยเจอตัวหรือคุย ผมต้องจำได้แน่นอน นามสกุลดังขนาดนี้ สมัยผมเด็กๆ เคยแต่ได้ยินชื่อ “ชินวัตร ไหมไทย”พร้อมกับเห็นพ้องกับความเห็นในกระทู้ว่า ศอฉ. คงต้องการให้ตรงนี้ (อดีตภรรยานาม

สกุล “ชินวัตร”) หมายถึง คุณหญิงพจมาน แต่ครั้นจะเขียนชื่อตรงๆไป ก็คงกลัวถูกฟ้องร้อง ก็เลย เขียน “อดีตภรรยา นามสกุล ชินวัตร” พูดง่ายๆ แผนภูมิ ตรงนี้ ต้องอ่านมาจากชื่อ “ทักษิณ” ไม่ใช่จาก “สมศักดิ์” (ส่วนอีกเส้น “ผู้นำทางความคิด” นั่นคงอ่านมาจากชื่อผมแหละ)ปล. อย่างที่บอกว่า คนนามสกุล ชินวัตร นี่ ผมเกิดมาไม่เคยเจอตัว อย่าว่าแต่พูดคุยหรือ มีสายสัมพันธ์ แต่ถ้าหมายถึงคุณพจมาน และพูดถึงเรื่องนามสกุลกัน ในชีวิต ผมเคยคุยกับคนนามสกุล “ณ

ป้อมเพชร” (นามสกุลเก่า/ปัจจุบัน คุณพจมาน) คนนึงจริงๆ คือ ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (ณ ป้อมเพชร) ผมเคยเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน สงสัยว่า ศอฉ. หรือ สปายของ ศอฉ. บังเอิญได้อ่าน แล้วจับแพะชนแกะ แบบนี้หรือเปล่า เพราะไม่งั้น นึกไง ก็นึกไม่ออกว่า ผมจะ “สายตรง” กับ คุณพจมาน ได้ไง เกิดมาไม่เคยเจอเหมือนกันบางกอก ทูเดย์ นำความจริงมาสะท้อนให้กับนายกฯ อภิสิทธิ์ ได้เห็นถึงความไม่รอบคอบของเอกสาร ที่กลายเป็นสร้างภาพของความไม่น่า

เชื่อถือตามมา ซึ่งนับเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะหลังจากเผยแพร่เอกสารนี้โดย พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิดแล้ว นายสุเทพ ก็พูดตาม รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ ก็พูดเออออเป็นจริงเป็นจังไปด้วยเมื่อเอกสารผิดพลาด เมื่อสื่อต่างชาติตั้งข้อสังเกตออกมาในแง่ลบคงต้องถามว่า แบบนี้คุ้มกันหรือไม่???ทำไมไม่เลือกสันติวิธี เจรจากันเพื่อหาทางออกเพื่อประเทศชาติไม่ดีกว่าหรือ... ถามจริง!!!
ทีมา.บางกอกทูเดย์
****************************************************

เจาะใจการชุมนุมราชประสงค์ ไม่ต้องจ้างแต่มาเอง

มีแต่รายงานข่าวแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในด้านลบ..ฉบับนี้บางกอก ทูเดย์ ขันอาสาเจาะใจ “การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง” โดยนำเสนอ “แก่นแท้” ของการรวมตัวของคนนับแสนคน “ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย” ส.ส.สมุทรปราการ หรือ ส.ส.โจ ของคนปากน้ำ ส.ส.โจ เป็นไกด์พาเราทัวร์บริเวณการชุมนุมเป็นระยะทางที่ไกลมาก เราพบเห็นการเป็นอยู่ของผู้มาชุมนุมในหลากหลายรูปแบบ แต่ที่เหมือนกันคือ พวกเขามาด้วยใจแต่ก่อนที่จะเข้าสู่บริเวณของการชุมนุม ส.ส.โจ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยของผู้ชุมนุม ว่า ด่านมีทั้งหมด 6 ด่าน ประกอบด้วย ด่านอังรีดูนัง ด่านปทุมวัน

ด่านศาลาแดง หรือด่านสีลม ด่านวิทยุ หรือด่านหลังสวน ด่านแยกเพลินจิต ด่านแยกประตูน้ำ ด่านที่คาดว่าปะทะ คือ ด่านอังรีดูนัง ด่านศาลาแดง และด่านวิทยุ จุดอื่นไม่น่าเกิดการปะทะเพราะด่านอื่นเป็นเส้นตรงไม่ซับซ้อน ด่านที่ส.ส.โจ ดูแล คือ ด่านอังรีดูนัง โดยวางมาตรการการดูแลอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วอังรีดูนัง เพื่ออำนวยความสะดวก ปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม ใช้การ์ด 50 คนต่อ 1 กะ และใช้เวลา 12 ชั่วโมงต่อ 1 กะ เราใช้คนเป็น 100 คน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน

ให้พี่น้องประชาชนที่ฟังปราศรัยอยู่ข้างใน โดยมี สุเมต รัตนะ แกนนำฝ่ายปฏิบัติการกลุ่มผู้กล้าประชาธิปไตย หัวหน้าการ์ดสมุทรปราการสำหรับด่านอังรีดูนัง เราจะดูแลด้วยความเข้มแข็ง ตรวจเข้มตลอดเวลา และเป็นด่านที่ประชาชนผ่านเข้า-ออกเป็นจำนวนมาก เพราะเชื่อมต่อกับสยามแสควร์และกองบัญชาการสอบสวนกลาง จึงเห็นว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ จึงต้องระมัดระวังและคุ้มกันอย่างเข้มแข็ง โดยมีอาวุธป้องกันตัวตามอัตภาพ คือ หนังสติ๊ก ไม้ไผ่ นอกจาก

นี้เรามีวิทยุสมุทรปราการ 2 สถานี คือ 97.25MH -101.25MH วิทยุเราเป็นแม่ข่ายในการเกี่ยวสัญญาณจากเวทีกลาง และสามารถส่งต่อได้อีกกว่า 100 สถานี โดยผ่านทาง www.googel.com และพิมพ์ชื่อ บูมเรดิโอ เพื่อค้นหาก็สามารถฟังได้ ทั้งนี้การสร้างบูมเรดิโอขึ้น เพื่อให้นปช. มีช่องทางสื่อสาร กระจายข่าว เพราะที่ผ่านมา เราโดนโจมตี ข่าวที่ออกมาตลอดเวลาคือ ตำรวจเข้ามาปะทะและให้ทหารโอบ เพื่อให้ตำรวจบาดเจ็บและสร้างความชอบธรรมโดยบอกว่า

นปช. ทำลายทหาร เรามีเทคโนโลยีป้องกันการตัดสัญญาณ ซึ่งอาทิตย์หน้าเราจะมีคลื่น 106.25 MH ขณะนี้เรามีคลื่นที่รับฟังได้เพียง 4 คลื่น คือ FM 95.25 MH, FM 96.35 MH, FM 101.25 MH, FM 106.85 MH ส.ส.โจ เล่าว่า ประชาชนที่มาชุมนุมเป็นคนไทยที่สวมใส่เสื้อสีแดง มาแสดงตัวรวมกัน เพราะรับไม่ได้กับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยความรู้ และวิสัยทัศน์ของพวกเขาคนเสื้อแดงชุมนุมด้วยความเป็นอารยธรรม มีความรักและความห่วงใยในบ้านเมือง ทุกคน

มาชุมนุมด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีการทะเลาะ แม้แต่การตรวจ หลายคนฮึดฮัด แต่สุดท้ายก็ยอมให้ตรวจโดยดี วันนี้รัฐบาลประมวลผลเราผิด และมีความพยายามจะเอาชนะเรา พยายามสื่อสารว่า คนที่มาชุมนุมมีการจ้างมา ชุมนุมด้วยความโหดร้าย ความจริงไม่ใช่ การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยสปิริต คือ การรู้ถูก รู้ผิด วันนี้รัฐบาลบล็อกสัญญาณ ยิงสัญญาณรบกวน ทำให้ประชาชนไม่ใส่เสื้อแดง เพราะมีการสร้างม็อบชนม็อบแท้จริงแล้ว...เราต้องตอบคำถามว่า ทำไม

รัฐบาลนี้ประชาชนไม่เอาแล้ว เพราะรัฐบาลมีการคอร์รัปชั่นมาก โกงกินมาก วันนี้มีความแตกแยกในบ้านเมือง รัฐบาลไม่แก้ แต่กลับสร้างระบอบ 2 มาตรฐาน ขึ้นมาตอกย้ำประชาชนอยู่ตลอดเวลาเรื่องเหล่านี้กระทบจิตวิญญาณของทุกคน ประกอบกับมีการกู้เงินเยอะๆ และมีการคอร์รัปชั่นมากๆ ทำให้เศรษฐกิจเดินไม่ได้ ทั้งหมดนี่คือ พลังที่ผลักดันให้เกิดการรวมตัวของ นปช. ที่แท้จริง เราไม่ได้ทำงานเพื่อใคร แต่เพื่อรักษาระบอบของประเทศเรา คุณใช้กำลังทหารได้แต่

ต้องไม่ใช้อาวุธสงคราม ถ้ารัฐบาลเอาทหารมาแล้วมีอาวุธสงครามติดมือถือเป็นรัฐบาลเผด็จการ ส.ส.โจ กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลใช้อาวุธสงครามคือ เผด็จการ ใช้อาวุธฆ่าประชาชนคือ ทรราช เมื่อสร้างม็อบชนม็อบถือว่า เป็นรัฐบาลที่แย่กว่าความเป็นทรราช นปช. ต้องการให้บ้านเมืองเราเจริญเติบโตแบบอเมริกา จีน ญี่ปุ่น ให้ประเทศคัดคนเก่งขึ้นมาบริหารประเทศ ให้ทุกคนมีโอกาส
ที่มา.บางกอกทูเดย์
***********************************************************************

ศูนย์เอราวัณสรุปยอดเหตุปะทะทหารตาย1เจ็บ18

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ สามแยกดอนเมือง ช่วง ถ.วิภาวดีรังสิต บรรจบกับ ถ.พหลโยธิน ว่า หลังจากเจ้าหน้าที่กองกำลังผสมทหาร-ตำรวจได้สกัดกลุ่มคนเสื้อแดงจากแยกศาลาแดง นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำคนเสื้อแดง ที่เคลื่อนออกนอกพื้นที่ชุมนุม เพื่อไปให้กำลังใจคนเสื้อแดงปทุมธานี ที่ปักหลักชุมนุมอยู่ที่ตลาดไท จนเกิดการปะทะกันตั้งแต่เวลา 14.00 น. ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และมีทหารเสียชีวิต 1 นาย

ต่อมา เวลา 17.00 น. ตำรวจที่อยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ใกล้อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ได้ถอนกำลังออกไปประจำ ณ จุดสกัดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เบื้องต้นยังไม่ใครให้ข้อมูลว่า จะยังคงเจ้าหน้าที่ไว้ที่จุดปะทะหรือไม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ถอนกำลังกลับหมดแล้ว หลังตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีคนเสื้อแดงเหลืออยู่ในบริเวณใกล้เคียง

สำหรับการจราจรบน ถ.วิภาวดีรังสิต ทั้งขาเข้าขาออก เจ้าหน้าที่ยังคงปิดการจราจร รวมทั้งบนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ และเริ่มระบายรถที่ยังคั่งค้างอยู่บนถนนตั้งแต่ช่วงบ่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันบริเวณอนุสรณ์สถานว่า เป็นทหารจากกองพันที่ 2 กองพลทหารราบที่ 9 จ.กาญจนบุรี ถูกยิง ขณะนี้ศพอยู่ภายในอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ยังไม่สามารถนำออกมาจากพื้นที่ได้ และยังไม่ทราบว่าถูกกระสุนจากฝ่ายใด เพราะสถานการณ์ค่อนข้างชุลมุน

ล่าสุด ศูนย์เอราวัณ กทม.รายงานเมื่อเวลา 18.00 น.ว่า ได้รับการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาระ โดยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ นอกนั้นผู้บาดเจ็บมีทั้งหมด 18 ราย กลับบ้านแล้ว 3 ราย ที่เหลือยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และมีอาการสาหัส 3 ราย อยู่ไอซียูโรงพยาบาลภูมิพล 1 ราย ไอซียูโรงพยาบาลวิภาวดี 1 ราย และไอซียูโรงพยาบาลแพทย์รังสิต อีก 1 ราย



ที่มา.เนชั่น
******************************************************

ทหาร - การ์ดนปช.ตกลงถอนกำลังหน้าเซียร์รังสิต

ที่ถนนพหลโยธิน หน้าห้างเซียร์รังสิต มีผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงประมาณ 1,000 คน รวมตัวกันอยู่ และกลุ่มการ์ดกำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่เพื่อขอให้ตำรวจเปิดทางเพื่อเข้าไปสมทบที่แยกราชประสงค์ ขณะที่ผู้ชุมนุมยังทยอยมาเพิ่ม ขณะที่ตำรวจกำลังรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอีกที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีกระบองและโล่ ส่วนทหารมีปืนกระสุนยาง ปืนเอ็ม 16 ส่วนผู้ชุมนุมมีไม้ ขวด ก้อนหิน และหนังสติ๊กเป็นอาวุธ ส่วนการจราจร ใช้ถนนพหลโยธินได้เพียงช่องทางเดียว แต่หน้าเซียร์มีน้ำท่วมขัง ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ต่อมาเวลาประมาณ 17.45 น. เจ้าหน้าที่และการ์ด นปช.สามารถเจรจาตกลงกันได้ว่าต่างฝ่ายต่างจะถอนกำลังกลับ เนื่องจากมืดค่ำแล้ว อาจมีการฉวยโอกาสเข้ามาก่อเหตุของมือที่สาม ล่าสุดมีการรื้อสิ่งกีดขวางออกจากถนนพหลโยธิน และสามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติแล้ว


ที่มา.เนชั่น
************************************************

ไม่อยู่ข้างผู้ถูกเอาเปรียบ/ไม่-ประชาธิปไตย

ผมเองเคยใส่เสื้อเหลืองไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ อยู่หนึ่งครั้ง ตอนที่มีการชุมนุมใหญ่ครั้งแรกที่ลานพระบรมรูปทรงม้า และเคยเขียนบทความหลายชิ้นสนับสนุนแนวทางการต่อสู้เพื่อล้มรัฐบาลคอร์รัปชัน จนเมื่อแรกเกิดรัฐประหารก็ได้แต่รู้สึกเสียใจ แต่ไม่ได้แสดงออกถึงการต่อต้านอย่างเป็นกิจจะลักษณะ (นี่อาจเป็นความโง่ หรือความผิดของผมเอง)

ต่อมาเมื่อความขัดแย้งแบ่งขั้วเป็นเหลือง-แดง อย่างชัดเจน ที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างว่าตนเองถูกต้อง และเรียกร้องให้คนในสังคมเลือกข้าง “ความถูกต้อง” ผู้เขียนก็ยังเลือกที่จะไม่เลือกข้างใด เพราะเห็นว่าทุกฝ่ายก็มีถูกมีผิด

ผมเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ในเรื่องการตรวจสอบและต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ก็เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงในเรื่องการต้านรัฐประหาร การมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำของระบบอำมาตย์ หรือพูดให้ตรง คือ “อุดมการณ์ประชาธิปไตยสากล”

แต่ยิ่งวันเวลาผ่านไปๆ ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นว่า ฝ่ายพันธมิตรฯนั้นสนับสนุนการคงอยู่ของระรอบประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของระบบอำมาตย์ นับแต่ที่เรียกร้องให้ใช้วิธีรัฐประหารแก้ปัญหาคอร์รัปชัน สนับสนุนความชอบธรรมของรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลที่สืบทอดแนวทางรัฐประหาร การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเงื่อนไขสร้างการแบ่งแยกผู้คนในสังคม และรวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “ล้มสถาบัน” ควบคู่กับการเรียกร้องให้รัฐบาลและทหารสลายการชุมนุม กระทั่งใช้กฎอัยการศึกจัดการกับคนเสื้อแดงอยู่ในเวลานี้

จึงทำให้ผมตั้งคำถามจริงจังขึ้นว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอะไรกันที่เรียกร้องอำนาจรัฐ อำนาจทหารอยู่ตลอดเวลา ให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับประชาชนจำนวนมากที่ออกมาชุมนุม (ต่อให้มี “ผู้ก่อการร้าย”อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจริง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยย่อมมีมนุษยธรรมคำนึงถึงชีวิตของประชาชนมากกว่า)

ฉะนั้น ยิ่งนานวันเข้า ถ้าเอาหลักการ/อุดมการณ์ประชาธิปไตยมาจับ จะยิ่งพบว่าความถูกต้องของพันธมิตรฯ นับวันจะน้อยลงเรื่อยๆ หรือแทบไม่เหลืออยู่เลย เพราะเราไม่อาจเข้าใจได้ หรืออธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทำไมจึงไม่อยู่ข้างประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ แต่กลับไปค้ำจุนสถานะที่ได้เปรียบของคนส่วนน้อยในสังคม

ผมจึงเห็นว่า ในสภาวะความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่นี้ แทนที่เราจะให้วาทกรรม “เลือกข้างความถูกต้อง” ซึ่งเป็นนามธรรมมากมาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจในการเลือกข้าง เราควรใช้เกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมกว่า คือ “การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องอยู่ข้างคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ”

จากเกณฑ์นี้เราจะเห็นได้ชัดว่า คนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ แม้จะเป็นไปได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป แต่เราก็ไม่อาจจินตนาการได้ว่า การต่อสู้ที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ จะเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างไร

คนเสื้อแดง (บางคน,บางกลุ่ม) อาจกระทำในสิ่งที่ (สังคมมองว่า) เป็นความผิดหลายอย่าง เช่น การชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนให้คนกรุงเทพฯ การละเมิดสิทธิ์คนอื่น การนิยมความรุนแรง การตั้งคำถามต่อสถาบัน ฯลฯ แต่นั่นก็เกิดจากความคับแค้นที่เขาถูกกระทำด้วยความรุนแรงมากกว่า คือการใช้กำลังทหารทำรัฐประหารปล้นสิทธิการเลือกตั้งของพวกเขาไป (ไม่ใช่อ้างความเลวเพื่อสนับสนุนการทำเลวเหมือนกันหรือมากกว่า แต่อ้างเพื่อให้เข้าใจสาเหตุของปัญหา)

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาว่าคนเสื้อแดงคือคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง (โดยโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมืองที่ไม่เป็นธรรม) ถูกปล้นสิทธิ์ ถูกเลือกปฏิบัติในหลายๆเรื่อง (ใช้สองมาตรฐาน) และเขาจึงออกมาต่อสู้เพื่อทวงสิทธิ ทวงความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ ทวงเสรีภาพในการพูดความจริง หรือทวงประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำของระบบอำมาตย์ การต่อสู้ที่เรียกว่า “เพื่อประชาธิปไตย” จึงจำเป็นต้องอยู่ข้าง หรือสนับสนุน “ประเด็นหลัก” ของคนเสื้อแดง

ผมเองไม่ใช่คนเสื้อแดง (เพราะไม่มีคุณสมบัติพอ เป็นเพียงผู้ไปสังเกตการชุมนุมที่ไม่ได้ใส่เสื้อแดง เทียบกับชาวบ้านที่มาชุมนุมแล้วเขามีความทรหดและกล้าหาญจนทำให้ผมรู้สึกละอายตัวเอง) เคยวิจารณ์คุณทักษิณและแกนนำเสื้อแดงหลายเรื่องบนจุดยืน “สองไม่เอา” แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน 2553 และยิ่งเห็นท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลและพันธมิตรฯ ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนความคิดของตนเองอย่างจริงจัง และผมไม่อาจมองเห็นเหตุผลใดๆที่จะไม่เลือกข้างคนเสื้อแดง หรือสนับสนุน “ประเด็นหลัก” ของคนเสื้อแดง

คือ ประเด็นการต่อสู้เพื่อให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อนำไปสู่การออกแบบกติกาประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำของระบบอำมาตย์ (ไม่ใช่ล้มสถาบัน แต่การมีอยู่ของสถาบันต้องไม่ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริง ไม่ทำลายความเสมอในความเป็นมนุษย์ ไม่ละเมิดอำนาจการตัดสินใจของประชาชน และต้องโปร่งใสตรวจสอบได้) และการออกกฎหมายที่ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

ผมอาจเคยเขียนบทความหลายชิ้นสนับสนุน “ประเด็นหลัก” ดังกล่าวของคนเสื้อแดง แต่ไม่ใช่บนความชัดเจนว่าผมตัดสินใจเลือกข้างคนเสื้อแดง วันนี้ผมชัดเจนว่าผมเลือกข้างคนเสื้อแดง ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่าผมเลือกข้าง “ความถูกต้อง” แต่ด้วยเหตุผลว่า “การอยู่ข้างประชาธิปไตย ต้องอยู่ข้างคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ”

เพราะไม่มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอยู่จริงบนจุดยืนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ที่ถูกเอาเปรียบ หรือบนจุดยืนที่มุ่งปกป้องเชิดชูสถานะที่ได้เปรียบของคนส่วนน้อยให้พวกเขาเอาเปรียบคนส่วนใหญ่อยู่ตลอดไป

ฉะนั้น ไม่เลือกสู้ข้างผู้ถูกเอาเปรียบ จึงไม่ใช่สู้เพื่อประชาธิปไตย!

โดย.นักปรัชญาชายขอบ
*****************************************************

"ขวัญชัย"นำทีมเสื้อแดงเคลื่อนพลไปตลาดไท ฉลุยห้าแยกลาดพร้าว ไร้ด่านตรวจสกัด จราจรติดหนัก

"ขวัญชัย"นำทีมเสื้อแดงเคลื่อนพลไปตลาดไทฉลุยห้าแยกลาดพร้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไทยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำเคลื่อนพลไปยังเป้าหมายตลาดไท ล่าสุดเวลา 12.20 น.เดินทางถึงห้าแยกลาดพร้าว เรียบร้อยแล้ว

โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งด่านตรวจหรือสกัดแต่อย่างใด นอกจากคอยอำนวยความสะดวกด้านการตจราจร แต่ก็ยังทำให้การจราจรถนนวิภาวดีติดขัดหนัก

"แดง"นัดรวมพลไป"ตลาดไท"เล็งสลายด่านตรวจหากเจอสกัด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 28 เม.ย. นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เปิดเผยภายหลังการประชุม แกนนำ ว่า ในเวลา 10.30 น. จะเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังตลาดไท เพื่อให้กำลังใจมวลชนคนเสื้อแดงที่ปักหลักอยู่ที่นั่น โดยให้มวลชนที่ต้องการจะร่วมขบวนไปรวมตัวที่ศาลาแดงแล้วร่วมเดินทางไปรถปิคอัพจำนวน 150 คัน เพราะว่าก่อนหน้านี้ได้ข่าวว่าศอฉ.จะขนอาวุธเข้ามาในกรุงเทพฯเพื่อปราบปรามประชาชนจึงเป็นภารกิจที่เสื้อแดงจะต้องสกัดกั้นเอาไว้

นายขวัญชัย กล่าวต่อว่า สำหรับภารกิจหลักที่ตลาดไทวันนี้ คือให้กำลังใจคนเสื้อแดง แต่ถ้าเจอด่านของตำรวจสกัดกั้น ก็ต้องคิดตรงนั้นว่าเราจะต้องสลายด่านตำรวจด้วยหรือไม่ เพื่อเปิดทางให้คนเสื้อแดงเข้ามาชุมนุมและสกัดกั้นทหารไม่ให้นำอาวุธเข้ามาทำร้ายประชาชน ขณะนี้มีคนเสื้อแดงที่พร้อมจะร่วมขบวนประมาณ 2,000 คน

ที่มา.มติชนออนไลน์
*************************************************

ฮือฮา นักโบราณคดีอ้างพบ"ซากเรือโนอาห์"ตามพระคัมภีร์ไบเบิล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ว่า กลุ่มนักโบราณคดีจีนฮ่องกงและตุรกรี ได้ค้นพบซากเรือโนอาห์ ซึ่งอยู่บนเขา"อรารัต"ทางภาคตะวันออกของตุรกี โดยจากการพิสูจน์ด้วยกระบวนการน้ำยาคาร์บอนตรวจสอบสิ่งโบราณย้อนยุค พบว่าวัตถุดังกล่าวมีอายุ 4,800 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เรือดังกล่าวถูกระบุว่ามีอยู่บนโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งบอกว่า กลุ่มเชื่อว่า ซากดังกล่าวเป็นเรือโนอาห์ 99.99 %

รายงานระบุว่า ซากเรือดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงสร้างที่แบ่งเป็นหลายส่วน บางส่วนรวมทั้งคานไม้ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นส่วนที่ใช้เป็นที่พักของสัตว์ต่าง ๆ ที่โนอาห์นำขึ้นเรือ ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตุรกียังได้เรียกร้องให้รัฐบาลตุรกี ขอให้ยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนวัตถุดังกล่าวเป็นมรดกโลก

ทั้งนี้ ตามพระคัมภีร์ไบเบิลระบุว่า พระเจ้าตัดสินใจที่จะทำลายล้างโลก หลังจากเห็นว่าโลกเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย และได้สั่งให้โนอาห์สร้างเรือขึ้นมาพร้อมบรรทุกสัตว์ทุกประเภททั้งเพศผู้เพศเมียขึ้นเรือ และเมื่อน้ำท่วมโลกลดลง เรือโนอาห์ได้ขึ้นไปอยู่ในเขา"อรารัต"


ที่มา.มติชนออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: กำลังแต่งภาพละครแขวนคอ"

นักคิดที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคยกล่าวว่า ประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในลักษณะโศกนาฏกรรม (tragedy) ครั้งที่สอง ในลักษณะตลกชวนสมเพช (farce)

(หมายเหตุ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีรายชื่ออยู่ในเอกสาร "เครือข่ายล้มเจ้า" ที่รัฐบาลและศอฉ. นำมาเผยแพร่ ได้เขียนบทความชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: กำลังแต่งภาพละครแขวนคอ" และนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์และเว็บบอร์ดจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะมีผู้นำบทความดังกล่าวไปแพร่กระจายในเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความของสมศักดิ์มีเนื้อหาน่าสนใจและให้แง่คิดบางประการในสถานการณ์ปัจจุบันอันล่อแหลม จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ -โดยมีการปรับเปลี่ยนบ้างถ้อยคำ- ในเว็บไซต์)

นักคิดที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคยกล่าวว่า ประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในลักษณะโศกนาฏกรรม (tragedy) ครั้งที่สอง ในลักษณะ ตลกชวนสมเพช (farce)

เมื่อ 34 ปีก่อน ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล โดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และมี ชวน หลีกภัย ฮีโร่ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของรัฐบาล กลุ่มปฏิกิริยาขวาจัดได้ร่วมมือกันสร้างสถานการณ์ปลุกระดม ด้วยการนำภาพถ่ายการแสดงละครของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงเหตุการณ์ที่มีช่างไฟฟ้านครปฐม 2 คน ที่กำลังร่วมกับขบวนการนักศึกษาขณะนั้นรณรงค์ต่อต้านการกลับมาของทรราชถนอม เพื่อฟื้นเผด็จการ ถูกแขวนคอตายอย่างสยดสยอง มาโฆษณาว่า นักศึกษากำลังกระทำการดูหมิ่นองค์รัชทายาท

อาศัยข้ออ้างนี้ อันธพาลการเมืองและกำลังตำรวจ ตชด. ได้บุกโจมตีเข้าไปธรรมศาสตร์ ในเช้าตรู่ของวันที่ 6 ตุลาคม

สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่กลางเมืองที่ป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

หลังเหตุการณ์นั้น ชวน หลีกภัย เอง กับเพื่อน "ปีกซ้าย" ประชาธิปัตย์ อย่างสุรินทร์ มาศดิตถ์ บิดาของคุณหญิงสุพัตรา ต้องหลีกหนีภัยการเมืองขวาจัดกลับไปบ้านเกิดทางใต้ คุณสุรินทร์ต้องหนีไปบวช ขณะที่ ชวน หันไปจับปากกา เขียนสารคดีชุด "เย็นลมป่า" เพื่อเตือนให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า ผลจากการปราบปรามครั้งนั้น ได้ผลักดันให้คนดีๆจำนวนมาก ไม่มีทางเลือกทางอื่น นอกจากเข้าป่าจับปืนขึ้นสู้

34 ปีผ่านไป โดยการคอยยุเชียร์ของชวน หลีกภัย ที่ตอนนี้ สวมวิญญาณเหยี่ยวการเมืองกระหาย...เสียเอง รัฐบาลประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังดำเนินการสร้างภาพ "ละครแขวนคอ" ชุดใหม่ เพื่อเตรียมใช้กำลังติดอาวุธเข้าปราบผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์

"ภาพละครแขวนคอ" ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งนี้ แม้หน้าตาภายนอกจะต่างออกไปจาก "ภาพละครแขวนคอ" ครั้งก่อน แต่เนื้อหาไม่ต่างกัน คือ ออกมาในรูปของ "แผนภูมิ" ของสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เรียกว่า "เครือข่ายล้มเจ้า" ที่เผยแพร่โดย ศอฉ. เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา

ที่ไม่ต่างกันเลยคือ การใช้ข้อหาว่า มีการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้น โดยที่ข้อหานั้น ไม่เป็นความจริงเลย (เช่นเดียวกับที่ ไม่เคยมีการเล่นละครแขวนคอหุ่นหรือคนที่แต่งหน้าเป็นองค์รัชทายาท ในสมัยนั้น ในปัจจุบัน ก็ไม่มี "เครือข่าย" เพื่อการ "ล้มเจ้า" แต่อย่างใด)

และจุดมุ่งหมายของ "ภาพละครแขวนคอ" ครั้งนี้ ก็เหมือนกันกับครั้งก่อน คือ เพื่อปูทาง เป็นข้ออ้างสำหรับการฆ่ากลางเมือง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โชคดีที่โตไม่ทัน เมื่อมีเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ต้องผ่านประสบการณ์ที่มีลักษณะ "บาดแผลร่วม" (collective trauma) ของสังคมไทย ที่เจ็บปวดและร้าวลึกอย่างไม่อาจบรรยายได้ ที่เป็นผลตามมาจากเหตุการณ์นั้น

เสียดายที่ ชวน หลีกภัย ครูการเมืองของอภิสิทธิ์เอง ได้เสียสติ เสียความจำไปเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมหวังอย่างยิ่งว่า วินาทีนี้ ยังไม่สายเกินไป ที่ อภิสิทธิ์ จะตั้งสติ คิดถึงผลที่จะตามมา ของสิ่งที่เขากำลังตระเตรียมทำอยู่นี้

อันที่จริง ถ้าเพียงแต่ผมเป็นหนึ่งใน "เครือข่ายล้มเจ้า" จริง และถ้าเพียงแต่ผมจะต้องการอำนาจอย่างไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นในลักษณะเดียวกับที่อภิสิทธิ์กำลังหวงอำนาจของตัวเอง, ผมควรยุเสียด้วยซ้ำว่า Bring It On "เอาเลยครับ" รีบทำขั้นตอนต่อไป หลังจากแต่งภาพ "ละครแขวนคอ" (เผยแพร่ "แผนภูมิเครือข่ายล้มเจ้า") ไปแล้ว แบบเดียวกับที่พวกขวาจัด ทำต่อไปหลังโฆษณาภาพ "ละครแขวนคอ" ของพวกเขาเมื่อ 34 ปีก่อน

เพราะผมเชื่อแน่นอนว่า ถ้าอภิสิทธิ์ทำเช่นนั้น ไม่เพียงแต่ผู้คนจะตายเป็นเบือ แต่สิ่งที่จะตามมา จะเป็นการเริ่มต้นของจุดจบ ไม่เพียงของอภิสิทธิ์เอง แต่ของ "เครือข่าย" จริงๆ ที่หนุนหลังอภิสิทธิ์ตอนนี้ด้วย

ที่มา.มติชนออนไลน์
****************************************************

‘ผลาญงบ’ อย่างไม่จบสิ้น!!

‘ผลาญงบ’ อย่างไม่จบสิ้น!!
หาก “หัวหน้าแก๊งไอติม” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “ใช้งบลับ” ด้วยความถนอม ไม่ถลุง กันอย่างถนิมสร้อย กันแล้ว...ป่านนี้คง ขจัดปัญหา “ภัยแล้ง” ไปได้ทั้งแผ่นดิน??เงินหลวง คลังประเทศ..แค่ ๔๐ กว่าวัน ถูกเบิกไปอย่าง “หนำใจ” กว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อใช้ฆ่าคนไทยด้วยกัน..ปราบม็อบ “คนไม่มีสีคนไม่มีเส้น”ละลายหายวับ ฉิบหายเป็นว่าเล่นเบี้ยเลี้ยงไอ้เณร พลตำรวจปลายแถว อัดฉีดกันสนุกมือ... ขุนเงินให้แก่ “ขุนพล” นายใหญ่นายโตกันอย่างไม่ยั้ง....ค่าเฮลิคอปเตอร์ พา “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ใช้บินหนีกันหัวซุกหัวซุน.....จ่ายเสร็จสรรพไปตอนนี้แล้ว เป็น “แสนล้านบาท” ที่ได้ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไป...แต่สถานการณ์ก็ยังถลำลึก มีแต่ความป่นปี้!!!แสนล้านไม่ใช่เงินขี้ประติ๋ว.......ที่ซ้ำร้ายมีคนจ้อง “กินหัวคิว”?....เป็น “เสือหิว” เสียด้วยนะซี่????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
สถานการณ์พัฒนารุนแรง!!!
เข้าสู่จุดอันตรายขั้นที่ ๓ ระหว่าง “รัฐบาลไอติม” ของ “นายอภสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ “คนเสื้อแดง”???“ขั้นที่ ๓” เป็นการยกระดับ เปิดฉากสงครามการเมือง ยิงล้างผลาญจอตุง ยิ่งกว่าสงครามกลางอากาศ “สตาร์วอร์” จากนั้นพัฒนายกเกรด อัพเกรด “เข้าขั้นที่ ๔” อย่างไม่รีรอเป็นการ “ปฏิวัติ” ล้างกระดาน ล้มกระดาน “รัฐบาลไอสติม” ของ “นายมาร์ค” กันให้สิ้นซาก...ซึ่งหัวขบวนที่มองกันว่า จะเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. ผู้เป็นบูรพาพยัคฆ์แถวหน้า จะลงมือ อาจจะเป็นการคาดการณ์ที่ผิดคน“ทหารวงศ์เทวัญ” ที่นั่งเงียบๆ ....อาจลุกขึ้นมาเสียบ?....ล้มกระดานเงียบๆ ก็ได้นะหน้ามล???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เลือดเข้าตา!!!
ยิ่ง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ. หลงในลาภยศ แสดงอำนาจมากเท่าไหร่ ยิ่งมีแต่คนด่า???จะออกหมายเรียก “จิ๋ว หวานเจี๊ยบ” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เข้ามาสอบที่ราบ ๑๑เป็นการ “แหย่รังแตน”..เพิ่มแค้นอีกเบ็ดเสร็จและมากไปกว่านั้น..เมื่อ “เทพเทือก” เลือกที่จะใช้อำนาจอย่างไม่เกรงอกเกรงใจใคร...ไม่ว่าจะเป็น “ขุนทหารใหญ่” คนไหน หากไม่สลายม๊อบคนเสื้อแดง ก็จะโยกย้ายตำแหน่งไม่ละเว้น กระทั่ง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็จะฟันให้จั๋งหนับ!!!!แค่ม็อบเสื้อแดง “สุเทพ” ยังเอาไม่อยู่....นี่คิดเอากองทัพมาเป็นศัตรู?.....เป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน ไปแล้วล่ะครับ???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น!!!
“มาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อย่าเอาประชาชน มาเป็นเครื่องเซ่น???เห็นอยู่ตำตา “ม็อบสีเหลือง” ปลดเปลื้องมาเป็น “ม็อบสีชมพู” จนกลายเป็น “ม็อบลูกกวาด” และ “ม็อบสลิ่ม” ไปแล้วนั้น.......ไปขุดม็อบเหลืองผีตายซาก...กากเดนประเทศขึ้นมาทำไมกันจงใจให้เกิดการ ประหัตประหาร ผลาญชีวิตกันกลางเมือง...ภาพที่ทหารถืออาวุธครบมือ ขี่มอเตอร์ไซด์ไล่ล่าชีวิตคนเสื้อแดง...และถือปืนเอ็ม ๑๖ จังก้าอยู่เหนือศรีษะ ผู้หญิงและผู้ชายที่สั่งสลายบริเวณหน้าตลาดไท ริมถนนพหลโยธิน ก็เป็นการรังแกประชาชนกันอย่างสุดขีด!!!!เกมประชาชนฆ่าประชาชน....นับเป็นความสับปะดน...ไม่รู้ว่าใครหนอเป็นคนคิด????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เหมือน “ปลิง”ที่เกาะขา “ดูดเลือด”!!
ไม่คิดสะระตะ เป็นฝีมือใคร “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาวผู้นั่งอยู่บนคานทองนิเวศน์ ของ “ป๋าเติ้ง” บรรหาร ศิลปะอาชา ก็ออกอาการเดือด???
ระเบิดที่ถล่มบ้านจรัญสนิทวงศ์ ที่พำนักบ้านพัก ของ “เสด็จเตี่ยบรรหาร ศิลปอาชา” นั้น...มองให้ดีใครได้ประโยชน์“ม็อบแดง” ไม่มีวันทำ....เรื่องริยำ อันเสียภาพพจน์ระเบิดสังหารที่ลง ทันทีที่มีคนเจ็บระนาว “รัฐบาลไอตีม” มีแต่ได้ผลประโยชน์เนื้อๆ ...ที่จะดึง “พรรคชาติไทยพัฒนา” ให้อยู่ร่วมกับ “รัฐบาลเผด็จการสั่งฆ่าประชาชน”...เกมตื้นๆ ใครลงมือยังมองไม่ออก “พรรคบรรหาร” จึงเป็นแค่ “พรรคลูกไล่”???เขาเอาชีวิต พ่อตัวเองมาต่อลอง......แม้แต่คนไร้กึ๊นส์ไร้สมอง.....เขายังมองออกเลยจะบอกให้???

คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
****************************************************

ยุคดิจิตอล

14 ตุลา 16...6 ตุลา 19...มาจนวันนี้ 28 เมษา 53การเอาชนะทางการเมืองในอดีตถึงปัจจุบัน...ดูเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างกัน!โดยเฉพาะการ “ยัดเยียด” ข้อกล่าวหาต่างๆ นานา...และการใช้สื่อบิดเบือนข้อมูล “ความเป็นจริง” จะว่าไปแล้ว...สิ่งเหล่านี้ “ผู้มีอำนาจ” ทุกยุคทุกสมัยมีความถนัด และมักเป็นผู้สร้างสรรค์ในเชิง “ทำลาย” มากกว่าเพื่อประเทือง “สติปัญญา”เพียงแต่ผู้มีอำนาจในยุคนี้จะรู้บ้างหรือไม่ว่า...ยุคสมัยนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปโลกทั้งใบถูกเปลี่ยนจากยุคอนาลอค ไปสู่ยุคดิจิตอล...คนทั่วโลกเปลี่ยนจากใช้ “พิมพ์ดีด” มาเป็น “คอมพิวเตอร์” ผมจะพูดว่า...นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมือง

เปลี่ยนแปลงไป...หากคนไทยรู้จักคิดและตามโลกให้ทันดูได้จากความรู้เท่าทัน “เกมการเมือง” ของรัฐบาล...ซึ่งพวกเขายังคงใช้วิธีการ “เก่าคร่ำครึ” พวกเขาเปลี่ยนจากการใส่ร้ายด้วยการให้คนไปตะโกนในโรงหนัง...เป็นมาตะโกนใส่ร้ายกันทางทีวีหากวันนี้เป็นเมื่อ 30 กว่าปีก่อน...อะไรจะเกิดขึ้น?ในเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงถูก “ใส่ร้ายป้ายสี” ให้เป็นคนไม่รักชาติ...ไม่รักสถาบัน...ทั้งที่จุดมุ่งหมาย คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบไม่ใช่การเปลี่ยนประเด็น “ใส่สีตีไข่” เป็น

เรื่องร้ายแรงตามคำใครกล่าวอ้าง!ถามว่า...การที่เรา “ถูกจับกรอกหู” ทุกวี่วัน แต่ไม่รู้สึก “คล้อยตาม” กับสิ่งที่ถูกยัดเยียดให้...แต่ยิ่งรู้สึกถึงเป้าหมายอัน “สัปดน” ของคนกลุ่มนี้นั่นเป็นเพราะอะไร?เพราะว่า...ประชาชนจำนวนไม่น้อยเปิดตาเปิดใจกลายเป็นคนในโลกยุค “ดิจิตอล” พวกเขารู้ว่าใครคือ ผู้ก่อการร้ายระดับชาติ ที่ตอกลิ่มให้แผ่นดินไทย แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ตัวจริงวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง “ถาวร” เป็นอาวุธสำคัญของประชาชนที่เรียกว่า สติ และ

ปัญญา นั่นคือ “ความรู้” ซึ่งเปรียบเป็น “ยาชูกำลัง” เพื่อให้มีแรงไว้ต่อกรกับพวกมีปืน...มีล้อรถถังให้เคลื่อนที่หยุดเถิด “ความกระเหี้ยนกระหือรือ” รุกไล่ประชาชนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ...เพราะมันจะกลายเป็น “คมหอกดาบ” ที่ย้อนศรกลับมาทำลายล้างตัวท่านเองเชื่อหรือไม่? ผู้มีอำนาจ “กล้ามใหญ่วางโต” บางคน...แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังเปิดปิดเองไม่เป็น!
คอลัมน์. ปัญหาโลกแตกภูผาหิน
**************************************************