ข่าวสดรายวัน
หลังจากภาพของการอำลาชีวิตราชการ ทั้งตรวจแถวสวนสนาม งานเลี้ยงอำลา หลากหลายรูปแบบ
เข้าสู่เดือนตุลาคม ปีงบประมาณใหม่ แผงอำนาจของข้าราชการอีกชุด หลังจากชุดเดิมเกษียณราชการไป
ในแง่ของกองทัพ แม้หน้าตาของนายทหารจะเปลี่ยนไป แต่ฐานอำนาจของรัฐบาลคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก
ปัญหาคือ ในแผงอำนาจทางการเมือง ที่เกิดความไม่แน่ไม่นอนขึ้นมา เมื่อพรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญศึกนอก คือ คดียุบพรรค ซึ่งอาจทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องโดนเว้นวรรค
ลุกลามกลายเป็นศึกใน เมื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และเลขาธิการพรรค ประกาศลงสมัครซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่ว่างลง
เพื่อจะกลับมาเป็นส.ส.อีกครั้ง และมีคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรีได้
ท่ามกลางเสียงเชียร์จากพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วน
และเสียงฮึมฮำไม่เห็นด้วยจากบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง
เป็นที่รู้ๆ กันว่า ความสัมพันธ์ของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์คู่นี้ คือ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ไม่ได้ราบรื่นทีเดียว
นายสุเทพเคยประกาศไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ว่า จะผลักดันนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้
แต่นายสุเทพก็ล้มเหลว เพราะพรรคการเมืองคู่แข่งที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้มแข็งทั้งทุนและแนวนโยบายที่จับใจฐานเสียงกลุ่มใหญ่ที่ภาคเหนือและอีสาน
แต่สุดท้าย นายสุเทพก็ประสบความสำเร็จในการจับมือกับนายเนวิน ชิดชอบ ที่ผละจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในจังหวะที่พรรคพลังประชาชนโดนยุบ
พลิกขั้ว ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ผลักดันนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ จนได้
หลังจากเป็นนายกฯ จะพบว่ามีข่าวระหองระแหงระหว่างนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพมาตลอด
เนื่องจากนายอภิสิทธิ์เกาะกลุ่มรวมตัวอยู่กับคนสนิทกลุ่มเล็กๆ และให้ความสำคัญกับนายสุเทพ น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
โดยรวมแล้ว บทบาทผู้นำของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกฯ อาจจะเป็นที่ประทับใจของบางกลุ่มในกองทัพ หรือแฟนคลับประเภทเสื้อสี ไปจนถึงกลุ่มเฟซบุ๊ก
แต่พรรคร่วมรัฐบาลที่รู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี ผ่านการเล่นเกมการเมืองภายในรัฐบาลด้วยกันเอง และสัมผัสบุคลิกภาพของนายอภิสิทธิ์มาตลอดระยะที่ร่วมรัฐบาลกันมา กลับเป็นความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
เมื่อโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง แม้จะยังไม่ชัดนัก แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็ถือโอกาสส่งสัญญาณไปยังหัวหน้าพรรครัฐบาล
ด้วยการเคลื่อนไหวหลายอย่าง ทั้งการออกข่าวจะพลิกขั้วกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย การผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมโดยที่พรรคแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย
และการเตรียม "นายกฯสำรอง" จากคนในพรรคตัวเอง
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็ส่งสัญญาณกลับไปว่า ตัวเองมีนายกฯ สำรองหลายคนเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นนายชวน หลีกภัย นายกฯ สองสมัย หรือดาวรุ่งอย่างนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เพื่อนนักเรียนอังกฤษของนายอภิสิทธิ์
แต่ไม่มีการพูดถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลย
ทั้งที่นายสุเทพคือลูกหม้อของพรรค ผ่านงานสำคัญ ผ่านการอุทิศตัวให้พรรคมามาก
และยังมีความชอบธรรมในฐานะเบอร์สองของพรรค ด้วยตำแหน่งเลขาธิการพรรค
และเบอร์สองของรัฐบาล คือ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
เมื่อนายสุเทพ ประกาศว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม จึงส่งผลสะเทือนทันที
การรับลูกด้วยข่าวกระเซ้าเย้าแหย่จากภายในพรรค โดยเรียกนายสุเทพ ว่า "ท่านนายกฯ" ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปต่างประเทศ
การลงสมัครส.ส.ของนายสุเทพ หากมองในแง่ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น
เนื่องจากนายสุเทพเป็นเลขาธิการพรรค จะต้องมีส่วนในการตัดสินใจของพรรคทุกขั้นตอน
หากไม่ได้เป็นส.ส. มีแต่ตำแหน่งทางการเมือง แล้วการเมืองพลิกผัน จะต้องมีการประชุมสภาผู้แทนฯ ประชุมรัฐสภา สถานะส.ส.ของนายสุเทพจะมีผลถึงระดับร่วมกำหนดตัวนายกฯ ได้
หรือแม้แต่เข้ารับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็ได้เช่นกัน
นายสุเทพเป็นส.ส.อาวุโสหลายสมัย เป็นคนกว้างขวางในวงการเมือง ทั้งขั้วเดียวกันและต่างขั้ว ด้วยบุคลิกลูกทุ่งตรงไปตรงมา
การประกาศตัวลงสมัครและโยงไปถึงโอกาสเป็นนายกฯ จึงได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เข็ดเขี้ยวมาจากนายอภิสิทธิ์
และเห็นว่าวาระของสภาเหลืออีกเพียง 1 ปี ไม่เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันหวือหวา
เมื่อนายสุเทพประกาศว่า พร้อมจะลงสมัครเลือกตั้งซ่อม โดยได้รับการสนับสนุนจากสาขาพรรคที่สุราษฎร์ธานี
จึงมีท่าทีไม่เห็นด้วยจากแกนนำพรรคบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การหักหาญคนระดับเลขาธิการพรรค ย่อมไม่เป็นผลดีในภาพรวม มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคจึงต้องเปิดไฟเขียวให้นายสุเทพลงสมัคร
แต่กำหนดให้นายสุเทพ ลาออกจากรองนายกฯ ก่อน เพื่อป้องกันข้อครหาทางการเมืองและปัญหาทางกฎหมายที่จะตามมา
ในทางปฏิบัติ หลังเลือกตั้ง นายสุเทพจะได้กลับมาเป็นรองนายกฯ อย่างเดิม
มองในเชิงหลักการอาจจะเห็นว่าสวยหรู เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย
แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงถึงความเคร่งครัดในหลักการมานานแล้ว ภาพที่เกิดขึ้น จึงสะท้อนการเล่นแง่ชิงเหลี่ยมภายในพรรคมากกว่า
การลาออกจากรองนายกฯ ของนายสุเทพ จะส่งผลใหญ่หลวงต่องานประจำด้านความมั่นคงที่นายสุเทพนั่งหัวโต๊ะอยู่ ซึ่งมีทั้งเรื่องการดูแลสถานการณ์ การเบิกจ่ายงบฯ และการโยกย้ายแต่งตั้ง
และนายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้ดูแลงานแทน ซึ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีบุคลิกและแนวคิดที่แตกต่างกัน แม้จะอยู่พรรคเดียวกันก็ตาม
การออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ของนายสุเทพ เพื่อไปลงเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ ฟ้องถึงบรรยากาศแก่งแย่งช่วงชิงภายในพรรคประชาธิปัตย์
นอกจากนายอภิสิทธิ์จะไม่พูดจารับรองเกี่ยวกับการกลับเข้ามารับตำแหน่งเดิมของนายสุเทพแล้ว
ยังมีมุขจากนายชวน หลีกภัย ที่กล่าวถึงโอกาสเป็นนายกฯ สำรองของนายสุเทพว่า "รอ ปชป.เป็นไข้หวัดนก ตายหมดพรรคก่อน" ซึ่งนายสุเทพคงจะขำไม่ออกแน่นอน
นับเป็นสถานการณ์ที่วังเวงทั้งสำหรับนายสุเทพ
และสำหรับรัฐบาลผสมโดยรวมอีกด้วย
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เทือกทวงสิทธิ์ นายกฯสำรอง
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
คลื่นสีเทา
โดย. หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการประมูลการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จีไว้ชั่วคราว ก็มีคำถามถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และรัฐบาลว่าใครควรรับผิดชอบผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น
ขณะที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็กลายเป็น “ผู้ร้าย” ถ่วงความเจริญของบ้านเมืองเช่นกัน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ทีโอทีลงทุนแผนธุรกิจโครงสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3จีในวงเงิน 19,980 ล้านบาท มีการปรับปรุงโครงสร้างของทีโอทีด้วยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน รวมทั้งใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน โดยจะมีการปรับปรุงสถานีให้บริการ 3จีจาก 4,700 สถานีเป็น 5,400 สถานี ให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดอื่นๆรวม 12-15 จังหวัด ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนที่ใช้บริการกว่าร้อยละ 80 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและให้บริการได้ภายใน 6 เดือน
แทนที่จะรอให้ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ผ่านสภา และดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยเร็วที่สุด ซึ่งตามขั้นตอนกว่าจะมีการประมูล และระบบ 3จีได้ใช้จริงก็ประมาณต้นปี 2555 จนบางคนพูดถากถางว่าคนไทยอาจโชคดีได้ใช้ระบบ 4จีแทนเลย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กทช. มีหนังสือถามทีโอทีและ กสท ที่ กทช. ได้อนุมัติตั้งแต่ปี 2551 จนปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนดำเนินการได้ไม่ถึง 10% ชี้ให้เห็นว่าความจริงระบบ 3จีนั้นสามารถพัฒนาบนคลื่นความถี่เดิมด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอของบริษัทคู่สัญญาสัมปทานได้นานแล้ว ทีโอทีและ กสท ต้องตอบคำถามเรื่องนี้ต่อสังคม
เช่นเดียวกับเรื่องสัมปทานเดิมของ 3 ค่ายผู้ให้บริการที่มีกับทีโอทีและ กสท นั้น ก็ต้องรักษาผลประโยชน์ โดยพร้อมจะเปลี่ยนใบอนุญาตเป็น 3จีตามแผนการลงทุนใหม่กับทีโอทีแน่นอน
ใครที่ได้ผลประโยชน์ที่แท้จริงหลังจากการประมูล 3จีล้ม เพราะสถานะของทีโอทีและ กสท ที่เคยออกมาพูดเรื่องความเสียหายจากสัมปทานเดิมหากมีการประมูล 3จีตามแผนของ กทช. นั้น วันนี้ทีโอทีและ กสท ถูกมองว่าเหมือน “เสือนอนกิน” เพราะได้คลื่น 3จีฟรีๆ แล้วยังได้ทำ 3จีก่อน โดยเอามาออกใบอนุญาตให้กับผู้ให้บริการ แต่ผลประโยชน์ที่แท้จริงนั้นตกอยู่กับประเทศชาติหรือกลุ่มใด หรือปัญหาทั้งหมดเป็นแผนของใคร
**********************************************************************
หลังจากศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการประมูลการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จีไว้ชั่วคราว ก็มีคำถามถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และรัฐบาลว่าใครควรรับผิดชอบผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น
ขณะที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็กลายเป็น “ผู้ร้าย” ถ่วงความเจริญของบ้านเมืองเช่นกัน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ทีโอทีลงทุนแผนธุรกิจโครงสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3จีในวงเงิน 19,980 ล้านบาท มีการปรับปรุงโครงสร้างของทีโอทีด้วยการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาบริหารเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน รวมทั้งใช้โครงข่ายร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน โดยจะมีการปรับปรุงสถานีให้บริการ 3จีจาก 4,700 สถานีเป็น 5,400 สถานี ให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดอื่นๆรวม 12-15 จังหวัด ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนที่ใช้บริการกว่าร้อยละ 80 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและให้บริการได้ภายใน 6 เดือน
แทนที่จะรอให้ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ผ่านสภา และดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยเร็วที่สุด ซึ่งตามขั้นตอนกว่าจะมีการประมูล และระบบ 3จีได้ใช้จริงก็ประมาณต้นปี 2555 จนบางคนพูดถากถางว่าคนไทยอาจโชคดีได้ใช้ระบบ 4จีแทนเลย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กทช. มีหนังสือถามทีโอทีและ กสท ที่ กทช. ได้อนุมัติตั้งแต่ปี 2551 จนปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนดำเนินการได้ไม่ถึง 10% ชี้ให้เห็นว่าความจริงระบบ 3จีนั้นสามารถพัฒนาบนคลื่นความถี่เดิมด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอของบริษัทคู่สัญญาสัมปทานได้นานแล้ว ทีโอทีและ กสท ต้องตอบคำถามเรื่องนี้ต่อสังคม
เช่นเดียวกับเรื่องสัมปทานเดิมของ 3 ค่ายผู้ให้บริการที่มีกับทีโอทีและ กสท นั้น ก็ต้องรักษาผลประโยชน์ โดยพร้อมจะเปลี่ยนใบอนุญาตเป็น 3จีตามแผนการลงทุนใหม่กับทีโอทีแน่นอน
ใครที่ได้ผลประโยชน์ที่แท้จริงหลังจากการประมูล 3จีล้ม เพราะสถานะของทีโอทีและ กสท ที่เคยออกมาพูดเรื่องความเสียหายจากสัมปทานเดิมหากมีการประมูล 3จีตามแผนของ กทช. นั้น วันนี้ทีโอทีและ กสท ถูกมองว่าเหมือน “เสือนอนกิน” เพราะได้คลื่น 3จีฟรีๆ แล้วยังได้ทำ 3จีก่อน โดยเอามาออกใบอนุญาตให้กับผู้ให้บริการ แต่ผลประโยชน์ที่แท้จริงนั้นตกอยู่กับประเทศชาติหรือกลุ่มใด หรือปัญหาทั้งหมดเป็นแผนของใคร
**********************************************************************
เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเคยกล่าวไว้ว่า "ชีวประวัติบุคคลเขียนยากเหลือเกิน ถ้ามีใครทำงาน ยาก ๆ สำเร็จ แค่นี้ผมก็ดีใจปลาบปลื้ม"
หนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" เล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ใช่หนังสือพระราชประวัติ ไม่ใช่พระราชกรณียกิจ แต่ก็เป็นงานที่ยากทีเดียว ที่ "วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย" ทำได้สำเร็จ
"วิมลพรรณ" เป็นนักหนังสือพิมพ์ ถ่ายทอดในลักษณะรายงานของนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่รายงานข่าว มีข้อวิเคราะห์ที่ไม่ใช่ตำราหม้อใหญ่ ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์
บ่ายแก่ ๆ จันทร์ที่ 27 กันยายน 2553 ห้องพิมานแมน โรงแรมโฟร์ซีซั่น ดูแคบไปถนัดตา เมื่อหนอนหนังสือเกือบ 500 ชีวิต เดินทางไปร่วมเป็นเกียรติงานแนะนำหนังสือ "เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ" โดย "วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย" กันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่, คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และสามี พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศุกร์, คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช, หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล และบุตรชาย ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล เป็นต้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เขียนคำนำไว้ว่า คุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เขียนหนังสือชีวประวัติของบุคคล 3 คน ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อันได้แก่คุณพจน์ สารสิน, ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ตามลำดับ ปรากฏว่าหนังสือชีวประวัติบุคคลทั้ง 3 เล่ม เป็นที่นิยมของผู้อ่านอย่างมาก เนื่องจากคุณวิมลพรรณสามารถจับจุดที่น่าสนใจในแต่ละช่วงชีวิตมาเล่าได้อย่างน่าประทับใจ ในความดีงาม ความกล้า และความสามารถในแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โดยให้รายละเอียดประกอบจนเห็นผลงาน ความสามารถ และคุณความดีตลอดช่วงชีวิตของบุคคลนั้นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีวิธีการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านสนุกกับเรื่องได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้ใหญ่ที่น่านับถือร้องขอให้คุณวิมลพรรณศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
การที่จะเข้าใจบทบาทตลอดจนความยากลำบากของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการรับมือพัฒนาการต่าง ๆ ทางการเมือง และแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่เรื่อยมานั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในสภาวะแวดล้อมทางการเมืองเรื่องใหญ่ ๆ ที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่พระองค์ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วย ดังนั้น คุณวิมลพรรณจึงได้ค้นคว้าศึกษาเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ซึ่งปรากฏว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งการขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ ภายใต้การปกครองในรูปแบบใหม่ระหว่างรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้าม และระหว่างพรรคการเมืองที่เป็นพวกเดียวกันในบางเรื่อง อันมีผลต่อเนื่อง มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทำให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องเผชิญ ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ หนังสือเล่มนี้จึงมีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่วันที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จนถึงปัจจุบัน เป็นเสมือนหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์การเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในส่วนที่ปฏิสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างละเอียดตลอดรัชกาล
"หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่นำเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเรียบเรียงไว้ได้อย่างครบถ้วนที่สุด และอย่างที่ทำให้เห็นความต่อเนื่องจากเหตุการณ์หนึ่งไปยังอีกเหตุการณ์หนึ่งได้เป็นอย่างดี มีข้อมูลที่เป็น เบื้องหลังของเหตุการณ์ที่น่าสนใจ และทำให้เข้าใจถึงความยากลำบากในการปฏิบัติพระองค์ ในฐานะพระประมุขของประเทศ"
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ คงจะช่วยให้ผู้อ่านหลายท่านที่เคยหลงเชื่อความเห็นของ นักเขียนต่างชาติดังกล่าว ได้รับความกระจ่างและเข้าใจในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างถูกต้อง
จากหนังสือตอนที่ 21 "โศกนาฏกรรมของชาติ" ตอนหนึ่งที่เขียนว่า...มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่เสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคมพระบรมศพพระเชษฐาธิราชในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้มีประชาชนคนหนึ่งที่มารอเฝ้าฯอยู่ ได้กราบบังคมทูลขึ้นมาว่า
"ต่อไปนี้ไม่มีในหลวงแล้ว"
พระองค์จึงทรงมีรับสั่งตอบปลอบใจประชาชนไปว่า
"ในหลวงยังอยู่ พระอนุชาต่างหากไม่มีแล้ว"
ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยได้รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เมื่อ 17 มิถุนายน 2489 ว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสัตมวารถวายสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน แม้จะมีพระชนมพรรษาเพียง 18 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงรักษาพระอารมณ์และปฏิบัติพระองค์อย่างสง่างาม...."
ขณะที่ผู้เขียน "วิมลพรรณ" เปิดใจว่า หนังสือเล่มนี้ต้องการให้คนไทยเห็นข้อเท็จจริงของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย แต่ผู้อ่านจะต้องพิจารณาเอาเองว่า เรื่องราวต่าง ๆ เป็นอย่างไร เพราะไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ แต่หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของบ้านเมือง เล่าถึงเรื่องราวของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เป็นผู้กำหนดบทบาทพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
"สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราอ่านทั้งหมดจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หรือใครก็ตามที่กระทำต่อบ้านเมือง มีบางคนที่เราอาจจะให้อภัยได้ มีบางคนเราไม่อาจให้อภัยได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับ วิจารณญาณของคนอ่าน เพราะพี่มีหน้าที่ให้ข้อมูลกับคน พี่ไม่ไปวิเคราะห์ หรือตัดสินคุณ"
วิมลพรรณบอกว่า ข้อมูลบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ อาจไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เพียงแต่นำมาเรียงร้อยให้คนอ่านได้เห็นว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง แล้วพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงทำหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้ถูกต้อง และรักษาบ้านรักษาเมืองมาอย่างไร ซึ่งอยากให้อ่าน และพิจารณากันเอาเอง
"อยากจะบอกว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเฉลิมพระเกียรติ แต่เป็นหนังสือบอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยว่า ท่ามกลางความเป็นไป การอยู่รอดของบ้านเมือง มีใครบ้าง ที่ได้ทำอะไรไว้ ที่เราควรจะให้อภัย หรือไม่ให้อภัย
วิมลพรรณเล่าถึงเบื้องหลังการเขียนของหนังสือเล่มนี้ว่า ใช้เวลากว่า 3 ปี ก่อนจะออกมาเป็นเล่มอย่างสมบูรณ์ แต่การค้นคว้าทำแค่ปีเดียว แล้วลงมือเขียนอีกหนึ่งปีครึ่ง เนื่องจากระหว่างค้นคว้ารวบรวมข้อมูล เกิดอาการป่วย ไม่สบาย ขณะที่เพื่อนสนิทที่ไปช่วยค้นคว้าก็เป็นมะเร็ง ฉะนั้น ก็ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวกันก่อน (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็เขียนจนจบ นับตั้งแต่ปี 2549
เธอยังเล่าว่า ได้ค้นคว้าเอกสาร หลักฐานจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แม้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยค่าใช้จ่ายดำเนินการที่สูงมาก แต่ที่โชคดี คือมีโอกาสเข้าไปค้นคว้าข้อมูลในห้องสมุด State of Congress ของสหรัฐอเมริกา เรียกว่าเป็นคนไทยคณะแรกที่ได้เข้าไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ผ่านเอกสารบันทึกต่าง ๆ ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายใน นำมาสู่การสอบทานความถูกต้องของเอกสารมากมาย โดยเฉพาะกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8
"วิมลพรรณ" กล่าวว่า มีนักวิชาการสมัยใหม่พยายามใช้เอกสารต่างประเทศ เท่าที่อ่านเป็นการใช้เอกสารจากการเอาจากคนอื่นมาใช้ต่อ แต่ไม่ได้เข้าถึง source ของเอกสารอันนั้น ว่าจริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากนั้นมันมีอะไร สิ่งที่พบจากการค้นเอกสาร พบว่ามีบางตอนที่เขาอยากจะหยิบมาเท่านั้น ก็หยิบมาใช้ และมีความคลาดเคลื่อนของเอกสารจากความเข้าใจผิดของ ผู้รายงาน มันมีอยู่ และเขามาแก้ตัวทีหลัง ว่ารายงานทีแรกคลาดเคลื่อน แต่ความจริงคืออะไร เขาไม่ได้เอามาใช้ เพราะจริง ๆ แล้ว การค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ใคร ๆ ก็ค้นคว้าได้ไม่ยาก
"หากอ่านทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง บอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย ท่ามกลางความเป็นไปของการอยู่รอดของบ้านเมือง มีใครบ้างที่ได้ทำอะไรไว้บ้าง เราอย่าไปเชื่อการรายงานของฝรั่ง ต้องมาสอบทานกับเอกสารของไทย หากดูรายงานสถานทูต เป็นการเอาเรื่องที่ไฮโซพูดกัน หรือหากจะทำเรื่องประวัติ มหาเศรษฐีไทย พี่มีข้อมูลเพียบเลย คนนี้นิสัยเป็นอย่างไร มีเมียกี่คน มีลูกกี่คน สถานทูตเขารายงานหมด"
"วิมลพรรณ" ยังเล่าว่า มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะเฉลิมพระเกียรติมากกว่าเขียนถึงบริบททางประวัติศาสตร์ แต่หนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" เล่มนี้ อยากให้เห็นถึงรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า ทรงครองราชย์อย่างไร ทรงพระราชกรณียกิจในฐานะกษัตริย์อย่างไร โดยเน้นย้ำถึงการทำงานของพระองค์ท่านภายใต้รัฐธรรมนูญ
ถามว่า กังวลใจหรือไม่ หากมีการนำเนื้อหาในหนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" ไปอ้างอิง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ?
"วิมลพรรณ" ตอบทันทีว่า "...ไม่กลัวเลย เนื่องจากเจตนาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาทำลายเกียรติของผู้ใด แต่ความแน่วแน่อยู่ที่การค้นคว้าข้อมูล และร้อยเรียงให้ถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับใคร หวังใจว่าผู้อ่านสามารถไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายเกียรติยศของใคร เขียนตามข้อมูลที่พบที่เห็น"
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
หนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" เล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน แม้จะไม่ใช่หนังสือพระราชประวัติ ไม่ใช่พระราชกรณียกิจ แต่ก็เป็นงานที่ยากทีเดียว ที่ "วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย" ทำได้สำเร็จ
"วิมลพรรณ" เป็นนักหนังสือพิมพ์ ถ่ายทอดในลักษณะรายงานของนักหนังสือพิมพ์ที่ไม่ใช่รายงานข่าว มีข้อวิเคราะห์ที่ไม่ใช่ตำราหม้อใหญ่ ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์
บ่ายแก่ ๆ จันทร์ที่ 27 กันยายน 2553 ห้องพิมานแมน โรงแรมโฟร์ซีซั่น ดูแคบไปถนัดตา เมื่อหนอนหนังสือเกือบ 500 ชีวิต เดินทางไปร่วมเป็นเกียรติงานแนะนำหนังสือ "เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ" โดย "วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย" กันอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่, คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และสามี พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศุกร์, คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช, หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล และบุตรชาย ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล เป็นต้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เขียนคำนำไว้ว่า คุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เขียนหนังสือชีวประวัติของบุคคล 3 คน ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อันได้แก่คุณพจน์ สารสิน, ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และสมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปการ ตามลำดับ ปรากฏว่าหนังสือชีวประวัติบุคคลทั้ง 3 เล่ม เป็นที่นิยมของผู้อ่านอย่างมาก เนื่องจากคุณวิมลพรรณสามารถจับจุดที่น่าสนใจในแต่ละช่วงชีวิตมาเล่าได้อย่างน่าประทับใจ ในความดีงาม ความกล้า และความสามารถในแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โดยให้รายละเอียดประกอบจนเห็นผลงาน ความสามารถ และคุณความดีตลอดช่วงชีวิตของบุคคลนั้นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีวิธีการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านสนุกกับเรื่องได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีผู้ใหญ่ที่น่านับถือร้องขอให้คุณวิมลพรรณศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
การที่จะเข้าใจบทบาทตลอดจนความยากลำบากของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการรับมือพัฒนาการต่าง ๆ ทางการเมือง และแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่เรื่อยมานั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจในสภาวะแวดล้อมทางการเมืองเรื่องใหญ่ ๆ ที่ได้เกิดขึ้นก่อนที่พระองค์ท่านเสด็จขึ้นครองราชย์ ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ด้วย ดังนั้น คุณวิมลพรรณจึงได้ค้นคว้าศึกษาเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ซึ่งปรากฏว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งการขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ ภายใต้การปกครองในรูปแบบใหม่ระหว่างรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้าม และระหว่างพรรคการเมืองที่เป็นพวกเดียวกันในบางเรื่อง อันมีผลต่อเนื่อง มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ทำให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องเผชิญ ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ หนังสือเล่มนี้จึงมีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่วันที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จนถึงปัจจุบัน เป็นเสมือนหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์การเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในส่วนที่ปฏิสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างละเอียดตลอดรัชกาล
"หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่นำเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเรียบเรียงไว้ได้อย่างครบถ้วนที่สุด และอย่างที่ทำให้เห็นความต่อเนื่องจากเหตุการณ์หนึ่งไปยังอีกเหตุการณ์หนึ่งได้เป็นอย่างดี มีข้อมูลที่เป็น เบื้องหลังของเหตุการณ์ที่น่าสนใจ และทำให้เข้าใจถึงความยากลำบากในการปฏิบัติพระองค์ ในฐานะพระประมุขของประเทศ"
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ คงจะช่วยให้ผู้อ่านหลายท่านที่เคยหลงเชื่อความเห็นของ นักเขียนต่างชาติดังกล่าว ได้รับความกระจ่างและเข้าใจในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้อย่างถูกต้อง
จากหนังสือตอนที่ 21 "โศกนาฏกรรมของชาติ" ตอนหนึ่งที่เขียนว่า...มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่เสด็จพระราชดำเนินไปถวายบังคมพระบรมศพพระเชษฐาธิราชในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ได้มีประชาชนคนหนึ่งที่มารอเฝ้าฯอยู่ ได้กราบบังคมทูลขึ้นมาว่า
"ต่อไปนี้ไม่มีในหลวงแล้ว"
พระองค์จึงทรงมีรับสั่งตอบปลอบใจประชาชนไปว่า
"ในหลวงยังอยู่ พระอนุชาต่างหากไม่มีแล้ว"
ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยได้รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เมื่อ 17 มิถุนายน 2489 ว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสัตมวารถวายสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน แม้จะมีพระชนมพรรษาเพียง 18 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงรักษาพระอารมณ์และปฏิบัติพระองค์อย่างสง่างาม...."
ขณะที่ผู้เขียน "วิมลพรรณ" เปิดใจว่า หนังสือเล่มนี้ต้องการให้คนไทยเห็นข้อเท็จจริงของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย แต่ผู้อ่านจะต้องพิจารณาเอาเองว่า เรื่องราวต่าง ๆ เป็นอย่างไร เพราะไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ แต่หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของบ้านเมือง เล่าถึงเรื่องราวของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เป็นผู้กำหนดบทบาทพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
"สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าเราอ่านทั้งหมดจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หรือใครก็ตามที่กระทำต่อบ้านเมือง มีบางคนที่เราอาจจะให้อภัยได้ มีบางคนเราไม่อาจให้อภัยได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับ วิจารณญาณของคนอ่าน เพราะพี่มีหน้าที่ให้ข้อมูลกับคน พี่ไม่ไปวิเคราะห์ หรือตัดสินคุณ"
วิมลพรรณบอกว่า ข้อมูลบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ อาจไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เพียงแต่นำมาเรียงร้อยให้คนอ่านได้เห็นว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง แล้วพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงทำหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้ถูกต้อง และรักษาบ้านรักษาเมืองมาอย่างไร ซึ่งอยากให้อ่าน และพิจารณากันเอาเอง
"อยากจะบอกว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเฉลิมพระเกียรติ แต่เป็นหนังสือบอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยว่า ท่ามกลางความเป็นไป การอยู่รอดของบ้านเมือง มีใครบ้าง ที่ได้ทำอะไรไว้ ที่เราควรจะให้อภัย หรือไม่ให้อภัย
วิมลพรรณเล่าถึงเบื้องหลังการเขียนของหนังสือเล่มนี้ว่า ใช้เวลากว่า 3 ปี ก่อนจะออกมาเป็นเล่มอย่างสมบูรณ์ แต่การค้นคว้าทำแค่ปีเดียว แล้วลงมือเขียนอีกหนึ่งปีครึ่ง เนื่องจากระหว่างค้นคว้ารวบรวมข้อมูล เกิดอาการป่วย ไม่สบาย ขณะที่เพื่อนสนิทที่ไปช่วยค้นคว้าก็เป็นมะเร็ง ฉะนั้น ก็ต้องรักษาเนื้อรักษาตัวกันก่อน (หัวเราะ) แต่สุดท้ายก็เขียนจนจบ นับตั้งแต่ปี 2549
เธอยังเล่าว่า ได้ค้นคว้าเอกสาร หลักฐานจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา แม้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยค่าใช้จ่ายดำเนินการที่สูงมาก แต่ที่โชคดี คือมีโอกาสเข้าไปค้นคว้าข้อมูลในห้องสมุด State of Congress ของสหรัฐอเมริกา เรียกว่าเป็นคนไทยคณะแรกที่ได้เข้าไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ผ่านเอกสารบันทึกต่าง ๆ ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายใน นำมาสู่การสอบทานความถูกต้องของเอกสารมากมาย โดยเฉพาะกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8
"วิมลพรรณ" กล่าวว่า มีนักวิชาการสมัยใหม่พยายามใช้เอกสารต่างประเทศ เท่าที่อ่านเป็นการใช้เอกสารจากการเอาจากคนอื่นมาใช้ต่อ แต่ไม่ได้เข้าถึง source ของเอกสารอันนั้น ว่าจริง ๆ แล้ว นอกเหนือจากนั้นมันมีอะไร สิ่งที่พบจากการค้นเอกสาร พบว่ามีบางตอนที่เขาอยากจะหยิบมาเท่านั้น ก็หยิบมาใช้ และมีความคลาดเคลื่อนของเอกสารจากความเข้าใจผิดของ ผู้รายงาน มันมีอยู่ และเขามาแก้ตัวทีหลัง ว่ารายงานทีแรกคลาดเคลื่อน แต่ความจริงคืออะไร เขาไม่ได้เอามาใช้ เพราะจริง ๆ แล้ว การค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ใคร ๆ ก็ค้นคว้าได้ไม่ยาก
"หากอ่านทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง บอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย ท่ามกลางความเป็นไปของการอยู่รอดของบ้านเมือง มีใครบ้างที่ได้ทำอะไรไว้บ้าง เราอย่าไปเชื่อการรายงานของฝรั่ง ต้องมาสอบทานกับเอกสารของไทย หากดูรายงานสถานทูต เป็นการเอาเรื่องที่ไฮโซพูดกัน หรือหากจะทำเรื่องประวัติ มหาเศรษฐีไทย พี่มีข้อมูลเพียบเลย คนนี้นิสัยเป็นอย่างไร มีเมียกี่คน มีลูกกี่คน สถานทูตเขารายงานหมด"
"วิมลพรรณ" ยังเล่าว่า มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะเฉลิมพระเกียรติมากกว่าเขียนถึงบริบททางประวัติศาสตร์ แต่หนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" เล่มนี้ อยากให้เห็นถึงรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า ทรงครองราชย์อย่างไร ทรงพระราชกรณียกิจในฐานะกษัตริย์อย่างไร โดยเน้นย้ำถึงการทำงานของพระองค์ท่านภายใต้รัฐธรรมนูญ
ถามว่า กังวลใจหรือไม่ หากมีการนำเนื้อหาในหนังสือ "เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ" ไปอ้างอิง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ?
"วิมลพรรณ" ตอบทันทีว่า "...ไม่กลัวเลย เนื่องจากเจตนาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาทำลายเกียรติของผู้ใด แต่ความแน่วแน่อยู่ที่การค้นคว้าข้อมูล และร้อยเรียงให้ถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับใคร หวังใจว่าผู้อ่านสามารถไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณได้ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายเกียรติยศของใคร เขียนตามข้อมูลที่พบที่เห็น"
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
ไขคำตอบเรื่องดอกเบี้ยที่ดินรัชดา
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงวิชาการกฎหมายเป็นอย่างมาก เมื่อศาลแพ่งสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน คืนเงินจำนวน 772 ล้านบาทซึ่งเป็นค่าซื้อที่ดินจากกองทุนฯ ถนนรัชดาภิเษก ให้แก่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี (เป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาท) หลังจากมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน นิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว
เหตุของคดีนี้สืบเนื่องจาก กองทุนฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน เรื่องโมฆะกรรมขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะ เบียนขายโฉนดที่ดิน 4 แปลงจำนวน 33 ไร่เศษมูลค่า 772 ล้านบาท และให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินคืน
ขณะที่คุณหญิงพจมาน ฟ้องแย้ง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กองทุนฯคืนเงินซื้อขายที่ดิน 772 ล้านบาท พร้อมค่าเสียหาย ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างจำนวน 39 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ศาลแพ่งพิจารณาคดีนี้ไว้ 2 ประเด็น
หนึ่ง นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท วินิจฉัยว่า การที่คุณหญิงพจมาน เป็นภรรยาโดยชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่มีการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การดำเนินการดังกล่าวของคุณหญิงพจมาน ถือเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องห้ามมิให้กระทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องการและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) คุณหญิงพจมาน จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามในการเป็นคู่สัญญาทำนิติกรรมกับกองทุนฯ(คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)
โดยผลของกฎหมาย นิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 (การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ...การนั้นเป็นโมฆะ)
สอง เมื่อฟังว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ กองทุนฯมีสิทธิ์เรียกที่ดินคืนจากคุณหญิงพจมาน หรือไม่ และกองทุนฯจะต้องคืนเงินราคาที่ดินให้แก่คุณหญิงพจมานหรือไม่
คำวินิจฉัยว่า นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ถือว่า เสียเปล่าใช้ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น ไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ์และหน้าที่ของคู่กรณี การที่กองทุนฯโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินให้คุณหญิงพจ มาน หรือการที่คุณหญิงพจมานชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่กองทุนฯเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับทรัพย์สินเพราะการที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ ทั้งสองฝ่ายจึงมีหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ได้รับไปจากอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณหญิงพจมาน มีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินคืนให้แก่กองทุนฯ ส่วนกองทุนฯมีหน้าที่คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้ทั้งหมด และต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่คุณหญิงพจมาน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับตั้งแต่วันที่ คุณหญิงพจมานยื่นคำให้การ และฟ้องแย้งเป็นต้นไป(วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552)
แน่นอนว่า การคิดฐานดอกเบี้ยของศาลมาจากประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 7 ที่ระบุว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ7.5 ต่อปี
แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะ เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ย่อมหมายถึงมิได้มีการทำนิติกรรมหรือสัญญาใดๆต่อกัน
นอกจากนั้นจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษาว่าคุณหญิงพจมานมิได้มีความผิดทางอาญา แม้จะเป็นสัญญาที่ต้องห้ามตามกฎหมายโดยแจ้งชัดก็ตาม ถือได้ว่า ทั้งสองฝ่ายทำสัญญากันโดยสุจริต
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องนำหลักกฎหมายเรื่อง"ลาภมิควรได้"มาใช้ในกรณีดังกล่าว
หมายถึง เมื่อได้ทรัพย์มาหรือมีการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ รวมการไม่มีสัญญาต่อกัน(ประมวลแพ่ง มาตรา 406) ต้องมีการคืนทรัพย์
ปัญหาต่อมาคือ เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย ต้องคืนทรัพย์ต่อกันจะคืนกันอย่างไร
เรื่องนี้กฎหมายระบุไว้ชัดว่า ต้องคืนเต็มจำนวน แต่ถ้าเป็นการรับมาโดยสุจริตก็ต้องคืนเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะที่เรียกคืน(ประมวลแพ่งฯมาตรา 412,413)ซึ่งหมายความว่า ถ้าเงินหรือที่ดินที่ได้รับมาเหลืออยู่เท่าไหร่ก็คืนเท่านั้นซึ่งในกรณีนี้ยังมีอยู่เต็มจำนวนทั้งสองฝ่าย
ปัญหาต่อมา ดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์ที่รับมานั้น ใครจะเป็นผู้ได้รับ
เรื่องนี้กฎหมายระบุไว้ชัดเช่นเดียวกันว่า บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่ (ประมวลแพ่งฯมาตรา 415วรรคแรก )ซึ่งหมายความว่า ดอกผลจากเงินที่กองทุนฯได้รับมา 772 ล้านบาทย่อมตกเป็นของกองทุนฯ เช่นเดียวกัน ถ้าคุณหญิงพจมานนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่า รายได้จากค่าเช่าย่อมตกเป็นของคุณหญิง
ดอกผลที่ว่านี้ หมายถึงดอกผลที่เกิดขึ้นจริง เช่น กองทุนฯนำเงินไปฝากธนาคารได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 7.5
ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ มีการนำหลักกฎหมายเรื่อง"ลาภมิควรได้"มาใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ และการนำ เรื่องอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 มาใช้นั้น ควรเป็นเรื่องที่มีสัญญาต่อกันและมีการทำผิดสัญญารวมถึงการทำละเมิดซึ่งคู่กรณีจะถูกลงโทษให้จ่ายอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูง
ดังนั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแลคณะกรรมการกองทุนฯควรพิจารณาในการอุทธรณ์เรื่องนี้อย่างรอบคอบ
ที่มา.มติชน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงวิชาการกฎหมายเป็นอย่างมาก เมื่อศาลแพ่งสั่งให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน คืนเงินจำนวน 772 ล้านบาทซึ่งเป็นค่าซื้อที่ดินจากกองทุนฯ ถนนรัชดาภิเษก ให้แก่คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี (เป็นเงินประมาณ 50 ล้านบาท) หลังจากมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน นิติกรรมการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว
เหตุของคดีนี้สืบเนื่องจาก กองทุนฯ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน เรื่องโมฆะกรรมขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะ เบียนขายโฉนดที่ดิน 4 แปลงจำนวน 33 ไร่เศษมูลค่า 772 ล้านบาท และให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินคืน
ขณะที่คุณหญิงพจมาน ฟ้องแย้ง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กองทุนฯคืนเงินซื้อขายที่ดิน 772 ล้านบาท พร้อมค่าเสียหาย ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างจำนวน 39 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ศาลแพ่งพิจารณาคดีนี้ไว้ 2 ประเด็น
หนึ่ง นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท วินิจฉัยว่า การที่คุณหญิงพจมาน เป็นภรรยาโดยชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะที่มีการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การดำเนินการดังกล่าวของคุณหญิงพจมาน ถือเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องห้ามมิให้กระทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องการและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) คุณหญิงพจมาน จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามในการเป็นคู่สัญญาทำนิติกรรมกับกองทุนฯ(คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง)
โดยผลของกฎหมาย นิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 (การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ...การนั้นเป็นโมฆะ)
สอง เมื่อฟังว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ กองทุนฯมีสิทธิ์เรียกที่ดินคืนจากคุณหญิงพจมาน หรือไม่ และกองทุนฯจะต้องคืนเงินราคาที่ดินให้แก่คุณหญิงพจมานหรือไม่
คำวินิจฉัยว่า นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ถือว่า เสียเปล่าใช้ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น ไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ์และหน้าที่ของคู่กรณี การที่กองทุนฯโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินให้คุณหญิงพจ มาน หรือการที่คุณหญิงพจมานชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่กองทุนฯเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับทรัพย์สินเพราะการที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้ ทั้งสองฝ่ายจึงมีหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ได้รับไปจากอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณหญิงพจมาน มีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินคืนให้แก่กองทุนฯ ส่วนกองทุนฯมีหน้าที่คืนเงินค่าที่ดินที่รับไว้ทั้งหมด และต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่คุณหญิงพจมาน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับตั้งแต่วันที่ คุณหญิงพจมานยื่นคำให้การ และฟ้องแย้งเป็นต้นไป(วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552)
แน่นอนว่า การคิดฐานดอกเบี้ยของศาลมาจากประมวลกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 7 ที่ระบุว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้งให้ใช้อัตราร้อยละ7.5 ต่อปี
แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะ เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ย่อมหมายถึงมิได้มีการทำนิติกรรมหรือสัญญาใดๆต่อกัน
นอกจากนั้นจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษาว่าคุณหญิงพจมานมิได้มีความผิดทางอาญา แม้จะเป็นสัญญาที่ต้องห้ามตามกฎหมายโดยแจ้งชัดก็ตาม ถือได้ว่า ทั้งสองฝ่ายทำสัญญากันโดยสุจริต
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องนำหลักกฎหมายเรื่อง"ลาภมิควรได้"มาใช้ในกรณีดังกล่าว
หมายถึง เมื่อได้ทรัพย์มาหรือมีการชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ รวมการไม่มีสัญญาต่อกัน(ประมวลแพ่ง มาตรา 406) ต้องมีการคืนทรัพย์
ปัญหาต่อมาคือ เมื่อทั้ง 2 ฝ่าย ต้องคืนทรัพย์ต่อกันจะคืนกันอย่างไร
เรื่องนี้กฎหมายระบุไว้ชัดว่า ต้องคืนเต็มจำนวน แต่ถ้าเป็นการรับมาโดยสุจริตก็ต้องคืนเพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะที่เรียกคืน(ประมวลแพ่งฯมาตรา 412,413)ซึ่งหมายความว่า ถ้าเงินหรือที่ดินที่ได้รับมาเหลืออยู่เท่าไหร่ก็คืนเท่านั้นซึ่งในกรณีนี้ยังมีอยู่เต็มจำนวนทั้งสองฝ่าย
ปัญหาต่อมา ดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์ที่รับมานั้น ใครจะเป็นผู้ได้รับ
เรื่องนี้กฎหมายระบุไว้ชัดเช่นเดียวกันว่า บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่ (ประมวลแพ่งฯมาตรา 415วรรคแรก )ซึ่งหมายความว่า ดอกผลจากเงินที่กองทุนฯได้รับมา 772 ล้านบาทย่อมตกเป็นของกองทุนฯ เช่นเดียวกัน ถ้าคุณหญิงพจมานนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่า รายได้จากค่าเช่าย่อมตกเป็นของคุณหญิง
ดอกผลที่ว่านี้ หมายถึงดอกผลที่เกิดขึ้นจริง เช่น กองทุนฯนำเงินไปฝากธนาคารได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ไม่ใช่ร้อยละ 7.5
ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ มีการนำหลักกฎหมายเรื่อง"ลาภมิควรได้"มาใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ และการนำ เรื่องอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 มาใช้นั้น ควรเป็นเรื่องที่มีสัญญาต่อกันและมีการทำผิดสัญญารวมถึงการทำละเมิดซึ่งคู่กรณีจะถูกลงโทษให้จ่ายอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูง
ดังนั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแลคณะกรรมการกองทุนฯควรพิจารณาในการอุทธรณ์เรื่องนี้อย่างรอบคอบ
ที่มา.มติชน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ความเห็นในห้องน้ำ
บทวิพากษ์จากห้องส้วม ว่าด้วยการแสดงความคิดเห็นในห้องน้ำตามปั๊ม โดยเสนอประเด็นถกเถียงสำคัญ 2 เรื่องคือ ทำไมความอัดอั้นตันใจทางความคิดเห็นจึงไปปรากฏอยู่ในส้วมและทำไมส้วมในปั๊มน้ำมันของเอกชนจึงกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ
*คำเตือน : บทความนี้เหม็นมาก [i]
ส้วมมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า...ห้องปลดทุกข์
ห้องน้ำสาธารณะเช่นในปั๊มน้ำมันเป็นส่วนผสมของสถานที่แบบ “ความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ” เราสามารถประกอบกิจอันเป็นส่วนตัวได้ในชั่วขณะเวลาหนึ่ง แต่ทันใดที่เราสละกรรมสิทธิ์สถานะส่วนตัวจากไป ร่องรอยที่เหลือทิ้งไว้ก็จะเป็นของสาธารณะไปในทันใด ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งในทางรังเกียจสยดสยองหรือขบขัน และจากข่าวล่าสุด[ii]...ของเหลือเหล่านี้อาจทำให้ท่านติดคุกได้!
ประเด็นแรกคือ ประเทศไทยอาจเป็นที่เดียวหรือไม่ ที่ส้วมสาธารณะไปสังกัดอยู่กับสถานที่ของเอกชนเช่นปั๊มน้ำมันเสียเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนลองนึกว่าเมื่อเราปวดส้วมนอกสถานที่ในประเทศอื่น สถานที่ที่เรามองหามันได้คือ ร้านอาหาร fast food, ในพิพิธภัณฑ์, สวนสาธารณะ, ห้างสรรพสินค้า, สถานีรถไฟ-บัส....หรืออาคารสาธารณะ และส้วมสาธารณะที่รัฐจัดหาให้เมือง แต่ไม่ใช่ปั๊มน้ำมันทั่วไปแน่ๆ หากเราลองใช้สัญชาติญานแบบไทยๆนี้ก็จะต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงเพราะไม่ทันการ (Rest Area บนถนน high wayของอเมริกันที่ให้บริการทั้งปั๊มน้ำมัน, Fast food, ร้านขายของที่ระลึกและจิปาถะเพื่อการเดินทางต่อไป อาจเป็นต้นแบบของมัน แต่มันก็ให้บริการเฉพาะกับพฤติกรรมเดินทางในแบบวัฒนธรรมรถยนต์ของอเมริกัน)
ส้วมน่าจะเป็นจุดขายของปั๊มน้ำมันมาก่อนร้านกาแฟสดจัดรสเคลือบลำคอ(คอกาแฟ) ที่ตามมาภายหลังเพื่อยื้อผู้ใช้บริการให้อยู่กับแหล่งบริการค้าขายให้นานที่สุดเพื่อการบริโภคที่มากันแบบดาบหน้า การไม่มีบริการสาธารณะจากรัฐในเรื่องนี้ให้พอเพียงหรือพอทำใจเข้าใช้บริการได้จึงกลับเป็นประโยชน์ส่งเสริมการขายแก่ปั๊มน้ำมันชาวไทย
ประเด็นที่สองคือ ความอัดอั้นคับข้องใจของชาวไทย ไฉนเลยจึงไปพรั่งพรูอยู่ในห้องน้ำ เหตุใดความอัดอั้นแบบฝรั่งที่ถูกพัฒนาต่อมาเป็นงานศิลปะข้างถนน หรือGraffiti Art จึงปรากฏตัวอย่างฉูดฉาดทะนงตนตามสองฝั่งถนนอย่างไม่เกรงสายตา และออกจะเป็นความประสงค์เสียด้วยซ้ำที่จะให้สะดุดแก่สายตาสาธารณะ แม้จะไม่ท้าทายขนาดไปเขียนบนผนังห้างดังย่านในเมือง (เว้นแต่ถ้าได้รับเชิญเมื่อถูกยกสถานะเป็นArtแล้ว) มันมักจะเลือกถิ่นสักหน่อย คือเป็นถนนท้องถิ่นย่านเสื่อมโทรมของเหล่าผู้เขียนนั่นเอง และผนังเหล่านั้นก็ดูจะไม่ได้รับการเหลียวแลมาก่อนหน้าการบรรเลงสีของเขาอยู่แล้ว... ผู้เขียนไม่ขอกล่าวถึงGraffiti แบบไทย เพราะมันถูกนำเข้าและบริโภคด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ผู้เขียนขอกล่าวถึงคำว่า”ขี้” ไม่เลือกคำว่า“อึ”ที่สุภาพกว่าเล็กน้อย เพราะ”ขี้”ให้ความเชื่อมโยงกับประเด็นคำถามที่กล่าวข้างต้นนี้ได้มากกว่า ...คำว่า ขี้เกียจ ขี้เบื่อ ขี้เหงา ขี้เมา ขี้หึง นอกจากมันทำตัวเป็น “คำนำหน้า” (prefix )ของพฤติกรรมต่างๆที่ไม่ค่อยดีแล้ว คำว่า”ขี้” คือการเน้นความหมายว่าเป็นคนทำอะไร(ที่ไม่ดี)ซ้ำๆจนเป็นนิสัย เราอาจอุปโลมได้ว่าเนื่องมาจากการเข้าส้วมไปขี้ เป็นกิจกรรมที่มนุษย์มีความจำเป็นต้องทำอยู่ให้เป็นนิสัยแม้สิ่งที่ผลิตออกมาจะน่ารังเกียจก็ตาม การเป็นคนขี้...อะไรซักอย่างก็คือเป็นคนแบบนั้นจนเป็นนิสัย
การเลือกกิจกรรมขี้(และฉี่)มาเป็นจุดขายของปั๊มน้ำมันจึงนับเป็นความฉลาดไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ที่อยู่บนรถนานๆต้องการแน่ๆ และต้องทำซ้ำจนเกิดการซื้อขายในสถานที่นี้จนกลายเป็นนิสัยที่ดี(ต่อเจ้าของบริการ) กิจการก็ย่อมรุ่งเรือง
กิจกรรมประกอบระหว่างการขี้ก็กล่าวได้ว่า คงทำกันจนเป็นนิสัยเช่นกัน เมื่อมาบวกรวมกับบรรยากาศส่วนตัว มันจึงมักเป็นกิจกรรมในที่ลับ ถ้าเป็นส้วมที่บ้านก็อาจเป็นหนังสือโป๊ แต่พอเป็นส้วมสาธารณะ มันจึงกลายเป็นเรื่องลับที่ประสงค์จะเปิดเผยแต่ไม่อาจบอกกันตรงๆได้นั่นเอง... มันจึงเป็นความอัดอั้นคนละแบบกับGraffiti Art กิจกรรมประกอบเช่นความลับในที่แจ้งในส้วมสาธารณะที่ทำกันจนเป็นนิสัยเหล่านี้ เอาเข้าจริงไม่เคยมีใครถือสาหาความเอากับมัน ตลอดชีวิตของผู้เขียนได้รับรู้มามากมายจากผนังส้วมว่าใครเป็นพ่อของใครเต็มไปหมด มาจนถึงยุคสมัยที่ผู้คนอยากรู้เสียเหลือเกินว่าใครเป็นพ่อใครกันแน่จนต้องไปขุดคุ้ยให้เปลืองเวลาทางทีวี ทั้งๆที่เราชาวไทยก็รู้กันทางทีวีอยู่แล้วว่าใครเป็นพ่อของใคร
จะว่าไปแล้ววรรณกรรมในส้วมน่าจะเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่จริงใจที่สุด เพราะมันสดกว่ากลอนสด จะมีอะไรให้ผู้เขียนหมกมุ่นปรุงแต่งได้อีกเล่า ในเมื่อการเขียนยามปลดปล่อยนั้นสมาธิย่อมเพ่งไปที่แหล่งระบายทางกายภาพเป็นลำดับสำคัญ ผู้เขียนเชื่อว่าความคิด ความเห็นน่าจะก่อตัวในช่วงสะสมพลังเบ่ง ไปจนถึงช่วงคลายตัวเพื่อเฮือกถัดไป การได้ระบายทั้งทางความคิดและทางกายภาพนี่คือความหมายในการมีอยู่ของห้องปลดทุกข์ ที่ไม่น่าจะมีช่องว่างให้วัตถุประสงค์ทางการเมืองแฝงเข้ามาในตอนไหน...ถ้าเพิ่งจะมี...พลังทางการเมืองแบบใดกันที่ถึงกับต้องหนีมาแสดงออกกันในส้วม?...สังคมไม่เหลือพื้นที่ปกติที่ปลอดภัยกันแล้วหรือ? อะไรทำให้พื้นที่ในส้วมสาธารณะในปี 2553จึงดูเหมือนจะมี free speech มากกว่าพื้นที่แจ้ง?
เราคงไม่ควรถึงกับต้องมาเรียกร้องสิทธิ์ของผู้ปลดทุกข์ แต่หากเรามองหาความหมายทางสังคมจากเรื่องที่ดูเหลวไหลเป็นขี้เหล่านี้ แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับการจับคนผิดเข้าตะรางข้อหาหมิ่นให้ได้ เช่น เหตุใดวลีที่ล่อแหลมไปในทางหมิ่นสถาบันเหล่านี้ จึงได้เป็นเนื้อหาใหม่ที่กระจายตัวเข้ามาถึงปริมณฑลส้วมสาธารณะกันเล่า? ถ้ามันไม่เคยมีมาก่อน เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในเวลานี้ที่ผู้คนมาระบายทุกข์ในเรื่องที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน? แล้วต้องมากล่าวกันอย่างเป็นเรื่องลับที่ประสงค์จะเปิดเผย? หรือเคยมี? แต่สังคมในช่วงเวลานั้นไม่เคยถือสาหาความเอากับมัน ไม่ต่างกับการรับรู้ว่าช่างกลสถาบันไหนจะเป็นพ่อใคร คนระบายทุกข์ในที่ลับอาจจะป่วยใจ แต่คนที่จ้องจับคนป่วยใจเข้าคุกนั้นน่าจะมีอาการป่วยทางจิตมากกว่า
อาจกล่าวได้ว่ากฏหมายหมิ่นมีแนวโน้มจะถูกบังคับใช้โดยตำรวจพลเมืองอาสาเอากับส้วมในสถานบริการน้ำมันโดยเฉพาะ อันดูจะเป็นการเลือกปฏิบัติของกฏหมายที่เนื่องมาแต่พฤติกรรมขายส้วมสาธารณะและข้อจำกัดในการแสดงความเห็นแบบไทยๆนี้เอง ส้วมอาจไม่พึงเป็นจุดขายในการค้าของปั๊มน้ำมันอีกต่อไป หากการเข้าส้วมของผู้ใช้บริการ”ขี้หมิ่น”อาจทำให้ผู้ให้บริการเข้าคุกในลำดับถัดไป หรือผู้ใช้บริการเองก็อาจเกรงว่าวรรณกรรมในส้วมเช่น “กูxxx...พ่อของ yyy...” อาจไปเข้าข่ายหมิ่นสถาบันใดๆโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ส้วมสาธารณะจึงไม่อาจตอบสนองหน้าที่”ห้องปลดทุกข์” ได้สมประโยชน์ต่อไป เนื่องด้วยต่างก็จะมีอาการ”ขี้หดตดหาย”ไปตามๆกัน
ที่มา.ประชาไท
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
*คำเตือน : บทความนี้เหม็นมาก [i]
ส้วมมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า...ห้องปลดทุกข์
ห้องน้ำสาธารณะเช่นในปั๊มน้ำมันเป็นส่วนผสมของสถานที่แบบ “ความเป็นส่วนตัวในที่สาธารณะ” เราสามารถประกอบกิจอันเป็นส่วนตัวได้ในชั่วขณะเวลาหนึ่ง แต่ทันใดที่เราสละกรรมสิทธิ์สถานะส่วนตัวจากไป ร่องรอยที่เหลือทิ้งไว้ก็จะเป็นของสาธารณะไปในทันใด ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งในทางรังเกียจสยดสยองหรือขบขัน และจากข่าวล่าสุด[ii]...ของเหลือเหล่านี้อาจทำให้ท่านติดคุกได้!
ประเด็นแรกคือ ประเทศไทยอาจเป็นที่เดียวหรือไม่ ที่ส้วมสาธารณะไปสังกัดอยู่กับสถานที่ของเอกชนเช่นปั๊มน้ำมันเสียเป็นส่วนใหญ่ ผู้เขียนลองนึกว่าเมื่อเราปวดส้วมนอกสถานที่ในประเทศอื่น สถานที่ที่เรามองหามันได้คือ ร้านอาหาร fast food, ในพิพิธภัณฑ์, สวนสาธารณะ, ห้างสรรพสินค้า, สถานีรถไฟ-บัส....หรืออาคารสาธารณะ และส้วมสาธารณะที่รัฐจัดหาให้เมือง แต่ไม่ใช่ปั๊มน้ำมันทั่วไปแน่ๆ หากเราลองใช้สัญชาติญานแบบไทยๆนี้ก็จะต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงเพราะไม่ทันการ (Rest Area บนถนน high wayของอเมริกันที่ให้บริการทั้งปั๊มน้ำมัน, Fast food, ร้านขายของที่ระลึกและจิปาถะเพื่อการเดินทางต่อไป อาจเป็นต้นแบบของมัน แต่มันก็ให้บริการเฉพาะกับพฤติกรรมเดินทางในแบบวัฒนธรรมรถยนต์ของอเมริกัน)
ส้วมน่าจะเป็นจุดขายของปั๊มน้ำมันมาก่อนร้านกาแฟสดจัดรสเคลือบลำคอ(คอกาแฟ) ที่ตามมาภายหลังเพื่อยื้อผู้ใช้บริการให้อยู่กับแหล่งบริการค้าขายให้นานที่สุดเพื่อการบริโภคที่มากันแบบดาบหน้า การไม่มีบริการสาธารณะจากรัฐในเรื่องนี้ให้พอเพียงหรือพอทำใจเข้าใช้บริการได้จึงกลับเป็นประโยชน์ส่งเสริมการขายแก่ปั๊มน้ำมันชาวไทย
ประเด็นที่สองคือ ความอัดอั้นคับข้องใจของชาวไทย ไฉนเลยจึงไปพรั่งพรูอยู่ในห้องน้ำ เหตุใดความอัดอั้นแบบฝรั่งที่ถูกพัฒนาต่อมาเป็นงานศิลปะข้างถนน หรือGraffiti Art จึงปรากฏตัวอย่างฉูดฉาดทะนงตนตามสองฝั่งถนนอย่างไม่เกรงสายตา และออกจะเป็นความประสงค์เสียด้วยซ้ำที่จะให้สะดุดแก่สายตาสาธารณะ แม้จะไม่ท้าทายขนาดไปเขียนบนผนังห้างดังย่านในเมือง (เว้นแต่ถ้าได้รับเชิญเมื่อถูกยกสถานะเป็นArtแล้ว) มันมักจะเลือกถิ่นสักหน่อย คือเป็นถนนท้องถิ่นย่านเสื่อมโทรมของเหล่าผู้เขียนนั่นเอง และผนังเหล่านั้นก็ดูจะไม่ได้รับการเหลียวแลมาก่อนหน้าการบรรเลงสีของเขาอยู่แล้ว... ผู้เขียนไม่ขอกล่าวถึงGraffiti แบบไทย เพราะมันถูกนำเข้าและบริโภคด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ผู้เขียนขอกล่าวถึงคำว่า”ขี้” ไม่เลือกคำว่า“อึ”ที่สุภาพกว่าเล็กน้อย เพราะ”ขี้”ให้ความเชื่อมโยงกับประเด็นคำถามที่กล่าวข้างต้นนี้ได้มากกว่า ...คำว่า ขี้เกียจ ขี้เบื่อ ขี้เหงา ขี้เมา ขี้หึง นอกจากมันทำตัวเป็น “คำนำหน้า” (prefix )ของพฤติกรรมต่างๆที่ไม่ค่อยดีแล้ว คำว่า”ขี้” คือการเน้นความหมายว่าเป็นคนทำอะไร(ที่ไม่ดี)ซ้ำๆจนเป็นนิสัย เราอาจอุปโลมได้ว่าเนื่องมาจากการเข้าส้วมไปขี้ เป็นกิจกรรมที่มนุษย์มีความจำเป็นต้องทำอยู่ให้เป็นนิสัยแม้สิ่งที่ผลิตออกมาจะน่ารังเกียจก็ตาม การเป็นคนขี้...อะไรซักอย่างก็คือเป็นคนแบบนั้นจนเป็นนิสัย
การเลือกกิจกรรมขี้(และฉี่)มาเป็นจุดขายของปั๊มน้ำมันจึงนับเป็นความฉลาดไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ที่อยู่บนรถนานๆต้องการแน่ๆ และต้องทำซ้ำจนเกิดการซื้อขายในสถานที่นี้จนกลายเป็นนิสัยที่ดี(ต่อเจ้าของบริการ) กิจการก็ย่อมรุ่งเรือง
กิจกรรมประกอบระหว่างการขี้ก็กล่าวได้ว่า คงทำกันจนเป็นนิสัยเช่นกัน เมื่อมาบวกรวมกับบรรยากาศส่วนตัว มันจึงมักเป็นกิจกรรมในที่ลับ ถ้าเป็นส้วมที่บ้านก็อาจเป็นหนังสือโป๊ แต่พอเป็นส้วมสาธารณะ มันจึงกลายเป็นเรื่องลับที่ประสงค์จะเปิดเผยแต่ไม่อาจบอกกันตรงๆได้นั่นเอง... มันจึงเป็นความอัดอั้นคนละแบบกับGraffiti Art กิจกรรมประกอบเช่นความลับในที่แจ้งในส้วมสาธารณะที่ทำกันจนเป็นนิสัยเหล่านี้ เอาเข้าจริงไม่เคยมีใครถือสาหาความเอากับมัน ตลอดชีวิตของผู้เขียนได้รับรู้มามากมายจากผนังส้วมว่าใครเป็นพ่อของใครเต็มไปหมด มาจนถึงยุคสมัยที่ผู้คนอยากรู้เสียเหลือเกินว่าใครเป็นพ่อใครกันแน่จนต้องไปขุดคุ้ยให้เปลืองเวลาทางทีวี ทั้งๆที่เราชาวไทยก็รู้กันทางทีวีอยู่แล้วว่าใครเป็นพ่อของใคร
จะว่าไปแล้ววรรณกรรมในส้วมน่าจะเป็นหนึ่งในวรรณกรรมที่จริงใจที่สุด เพราะมันสดกว่ากลอนสด จะมีอะไรให้ผู้เขียนหมกมุ่นปรุงแต่งได้อีกเล่า ในเมื่อการเขียนยามปลดปล่อยนั้นสมาธิย่อมเพ่งไปที่แหล่งระบายทางกายภาพเป็นลำดับสำคัญ ผู้เขียนเชื่อว่าความคิด ความเห็นน่าจะก่อตัวในช่วงสะสมพลังเบ่ง ไปจนถึงช่วงคลายตัวเพื่อเฮือกถัดไป การได้ระบายทั้งทางความคิดและทางกายภาพนี่คือความหมายในการมีอยู่ของห้องปลดทุกข์ ที่ไม่น่าจะมีช่องว่างให้วัตถุประสงค์ทางการเมืองแฝงเข้ามาในตอนไหน...ถ้าเพิ่งจะมี...พลังทางการเมืองแบบใดกันที่ถึงกับต้องหนีมาแสดงออกกันในส้วม?...สังคมไม่เหลือพื้นที่ปกติที่ปลอดภัยกันแล้วหรือ? อะไรทำให้พื้นที่ในส้วมสาธารณะในปี 2553จึงดูเหมือนจะมี free speech มากกว่าพื้นที่แจ้ง?
เราคงไม่ควรถึงกับต้องมาเรียกร้องสิทธิ์ของผู้ปลดทุกข์ แต่หากเรามองหาความหมายทางสังคมจากเรื่องที่ดูเหลวไหลเป็นขี้เหล่านี้ แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับการจับคนผิดเข้าตะรางข้อหาหมิ่นให้ได้ เช่น เหตุใดวลีที่ล่อแหลมไปในทางหมิ่นสถาบันเหล่านี้ จึงได้เป็นเนื้อหาใหม่ที่กระจายตัวเข้ามาถึงปริมณฑลส้วมสาธารณะกันเล่า? ถ้ามันไม่เคยมีมาก่อน เกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทยในเวลานี้ที่ผู้คนมาระบายทุกข์ในเรื่องที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน? แล้วต้องมากล่าวกันอย่างเป็นเรื่องลับที่ประสงค์จะเปิดเผย? หรือเคยมี? แต่สังคมในช่วงเวลานั้นไม่เคยถือสาหาความเอากับมัน ไม่ต่างกับการรับรู้ว่าช่างกลสถาบันไหนจะเป็นพ่อใคร คนระบายทุกข์ในที่ลับอาจจะป่วยใจ แต่คนที่จ้องจับคนป่วยใจเข้าคุกนั้นน่าจะมีอาการป่วยทางจิตมากกว่า
อาจกล่าวได้ว่ากฏหมายหมิ่นมีแนวโน้มจะถูกบังคับใช้โดยตำรวจพลเมืองอาสาเอากับส้วมในสถานบริการน้ำมันโดยเฉพาะ อันดูจะเป็นการเลือกปฏิบัติของกฏหมายที่เนื่องมาแต่พฤติกรรมขายส้วมสาธารณะและข้อจำกัดในการแสดงความเห็นแบบไทยๆนี้เอง ส้วมอาจไม่พึงเป็นจุดขายในการค้าของปั๊มน้ำมันอีกต่อไป หากการเข้าส้วมของผู้ใช้บริการ”ขี้หมิ่น”อาจทำให้ผู้ให้บริการเข้าคุกในลำดับถัดไป หรือผู้ใช้บริการเองก็อาจเกรงว่าวรรณกรรมในส้วมเช่น “กูxxx...พ่อของ yyy...” อาจไปเข้าข่ายหมิ่นสถาบันใดๆโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ส้วมสาธารณะจึงไม่อาจตอบสนองหน้าที่”ห้องปลดทุกข์” ได้สมประโยชน์ต่อไป เนื่องด้วยต่างก็จะมีอาการ”ขี้หดตดหาย”ไปตามๆกัน
ที่มา.ประชาไท
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน
เป็นคำถามที่ภาคเอกชนเกือบทั้งประเทศไทย พร้อมใจกันยิงไปถึงรัฐบาล
เกี่ยวกับโครงการ Ɖ จี' ที่อนุมัติให้ 'ทีโอที' เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานของคนไทย จะประสบผลสำเร็จขนาดไหน
เพราะถ้าเลือกได้คงอยากให้เอกชนรายใหญ่ในเมืองไทย หรือเมืองนอกเข้ามาพัฒนามากกว่า
แต่ถึงตอนนี้คนไทยมีทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวคือใช้งานผ่าน 'ทีโอที'
เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมายที่ทำให้กทช.หงายเก๋ง ไม่สามารถเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลได้ ตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งออกมา
ครั้นจะรอ 'กสทช.' องค์กรตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี ดูตามเนื้อผ้าแล้วน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-5 ปี
เอาเป็นว่าแค่สรรหากรรมการ กสทช. ก็น่าจะใช้เวลาเป็นปีๆ แล้ว เพราะไหนจะเรื่องคุณสมบัติ ความเหมาะสม และอาจจะถูกร้องเรียน เหมือนสมัยสรรหา กทช.
หากจะรอจริงๆ คงเหนียงยานกันทั้งประเทศ และเมื่อถึงเวลานั้นเทคโนโลยี Ɖ จี' คงล้าสมัยไปแล้ว
เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารทุกวันนี้ ไปเร็วยิ่งกว่าติดจรวด ตอนนี้หลายประเทศเริ่มใช้ระบบ Ɗ จี' กันแล้ว
แม้แต่เวียดนามที่มี Ɖ จี' ก่อนเราตั้งนาน ก็เริ่มทดสอบระบบ Ɗ จี' เชื่อว่าภายใน 1-2 ปีนี้น่าจะพัฒนาเต็มระบบ
จริงๆ ปัญหา Ɖ จี' คงไม่เกิด หากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาจริงจังและใส่ใจมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการสรรหากรรมการ กสทช. แต่ก็ปล่อยปละละเลยกระทั่งเกิดเหตุขึ้น
คงคล้ายๆ กับกรณี 'มาบตาพุด' นั่งยิ้มหวานกันมาหลายปี รอจนเกิดความเสียหายถึงขยับออกระเบียบ ออกมาตรการแก้ไข
แต่เศรษฐกิจบางส่วนเจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อนกลับมาที่ปัญหา Ɖ จี' ที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ทีโอที แม้เอกชนจะหวั่นใจอยู่ลึกๆว่าจะทำได้ดีขนาดไหน เพราะภาพเก่าๆ สมัย 20 กว่าปีก่อนยังตามหลอน ที่เวลาขอโทรศัพท์บ้านต้องรอกันเป็นปีๆ จ่ายเงินบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ กันยุ่บยั่บ
จริงๆ แล้วหากมองแบบนี้ออกจะไม่เป็นธรรมกับทีโอที สักเท่าไหร่ เพราะหากดูการบริหารงาน ณ ปัจจุบัน แม้จะไม่คล่องตัวเท่าเอกชน แต่ก็ถือว่าทำได้น่าพอใจ
ยิ่งตอนนี้ต้องถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ 'ทีโอที' จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ซึ่งเมื่อถึงตอนที่เมืองไทยมี กสทช.เปิดประมูลโครงการ Ɖ จี' หรือ Ɗ จี' ให้เอกชนเข้ามาแข่ง
หากทีโอที ใช้เวลานี้ทำให้ลูกค้าติดใจในบริการ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าเอกชนจะมาแย่งฐานลูกค้าไปได้
ขออย่างเดียวอย่าติดนิสัยในอดีตสมัยที่ 'ทีโอที' ผูกขาดการให้บริการโทรศัพท์เพียงเจ้าเดียว ก็แล้วกัน
คอลัมน์ เหล็กใน
เป็นคำถามที่ภาคเอกชนเกือบทั้งประเทศไทย พร้อมใจกันยิงไปถึงรัฐบาล
เกี่ยวกับโครงการ Ɖ จี' ที่อนุมัติให้ 'ทีโอที' เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับการใช้งานของคนไทย จะประสบผลสำเร็จขนาดไหน
เพราะถ้าเลือกได้คงอยากให้เอกชนรายใหญ่ในเมืองไทย หรือเมืองนอกเข้ามาพัฒนามากกว่า
แต่ถึงตอนนี้คนไทยมีทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวคือใช้งานผ่าน 'ทีโอที'
เนื่องจากปัญหาด้านกฎหมายที่ทำให้กทช.หงายเก๋ง ไม่สามารถเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลได้ ตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งออกมา
ครั้นจะรอ 'กสทช.' องค์กรตามรัฐธรรมนูญใหม่ปี ดูตามเนื้อผ้าแล้วน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-5 ปี
เอาเป็นว่าแค่สรรหากรรมการ กสทช. ก็น่าจะใช้เวลาเป็นปีๆ แล้ว เพราะไหนจะเรื่องคุณสมบัติ ความเหมาะสม และอาจจะถูกร้องเรียน เหมือนสมัยสรรหา กทช.
หากจะรอจริงๆ คงเหนียงยานกันทั้งประเทศ และเมื่อถึงเวลานั้นเทคโนโลยี Ɖ จี' คงล้าสมัยไปแล้ว
เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารทุกวันนี้ ไปเร็วยิ่งกว่าติดจรวด ตอนนี้หลายประเทศเริ่มใช้ระบบ Ɗ จี' กันแล้ว
แม้แต่เวียดนามที่มี Ɖ จี' ก่อนเราตั้งนาน ก็เริ่มทดสอบระบบ Ɗ จี' เชื่อว่าภายใน 1-2 ปีนี้น่าจะพัฒนาเต็มระบบ
จริงๆ ปัญหา Ɖ จี' คงไม่เกิด หากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาจริงจังและใส่ใจมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการสรรหากรรมการ กสทช. แต่ก็ปล่อยปละละเลยกระทั่งเกิดเหตุขึ้น
คงคล้ายๆ กับกรณี 'มาบตาพุด' นั่งยิ้มหวานกันมาหลายปี รอจนเกิดความเสียหายถึงขยับออกระเบียบ ออกมาตรการแก้ไข
แต่เศรษฐกิจบางส่วนเจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว
ย้อนกลับมาที่ปัญหา Ɖ จี' ที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ทีโอที แม้เอกชนจะหวั่นใจอยู่ลึกๆว่าจะทำได้ดีขนาดไหน เพราะภาพเก่าๆ สมัย 20 กว่าปีก่อนยังตามหลอน ที่เวลาขอโทรศัพท์บ้านต้องรอกันเป็นปีๆ จ่ายเงินบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ กันยุ่บยั่บ
จริงๆ แล้วหากมองแบบนี้ออกจะไม่เป็นธรรมกับทีโอที สักเท่าไหร่ เพราะหากดูการบริหารงาน ณ ปัจจุบัน แม้จะไม่คล่องตัวเท่าเอกชน แต่ก็ถือว่าทำได้น่าพอใจ
ยิ่งตอนนี้ต้องถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่ 'ทีโอที' จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ซึ่งเมื่อถึงตอนที่เมืองไทยมี กสทช.เปิดประมูลโครงการ Ɖ จี' หรือ Ɗ จี' ให้เอกชนเข้ามาแข่ง
หากทีโอที ใช้เวลานี้ทำให้ลูกค้าติดใจในบริการ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าเอกชนจะมาแย่งฐานลูกค้าไปได้
ขออย่างเดียวอย่าติดนิสัยในอดีตสมัยที่ 'ทีโอที' ผูกขาดการให้บริการโทรศัพท์เพียงเจ้าเดียว ก็แล้วกัน
วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ฮวน คาร์ลอส
ในโลกใบนี้...หากมองให้ไกลออกไปจากพรมแดนประเทศไทย...หาแผ่นดินใดแผ่นดินหนึ่ง ซึ่งมีความใกล้เคียงกับประเทศและประชาชนคนไทยแล้วและเป็นประเทศประชาธิปไตยแล้ว
นอกจากฟิลิปินส์...น่าจะไกลออกไปถึงตอนใต้ของทวีปยุโรป คือ แผ่นดินสเปน
อากาศสบายทะเลอุ่น...สเปนกับประเทศไทยจึงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวของชาวโลก...ความกลมกลืนกันของคนหลายเผ่าพันธุ์ในสเปนและไทย ทำให้ประชาชนในสองชาติ...มีชาติที่สนุกสนานอยู่กันไปวันๆ ไม่เคร่งครัดเคร่งเครียดอย่างคนเยอรมันคนญี่ปุ่น
ที่เหมือนกัน...สเปนเคยเป็นเผด็จการติดต่อกันยาวนาน...ในยุคของจอมพลทหาร...นายพลฟรังโก หะแรกท่านแม่ทัพใหญ่ก็ใช้เผด็จการทำประชานิยมเอาใจคนสเปน...แต่นานไปนานไป...คำว่า “ฟรังโก” ก็กลายเป็นคำว่า “โอเค” เพราะไม่ว่าเรื่องราวใดๆ ถ้ามีเครือข่ายหรือเครือญาติของท่านนายพลเข้าไปปะปน...ก็ต้องสำเร็จ
ธรรมชาตินั้น...ศักดิ์สิทธิ์...ไม่มีใครยิ่งใหญ่จนความตายเอื้อมมือไปไม่ถึง...ครอบครองแผ่นดินมานานกว่า 40 ปี...สังขารก็เริ่มบอกลา...ผู้ยิ่งใหญ่ฟรังโก้...ไม่ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์...แต่เขาเลือกเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งขึ้นมาให้สานต่อการปกครองของเขา...
คนสเปนได้กษัตริย์...หลังจากว่างเว้นมานานวัน...แต่ท่านนายพลฟรังโก ไม่ได้เลือกคนผิด...
พระราชาธิบดี ฮวน คาร์ลอส...ได้อำนาจเผด็จการจาก...เผด็จการฟรังโก...แทนที่จะทรงใช้พระราชอำนาจนั้นสืบต่อ ลัทธิฟรังโก...พระองค์ทรงเปลี่ยนผ่านพระราชทานพระราชอำนาจนั้นคืนสู่คนสเปน
แน่นอน...ผู้สูญเสียอำนาจคือนายร้อยห้อยกระบี่ทั้งหลายย่อมไม่พึงพอใจ...จนกลายเป็นเหตุให้กระทำการยึดอำนาจการปกครองจากประเทศไปจากรัฐสภา...ประวัติศาสตร์โลกบันทึกไว้ว่า...ระหว่างการเป็นกษัตริย์ที่เป็นสัญลักษณ์...ตามรัฐธรรมนูญแห่งสเปน...กับการเป็นจอมทัพที่กระทำการปฏิวัติ...ฮวน คาร์ลอส...จะเสด็จไปในทิศทางไหน...
ประวัติศาสตร์บรรทัดต่อไป...บอกว่า...ทหารผู้ปฏิวัติ...กลายเป็นกบถถูกถอดยศและติดคุก 30 ปี...และ ฮวน คาร์ลอส...กลายเป็นศูนย์รวมใจ...ของมหาชนชาวสเปนและชาวโลก ตราบเท่าทุกวันนี้
คอลัมน์.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นอกจากฟิลิปินส์...น่าจะไกลออกไปถึงตอนใต้ของทวีปยุโรป คือ แผ่นดินสเปน
อากาศสบายทะเลอุ่น...สเปนกับประเทศไทยจึงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวของชาวโลก...ความกลมกลืนกันของคนหลายเผ่าพันธุ์ในสเปนและไทย ทำให้ประชาชนในสองชาติ...มีชาติที่สนุกสนานอยู่กันไปวันๆ ไม่เคร่งครัดเคร่งเครียดอย่างคนเยอรมันคนญี่ปุ่น
ที่เหมือนกัน...สเปนเคยเป็นเผด็จการติดต่อกันยาวนาน...ในยุคของจอมพลทหาร...นายพลฟรังโก หะแรกท่านแม่ทัพใหญ่ก็ใช้เผด็จการทำประชานิยมเอาใจคนสเปน...แต่นานไปนานไป...คำว่า “ฟรังโก” ก็กลายเป็นคำว่า “โอเค” เพราะไม่ว่าเรื่องราวใดๆ ถ้ามีเครือข่ายหรือเครือญาติของท่านนายพลเข้าไปปะปน...ก็ต้องสำเร็จ
ธรรมชาตินั้น...ศักดิ์สิทธิ์...ไม่มีใครยิ่งใหญ่จนความตายเอื้อมมือไปไม่ถึง...ครอบครองแผ่นดินมานานกว่า 40 ปี...สังขารก็เริ่มบอกลา...ผู้ยิ่งใหญ่ฟรังโก้...ไม่ได้ปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์...แต่เขาเลือกเชื้อพระวงศ์พระองค์หนึ่งขึ้นมาให้สานต่อการปกครองของเขา...
คนสเปนได้กษัตริย์...หลังจากว่างเว้นมานานวัน...แต่ท่านนายพลฟรังโก ไม่ได้เลือกคนผิด...
พระราชาธิบดี ฮวน คาร์ลอส...ได้อำนาจเผด็จการจาก...เผด็จการฟรังโก...แทนที่จะทรงใช้พระราชอำนาจนั้นสืบต่อ ลัทธิฟรังโก...พระองค์ทรงเปลี่ยนผ่านพระราชทานพระราชอำนาจนั้นคืนสู่คนสเปน
แน่นอน...ผู้สูญเสียอำนาจคือนายร้อยห้อยกระบี่ทั้งหลายย่อมไม่พึงพอใจ...จนกลายเป็นเหตุให้กระทำการยึดอำนาจการปกครองจากประเทศไปจากรัฐสภา...ประวัติศาสตร์โลกบันทึกไว้ว่า...ระหว่างการเป็นกษัตริย์ที่เป็นสัญลักษณ์...ตามรัฐธรรมนูญแห่งสเปน...กับการเป็นจอมทัพที่กระทำการปฏิวัติ...ฮวน คาร์ลอส...จะเสด็จไปในทิศทางไหน...
ประวัติศาสตร์บรรทัดต่อไป...บอกว่า...ทหารผู้ปฏิวัติ...กลายเป็นกบถถูกถอดยศและติดคุก 30 ปี...และ ฮวน คาร์ลอส...กลายเป็นศูนย์รวมใจ...ของมหาชนชาวสเปนและชาวโลก ตราบเท่าทุกวันนี้
คอลัมน์.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อุบัติเหตุอำนาจ-สมมติฐาน "ยุบ ปชป."พท.-ภท-ชทพ. ระทึก "นายกฯสำรอง" เคลื่อนแผนใต้ดินปรองดอง-นิรโทษกรรม
เลื่อนยื่นสมัครวันเดียวกันพท.ส่ง‘บิ๊กจิ๋ว’ชน‘สุเทพ’
จาก:หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
พรรคเพื่อไทยส่ง “บิ๊กจิ๋ว” เป็นแม่ทัพใหญ่พา “วรวุฒิ” ยื่นใบสมัคร ส.ส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี โดยเลื่อนกำหนดยื่นใบสมัครเป็นวันที่ 8 ต.ค. วันเดียวกับ “สุเทพ” เตรียมปูพรมตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ทุกอำเภอควบคู่ปราศรัยย่อยทุกชุมชน ให้ประชาธิปัตย์รักษาคำพูดไม่จัดมวลชนต่อต้าน ด้าน “เทพไท” รับประกันไม่มีเหตุรุนแรง ยอมรับเกรง “สุเทพ” ไม่ปลอดภัยแม้จะเป็นพื้นที่ตัวเองแต่ต้องเช็กให้แน่ใจก่อนลงพบประชาชน อ้อนคนในพื้นที่ช่วยเป็นเกราะป้องกัน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานภาค ใต้ที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้นายพิเชษฐ สถิรชวาล เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 พร้อมเปลี่ยนกำหนดวันยื่นใบสมัครของนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ จากกำหนดเดิมวันที่ 4 ต.ค. ไปเป็นวันที่ 8 ต.ค. เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะไปยื่นใบสมัคร เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันเรื่องระยะเวลาหาเสียง
“วันสมัครนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พร้อมด้วย พล.อ.ชวลิต นายพิเชษฐ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ของพรรคทุกคนจะร่วมคณะเดินทางให้กำลังใจนายวรวุฒิด้วย หลังจากยื่นใบสมัครได้หมายเลขประจำตัวแล้วจะขึ้นรถรณรงค์ออกหาเสียงทันที” นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า การหาเสียงครั้งนี้พรรคจะตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ในทุกอำเภอควบคู่ไปกับการปราศรัยย่อยในชุมชนและการเดินเคาะประตูบ้านของผู้สมัคร พรรคไม่หวั่นว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนตอนที่ลงไปตรวจสอบที่ดินเขาแพงที่มีการเกณฑ์ประชาชนมารุมล้อมและขู่ทำร้าย พรรคเพื่อไทยเชื่อในเกียรติของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศออกมาแล้วว่าจะไม่มีการต่อต้านจากคนในพื้นที่ ดังนั้น หากเกิดการสร้างสถานการณ์รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบ
“หากแข่งขันกันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้วิชามาร จะทำให้ไม่มีเรื่องร้องเรียนหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง” นายพร้อมพงศ์กล่าว
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการพรรค ยืนยันอีกครั้งว่าการลงสมัคร ส.ส. ของนายสุเทพไม่ได้ปูทางเพื่อรอขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้นายสุเทพจะมีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าอดีตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอย่าง พล.อ.ชวลิต นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือแคนดิเดตนายกฯอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แต่นายสุเทพไม่ได้มีความปรารถนาในเรื่องนั้น ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมระบุให้ชัดเจนว่าจะให้นายสุเทพกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งหรือไม่นั้น เป็นเพราะนายกฯไม่ต้องการผูกมัด เพราะเมื่อพูดไปแล้วต้องรักษาคำพูด การเมืองในอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ที่สำคัญตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จึงไม่เหมาะหากจะไปพูดถึง
นายเทพไทยืนยันด้วยว่า นายสุเทพไม่จำเป็นต้องลงสมัคร ส.ส. เพื่อสร้างหลักประกันความอิสระหากถูกดำเนินคดีจากการสลายการชุมนุม เพราะคนอย่างนายสุเทพมีความเป็นนักเลงพอที่จะต่อ สู้ทุกคดีตามกระบวนการยุติธรรม ไม่เหมือนนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ใช้เอกสิทธิความเป็น ส.ส. เอาตัวรอดอยู่นอกคุกเพียงคนเดียว อยากให้นายจตุพรเอาเวลาที่มาวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลไปเคลียร์ปัญหาเรื่องเงินๆทองๆของกลุ่มเสื้อแดงจะดีกว่า
“ผมยืนยันได้ว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี จะไม่มีความรุนแรงใดๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นี้เพิ่งผ่านการเลือกตั้งซ่อมไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร หากทุกฝ่ายร่วม กันป้องกันไม่ให้คนเสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายในพื้นที่ก็จะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” นายเทพไทกล่าวพร้อมยอมรับว่า ในการหาเสียงนายสุเทพคงต้องระวังตัวมากขึ้นเพราะเป็นเป้าของการลอบทำร้าย แต่เชื่อว่าคนในพื้นที่จะช่วยเป็นเกราะป้องกันให้นายสุเทพได้ อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ต้องเป็นพื้นที่ที่มั่นใจว่าปลอดภัย ไม่มีการเผชิญหน้า แม้พรรคเพื่อไทยเตรียมระดมพลคนเสื้อแดงในภาคใต้เข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่ก็ขอยืนยันว่าจะไม่มีการจัดม็อบไปชนม็อบแน่นอน
**********************************************************************
พรรคเพื่อไทยส่ง “บิ๊กจิ๋ว” เป็นแม่ทัพใหญ่พา “วรวุฒิ” ยื่นใบสมัคร ส.ส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี โดยเลื่อนกำหนดยื่นใบสมัครเป็นวันที่ 8 ต.ค. วันเดียวกับ “สุเทพ” เตรียมปูพรมตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ทุกอำเภอควบคู่ปราศรัยย่อยทุกชุมชน ให้ประชาธิปัตย์รักษาคำพูดไม่จัดมวลชนต่อต้าน ด้าน “เทพไท” รับประกันไม่มีเหตุรุนแรง ยอมรับเกรง “สุเทพ” ไม่ปลอดภัยแม้จะเป็นพื้นที่ตัวเองแต่ต้องเช็กให้แน่ใจก่อนลงพบประชาชน อ้อนคนในพื้นที่ช่วยเป็นเกราะป้องกัน
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการประสานงานภาค ใต้ที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เป็นประธานว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้นายพิเชษฐ สถิรชวาล เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 พร้อมเปลี่ยนกำหนดวันยื่นใบสมัครของนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ จากกำหนดเดิมวันที่ 4 ต.ค. ไปเป็นวันที่ 8 ต.ค. เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะไปยื่นใบสมัคร เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันเรื่องระยะเวลาหาเสียง
“วันสมัครนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พร้อมด้วย พล.อ.ชวลิต นายพิเชษฐ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ของพรรคทุกคนจะร่วมคณะเดินทางให้กำลังใจนายวรวุฒิด้วย หลังจากยื่นใบสมัครได้หมายเลขประจำตัวแล้วจะขึ้นรถรณรงค์ออกหาเสียงทันที” นายพร้อมพงศ์กล่าว
นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า การหาเสียงครั้งนี้พรรคจะตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ในทุกอำเภอควบคู่ไปกับการปราศรัยย่อยในชุมชนและการเดินเคาะประตูบ้านของผู้สมัคร พรรคไม่หวั่นว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยเหมือนตอนที่ลงไปตรวจสอบที่ดินเขาแพงที่มีการเกณฑ์ประชาชนมารุมล้อมและขู่ทำร้าย พรรคเพื่อไทยเชื่อในเกียรติของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศออกมาแล้วว่าจะไม่มีการต่อต้านจากคนในพื้นที่ ดังนั้น หากเกิดการสร้างสถานการณ์รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบ
“หากแข่งขันกันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้วิชามาร จะทำให้ไม่มีเรื่องร้องเรียนหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง” นายพร้อมพงศ์กล่าว
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ช่วยเลขาธิการพรรค ยืนยันอีกครั้งว่าการลงสมัคร ส.ส. ของนายสุเทพไม่ได้ปูทางเพื่อรอขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้นายสุเทพจะมีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าอดีตนายกฯของพรรคเพื่อไทยอย่าง พล.อ.ชวลิต นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือแคนดิเดตนายกฯอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ แต่นายสุเทพไม่ได้มีความปรารถนาในเรื่องนั้น ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ยอมระบุให้ชัดเจนว่าจะให้นายสุเทพกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งหรือไม่นั้น เป็นเพราะนายกฯไม่ต้องการผูกมัด เพราะเมื่อพูดไปแล้วต้องรักษาคำพูด การเมืองในอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ที่สำคัญตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง จึงไม่เหมาะหากจะไปพูดถึง
นายเทพไทยืนยันด้วยว่า นายสุเทพไม่จำเป็นต้องลงสมัคร ส.ส. เพื่อสร้างหลักประกันความอิสระหากถูกดำเนินคดีจากการสลายการชุมนุม เพราะคนอย่างนายสุเทพมีความเป็นนักเลงพอที่จะต่อ สู้ทุกคดีตามกระบวนการยุติธรรม ไม่เหมือนนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ใช้เอกสิทธิความเป็น ส.ส. เอาตัวรอดอยู่นอกคุกเพียงคนเดียว อยากให้นายจตุพรเอาเวลาที่มาวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลไปเคลียร์ปัญหาเรื่องเงินๆทองๆของกลุ่มเสื้อแดงจะดีกว่า
“ผมยืนยันได้ว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี จะไม่มีความรุนแรงใดๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นี้เพิ่งผ่านการเลือกตั้งซ่อมไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งไม่มีปัญหาอะไร หากทุกฝ่ายร่วม กันป้องกันไม่ให้คนเสื้อแดงไปก่อความวุ่นวายในพื้นที่ก็จะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” นายเทพไทกล่าวพร้อมยอมรับว่า ในการหาเสียงนายสุเทพคงต้องระวังตัวมากขึ้นเพราะเป็นเป้าของการลอบทำร้าย แต่เชื่อว่าคนในพื้นที่จะช่วยเป็นเกราะป้องกันให้นายสุเทพได้ อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ต้องเป็นพื้นที่ที่มั่นใจว่าปลอดภัย ไม่มีการเผชิญหน้า แม้พรรคเพื่อไทยเตรียมระดมพลคนเสื้อแดงในภาคใต้เข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่ก็ขอยืนยันว่าจะไม่มีการจัดม็อบไปชนม็อบแน่นอน
**********************************************************************
สังคมฮิสทีเรีย
โดย. หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
ไม่มีใครปฏิเสธว่าดาราสาว “แอนนี่ บรู๊ค” มีความสัมพันธ์กับ “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” แต่ลูกน้อยวัย 3 เดือน “น้องฑีฆายุ” จะเป็นบุตรของทั้งสองหรือไม่นั้น ไม่มีใครรู้ความจริงเท่ากับคนทั้งสอง
แต่ที่น่าสลดหดหู่มากกว่าข่าวประณามกันไปประณามกันมาที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย และผู้เกี่ยวข้องที่ออกมาพูดเป็นรายวันแล้ว ก็คือสังคมไทยที่เสมือนสังคมฮิสทีเรียหรือฮิสทีเรียทางศีลธรรมไปแล้ว ซึ่งนักวิชาการด้านศิลปศาสตร์ได้ตั้งเป็นประเด็นต่อสังคมไทยที่กำลังฝังรากลึกความเสื่อมด้านศีลธรรมอย่างยิ่ง
กระแสสังคมที่เกิดขึ้นกว่า 1 สัปดาห์หลังจาก “แอนนี่” และ “ฟิล์ม” ออกมาพูดกับสาธารณชนนั้น ยิ่งกว่าละครน้ำเน่าที่โผล่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ จะเป็นเพราะเรื่องของผลประโยชน์ของคนทั้งสอง หรือบริษัทอาร์เอส ที่มีธุรกิจนับร้อยนับพันล้านบาทเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักหรือสื่อกระแสรอง ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับการจุดประเด็นนี้ให้กลายเป็นกระแสหลักของสังคมไทยไปแล้ว ทั้งที่เรื่องนี้ควรจะยุติกันอย่างเงียบๆ ด้วยการพูดคุยกันระหว่าง “ฟิล์ม-แอนนี่” เช่นเดียวกับการตรวจดีเอ็นเอ
หากไม่มีสื่อไปขุดคุ้ยเพื่อให้เป็นข่าว ซึ่งไม่ใช่แค่สัมภาษณ์ “ฟิล์ม-แอนนี่” แต่เรื่องยิ่งบานปลายเพราะมีการดึงผู้อื่นเข้ามาร่วม ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะธุรกิจอย่างบริษัทอาร์เอส หรือในฐานะเพื่อนใกล้ชิดก็ตาม ล้วนไม่รู้ความจริงเท่า “ฟิล์ม-แอนนี่” แต่กลับทำให้เรื่องนี้ลุกลามบานปลายอย่างดุเดือดเผ็ดมันบนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการดึงเรื่องของ “ฟิล์ม-แอนนี่” มาเป็นเรียลิตี้ให้สังคมโหวตว่าใครเลว ใครดี ใครผิด ใครถูก ทั้งที่ไม่รู้ความจริง แต่ก็ลงโทษบุคคลทั้งสองไปเรียบร้อยแล้ว
กรณี “ฟิล์ม-แอนนี่” จึงไม่ต่างกับโศกนาฏกรรมบนความสะใจของสังคมไทยที่กำลังตกต่ำสุดขีด เป็นฮิสทีเรียทางศีลธรรมที่พร้อมจะเข่นฆ่าใครก็ได้หากมีความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง และความยุติธรรมใดๆ ซึ่งไม่แตกต่างกับวิกฤตบ้านเมืองขณะนี้ที่สังคมไทยและสื่อแสหลักเหมือนคนหูหนวกตาบอด เพิกเฉยกับเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ทั้งที่มีการฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน เพิกเฉยที่จะขุดคุ้ยหาความจริง และเพิกเฉยที่จะนำตัว “ฆาตกร” มาลงโทษ
ไม่ใช่แค่สังคมไทย สื่อกระแสหลัก และองค์กรสื่อต่างๆจะไม่มีสำนึกทางศีลธรรมและความยุติ ธรรมเท่านั้น แต่ยังไม่มีสำนึกความเป็นคนหรือมนุษยธรรม ที่ถือเป็นภาวะความเสื่อมทางศีล ธรรมที่น่าวิตกอย่างยิ่ง หากยังปล่อยให้สังคมไทยตกอยู่ในภาวะฮิสทีเรียทางศีลธรรมต่อไป
**********************************************************************
ไม่มีใครปฏิเสธว่าดาราสาว “แอนนี่ บรู๊ค” มีความสัมพันธ์กับ “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” แต่ลูกน้อยวัย 3 เดือน “น้องฑีฆายุ” จะเป็นบุตรของทั้งสองหรือไม่นั้น ไม่มีใครรู้ความจริงเท่ากับคนทั้งสอง
แต่ที่น่าสลดหดหู่มากกว่าข่าวประณามกันไปประณามกันมาที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ฝ่าย และผู้เกี่ยวข้องที่ออกมาพูดเป็นรายวันแล้ว ก็คือสังคมไทยที่เสมือนสังคมฮิสทีเรียหรือฮิสทีเรียทางศีลธรรมไปแล้ว ซึ่งนักวิชาการด้านศิลปศาสตร์ได้ตั้งเป็นประเด็นต่อสังคมไทยที่กำลังฝังรากลึกความเสื่อมด้านศีลธรรมอย่างยิ่ง
กระแสสังคมที่เกิดขึ้นกว่า 1 สัปดาห์หลังจาก “แอนนี่” และ “ฟิล์ม” ออกมาพูดกับสาธารณชนนั้น ยิ่งกว่าละครน้ำเน่าที่โผล่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ จะเป็นเพราะเรื่องของผลประโยชน์ของคนทั้งสอง หรือบริษัทอาร์เอส ที่มีธุรกิจนับร้อยนับพันล้านบาทเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อกระแสหลักหรือสื่อกระแสรอง ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งกับการจุดประเด็นนี้ให้กลายเป็นกระแสหลักของสังคมไทยไปแล้ว ทั้งที่เรื่องนี้ควรจะยุติกันอย่างเงียบๆ ด้วยการพูดคุยกันระหว่าง “ฟิล์ม-แอนนี่” เช่นเดียวกับการตรวจดีเอ็นเอ
หากไม่มีสื่อไปขุดคุ้ยเพื่อให้เป็นข่าว ซึ่งไม่ใช่แค่สัมภาษณ์ “ฟิล์ม-แอนนี่” แต่เรื่องยิ่งบานปลายเพราะมีการดึงผู้อื่นเข้ามาร่วม ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้เกี่ยวข้องในฐานะธุรกิจอย่างบริษัทอาร์เอส หรือในฐานะเพื่อนใกล้ชิดก็ตาม ล้วนไม่รู้ความจริงเท่า “ฟิล์ม-แอนนี่” แต่กลับทำให้เรื่องนี้ลุกลามบานปลายอย่างดุเดือดเผ็ดมันบนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการดึงเรื่องของ “ฟิล์ม-แอนนี่” มาเป็นเรียลิตี้ให้สังคมโหวตว่าใครเลว ใครดี ใครผิด ใครถูก ทั้งที่ไม่รู้ความจริง แต่ก็ลงโทษบุคคลทั้งสองไปเรียบร้อยแล้ว
กรณี “ฟิล์ม-แอนนี่” จึงไม่ต่างกับโศกนาฏกรรมบนความสะใจของสังคมไทยที่กำลังตกต่ำสุดขีด เป็นฮิสทีเรียทางศีลธรรมที่พร้อมจะเข่นฆ่าใครก็ได้หากมีความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง และความยุติธรรมใดๆ ซึ่งไม่แตกต่างกับวิกฤตบ้านเมืองขณะนี้ที่สังคมไทยและสื่อแสหลักเหมือนคนหูหนวกตาบอด เพิกเฉยกับเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ทั้งที่มีการฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตถึง 91 ศพ และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน เพิกเฉยที่จะขุดคุ้ยหาความจริง และเพิกเฉยที่จะนำตัว “ฆาตกร” มาลงโทษ
ไม่ใช่แค่สังคมไทย สื่อกระแสหลัก และองค์กรสื่อต่างๆจะไม่มีสำนึกทางศีลธรรมและความยุติ ธรรมเท่านั้น แต่ยังไม่มีสำนึกความเป็นคนหรือมนุษยธรรม ที่ถือเป็นภาวะความเสื่อมทางศีล ธรรมที่น่าวิตกอย่างยิ่ง หากยังปล่อยให้สังคมไทยตกอยู่ในภาวะฮิสทีเรียทางศีลธรรมต่อไป
**********************************************************************
บูรพาพยัคฆ์ กับงูเห่า!
ดูเหมือนจะรอมชอมกันผิดหูผิดตา สำหรับท่าทีการพบปะกันระหว่าง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “นายกฯ ฮุนเซน” แถมยังมีการแจงคิวจับเข่าคุยล่วงหน้าถึง 3 นัด ผ่านวาระบรัสเซลส์ ฮานอย และพนมเปญ ส่งซิกสมานฉันท์ไทย-กัมพูชา ชื่นมื่น
อานิสงส์ส่งให้การค้าขายช่วงรอยต่อช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ได้อึกทึกครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง นี่แหละที่เขาว่า “การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจย่อมแล่นฉิว”
ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นบนชายขอบ มันช่างแตกต่าง กันอย่างยิ่ง สำหรับสถานการณ์ภายในของ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ที่เชื่อเหลือเกินว่าแม้แต่ “นายกฯ ฮุนเซน” ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน ก็น่าจะเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางการเมืองในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี
ขวากหนามใหญ่ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ มันไม่ต่างจากภูเขาไฟลูกใหญ่ที่กำลังปะทุอยู่เบื้องล่างแห่ง เก้าอี้ท่านผู้นำของ “อภิสิทธิ์” ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า...
แม้แต่ “นายหัวชวน หลีกภัย” ผู้เรียบเฉย ยังไม่สามารถสะกดอาการประหวั่นพรั่นพรึงให้พ้นไปจาก สีหน้าและแววตาได้อย่างดั่งใจนึกคิด
ว่ากันว่า ปลายตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ก่อนศาลมีคำพิพากษา หรือแม้กระทั่งภายหลังศาลมีคำพิพากษา สถานการณ์การเมืองไทยล้วนสามารถ สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกได้ทุกหน้า
วาระจุดพลุนิรโทษกรรมรอบที่ร้อยแปดของ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” ถือว่าไม่ธรรมดา
วาทกรรมพลิกขั้วสวมกอดเพื่อไทยหากประชาธิปัตย์โดนยุบพรรคของ “ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญ-วีรกูล” ย่อมทะลุกลางปล้องได้น่าสนใจยิ่ง
มหกรรมปล่อยคาราวานปลาไหลเดินสาย ปรองดองฉบับ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” นั้นล้วนขับเคลื่อนไปอย่างมีนัย
ปฏิบัติการรับลูกโรดแมป “เสธ.หนั่น” เหมือนนัดกันไว้ล่วงหน้าของ “ทีมงาน 3 พี” มันย่อมบ่งบอกให้เห็นถึงสัญญาณอะไรบางอย่าง
หรือแม้กระทั่ง ลีลาการกอดเก้าอี้รองนายกฯ โดดลงสนามเลือกตั้งซ่อมเมืองสุราษฎร์ ของ “เทพเทือก-สุเทพ เทือกสุบรรณ” มันก็น่าจะอรรถาธิบายถึงทิศทางการเมืองว่าสุ่มเสี่ยงจะบังเกิดปรากฏการณ์ใดขึ้นในอนาคต
นักเลือกตั้งสลับหน้าเล่น ต่างคนต่างแสดงกันคนละบทบาท แต่ในแต่ละความเคลื่อนไหว ล้วนพุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน ผ่านการวางหมากกลทางการเมืองใน “คัมภีร์อวิชชางูเห่า” ไว้อย่าง แยบคาย
ไม่ว่าเดิมพันล็อตโต้รอบนี้จะหมุนไปตกที่ฝั่งใด..ยุบสภา ยุบพรรค หรือ พลิกขั้วทางการเมือง???
“นักการเมืองสปีชี่ส์อนาคอนดา” ฝูงนี้ ก็จะยังสามารถ อยู่ยั้งยืนยงในนามฝ่ายกุมอำนาจประเทศอีกต่อไปได้อย่าง “วิน วิน”
จะเห็นได้ว่า ในรูปแบบการเมือง “สเปกรัฐบาลผสม” ท้ายที่สุดแล้ว..“ชาวนา” ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด ก็มิอาจว่างเว้น จากการถูก “งูเห่าใจคด” แว้งฉกกัดอยู่ร่ำไป!!!
ถึงบรรทัดนี้คงได้แต่ภาวนาว่า “จ่าฝูงบูรภาพยัคฆ์คนใหม่” ผู้มีอำนาจพิเศษเหนืออสรพิษร้าย จะไม่เลือกกระทำการ ใดการหนึ่งอันไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยไทย เพราะในห้วง 1 ปีกว่าแห่งเทอมการเมืองที่เหลือนั้น ยังปรากฏทางเลือกทาง ออกอีกมากมายหลายวิถีทาง
แต่หากอำนาจแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” เลือกที่จะรั้นด้วยการเผาป่าล่า “งูเห่า” จุดจบแห่งนิทานการเมืองในเบื้องสุดท้าย ไม่ว่า “ชาวนา” กับ “งูเห่า” หรือ “งูเห่า” กับ “บูรพาพยัคฆ์” ท้ายที่สุดแล้ว คงไม่รอดพ้นเสียงสาปแช่ง เพราะพฤติกรรมซ้ำซากที่เคยดำเนินมาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน
มันไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยววินาที ที่สร้างคุณูปการให้ชาติและประชาชน!!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
อานิสงส์ส่งให้การค้าขายช่วงรอยต่อช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ได้อึกทึกครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง นี่แหละที่เขาว่า “การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจย่อมแล่นฉิว”
ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นบนชายขอบ มันช่างแตกต่าง กันอย่างยิ่ง สำหรับสถานการณ์ภายในของ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ที่เชื่อเหลือเกินว่าแม้แต่ “นายกฯ ฮุนเซน” ในฐานะคนหัวอกเดียวกัน ก็น่าจะเข้าใจสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางการเมืองในลักษณะนี้ได้เป็นอย่างดี
ขวากหนามใหญ่ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ มันไม่ต่างจากภูเขาไฟลูกใหญ่ที่กำลังปะทุอยู่เบื้องล่างแห่ง เก้าอี้ท่านผู้นำของ “อภิสิทธิ์” ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า...
แม้แต่ “นายหัวชวน หลีกภัย” ผู้เรียบเฉย ยังไม่สามารถสะกดอาการประหวั่นพรั่นพรึงให้พ้นไปจาก สีหน้าและแววตาได้อย่างดั่งใจนึกคิด
ว่ากันว่า ปลายตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน ก่อนศาลมีคำพิพากษา หรือแม้กระทั่งภายหลังศาลมีคำพิพากษา สถานการณ์การเมืองไทยล้วนสามารถ สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนออกได้ทุกหน้า
วาระจุดพลุนิรโทษกรรมรอบที่ร้อยแปดของ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” ถือว่าไม่ธรรมดา
วาทกรรมพลิกขั้วสวมกอดเพื่อไทยหากประชาธิปัตย์โดนยุบพรรคของ “ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญ-วีรกูล” ย่อมทะลุกลางปล้องได้น่าสนใจยิ่ง
มหกรรมปล่อยคาราวานปลาไหลเดินสาย ปรองดองฉบับ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” นั้นล้วนขับเคลื่อนไปอย่างมีนัย
ปฏิบัติการรับลูกโรดแมป “เสธ.หนั่น” เหมือนนัดกันไว้ล่วงหน้าของ “ทีมงาน 3 พี” มันย่อมบ่งบอกให้เห็นถึงสัญญาณอะไรบางอย่าง
หรือแม้กระทั่ง ลีลาการกอดเก้าอี้รองนายกฯ โดดลงสนามเลือกตั้งซ่อมเมืองสุราษฎร์ ของ “เทพเทือก-สุเทพ เทือกสุบรรณ” มันก็น่าจะอรรถาธิบายถึงทิศทางการเมืองว่าสุ่มเสี่ยงจะบังเกิดปรากฏการณ์ใดขึ้นในอนาคต
นักเลือกตั้งสลับหน้าเล่น ต่างคนต่างแสดงกันคนละบทบาท แต่ในแต่ละความเคลื่อนไหว ล้วนพุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน ผ่านการวางหมากกลทางการเมืองใน “คัมภีร์อวิชชางูเห่า” ไว้อย่าง แยบคาย
ไม่ว่าเดิมพันล็อตโต้รอบนี้จะหมุนไปตกที่ฝั่งใด..ยุบสภา ยุบพรรค หรือ พลิกขั้วทางการเมือง???
“นักการเมืองสปีชี่ส์อนาคอนดา” ฝูงนี้ ก็จะยังสามารถ อยู่ยั้งยืนยงในนามฝ่ายกุมอำนาจประเทศอีกต่อไปได้อย่าง “วิน วิน”
จะเห็นได้ว่า ในรูปแบบการเมือง “สเปกรัฐบาลผสม” ท้ายที่สุดแล้ว..“ชาวนา” ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใด ก็มิอาจว่างเว้น จากการถูก “งูเห่าใจคด” แว้งฉกกัดอยู่ร่ำไป!!!
ถึงบรรทัดนี้คงได้แต่ภาวนาว่า “จ่าฝูงบูรภาพยัคฆ์คนใหม่” ผู้มีอำนาจพิเศษเหนืออสรพิษร้าย จะไม่เลือกกระทำการ ใดการหนึ่งอันไม่เป็นคุณต่อประชาธิปไตยไทย เพราะในห้วง 1 ปีกว่าแห่งเทอมการเมืองที่เหลือนั้น ยังปรากฏทางเลือกทาง ออกอีกมากมายหลายวิถีทาง
แต่หากอำนาจแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” เลือกที่จะรั้นด้วยการเผาป่าล่า “งูเห่า” จุดจบแห่งนิทานการเมืองในเบื้องสุดท้าย ไม่ว่า “ชาวนา” กับ “งูเห่า” หรือ “งูเห่า” กับ “บูรพาพยัคฆ์” ท้ายที่สุดแล้ว คงไม่รอดพ้นเสียงสาปแช่ง เพราะพฤติกรรมซ้ำซากที่เคยดำเนินมาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน
มันไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยววินาที ที่สร้างคุณูปการให้ชาติและประชาชน!!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553
นี่เขาถึงจะเรียกว่าคนของประชาชน??
ตำรวจเขาชื่นชม “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีในวันที่ไปเป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณให้กับตำรวจตั้งแต่รอง ผบ.ตร.ถึงผู้กำกับการที่เกษียณอายุราชการประจำปี 2553 จำนวน 193 คนที่สโมสรตำรวจเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แทน “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกันถ้วนหน้า
ก็ “เทพเทือก” นั้นเขานักการเมืองที่ปากกัดตีนถีบดั้นด้นมาจากกำนันลูกกำนันกว่าจะได้มาเป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีก็เหนื่อยหนักหนาสาหัส ไม่ใช่พวกเทพอุ้มสมบุญหล่นทับจนมองไม่เห็นหัวคนเหมือนบางคนซะที่ไหน
เจอหน้านายตำรวจที่จะมอบประกาศเกียรติคุณให้เป็นต้องยกมือไหว้ก่อน
ผิดกับบางคน ที่เห็นหัวข้าราชการเหมือนหัวหลักหัวตอ
ช่างใหญ่คับฟ้าจริงๆ นะพ่อเจ้าประคุณ!!
....................................................................................
จากรุกมาเป็นรับ??
จากปฏิบัติการเชิงรุกไม่ว่าจะเป็นการขอคืนพื้นที่หรือการกระชับพื้นที่
ช่วงนี้ ศอฉ.อันโด่งดังต้องกลับมาเป็นฝ่ายตั้งรับบ้าง
โดนรุกหนักจากคณะกรรมการตรวจสอบชุดต่างๆ จนวันๆ แทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากมาคอยชี้แจง
ฝึกๆ ชี้แจงไว้บ้างก็ดี ชี้แจงยามบุญมามีบุญบังอะไรๆ ก็สะดวก
ยามหมดบุญ บุญไม่คอยมาบังชี้แจงไม่ดีมีหวังพังได้ง่ายๆ เหมือนกันนะ???
........................................................................
ไอ้ปรื๊ดทำเหตุ??
ไม่กี่วันก่อนผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลก็ไปตรวจพบอาวุธมากมายใต้ฐานพระในวัดปทุมวนาราม
เหมาะเหม็งกับช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมพอดิบพอดี
การชุมนุมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีเหตุ
ตามแผนประทุษกรรม..น่าจะเป็น “ไอ้ปรื๊ด” แน่ที่นำอาวุธมาซุกซ่อนไว้
ทำนองเดียวกับพวกเล่นไพ่รอตำรวจอย่างนั้นแหละ
นอกจากจะไม่ได้ใช้อาวุธทำอะไรแล้ว ยังมาเสียอาวุธให้ถูกยึดไปเปล่าๆ เสียอีก
ไอ้ปรื๊ดหนอไอ้ปรื๊ด!! เห็นทีความปรองดองของคนในชาติ...จะเป็นชาติหน้าเสียแล้วกระมัง!!
..............................................................................................................................................
ระวังเก้าอี้ ส.ร.1 หล่นทับ??
ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ก็ตัดสินใจส่ง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี
แถมให้สละเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงไม่ให้ติดก้นตอนไปหาเสียงให้คนเขาครหาว่าเอาเปรียบอีกต่างหาก
สละเก้าอี้หรือไม่สละเก้าอี้ยังไงๆ “เทพเทือก” ก็นอนมาแน่
เป็น ส.ส.งวดนี้ดีไม่ดีบุญอาจหล่นทับจนขาเท้าบวมก็ได้
ก็เป็น ส.ส.พอเหมาะพอเจาะกับช่วงจะมีการตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์พอดิบพอดี
หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์มีหวัง “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นเทวดาตกสวรรค์แน่
คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต้องมาจาก ส.ส.
มากบารมีแถมคอนเน็กชั่นเยอะแบบ “เทพเทือก” ดีไม่ดีขาเท้าอาจบวมเอาดื้อๆ
ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เก้าอี้ ส.ร. 1 มันหล่นทับเท่านั้นแหละ??
................................................................................
ปากกล้าขาสั่น??
แค่พญาชาละวันเมืองพิจิตร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีมือประสานสิบทิศขยับหางแค่นั้นแหละ...เสียงเชียร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางก็ดังกระหึ่ม
เพื่อไม่ให้เสียเหลี่ยมคครูทางการเมืองคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนพากันชู นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ่วงด้วย นายหัวชวน หลีกภัย ให้ลอยเด่นเป็นอะไหล่ของ “มาร์คไขสือ” ขึ้นมาเป็นทางเลือก
แถมพรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติส่ง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ คนมากบารมีลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อให้ได้เป็น ส.ส.ซึ่งเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้ที่จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่างหาก
ที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูกยุบนั้นก็คงเป็นเรื่องของคนปากกล้าขาสั่น
เห็นทีฝันจะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมืดมนเสียแล้วล่ะ??
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ก็ “เทพเทือก” นั้นเขานักการเมืองที่ปากกัดตีนถีบดั้นด้นมาจากกำนันลูกกำนันกว่าจะได้มาเป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีก็เหนื่อยหนักหนาสาหัส ไม่ใช่พวกเทพอุ้มสมบุญหล่นทับจนมองไม่เห็นหัวคนเหมือนบางคนซะที่ไหน
เจอหน้านายตำรวจที่จะมอบประกาศเกียรติคุณให้เป็นต้องยกมือไหว้ก่อน
ผิดกับบางคน ที่เห็นหัวข้าราชการเหมือนหัวหลักหัวตอ
ช่างใหญ่คับฟ้าจริงๆ นะพ่อเจ้าประคุณ!!
....................................................................................
จากรุกมาเป็นรับ??
จากปฏิบัติการเชิงรุกไม่ว่าจะเป็นการขอคืนพื้นที่หรือการกระชับพื้นที่
ช่วงนี้ ศอฉ.อันโด่งดังต้องกลับมาเป็นฝ่ายตั้งรับบ้าง
โดนรุกหนักจากคณะกรรมการตรวจสอบชุดต่างๆ จนวันๆ แทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากมาคอยชี้แจง
ฝึกๆ ชี้แจงไว้บ้างก็ดี ชี้แจงยามบุญมามีบุญบังอะไรๆ ก็สะดวก
ยามหมดบุญ บุญไม่คอยมาบังชี้แจงไม่ดีมีหวังพังได้ง่ายๆ เหมือนกันนะ???
........................................................................
ไอ้ปรื๊ดทำเหตุ??
ไม่กี่วันก่อนผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลก็ไปตรวจพบอาวุธมากมายใต้ฐานพระในวัดปทุมวนาราม
เหมาะเหม็งกับช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมพอดิบพอดี
การชุมนุมก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีเหตุ
ตามแผนประทุษกรรม..น่าจะเป็น “ไอ้ปรื๊ด” แน่ที่นำอาวุธมาซุกซ่อนไว้
ทำนองเดียวกับพวกเล่นไพ่รอตำรวจอย่างนั้นแหละ
นอกจากจะไม่ได้ใช้อาวุธทำอะไรแล้ว ยังมาเสียอาวุธให้ถูกยึดไปเปล่าๆ เสียอีก
ไอ้ปรื๊ดหนอไอ้ปรื๊ด!! เห็นทีความปรองดองของคนในชาติ...จะเป็นชาติหน้าเสียแล้วกระมัง!!
..............................................................................................................................................
ระวังเก้าอี้ ส.ร.1 หล่นทับ??
ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ก็ตัดสินใจส่ง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี
แถมให้สละเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงไม่ให้ติดก้นตอนไปหาเสียงให้คนเขาครหาว่าเอาเปรียบอีกต่างหาก
สละเก้าอี้หรือไม่สละเก้าอี้ยังไงๆ “เทพเทือก” ก็นอนมาแน่
เป็น ส.ส.งวดนี้ดีไม่ดีบุญอาจหล่นทับจนขาเท้าบวมก็ได้
ก็เป็น ส.ส.พอเหมาะพอเจาะกับช่วงจะมีการตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์พอดิบพอดี
หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์มีหวัง “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นเทวดาตกสวรรค์แน่
คนจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ต้องมาจาก ส.ส.
มากบารมีแถมคอนเน็กชั่นเยอะแบบ “เทพเทือก” ดีไม่ดีขาเท้าอาจบวมเอาดื้อๆ
ไม่มีอะไรมาก ก็แค่เก้าอี้ ส.ร. 1 มันหล่นทับเท่านั้นแหละ??
................................................................................
ปากกล้าขาสั่น??
แค่พญาชาละวันเมืองพิจิตร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีมือประสานสิบทิศขยับหางแค่นั้นแหละ...เสียงเชียร์ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนกลางก็ดังกระหึ่ม
เพื่อไม่ให้เสียเหลี่ยมคครูทางการเมืองคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนพากันชู นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ่วงด้วย นายหัวชวน หลีกภัย ให้ลอยเด่นเป็นอะไหล่ของ “มาร์คไขสือ” ขึ้นมาเป็นทางเลือก
แถมพรรคประชาธิปัตย์ยังมีมติส่ง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ คนมากบารมีลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อให้ได้เป็น ส.ส.ซึ่งเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของผู้ที่จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่างหาก
ที่บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ถูกยุบนั้นก็คงเป็นเรื่องของคนปากกล้าขาสั่น
เห็นทีฝันจะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมืดมนเสียแล้วล่ะ??
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)