ข่าวสดรายวัน
เหล็กใน
ตลอดเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการคลี่คลายคดี 91 ศพเหยื่อปืนจากเหตุการณ์สลายม็อบแดง ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะผอ.ศอฉ. ไม่เคยให้ความสำคัญกับคดีความที่คนเสื้อแดงตกเป็นผู้เสียหาย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้คลี่คดี 91 ศพโดยตรงก็ทำงานแบบอืดอาด
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต
ทวงถามความคืบหน้าในการชันสูตรศพไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรเลยจากปากนายธาริต
ไม่ว่าจะเป็นคดีสังหารหมู่ 6 ศพในวัดปทุมวนาราม
หรือคดีสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและอิตาลี
นายธาริตกลับบอกว่ารู้แค่ว่าถูกยิงที่จุดไหน แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า !?
ผิดกลับคดีการไล่เช็กบิลบรรดาเสื้อแดง นายธาริตดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
ให้ความสำคัญยิ่งกว่าการตาย 91 ศพ
แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าญาติผู้เสียชีวิตจะมีความหวังขึ้น
เมื่อทีมสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ นำเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 คนขึ้นไปตรวจสอบบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส จากสถานีสยามสแควร์ไปถึงบริเวณหน้าวัดปทุมวนาราม
และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดนาน 4 ชั่วโมง พบหลักฐานที่น่าสะพรึงกลัว
เจอปลอกกระสุนปืนเอชเคหลงเหลือตกอยู่ในซอกใต้รางรถไฟฟ้า
เป็นปลอกกระสุนที่เก็บไปไม่หมดหลังเกิดเหตุใหม่ๆ
หลักฐานเหล่านี้ทำให้คดี 91 ศพโดยเฉพาะฆ่าหมู่ 6 ศพวัดปทุมฯดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
เพราะไปสอดคล้องกับภาพและคลิปของกลุ่มคนสวมชุดเขียว !!
นอกจากนี้ยังมีการใช้เลเซอร์ตรวจสอบวิถีกระสุนจากบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ พบว่าตรงกับจุดที่ 'น้องเกด'กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสากับเพื่อนๆ ถูกยิงตาย
ในชั้นนี้คงยืนยันได้แล้วว่า 6 ศพในวัดปทุมฯถูกกระหน่ำยิงจากบนรางบีทีเอสจริงๆ
ปลอกกระสุน ร่องรอยเขม่าปืน ขวดน้ำเปล่า ถือได้ว่าเป็นหลักฐานเด็ดจริงๆ
แต่ก็ยังไม่มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของดีเอสไออีกหลายขั้นตอน
ยังไม่อาจฟันธงลงไปได้ชัดเจน !?
เพราะไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ
อาจเห็นใครออกมานั่งแถลง สรุปว่าปลอกกระสุนที่เจอเป็นของกลุ่มชายชุดดำทำหล่นไว้หรือเปล่า
เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ในรัฐบาลยุคนี้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
คืนเงิน 'พจมาน' ผ่าทางตันการเมือง?
จับตา!! ที่ดินรัชดาโมฆะ!!
กรณี “ที่ดินรัชดา” เป็นหนึ่งในคดีที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส. อ้างว่าเป็นผลงานที่สามารถเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อย่างชัดเจน
ว่าการที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ สมัยที่ยังเป็นภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าไปร่วมประมูลซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ถือเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่รัฐ
ยกข้อกฎหมายว่า เพราะขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่สามารถทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐได้ ดังนั้นเมื่อคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย ถือเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อไปทำสัญญาซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูฯ จึงเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย
ซึ่งสุดท้าย ทำให้กรณีนี้มีคำพิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี
เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ม็อบพันธมิตร และ คมช.มีพลังอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นกับสังคมได้ เพราะส่วนใหญ่จะงุนงงกับผลงานชิ้นโบแดงของ คตส.ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามในทางการเมืองยังมีความพยายามที่จะเล่นต่อเนื่องไม่เลิก จึงยังคงมีความพยายามที่จะริบเงินค่าซื้อที่ดิน พร้อมกับยึดคืนที่ดินรัชดาให้กลับมาเป็นของรัฐแบบฟรีๆอีกด้วย
จึงทำให้ต้องมีการต่อสู้กัน เพราะคุณหญิงพจมานเอง ก็ยอมรับไม่ได้กับการที่ถูกกระทำเช่นนี้ จึงต้องต่อสู้เพื่อขอความมเป็นธรรม และทำให้กลายเป็นคดีหนึ่งที่สังคมพากันจับตามองว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
หน่วยงานรัฐจะสามารถริบเงินและยึดที่ดินรัชดามาได้จริงๆหรือไม่???
หลังจากคาราคาซังมานาน ปรากฏว่าในวันที่ 24 กันยายน ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ 5379/2552 ที่ นายพศิน ทิพยรักษ์ พนักงานอัยการฝ่ายคดีแพ่ง รับมอบอำนาจจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยเรื่องโมฆะกรรมขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะ เบียนขายโฉนดที่ดินรัชดาภิเษก 4 แปลงจำนวน 33 ไร่เศษมูลค่า 772 ล้านบาท และให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินคืน
ขณะที่ทางคุณหญิงพจมาน ฟ้องแย้งในสำนวนเดียวกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กองทุนฟื้นฟูคืนเงินซื้อขายที่ดินจำนวน 772 ล้านบาท พร้อมค่าเสียหาย ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างจำนวน 39 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่นัดชำระ
โดยคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2546 คุณหญิงพจมานจำเลย เข้าร่วมยื่นซองประกวดราคาซื้อที่ดินผืนนี้ ซึ่งต่อมา กองทุนฯประกาศให้เป็นผู้ชนะในการซื้อที่ดิน 4 แปลงในราคาสูงสุดเป็นเงิน 772 ล้านบาทโดยกองทุนฯและคุณหญิงพจมาน จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2546 และได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้คุณหญิงพจมาน จำเลยในวันที่ 30 ธ.ค.2546
สำหรับสัญญาซื้อขายที่ดินมีข้อความว่า กองทุนฯโจทก์ ผู้ขายตกลงยอมขายและคุณหญิงพจมานจำเลย ผู้ซื้อตกลงยอมซื้อ
แต่ต่อมาภายหลังจากทำสัญญาซื้อขาย คุณหญิงพจมาน จำเลย และ พ.ต.ท.ทักษิณ สามีถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองในความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ต่อมาวันที่ 17 ก.ย.2551 ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดให้จำคุก 2 ปี การที่คุณหญิงพจมานจำเลยเสนอตัวเข้ายื่นซองจนชนะการประกวดและเข้าทำนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อขายที่ดินกับกองทุนฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่นายกฯเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแล โดยคุณหญิงพจมานจำเลยรู้และตระ หนักดีว่าตนเองเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ดังนั้นการเข้าทำนิติกรรมสัญญาย่อมเป็นการทำโดยมีวัตถุประสงค์ขัดกันระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตัวซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 100 เมื่อคุณหญิงพจมานจำเลย มีเจตนาจงใจเข้าทำนิติกรรมสัญญาทั้งที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 4 แปลงจึงตกเป็นโมฆะทันที ตามประมวลกฎ หมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150
ศาลแพ่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัย ข้อที่ 1 ว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างกองทุนฯ กับคุณหญิงพจมาน เป็นโมฆะหรือไม่...
วินิจฉัยว่า การที่คุณหญิงพจมาน เป็นภรรยาโดยชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่มีการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำนิติกรรม ซื้อขายที่ข้อพิพาท ระหว่างกองทุนฯ และคุณหญิงพจมาน การดำเนินการดังกล่าวของคุณหญิงพจมาน ถือเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องห้ามมิให้กระทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องการและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) คุณหญิงพจมาน จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้าม ในการเป็นคู่สัญญาทำนิติกรรมกับกองทุนฯ โดยผลของกฎหมาย นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
ประเด็นข้อพิพาทที่ 2 เมื่อฟังว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ กองทุนฯมีสิทธิ์เรียกที่ดินคืนจากคุณหญิงพจมาน หรือไม่ และกองทุนฯจะต้องคืนเงินราคาที่ดินให้แก่คุณหญิงพจมานหรือไม่
มีคำวินิจฉัยว่า นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ถือว่าเสียเปล่าใช้ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น ไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ์และหน้าที่ของคู่กรณี การที่กองทุนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง4 แปลงให้คุณหญิงพจ มาน หรือการที่คุณหญิงพจมาน ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่กองทุนฯเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับทรัพย์สิน เพราะการที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้
ทั้งสองฝ่ายจึงมีหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ได้รับไปจากอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณหญิงพจมาน มีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง คืนให้แก่กองทุนฯ
ส่วนกองทุนฯมีหน้าที่คืนเงินค่าที่ดิน ที่รับไว้จากคุณหญิงพจมาน ทั้งหมด และต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ คุณหญิงพจมาน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับตั้งแต่วันที่ คุณหญิงพจมาน ยื่นคำให้การ และฟ้องแย้งเป็นต้นไป
ศาลแพ่งจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน นิติกรรมการซื้อขายที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 2298,2299,2300 และ 2301 แขวงและเขตห้วยขวาง กทม.ระหว่างกองทุนฯและคุณหญิงพจมาน ให้คุณหญิงพจมาน ส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้ง 4 แปลง คืนให้แก่กองทุนฯ และให้กองทุนฯ ชำระเงินจำนวน 772 ล้านบาท คืนให้แก่คุณหญิงพจมาน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 25 พ.ย.52 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป
ภายหลังนายพลพีร์ ตุลยสุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า จะแจ้งผลคำพิพากษาให้คุณหญิงพจมาน ทราบต่อไป เข้าใจว่าคุณหญิงพจมาน จะพอใจกับผลคำพิพากษาที่ศาลให้กองทุนฯ คืนเงินค่าซื้อที่ดิน
ส่วนที่ศาลไม่ได้กำหนดให้กองทุนต้องชำระ ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างในที่ดินที่คุณหญิงพจมาน ระบุไว้ในคำฟ้องแย้งจำนวน 39 ล้านบาทนั้น คิดว่าคุณหญิงพจมาน คงไม่ติดใจประเด็นนี้
ทั้งนี้หากกองทุนฯ ติดใจในผลคำพิพากษา สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายตนไม่หนักใจอะไร พร้อมต่อสู้คดี หากจะมีการอุทธรณ์คดีจริง กองทุนฯ จะต้องนำเงินซื้อขายที่ดิน 772 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งจนถึงขณะนี้คิดเป็นเงินประมาณ 40 ล้านบาท นำมาวางเป็นเงินประกันต่อศาลไว้ด้วย
ขณะที่อัยการที่ได้รับมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องคดีนี้ กล่าวเพียงว่า ต้องนำคำพิพากษาทั้งหมดไปมอบให้กองทุนฯ เพื่อพิจารณาต่อไปว่าจะประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คดีอีกหรือไม่
ด้าน นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะ ผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูฯ กล่าวว่า หลังจากนี้ กองทุนฟื้นฟูฯจะทำหนังสือสอบถามไปยัง อสส. เพื่อหารือแนวทางในการดำเนินการต่อไปอย่างไร หลังจากนั้น จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯพิจารณาต่อไป
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา และยังมั่นใจว่า กระบวนการที่ทำ ก็ทำอย่างโปร่งใส กระบวนการผู้ซื้อก็ถูกต้องตามที่กองทุนประกาศไว้ทุกอย่าง” นางทองอุไร ระบุยืนยัน
การเป็นโมฆะกรรมของการซื้อขายที่ดินผืนรัชดาในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการจับตามองอย่างเขม็งของซีกการเมือง ว่าจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณได้อหรือไม่?
ในเมื่อทุกอย่างเป็นโมฆะกรรมทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้นแล้วเช่นนี้
หากเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้แก้ต่าง เชื่อมโยงถึงได้ โอกาสที่ปัญหาทางตันการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 49 เป็นต้นมานั้น ก็อาจจะสามารถคลี่คลายลงได้
เพราะไม่ว่าอย่างไรกก็ตามต้องยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมาประเทศชาติบอบช้ำมากพอแล้ว และมีประชาชนบาดเจ็บล้มตายมากเกินไปแล้ว
หรือนี่จะเป็นโอกาสแห่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆก็ตาม
แต่มีความหวังแม้สักน้อยนิด ก็ยังดีเสียกว่าที่จะมืดมิดไปหมดเช่นที่ผ่านมา
ที่มา.บางกอกทูเดย์
กรณี “ที่ดินรัชดา” เป็นหนึ่งในคดีที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส. อ้างว่าเป็นผลงานที่สามารถเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้อย่างชัดเจน
ว่าการที่คุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์ สมัยที่ยังเป็นภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าไปร่วมประมูลซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ถือเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่รัฐ
ยกข้อกฎหมายว่า เพราะขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงไม่สามารถทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐได้ ดังนั้นเมื่อคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย ถือเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อไปทำสัญญาซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูฯ จึงเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย
ซึ่งสุดท้าย ทำให้กรณีนี้มีคำพิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปี
เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ม็อบพันธมิตร และ คมช.มีพลังอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นกับสังคมได้ เพราะส่วนใหญ่จะงุนงงกับผลงานชิ้นโบแดงของ คตส.ชิ้นนี้เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามในทางการเมืองยังมีความพยายามที่จะเล่นต่อเนื่องไม่เลิก จึงยังคงมีความพยายามที่จะริบเงินค่าซื้อที่ดิน พร้อมกับยึดคืนที่ดินรัชดาให้กลับมาเป็นของรัฐแบบฟรีๆอีกด้วย
จึงทำให้ต้องมีการต่อสู้กัน เพราะคุณหญิงพจมานเอง ก็ยอมรับไม่ได้กับการที่ถูกกระทำเช่นนี้ จึงต้องต่อสู้เพื่อขอความมเป็นธรรม และทำให้กลายเป็นคดีหนึ่งที่สังคมพากันจับตามองว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
หน่วยงานรัฐจะสามารถริบเงินและยึดที่ดินรัชดามาได้จริงๆหรือไม่???
หลังจากคาราคาซังมานาน ปรากฏว่าในวันที่ 24 กันยายน ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ 5379/2552 ที่ นายพศิน ทิพยรักษ์ พนักงานอัยการฝ่ายคดีแพ่ง รับมอบอำนาจจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยเรื่องโมฆะกรรมขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะ เบียนขายโฉนดที่ดินรัชดาภิเษก 4 แปลงจำนวน 33 ไร่เศษมูลค่า 772 ล้านบาท และให้ส่งมอบการครอบครองที่ดินคืน
ขณะที่ทางคุณหญิงพจมาน ฟ้องแย้งในสำนวนเดียวกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้กองทุนฟื้นฟูคืนเงินซื้อขายที่ดินจำนวน 772 ล้านบาท พร้อมค่าเสียหาย ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างจำนวน 39 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่นัดชำระ
โดยคดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.2546 คุณหญิงพจมานจำเลย เข้าร่วมยื่นซองประกวดราคาซื้อที่ดินผืนนี้ ซึ่งต่อมา กองทุนฯประกาศให้เป็นผู้ชนะในการซื้อที่ดิน 4 แปลงในราคาสูงสุดเป็นเงิน 772 ล้านบาทโดยกองทุนฯและคุณหญิงพจมาน จำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สินเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2546 และได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้คุณหญิงพจมาน จำเลยในวันที่ 30 ธ.ค.2546
สำหรับสัญญาซื้อขายที่ดินมีข้อความว่า กองทุนฯโจทก์ ผู้ขายตกลงยอมขายและคุณหญิงพจมานจำเลย ผู้ซื้อตกลงยอมซื้อ
แต่ต่อมาภายหลังจากทำสัญญาซื้อขาย คุณหญิงพจมาน จำเลย และ พ.ต.ท.ทักษิณ สามีถูกอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองในความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ต่อมาวันที่ 17 ก.ย.2551 ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดให้จำคุก 2 ปี การที่คุณหญิงพจมานจำเลยเสนอตัวเข้ายื่นซองจนชนะการประกวดและเข้าทำนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อขายที่ดินกับกองทุนฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่นายกฯเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแล โดยคุณหญิงพจมานจำเลยรู้และตระ หนักดีว่าตนเองเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ดังนั้นการเข้าทำนิติกรรมสัญญาย่อมเป็นการทำโดยมีวัตถุประสงค์ขัดกันระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนรวมและส่วนตัวซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยป.ป.ช. มาตรา 100 เมื่อคุณหญิงพจมานจำเลย มีเจตนาจงใจเข้าทำนิติกรรมสัญญาทั้งที่ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 4 แปลงจึงตกเป็นโมฆะทันที ตามประมวลกฎ หมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150
ศาลแพ่ง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัย ข้อที่ 1 ว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างกองทุนฯ กับคุณหญิงพจมาน เป็นโมฆะหรือไม่...
วินิจฉัยว่า การที่คุณหญิงพจมาน เป็นภรรยาโดยชอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่มีการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาท ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำนิติกรรม ซื้อขายที่ข้อพิพาท ระหว่างกองทุนฯ และคุณหญิงพจมาน การดำเนินการดังกล่าวของคุณหญิงพจมาน ถือเป็นการดำเนินกิจการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องห้ามมิให้กระทำตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องการและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) คุณหญิงพจมาน จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้าม ในการเป็นคู่สัญญาทำนิติกรรมกับกองทุนฯ โดยผลของกฎหมาย นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150
ประเด็นข้อพิพาทที่ 2 เมื่อฟังว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นโมฆะ กองทุนฯมีสิทธิ์เรียกที่ดินคืนจากคุณหญิงพจมาน หรือไม่ และกองทุนฯจะต้องคืนเงินราคาที่ดินให้แก่คุณหญิงพจมานหรือไม่
มีคำวินิจฉัยว่า นิติกรรมที่เป็นโมฆะ ถือว่าเสียเปล่าใช้ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น ไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ์และหน้าที่ของคู่กรณี การที่กองทุนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง4 แปลงให้คุณหญิงพจ มาน หรือการที่คุณหญิงพจมาน ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่กองทุนฯเป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับทรัพย์สิน เพราะการที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างตามกฎหมายได้
ทั้งสองฝ่ายจึงมีหน้าที่คืนทรัพย์สินที่ได้รับไปจากอีกฝ่ายหนึ่ง
คุณหญิงพจมาน มีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง 4 แปลง คืนให้แก่กองทุนฯ
ส่วนกองทุนฯมีหน้าที่คืนเงินค่าที่ดิน ที่รับไว้จากคุณหญิงพจมาน ทั้งหมด และต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ คุณหญิงพจมาน ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อ ปี นับตั้งแต่วันที่ คุณหญิงพจมาน ยื่นคำให้การ และฟ้องแย้งเป็นต้นไป
ศาลแพ่งจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน นิติกรรมการซื้อขายที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 2298,2299,2300 และ 2301 แขวงและเขตห้วยขวาง กทม.ระหว่างกองทุนฯและคุณหญิงพจมาน ให้คุณหญิงพจมาน ส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้ง 4 แปลง คืนให้แก่กองทุนฯ และให้กองทุนฯ ชำระเงินจำนวน 772 ล้านบาท คืนให้แก่คุณหญิงพจมาน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 25 พ.ย.52 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป
ภายหลังนายพลพีร์ ตุลยสุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า จะแจ้งผลคำพิพากษาให้คุณหญิงพจมาน ทราบต่อไป เข้าใจว่าคุณหญิงพจมาน จะพอใจกับผลคำพิพากษาที่ศาลให้กองทุนฯ คืนเงินค่าซื้อที่ดิน
ส่วนที่ศาลไม่ได้กำหนดให้กองทุนต้องชำระ ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างในที่ดินที่คุณหญิงพจมาน ระบุไว้ในคำฟ้องแย้งจำนวน 39 ล้านบาทนั้น คิดว่าคุณหญิงพจมาน คงไม่ติดใจประเด็นนี้
ทั้งนี้หากกองทุนฯ ติดใจในผลคำพิพากษา สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายตนไม่หนักใจอะไร พร้อมต่อสู้คดี หากจะมีการอุทธรณ์คดีจริง กองทุนฯ จะต้องนำเงินซื้อขายที่ดิน 772 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งจนถึงขณะนี้คิดเป็นเงินประมาณ 40 ล้านบาท นำมาวางเป็นเงินประกันต่อศาลไว้ด้วย
ขณะที่อัยการที่ได้รับมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องคดีนี้ กล่าวเพียงว่า ต้องนำคำพิพากษาทั้งหมดไปมอบให้กองทุนฯ เพื่อพิจารณาต่อไปว่าจะประสงค์จะยื่นอุทธรณ์คดีอีกหรือไม่
ด้าน นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะ ผู้จัดการกองทุนฟื้นฟูฯ กล่าวว่า หลังจากนี้ กองทุนฟื้นฟูฯจะทำหนังสือสอบถามไปยัง อสส. เพื่อหารือแนวทางในการดำเนินการต่อไปอย่างไร หลังจากนั้น จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯพิจารณาต่อไป
“เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา และยังมั่นใจว่า กระบวนการที่ทำ ก็ทำอย่างโปร่งใส กระบวนการผู้ซื้อก็ถูกต้องตามที่กองทุนประกาศไว้ทุกอย่าง” นางทองอุไร ระบุยืนยัน
การเป็นโมฆะกรรมของการซื้อขายที่ดินผืนรัชดาในครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดการจับตามองอย่างเขม็งของซีกการเมือง ว่าจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณได้อหรือไม่?
ในเมื่อทุกอย่างเป็นโมฆะกรรมทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้นแล้วเช่นนี้
หากเป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้แก้ต่าง เชื่อมโยงถึงได้ โอกาสที่ปัญหาทางตันการเมืองที่เกิดขึ้นหลังจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 49 เป็นต้นมานั้น ก็อาจจะสามารถคลี่คลายลงได้
เพราะไม่ว่าอย่างไรกก็ตามต้องยอมรับว่า 4 ปีที่ผ่านมาประเทศชาติบอบช้ำมากพอแล้ว และมีประชาชนบาดเจ็บล้มตายมากเกินไปแล้ว
หรือนี่จะเป็นโอกาสแห่งแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆก็ตาม
แต่มีความหวังแม้สักน้อยนิด ก็ยังดีเสียกว่าที่จะมืดมิดไปหมดเช่นที่ผ่านมา
ที่มา.บางกอกทูเดย์
"ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์"สวมหมวกปฎิรูป คนมีอำนาจมาก มีเงินมาก ท้าทายสถาบัน เพราะเป็นอุปสรรคของเขา
ตำบล กระสุนตก
กลายเป็น..ตำบลกระสุนตก..เพราะไม่ว่า จะซ้อมยิงด้วยปืนชนิดไหน..ก็ต้องยิงไปที่ตำบล ที่เป้าตั้งอยู่..ภาษาทหาร..เขาเรียกพื้นที่ตรงนี้ว่า..ตำบลกระสุนตก
ใครเอาวัวเอาควายไปเลี้ยงในพื้นที่นั้น.. หรือเด็กๆ ไปเจอเจาะอะไร..เอามาขว้างมาทุบหรือ เจาะไช..ตายก็มากบาดเจ็บพิการก็เยอะวันนี้ ในการเมืองเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน.. ตำบลกระสุนตก กลายเป็น..องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ..ไม่ว่าจะมีคำสั่งมาแบบไหนอย่างไร..
กลายเป็นเรื่องในสภากาแฟ นำมาถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ล่า ล่า ก็อย่างเรื่อง..ประมูล 3จี..ของ.. กรรมการบริหารความถี่..ที่ตั้งท้องมา 10 ปีกว่าจะ คลอด..แต่พอทำงานชิ้นแรกก็โดน..สั่งระงับ
กลายเป็นข่าวใหญ่..ให้สมาชิกสภากาแฟ ถกเถียง..ใครผิดใครถูกกันหว่า..ระหว่างฝ่ายเทคนิค กับฝ่ายกฎหมายเพราะมีผู้ร้องไป..เรื่องจะไปก็ต้องหยุด..
แต่คนเสียเส้นก็ประชาชนคนไทยทั้งหลายทั้งมวล..เพราะที่ถือในมือเวลานี้ 3จีถือว่าล้าสมัย.. ทั้ง บีบี ทั้ง ไอโฟน ไอแพด..มันรับรอง 4จี..แต่ประเทศนี้มันยังคลานเต่าอยู่ที่ 2 กว่าๆ
ถ้าเป็นหัวรถจักรรถไฟ ก็ประมาณว่า ยังใช้ไม้ฟืนต้มน้ำ
ถ้าเป็นเครื่องบินก็แค่กังหันไอพ่น
ถ้าเป็นรถยนต์ก็ยังอยู่ในยุคเกียร์กระปุก
มันก็เรื่องต่างคนต่างทำกันคนละหน้าที่..แต่ มันต้องไม่ต่างกันที่ความรับผิดชอบต่อประเทศต่อ ประชาชนประเทศช้าไปมากแล้ว..ประชาชนสูญเสียโอกาส ประชาชาติสูญเสียการแข่งขัน
ประเทศจีนจะไม่มีวันนี้..วันที่กำลังจะเป็นหมายเลข 1 ของโลกในทางเศรษฐกิจ..หากว่าจีนใช้รถบดไล่ทับผลิตผลไร้ลิขสิทธิ์..และปิดประตูโรงงานผลิตของเลียนแบบ..ญี่ปุ่นก็จะไม่มีวันนี้เช่นกัน..หากเมื่อ 30 ปีก่อนหน้า..เขาไม่ลอกแบบผลิตผลฝรั่ง
สงสารแต่ประเทศเลี้ยงควาย..มันยังยากจนอยู่ใต้เงาเรือปืนฝรั่ง
ที่มา.สยามธุรกิจ
***************************************************
ใครเอาวัวเอาควายไปเลี้ยงในพื้นที่นั้น.. หรือเด็กๆ ไปเจอเจาะอะไร..เอามาขว้างมาทุบหรือ เจาะไช..ตายก็มากบาดเจ็บพิการก็เยอะวันนี้ ในการเมืองเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน.. ตำบลกระสุนตก กลายเป็น..องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ..ไม่ว่าจะมีคำสั่งมาแบบไหนอย่างไร..
กลายเป็นเรื่องในสภากาแฟ นำมาถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ล่า ล่า ก็อย่างเรื่อง..ประมูล 3จี..ของ.. กรรมการบริหารความถี่..ที่ตั้งท้องมา 10 ปีกว่าจะ คลอด..แต่พอทำงานชิ้นแรกก็โดน..สั่งระงับ
กลายเป็นข่าวใหญ่..ให้สมาชิกสภากาแฟ ถกเถียง..ใครผิดใครถูกกันหว่า..ระหว่างฝ่ายเทคนิค กับฝ่ายกฎหมายเพราะมีผู้ร้องไป..เรื่องจะไปก็ต้องหยุด..
แต่คนเสียเส้นก็ประชาชนคนไทยทั้งหลายทั้งมวล..เพราะที่ถือในมือเวลานี้ 3จีถือว่าล้าสมัย.. ทั้ง บีบี ทั้ง ไอโฟน ไอแพด..มันรับรอง 4จี..แต่ประเทศนี้มันยังคลานเต่าอยู่ที่ 2 กว่าๆ
ถ้าเป็นหัวรถจักรรถไฟ ก็ประมาณว่า ยังใช้ไม้ฟืนต้มน้ำ
ถ้าเป็นเครื่องบินก็แค่กังหันไอพ่น
ถ้าเป็นรถยนต์ก็ยังอยู่ในยุคเกียร์กระปุก
มันก็เรื่องต่างคนต่างทำกันคนละหน้าที่..แต่ มันต้องไม่ต่างกันที่ความรับผิดชอบต่อประเทศต่อ ประชาชนประเทศช้าไปมากแล้ว..ประชาชนสูญเสียโอกาส ประชาชาติสูญเสียการแข่งขัน
ประเทศจีนจะไม่มีวันนี้..วันที่กำลังจะเป็นหมายเลข 1 ของโลกในทางเศรษฐกิจ..หากว่าจีนใช้รถบดไล่ทับผลิตผลไร้ลิขสิทธิ์..และปิดประตูโรงงานผลิตของเลียนแบบ..ญี่ปุ่นก็จะไม่มีวันนี้เช่นกัน..หากเมื่อ 30 ปีก่อนหน้า..เขาไม่ลอกแบบผลิตผลฝรั่ง
สงสารแต่ประเทศเลี้ยงควาย..มันยังยากจนอยู่ใต้เงาเรือปืนฝรั่ง
ที่มา.สยามธุรกิจ
***************************************************
ความงาม ท่ามกลางยุคสมัยที่ขัดแย้งวุ่นวาย
Creative City ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสร้างบรรยากาศที่มีเสน่ห์สีสันในการดึงดูด Creative Talent จากทุกซอกมุมโลกให้มาร่วมผลิตสินค้าที่เปล่งประกายเรืองรอง และนำไปสู่การสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติในท้ายที่สุด
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในการพัฒนา Creative City ของประเทศชั้นนำทั้งหลาย ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ลงตัวถึงปัจจัยในการสร้างสรรค์เมืองให้เปี่ยมล้นด้วยแรงบันดาลใจ อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์นับพันปีของมวลมนุษยชาติ ได้ปรากฎต้นแบบแห่งเมืองสร้างสรรค์ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงแม้เวลาจะเนิ่นนานมาหลายรอบปีแล้วก็ตาม กาลเวลาที่ยาวไกลได้ช่วยคัดกรองและพิสูจน์ให้เราสามารถสรุปบทเรียนในการเจริญรอยตามได้อย่างมั่นใจ
Athens (500-400 ปีก่อนคริสต์กาล) มหานครแรกที่โลกต้องจดจำในฐานะมารดาแห่งการสร้างสรรค์ เริ่มจากการพัฒนาวิชาปรัชญา ที่ช่วยให้มนุษย์รู้จักจัดระเบียบประสบการณ์แห่งการลองผิดลองถูกให้กลายเป็นหลักทฤษฎีทั่วไปที่สามารถทดลองซ้ำและนำไปประยุกต์ต่อยอดได้อย่างชาญฉลาด เมื่อมนุษย์
สามารถอธิบายโลกด้วยตรรกะเหตุผลของตนเอง ก็ย่อมมีความมั่นใจที่จะพัฒนาอารยธรรมยิ่งใหญ่ด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แทนที่จะปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามสายลมแห่งโชคชะตา
ศิลปะกรีกมีความโดดเด่นที่แตกต่างจากอารยธรรมเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผลงานรูปปั้นที่เน้นสัดส่วนร่างกายที่สมบูรณ์แบบ มีความหนุ่มแน่นกระชุ่มกระชวยในทุกอณูสัมผัส ความงามแบบกรีกคือ ความเป็นมนุษย์ที่เจิดจ้าและมั่นใจ
ความยิ่งใหญ่ของเมืองเอเธนส์ ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์ที่พิเศษเหนือธรรมดา แต่เกิดจากบริบทแวดล้อมที่เหมาะสม นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยของสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมการค้า ในท่ามกลางความขัดแย้งของผู้คนและแนวคิด ได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับศิลปินในการเนรมิตผลงาน
แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ทุกเมืองที่มีความขัดแย้งจะสามารถแปรเปลี่ยนไปสู่การผลิตศิลปะสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน ความยิ่งใหญ่ของเอเธนส์ยังเกิดจากการเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักพักพิงและร่วมทำงานสร้างสรรค์ เอเธนส์ได้อาศัยความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมมาเป็นส่วนผสมที่เข้มข้นในการผลักดันตนเองไปสู่ความรุ่งเรืองของยุคสมัย “คลาสสิค(Classic)” ที่โลกต้องจารึกจดจำ
Paris (ค.ศ. 1870-1910) ในปัจจุบันอาจได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองหลวง” แห่งวัฒนธรรมโลก อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ของปารีสที่นับเป็นการปฏิวัติวงการศิลปะคือ ช่วงเวลาแห่งปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งศิลปินระดับโลกได้มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network) ที่แต่ละคนต่างทุ่มเทเวลาในการผลิต วิจารณ์ ขัดเกลา และต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเหล่าศิลปินหนุ่มแห่งลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ซึ่งแนวคิดที่กล้าหาญและปฏิวัติวงการศิลปะเช่นนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมในยุคสมัยนั้น หากทว่าพวกเขายังคงมีกำลังใจอันเด็ดเดี่ยวในการเผชิญความยากลำบากก็เพราะมีเครือข่ายศิลปินที่คอยปลอบประโลมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
บทเรียนจากปารีสในช่วงรอยต่อที่สร้างสรรค์แห่งปลายศตวรรษที่ 19 ก็คือ เครือข่ายสร้างสรรค์ของเหล่าศิลปิน (Creative Network) แน่นอนว่า การรวมตัวของศิลปินในเมืองที่ค่าครองชีพแสนแพงอย่างปารีสนั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะรากฐานในเชิงศิลปะและวัฒนธรรมที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะสถาบันทางศิลปะที่เริ่มตั้งต้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ค.ศ. 1638-1715) ยังไม่นับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ซึ่งเป็นแหล่งสะสมผลงานศิลปะที่หลากหลายและรุ่มรวยที่สุดในโลก แต่ที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ (Patronage) ซึ่งจากการสะสมวัฒนธรรมทางศิลปะมาหลายร้อยปี ย่อมทำให้ปารีสมีระบบตลาดซื้อขายงานศิลปะที่แข็งแกร่ง ซึ่งดึงดูดทั้งผู้ชื่นชอบศิลปะเพราะใจรัก รวมทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่เข้ามาหาประโยชน์จากตลาดงานศิลปะอันคึกคักรุ่มรวยนี้
Berlin (ค.ศ. 1918-1933) นี่คือ เยอรมันที่เจ็บปวดบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองสร้างสรรค์ระดับตำนานอย่าง Athens ที่ความขัดแย้งและสงครามไม่ได้ฉุดรั้งมนุษย์ออกจากการสร้างสรรค์ ความวุ่นวายของกรุงเบอร์ลินได้เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับนวนิยายเชิงการเมืองในโรงละคร(Theater) ที่กำลังเบ่งบานด้วยความหอมหวานแห่งเสรีภาพ ขณะที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารวิจารณ์ศิลปะได้แข่งขันกันยกระดับรสนิยมของประชาชน จนกระทั่งศิลปะแนว Expressionism และอีกหลายหลายสกุลได้เบ่งบานเริงร่าในห้วงเวลาแห่งเสรีภาพที่สร้างสรรค์นี้
Berlin นับเป็นต้นแบบยิ่งใหญ่ให้กับเมืองสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 20 แต่ขณะเดียวกันแนวคิดสุดขั้ว (Extreme) ที่ไม่ยอมประนีประนอมระหว่างรูปแบบสังคมเก่ากับสังคมใหม่ที่เสรีชนทั้งหลายปรารถนา ก็ได้เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการนาซีที่น่าสะพรึงกลัว ได้ฉวยโอกาสเข้ามาระงับความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากความรุ่มรวยด้วยเสรีภาพของประชาชน
แน่นอนว่า ห้วงเวลา 15 ปีแห่งความสร้างสรรค์ของ Berlin ก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ช่วยให้เยอรมันฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลังการล่มสลายของนาซีที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กระนั้น ต้นทุนของชีวิตและอารยธรรมที่สูญเสียไปในสมัยนาซีเรืองอำนาจก็เจ็บปวดและรุนแรงเกินไป
แน่นอนว่า ยังมีเมืองสร้างสรรค์ที่โดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงในประวัติศาสตร์อารยธรรมโลกอีกหลายแห่ง แต่กระนั้น กรณีศึกษาทั้ง 3 เมืองที่กล่าวถึงข้างต้นก็มีบทเรียนที่น่าสนใจซึ่งน่าจะนำมาเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนา Creative City ในประเทศไทยได้ดังนี้
1. ความขัดแย้งที่สร้างสรรค์
ความวุ่นวายย่อมไม่เป็นที่พึงปรารถนาในทุกสังคม แต่ประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีสังคมใดที่ปราศจากความขัดแย้ง และที่น่าแปลกใจก็คือ ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้น มักจะเต็มไปด้วยความสับสนขัดแย้ง ดังนั้น เราจึงไม่ควรหวาดกลัวความขัดแย้งมากเกินไป จนลืมมองไปถึงพลังสร้างสรรค์ที่แฝงอยู่ในความขัดแย้งนั้น
บางทีการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ร่วมกับความขัดแย้งอย่างมีความสุข กระทั่งแปรความขัดแย้งเป็นวัตถุดิบและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ก็อาจช่วยทำให้ประเทศไทยพลิกฟื้นจากวิกฤตครั้งใหญ่นี้ได้
2. ศิลปะในการทำงานร่วมกับ “ผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย”
Athens มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี แต่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดมีเพียง 100 ปีเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมในห้วงเวลานั้นได้เปิดกว้างต่อการอพยพของคนต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
แน่นอนว่า เมืองไทยนั้นเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติ แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว ดังนั้น หากต้องการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ก็ควรที่จะวางยุทธศาสตร์ที่เฉียบแหลมในการดึงดูด Creative Talent จากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอย่างเข้มข้นจริงจัง
ยิ่งกว่านั้น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างเมืองและชนบทไทย ก็อาจเป็นวัตถุดิบแห่งการสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองได้นำพาชาวชนบทให้มาพบกับชาวกรุงในจุดศูนย์กลางของประเทศ ซึ่งหากประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดก็ย่อมนำพาไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม
3. เครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network)
Paris เป็นเมืองที่ดึงดูดศิลปินจากทั่วโลกได้ ก็เนื่องจากมีตลาดซื้อขายผลงานศิลปะที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเพียงพอจะกระตุ้นความสนใจของตลาดศิลปะได้นั้น ก็ย่อมต้องใช้เวลานับสิบปี ดังนั้น แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ของศิลปินจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองและความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหล่อเลี้ยงด้วยกำลังใจ การวิจารณ์ถกเถียง และการขัดเกลาผลงานระหว่างผู้คนในเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network)
ประเทศไทยอาจไม่มีตลาดศิลปะที่เข้มแข็งเท่าปารีส แต่กระนั้น รัฐบาลก็สามารถสนับสนุนเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network) เพื่อคอยเป็นพี่เลี้ยงและประคับประคองศิลปินรุ่นใหม่ให้มีกำลังใจและความช่วยเหลือเพียงพอที่จะออกเดินทางตามความฝันได้ยาวนานเพียงพอกระทั่งค้นพบความสำเร็จ
4. สมดุลแห่งความขัดแย้ง
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ความขัดแย้ง” เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งการสร้างสรรค์ แต่กระนั้น ความขัดแย้งที่ดีจะต้องอยู่บนรากฐานแห่งความเป็นจริงของสังคม ไม่ใช่ขัดแย้งเพื่อขัดแย้ง ขัดแย้งเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีเสรีภาพ เพราะสุดท้ายแล้วความขัดแย้งที่มากเกินพอดีและไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ก็อาจนำไปสู่จุดจบแบบนครเบอร์ลินที่ได้พัฒนาความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ไปถึงจุดที่กลายเป็นความขัดแย้งเพื่อขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้เผด็จการนาซีได้เข้ามาครอบงำสังคม
ที่น่าสนใจก็คือ ยุคทองแห่งการสร้างสรรค์ที่ถูกกล่าวขวัญและชื่นชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ นั่นคือ Athens และ Florence (ค.ศ. 1400-1500) ล้วนแต่เป็นยุคที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความขัดแย้งที่รุนแรงได้อย่างงดงาม อย่างน้อยก็ภายในช่วงยุคทองนั้น
ศิลปินแห่งปารีสอาจเป็นกลุ่มที่เข้าใจกลเม็ดในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อผลงานของศิลปิน Impressionism และ Cubism ได้ปฏิวัติความรับรู้และโลกทัศน์ของผู้คนในยุคนั้นอย่างรุนแรง แต่กลุ่มศิลปินที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ก็ตระหนักได้ดีถึงขอบเขตของศิลปะที่แม้จะหยิบยืมวัตถุดิบจากความขัดแย้งในสังคมและการเมือง แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของศิลปินที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเต็มตัวในสาขาที่ตนเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ความยิ่งใหญ่ของศิลปิน ก็คือ การปล่อยให้ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา ได้ปฏิวัติความรับรู้ของยุคสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในหลากหลายความเชื่อได้ตีความผลงานไปตามความนึกฝันส่วนตัว นี่คือ มนต์เสน่ห์ของศิลปินและเมืองสร้างสรรค์ที่ได้เปิด “ที่ว่าง” เพื่อทุกคน
ที่มา creativethailand
…………………………..
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในการพัฒนา Creative City ของประเทศชั้นนำทั้งหลาย ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ลงตัวถึงปัจจัยในการสร้างสรรค์เมืองให้เปี่ยมล้นด้วยแรงบันดาลใจ อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์นับพันปีของมวลมนุษยชาติ ได้ปรากฎต้นแบบแห่งเมืองสร้างสรรค์ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงแม้เวลาจะเนิ่นนานมาหลายรอบปีแล้วก็ตาม กาลเวลาที่ยาวไกลได้ช่วยคัดกรองและพิสูจน์ให้เราสามารถสรุปบทเรียนในการเจริญรอยตามได้อย่างมั่นใจ
Athens (500-400 ปีก่อนคริสต์กาล) มหานครแรกที่โลกต้องจดจำในฐานะมารดาแห่งการสร้างสรรค์ เริ่มจากการพัฒนาวิชาปรัชญา ที่ช่วยให้มนุษย์รู้จักจัดระเบียบประสบการณ์แห่งการลองผิดลองถูกให้กลายเป็นหลักทฤษฎีทั่วไปที่สามารถทดลองซ้ำและนำไปประยุกต์ต่อยอดได้อย่างชาญฉลาด เมื่อมนุษย์
สามารถอธิบายโลกด้วยตรรกะเหตุผลของตนเอง ก็ย่อมมีความมั่นใจที่จะพัฒนาอารยธรรมยิ่งใหญ่ด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ของมนุษย์ แทนที่จะปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามสายลมแห่งโชคชะตา
ศิลปะกรีกมีความโดดเด่นที่แตกต่างจากอารยธรรมเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผลงานรูปปั้นที่เน้นสัดส่วนร่างกายที่สมบูรณ์แบบ มีความหนุ่มแน่นกระชุ่มกระชวยในทุกอณูสัมผัส ความงามแบบกรีกคือ ความเป็นมนุษย์ที่เจิดจ้าและมั่นใจ
ความยิ่งใหญ่ของเมืองเอเธนส์ ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์ที่พิเศษเหนือธรรมดา แต่เกิดจากบริบทแวดล้อมที่เหมาะสม นั่นคือ การเปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยของสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมการค้า ในท่ามกลางความขัดแย้งของผู้คนและแนวคิด ได้กลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับศิลปินในการเนรมิตผลงาน
แน่นอนว่า ย่อมไม่ใช่ทุกเมืองที่มีความขัดแย้งจะสามารถแปรเปลี่ยนไปสู่การผลิตศิลปะสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน ความยิ่งใหญ่ของเอเธนส์ยังเกิดจากการเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักพักพิงและร่วมทำงานสร้างสรรค์ เอเธนส์ได้อาศัยความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมมาเป็นส่วนผสมที่เข้มข้นในการผลักดันตนเองไปสู่ความรุ่งเรืองของยุคสมัย “คลาสสิค(Classic)” ที่โลกต้องจารึกจดจำ
Paris (ค.ศ. 1870-1910) ในปัจจุบันอาจได้รับการยกย่องให้เป็น “เมืองหลวง” แห่งวัฒนธรรมโลก อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ของปารีสที่นับเป็นการปฏิวัติวงการศิลปะคือ ช่วงเวลาแห่งปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งศิลปินระดับโลกได้มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network) ที่แต่ละคนต่างทุ่มเทเวลาในการผลิต วิจารณ์ ขัดเกลา และต่อยอดความรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะเหล่าศิลปินหนุ่มแห่งลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ซึ่งแนวคิดที่กล้าหาญและปฏิวัติวงการศิลปะเช่นนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมในยุคสมัยนั้น หากทว่าพวกเขายังคงมีกำลังใจอันเด็ดเดี่ยวในการเผชิญความยากลำบากก็เพราะมีเครือข่ายศิลปินที่คอยปลอบประโลมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
บทเรียนจากปารีสในช่วงรอยต่อที่สร้างสรรค์แห่งปลายศตวรรษที่ 19 ก็คือ เครือข่ายสร้างสรรค์ของเหล่าศิลปิน (Creative Network) แน่นอนว่า การรวมตัวของศิลปินในเมืองที่ค่าครองชีพแสนแพงอย่างปารีสนั้น คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่เป็นเพราะรากฐานในเชิงศิลปะและวัฒนธรรมที่สะสมกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะสถาบันทางศิลปะที่เริ่มตั้งต้นในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (ค.ศ. 1638-1715) ยังไม่นับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ซึ่งเป็นแหล่งสะสมผลงานศิลปะที่หลากหลายและรุ่มรวยที่สุดในโลก แต่ที่จะลืมไปไม่ได้ก็คือ ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ (Patronage) ซึ่งจากการสะสมวัฒนธรรมทางศิลปะมาหลายร้อยปี ย่อมทำให้ปารีสมีระบบตลาดซื้อขายงานศิลปะที่แข็งแกร่ง ซึ่งดึงดูดทั้งผู้ชื่นชอบศิลปะเพราะใจรัก รวมทั้งนักลงทุนและนักเก็งกำไรที่เข้ามาหาประโยชน์จากตลาดงานศิลปะอันคึกคักรุ่มรวยนี้
Berlin (ค.ศ. 1918-1933) นี่คือ เยอรมันที่เจ็บปวดบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ก็เช่นเดียวกับเมืองสร้างสรรค์ระดับตำนานอย่าง Athens ที่ความขัดแย้งและสงครามไม่ได้ฉุดรั้งมนุษย์ออกจากการสร้างสรรค์ ความวุ่นวายของกรุงเบอร์ลินได้เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับนวนิยายเชิงการเมืองในโรงละคร(Theater) ที่กำลังเบ่งบานด้วยความหอมหวานแห่งเสรีภาพ ขณะที่หนังสือพิมพ์และนิตยสารวิจารณ์ศิลปะได้แข่งขันกันยกระดับรสนิยมของประชาชน จนกระทั่งศิลปะแนว Expressionism และอีกหลายหลายสกุลได้เบ่งบานเริงร่าในห้วงเวลาแห่งเสรีภาพที่สร้างสรรค์นี้
Berlin นับเป็นต้นแบบยิ่งใหญ่ให้กับเมืองสร้างสรรค์ในศตวรรษที่ 20 แต่ขณะเดียวกันแนวคิดสุดขั้ว (Extreme) ที่ไม่ยอมประนีประนอมระหว่างรูปแบบสังคมเก่ากับสังคมใหม่ที่เสรีชนทั้งหลายปรารถนา ก็ได้เป็นเชื้อไฟชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการนาซีที่น่าสะพรึงกลัว ได้ฉวยโอกาสเข้ามาระงับความขัดแย้งวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากความรุ่มรวยด้วยเสรีภาพของประชาชน
แน่นอนว่า ห้วงเวลา 15 ปีแห่งความสร้างสรรค์ของ Berlin ก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ช่วยให้เยอรมันฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลังการล่มสลายของนาซีที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่กระนั้น ต้นทุนของชีวิตและอารยธรรมที่สูญเสียไปในสมัยนาซีเรืองอำนาจก็เจ็บปวดและรุนแรงเกินไป
แน่นอนว่า ยังมีเมืองสร้างสรรค์ที่โดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงในประวัติศาสตร์อารยธรรมโลกอีกหลายแห่ง แต่กระนั้น กรณีศึกษาทั้ง 3 เมืองที่กล่าวถึงข้างต้นก็มีบทเรียนที่น่าสนใจซึ่งน่าจะนำมาเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนา Creative City ในประเทศไทยได้ดังนี้
1. ความขัดแย้งที่สร้างสรรค์
ความวุ่นวายย่อมไม่เป็นที่พึงปรารถนาในทุกสังคม แต่ประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีสังคมใดที่ปราศจากความขัดแย้ง และที่น่าแปลกใจก็คือ ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายนั้น มักจะเต็มไปด้วยความสับสนขัดแย้ง ดังนั้น เราจึงไม่ควรหวาดกลัวความขัดแย้งมากเกินไป จนลืมมองไปถึงพลังสร้างสรรค์ที่แฝงอยู่ในความขัดแย้งนั้น
บางทีการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ร่วมกับความขัดแย้งอย่างมีความสุข กระทั่งแปรความขัดแย้งเป็นวัตถุดิบและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ก็อาจช่วยทำให้ประเทศไทยพลิกฟื้นจากวิกฤตครั้งใหญ่นี้ได้
2. ศิลปะในการทำงานร่วมกับ “ผู้คนที่แตกต่างหลากหลาย”
Athens มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปี แต่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดมีเพียง 100 ปีเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อสังคมในห้วงเวลานั้นได้เปิดกว้างต่อการอพยพของคนต่างชาติเข้ามาทำงานอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
แน่นอนว่า เมืองไทยนั้นเปิดกว้างต่อชาวต่างชาติ แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว ดังนั้น หากต้องการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ก็ควรที่จะวางยุทธศาสตร์ที่เฉียบแหลมในการดึงดูด Creative Talent จากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอย่างเข้มข้นจริงจัง
ยิ่งกว่านั้น ความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างเมืองและชนบทไทย ก็อาจเป็นวัตถุดิบแห่งการสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองได้นำพาชาวชนบทให้มาพบกับชาวกรุงในจุดศูนย์กลางของประเทศ ซึ่งหากประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาดก็ย่อมนำพาไปสู่จุดเริ่มต้นแห่งการสร้างสรรค์ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม
3. เครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network)
Paris เป็นเมืองที่ดึงดูดศิลปินจากทั่วโลกได้ ก็เนื่องจากมีตลาดซื้อขายผลงานศิลปะที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเพียงพอจะกระตุ้นความสนใจของตลาดศิลปะได้นั้น ก็ย่อมต้องใช้เวลานับสิบปี ดังนั้น แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ของศิลปินจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทองและความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังหล่อเลี้ยงด้วยกำลังใจ การวิจารณ์ถกเถียง และการขัดเกลาผลงานระหว่างผู้คนในเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network)
ประเทศไทยอาจไม่มีตลาดศิลปะที่เข้มแข็งเท่าปารีส แต่กระนั้น รัฐบาลก็สามารถสนับสนุนเครือข่ายสร้างสรรค์ (Creative Network) เพื่อคอยเป็นพี่เลี้ยงและประคับประคองศิลปินรุ่นใหม่ให้มีกำลังใจและความช่วยเหลือเพียงพอที่จะออกเดินทางตามความฝันได้ยาวนานเพียงพอกระทั่งค้นพบความสำเร็จ
4. สมดุลแห่งความขัดแย้ง
เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ความขัดแย้ง” เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งการสร้างสรรค์ แต่กระนั้น ความขัดแย้งที่ดีจะต้องอยู่บนรากฐานแห่งความเป็นจริงของสังคม ไม่ใช่ขัดแย้งเพื่อขัดแย้ง ขัดแย้งเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีเสรีภาพ เพราะสุดท้ายแล้วความขัดแย้งที่มากเกินพอดีและไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ก็อาจนำไปสู่จุดจบแบบนครเบอร์ลินที่ได้พัฒนาความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ไปถึงจุดที่กลายเป็นความขัดแย้งเพื่อขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้เผด็จการนาซีได้เข้ามาครอบงำสังคม
ที่น่าสนใจก็คือ ยุคทองแห่งการสร้างสรรค์ที่ถูกกล่าวขวัญและชื่นชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ นั่นคือ Athens และ Florence (ค.ศ. 1400-1500) ล้วนแต่เป็นยุคที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความขัดแย้งที่รุนแรงได้อย่างงดงาม อย่างน้อยก็ภายในช่วงยุคทองนั้น
ศิลปินแห่งปารีสอาจเป็นกลุ่มที่เข้าใจกลเม็ดในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อผลงานของศิลปิน Impressionism และ Cubism ได้ปฏิวัติความรับรู้และโลกทัศน์ของผู้คนในยุคนั้นอย่างรุนแรง แต่กลุ่มศิลปินที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ก็ตระหนักได้ดีถึงขอบเขตของศิลปะที่แม้จะหยิบยืมวัตถุดิบจากความขัดแย้งในสังคมและการเมือง แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของศิลปินที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเต็มตัวในสาขาที่ตนเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
ความยิ่งใหญ่ของศิลปิน ก็คือ การปล่อยให้ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา ได้ปฏิวัติความรับรู้ของยุคสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในหลากหลายความเชื่อได้ตีความผลงานไปตามความนึกฝันส่วนตัว นี่คือ มนต์เสน่ห์ของศิลปินและเมืองสร้างสรรค์ที่ได้เปิด “ที่ว่าง” เพื่อทุกคน
ที่มา creativethailand
…………………………..
พบปมใหม่‘สมคิด’กมธ.ชี้ไม่เข้าเกณฑ์พ.ร.บ.ล้างมลทิน
จาก.หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรียกตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกฤษฎีกาเข้าชี้แจงหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พบ “สมคิด” อาจไม่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นโทษ เพราะกฎหมายกำหนดชัดผู้ที่ได้รับการยกเว้นโทษต้องถูกคำสั่งให้เป็นผู้มีความผิด หรือถูกสั่งลงโทษมาก่อน แต่ไม่พบหลักฐานยืนยัน “สมคิด” ถูกสั่งลงโทษแล้วหรือไม่ ชี้หากยังไม่เคยรับโทษต้องถูกตั้งกรรมการสอบเอาผิดทางวินัย เพราะถูกฟ้องร้องเป็นผู้ต้องหาในชั้นศาลแล้ว “สุเทพ” ชี้แจงเคยถูกตั้งกรรมการสอบแล้วแต่ไม่มีโทษ เพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด ยันเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ประชุม ก.ตร. 24 ก.ย. นี้ เล็งหาตำแหน่งระดับผู้บัญชาการให้นั่ง ผบ.ตร. รับประกันไม่ส่งนั่งตบยุงในตำแหน่งจเรตำรวจหรือผู้บัญชาการประจำแน่นอน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กล่าวว่า การประชุม ก.ตร. เพื่อหาตำแหน่งรองรับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ที่ประกาศไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) จะพยายามหาข้อยุติให้ได้ในการประชุมวันที่ 24 ก.ย. นี้
หาตำแหน่งผู้บัญชาการให้ “สมคิด”
“หลักการคือตำแหน่งจะลดลงกว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะท่านเป็น พล.ต.ท. มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการ ต้องหาตำแหน่งระดับผู้บัญชาการที่ใดที่หนึ่งให้ การพิจารณาของ ก.ตร. อาจรื้อโผใหม่หมด หรือเอาของเก่ามาปรับก็ได้” นายสุเทพกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรื้อใหม่อาจมีปัญหาตามมาอีก นายสุเทพกล่าวว่า อาจเลือกวิธีที่ไม่กระทบกับโผเดิมมากนัก เช่น กรณีของ พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี ซึ่งมีอาวุโสในลำดับถัดไป หากขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ตำแหน่งเดิมจะว่างลง พล.ต.ท.สมคิดอาจได้รับการพิจารณาไปอยู่ตรงนั้น
ระดับเดียวกับของเดิมไม่ได้สูงขึ้น
เมื่อถามต่อว่าหากซาอุดีอาระเบียไม่พอใจเพราะเห็นว่าได้ตำแหน่งสูงขึ้นอีกจะทำอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้สูงขึ้น กรณีนี้เหมือนกับการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายจากจังหวัดหนึ่งไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่งแต่ตำแหน่งเท่าเดิม ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าซาอุฯยื่นเงื่อนไขต้องไม่เลื่อนชั้นยศ พล.ต.ท.สมคิดนั้น ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อ พล.ต.ท.สมคิดเสียสละเพื่อยุติความขัดแย้งกับซาอุฯ การพิจารณาตำแหน่งใหม่จะไม่ได้ไปอยู่ในตำแหน่งจเรตำรวจหรือผู้บัญชาการประจำแน่นอน ส่วนจะได้อยู่ตำแหน่งไหนนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ก.ตร.
อุปทูตซาอุฯเข้าฟังหลักเกณฑ์ล้างมลทิน
ด้านนายนาบิล เอช อัชรี อุปทูตซาอุฯประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปฟังการชี้แจงประเด็นข้อกฎหมายล้างมลทินกรณีของ พล.ต.ท.สมคิดที่ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงการต่างประเทศเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
นายอัชรียืนยันต่อที่ประชุมว่า ไม่ได้นำเรื่อง พล.ต.ท.สมคิดมาผูกโยงกับการออกวีซ่าให้คนไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ โดยจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่
“สมคิด” อาจไม่เข้าเกณฑ์ล้างมลทิน
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงหลังการประชุมว่า เท่าที่รับฟังคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องพบว่า พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2545 มาตรา 5 และ 6 ระบุว่าผู้ที่จะเข้าข่ายกรณีนี้ต้องเป็นผู้ถูกกล่าวโทษว่าทำผิดทางวินัย ประเด็นนี้จึงมีปัญหาที่ต้องตั้งคำถามว่า พล.ต.ท.สมคิดมีความผิดทางวินัยหรือยัง มีการสอบเอาผิดทางวินัยหรือยัง หากมีการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนชี้โทษทางวินัยหรือยัง กรณีนี้ยังไม่มีความชัดเจน จึงได้มอบให้ตัวแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาไปช่วยพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่ และมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลคดีอาญา ผลการสอบวินัย และประวัติการทำงานทั้งหมดของ พล.ต.ท.สมคิดเพื่อนำมาพิจารณาให้ชัดเจนอีกครั้ง
ไม่มีหลักฐานเคยถูกลงโทษมาก่อน
“ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า พล.ต.ท.สมคิดทำผิด ไม่ถูกไล่ออก ไม่ถูกพักราชการ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน จึงคิดว่ายังไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ล้างมลทิน อีกทั้งล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบหลักฐานใหม่จนมีการส่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ถือว่าเป็นการนับหนึ่งใหม่ในคดีอาญาหรือไม่ และจะเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.ล้างมลทินหรือไม่” นายประชากล่าว
“สุเทพ” แจงสอบแล้วไม่พบความผิด
กรณีเดียวกันนี้ นายสุเทพได้ตอบกระทู้ถามของ ส.ส.ฝ่ายค้านในที่ประชุมสภาระบุว่า พล.ต.ท.สมคิดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนักธุรกิจชาวซาอุฯเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้น พล.ต.ท.สมคิดถูกตั้งข้อหา ซึ่งกรมตำรวจขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ในที่สุดการสอบสวนทางวินัยไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับ พล.ต.ท.สมคิดในขณะนั้นได้ อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ส่วนอธิบดีกรมตำรวจมีคำสั่งยุติการดำเนินการทางวินัย เพราะไม่มีหลักฐานมาประกอบคดี
กฎหมายไม่ให้นำเรื่องเก่ามารื้อฟื้นอีก
ต่อมามี พ.ร.บ.ล้างมลทิน มาตรา 6 ระบุว่า ในบรรดาผู้ถูกดำเนินการทางวินัย หากผู้บังคับบัญชาสั่งยุติเรื่องแล้ว หรือได้รับโทษทางวินัยไปแล้ว ไม่ให้นำเรื่องนั้นมาดำเนินการทางวินัยอีก กรณีของ พล.ต.ท.สมคิดในขณะนี้แม้ว่าดีเอสไอจะสอบสวนสรุปสำนวนส่งอัยการและสั่งฟ้องคดีอยู่ในการพิจารณาของศาล แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถดำเนินการกับ พล.ต.ท.สมคิดได้ เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจน ซึ่งเรื่องทั้งหมดมีเอกสารหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว
**********************************************************************
คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เรียกตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกฤษฎีกาเข้าชี้แจงหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ล้างมลทิน พบ “สมคิด” อาจไม่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นโทษ เพราะกฎหมายกำหนดชัดผู้ที่ได้รับการยกเว้นโทษต้องถูกคำสั่งให้เป็นผู้มีความผิด หรือถูกสั่งลงโทษมาก่อน แต่ไม่พบหลักฐานยืนยัน “สมคิด” ถูกสั่งลงโทษแล้วหรือไม่ ชี้หากยังไม่เคยรับโทษต้องถูกตั้งกรรมการสอบเอาผิดทางวินัย เพราะถูกฟ้องร้องเป็นผู้ต้องหาในชั้นศาลแล้ว “สุเทพ” ชี้แจงเคยถูกตั้งกรรมการสอบแล้วแต่ไม่มีโทษ เพราะไม่มีหลักฐานเอาผิด ยันเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.ล้างมลทิน ประชุม ก.ตร. 24 ก.ย. นี้ เล็งหาตำแหน่งระดับผู้บัญชาการให้นั่ง ผบ.ตร. รับประกันไม่ส่งนั่งตบยุงในตำแหน่งจเรตำรวจหรือผู้บัญชาการประจำแน่นอน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กล่าวว่า การประชุม ก.ตร. เพื่อหาตำแหน่งรองรับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) ที่ประกาศไม่รับตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) จะพยายามหาข้อยุติให้ได้ในการประชุมวันที่ 24 ก.ย. นี้
หาตำแหน่งผู้บัญชาการให้ “สมคิด”
“หลักการคือตำแหน่งจะลดลงกว่าที่เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะท่านเป็น พล.ต.ท. มีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการ ต้องหาตำแหน่งระดับผู้บัญชาการที่ใดที่หนึ่งให้ การพิจารณาของ ก.ตร. อาจรื้อโผใหม่หมด หรือเอาของเก่ามาปรับก็ได้” นายสุเทพกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรื้อใหม่อาจมีปัญหาตามมาอีก นายสุเทพกล่าวว่า อาจเลือกวิธีที่ไม่กระทบกับโผเดิมมากนัก เช่น กรณีของ พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี ซึ่งมีอาวุโสในลำดับถัดไป หากขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ตำแหน่งเดิมจะว่างลง พล.ต.ท.สมคิดอาจได้รับการพิจารณาไปอยู่ตรงนั้น
ระดับเดียวกับของเดิมไม่ได้สูงขึ้น
เมื่อถามต่อว่าหากซาอุดีอาระเบียไม่พอใจเพราะเห็นว่าได้ตำแหน่งสูงขึ้นอีกจะทำอย่างไร นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้สูงขึ้น กรณีนี้เหมือนกับการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ายจากจังหวัดหนึ่งไปอยู่อีกจังหวัดหนึ่งแต่ตำแหน่งเท่าเดิม ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าซาอุฯยื่นเงื่อนไขต้องไม่เลื่อนชั้นยศ พล.ต.ท.สมคิดนั้น ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อ พล.ต.ท.สมคิดเสียสละเพื่อยุติความขัดแย้งกับซาอุฯ การพิจารณาตำแหน่งใหม่จะไม่ได้ไปอยู่ในตำแหน่งจเรตำรวจหรือผู้บัญชาการประจำแน่นอน ส่วนจะได้อยู่ตำแหน่งไหนนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ก.ตร.
อุปทูตซาอุฯเข้าฟังหลักเกณฑ์ล้างมลทิน
ด้านนายนาบิล เอช อัชรี อุปทูตซาอุฯประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปฟังการชี้แจงประเด็นข้อกฎหมายล้างมลทินกรณีของ พล.ต.ท.สมคิดที่ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฎีกา และกระทรวงการต่างประเทศเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
นายอัชรียืนยันต่อที่ประชุมว่า ไม่ได้นำเรื่อง พล.ต.ท.สมคิดมาผูกโยงกับการออกวีซ่าให้คนไทยมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ โดยจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่
“สมคิด” อาจไม่เข้าเกณฑ์ล้างมลทิน
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงหลังการประชุมว่า เท่าที่รับฟังคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องพบว่า พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2545 มาตรา 5 และ 6 ระบุว่าผู้ที่จะเข้าข่ายกรณีนี้ต้องเป็นผู้ถูกกล่าวโทษว่าทำผิดทางวินัย ประเด็นนี้จึงมีปัญหาที่ต้องตั้งคำถามว่า พล.ต.ท.สมคิดมีความผิดทางวินัยหรือยัง มีการสอบเอาผิดทางวินัยหรือยัง หากมีการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนชี้โทษทางวินัยหรือยัง กรณีนี้ยังไม่มีความชัดเจน จึงได้มอบให้ตัวแทนของคณะกรรมการกฤษฎีกาไปช่วยพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่ และมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลคดีอาญา ผลการสอบวินัย และประวัติการทำงานทั้งหมดของ พล.ต.ท.สมคิดเพื่อนำมาพิจารณาให้ชัดเจนอีกครั้ง
ไม่มีหลักฐานเคยถูกลงโทษมาก่อน
“ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า พล.ต.ท.สมคิดทำผิด ไม่ถูกไล่ออก ไม่ถูกพักราชการ ตัดเงินเดือนหรือลดขั้นเงินเดือน จึงคิดว่ายังไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ล้างมลทิน อีกทั้งล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบหลักฐานใหม่จนมีการส่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ถือว่าเป็นการนับหนึ่งใหม่ในคดีอาญาหรือไม่ และจะเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.ล้างมลทินหรือไม่” นายประชากล่าว
“สุเทพ” แจงสอบแล้วไม่พบความผิด
กรณีเดียวกันนี้ นายสุเทพได้ตอบกระทู้ถามของ ส.ส.ฝ่ายค้านในที่ประชุมสภาระบุว่า พล.ต.ท.สมคิดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของนักธุรกิจชาวซาอุฯเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้น พล.ต.ท.สมคิดถูกตั้งข้อหา ซึ่งกรมตำรวจขณะนั้นได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน ในที่สุดการสอบสวนทางวินัยไม่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับ พล.ต.ท.สมคิดในขณะนั้นได้ อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด ส่วนอธิบดีกรมตำรวจมีคำสั่งยุติการดำเนินการทางวินัย เพราะไม่มีหลักฐานมาประกอบคดี
กฎหมายไม่ให้นำเรื่องเก่ามารื้อฟื้นอีก
ต่อมามี พ.ร.บ.ล้างมลทิน มาตรา 6 ระบุว่า ในบรรดาผู้ถูกดำเนินการทางวินัย หากผู้บังคับบัญชาสั่งยุติเรื่องแล้ว หรือได้รับโทษทางวินัยไปแล้ว ไม่ให้นำเรื่องนั้นมาดำเนินการทางวินัยอีก กรณีของ พล.ต.ท.สมคิดในขณะนี้แม้ว่าดีเอสไอจะสอบสวนสรุปสำนวนส่งอัยการและสั่งฟ้องคดีอยู่ในการพิจารณาของศาล แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถดำเนินการกับ พล.ต.ท.สมคิดได้ เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจน ซึ่งเรื่องทั้งหมดมีเอกสารหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ก.ตร. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว
**********************************************************************
วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553
ทูตขั้นเทพ...ไม่รับประทาน!
ตลอดห้วงการบริหารประเทศของ “รัฐบาลเทพประทาน” ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ดูเหมือนว่า รัฐบาลชุดนี้จะกระหยิ่มยิ้มย่องกับผลงาน ชิ้นโบแดงของกระทรวงการ ต่างประเทศเป็นยิ่งนัก แต่ในความภาคภูมิใจนักภูมิใจหนาในผลงานกระทรวงบัวแก้ว
ความเป็นจริงนั้น มันได้สร้างปรากฏการณ์หัวกลับ ผูกโบดำทางการทูตของไทย อย่างไม่เคยปรากฏในรัฐบาลชุดใดมาก่อน นับตั้งแต่บ้านเมืองนี้ประทับตรารับรองตัวเองในฐานะชาติ ผู้เจริญแล้ว
ปฏิบัติการไล่ล่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ภายใต้บัญชาของ “กษิต ภิรมย์” เจ้ากระทรวงบัวแก้ว แม้จะยังไม่สามารถจับให้มั่น คั้นให้ตาย แต่นักโทษหนีคดีอาญา ผู้นี้ก็แทบเข้าตาจนบนมิติโลกกว้างทางแคบที่กำลังเผชิญอยู่เท่าทุกวันนี้
ชูมือตบ ตีนตบ กราวใหญ่ให้กับผลงาน การไล่ล่า แต่พอเหลียวหลังกลับมา พับผ่า ผลผลิต คอร์รัปชั่น ถ่ายเอกสาร “ระบอบทักษิณ” เบ่งบาน เต็มบ้านเต็มเมือง
งานบ้าน งานเมือง ที่ควรจะทำกลับไม่ยอม ทำ วันๆ เอาแต่เล่นเอาล่อเอาเถิดเปิดสงครามน้ำลายกับเขมรเจ้าเล่ห์อย่าง “ฮุนเซน” ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเอือมระอา แนวร่วมหัวกลับ แดง-เหลือง รุมสหบาทารัฐบาลโดยไม่ได้นัดหมาย
ส่วนที่ไปบ้าจี้แลกหมัดกับเขมร บวก ลบ คูณ หาร ในยามสงครามน้ำลายสงบ “นายกฯ อภิสิทธิ์” โดนชั้นเชิงทางการทูตของ “ฮุนเซน” ตีกินจนแทบไม่เหลือหล่อ คนที่ซวยก็เป็นประชาชนชาวไทย ชาวเขมร ที่ริมขอบ ต้องตกอยู่ในอาการประหวั่นพรั่นพรึงทุกครั้งใน ยามท่านผู้นำพ่นน้ำลาย
และแล้วสัมพันธ์ไทย-เขมร ก็เป็นไป อย่างทุลักทุเล!!!พักรบ “ฮุนเซน” ก็ถึงคิว “วิคเตอร์ บูท” งานนี้ “วอลล์เปเปอร์” สวมบทล็อบบี้ยิสต์เดินเข้าออกคุก โดยไม่ยำเกรงต่ออาชญากร โชว์สายล่อฟ้าล่อเป้าทีมงานเชลียร์ “นายใหญ่” เดินเข้าคุก จับเข่าคุยพ่อค้าความตาย จนเรื่องราวบานปลายถึงขั้นพญา อินทรีและพญาหมี เกิดอาการ โกรธกริ้ว
จับประเทศไทยตรึงไว้ตรงกลางระหว่างเขาควาย ขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ เหตุด้วย 2 มหาอำนาจตั้งท่าไล่ขย้ำ หาก 2 มาตรฐานทำให้ไม่ปลื้มมีหวังงอมพระรามเป็นแน่แท้ สุดท้ายเรื่องคาราคาซัง “วิคเตอร์ บูท” อยู่โยงกินข้าวแดงในคุกไทยต่อไป บนความหวาดระแวง ของ 2 ชาติมหาอำนาจที่มีให้ไทย
ประติมากรรมสีเทาชิ้นล่าสุดฉบับเทพประทาน นั่นคือการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” นั่งแท่น ผู้ช่วย ผบ.ตร. บนความอิดแหนงแคลงใจของรัฐบาล ซาอุดีอาระเบีย เหตุของเหตุคือนายตำรวจใหญ่ท่านนี้ดันมีชื่อไปพัวพัน กับคดีอุ้มฆ่า “อัล รูไวรี่” นักธุรกิจชาวซาอุฯ
ส่งผลให้ “นาบิล อัล อัชลี่” อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์แสดงความ ไม่พอใจถึง 3 ฉบับติดๆ ในเวลาใกล้เคียงกัน หากจำกันได้ก็คงทราบกันดีว่า ก็เป็น “รัฐบาลเทพประทาน” นี่แหละที่รื้อคดีนี้ขึ้นมา และหากรีรันกลับไปในอดีต จะพบว่า ทุกครั้งที่มี การโหมโรงเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดี ชื่อของ “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” จะถูกทางรัฐบาล ซาอุดีอาระเบียกล่าวขวัญถึงอย่างจดจ่อ
งานนี้ “เทพประทาน” เขี่ยลูกเล่นเอง แต่ทำไปทำมากลับเตะลูกบอลเข้าประตูตัวเอง ซะงั้น สรุปคือ “รัฐบาลเขียนด้วยมือ แต่กลับลบด้วยเท้า”
สุดท้ายเรื่องจะไปจบลงตรงที่ไหน คงต้องรอวันที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ จะให้คำตอบกับอุปทูตซาอุดีอาระเบีย แต่ระหว่างรอมันก็ได้นำพามาซึ่งสารพัดแห่ง ความหวาดระแวง
แน่นอนหากผลสรุปสุดท้ายออกมาในทางที่ไม่เป็นคุณ ที่กระทบแน่ๆ 5 ข้อคงไม่พ้น 1.ธุรกิจอาหารฮาลาล 2.ธุรกิจการค้าระหว่าง ประเทศ 3.ธุรกิจทางด้านพลังงาน น้ำมัน 4. ธุรกิจทางด้านแรงงานในตะวันออกกลาง และ 5.มุสลิมไทยที่ประสงค์เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์
แถมล่าสุด 8 องค์กรอิสลาม ก็รวมตัวกดดันรัฐบาลให้รีบสางปัญหานี้โดยด่วน ส่วนรัฐบาลซาอุฯ ก็ประกาศถอนวีซ่ามุสลิมไทยที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ล็อจแรกแล้ว 400 คน และมีแนวโน้มว่า หากไม่มีความคืบหน้าจะมีการถอนวีซ่าสูงถึง 15,000 คน
หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย อาจบังเกิดการชุมนุมในรูปแบบใหม่ท้าทาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ก็อาจจะเป็นได้ นี่แหละหนาผลงานที่ภูมิใจกันหนักหนา ผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศยุคนี้
อนิจจา “เทพประทาน” โชว์โบดำการทูตขั้นเทพ แต่...ไม่รับประทาน!!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ความเป็นจริงนั้น มันได้สร้างปรากฏการณ์หัวกลับ ผูกโบดำทางการทูตของไทย อย่างไม่เคยปรากฏในรัฐบาลชุดใดมาก่อน นับตั้งแต่บ้านเมืองนี้ประทับตรารับรองตัวเองในฐานะชาติ ผู้เจริญแล้ว
ปฏิบัติการไล่ล่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ภายใต้บัญชาของ “กษิต ภิรมย์” เจ้ากระทรวงบัวแก้ว แม้จะยังไม่สามารถจับให้มั่น คั้นให้ตาย แต่นักโทษหนีคดีอาญา ผู้นี้ก็แทบเข้าตาจนบนมิติโลกกว้างทางแคบที่กำลังเผชิญอยู่เท่าทุกวันนี้
ชูมือตบ ตีนตบ กราวใหญ่ให้กับผลงาน การไล่ล่า แต่พอเหลียวหลังกลับมา พับผ่า ผลผลิต คอร์รัปชั่น ถ่ายเอกสาร “ระบอบทักษิณ” เบ่งบาน เต็มบ้านเต็มเมือง
งานบ้าน งานเมือง ที่ควรจะทำกลับไม่ยอม ทำ วันๆ เอาแต่เล่นเอาล่อเอาเถิดเปิดสงครามน้ำลายกับเขมรเจ้าเล่ห์อย่าง “ฮุนเซน” ส่งผลให้ประชาชนเริ่มเอือมระอา แนวร่วมหัวกลับ แดง-เหลือง รุมสหบาทารัฐบาลโดยไม่ได้นัดหมาย
ส่วนที่ไปบ้าจี้แลกหมัดกับเขมร บวก ลบ คูณ หาร ในยามสงครามน้ำลายสงบ “นายกฯ อภิสิทธิ์” โดนชั้นเชิงทางการทูตของ “ฮุนเซน” ตีกินจนแทบไม่เหลือหล่อ คนที่ซวยก็เป็นประชาชนชาวไทย ชาวเขมร ที่ริมขอบ ต้องตกอยู่ในอาการประหวั่นพรั่นพรึงทุกครั้งใน ยามท่านผู้นำพ่นน้ำลาย
และแล้วสัมพันธ์ไทย-เขมร ก็เป็นไป อย่างทุลักทุเล!!!พักรบ “ฮุนเซน” ก็ถึงคิว “วิคเตอร์ บูท” งานนี้ “วอลล์เปเปอร์” สวมบทล็อบบี้ยิสต์เดินเข้าออกคุก โดยไม่ยำเกรงต่ออาชญากร โชว์สายล่อฟ้าล่อเป้าทีมงานเชลียร์ “นายใหญ่” เดินเข้าคุก จับเข่าคุยพ่อค้าความตาย จนเรื่องราวบานปลายถึงขั้นพญา อินทรีและพญาหมี เกิดอาการ โกรธกริ้ว
จับประเทศไทยตรึงไว้ตรงกลางระหว่างเขาควาย ขยับเขยื้อนอะไรไม่ได้ เหตุด้วย 2 มหาอำนาจตั้งท่าไล่ขย้ำ หาก 2 มาตรฐานทำให้ไม่ปลื้มมีหวังงอมพระรามเป็นแน่แท้ สุดท้ายเรื่องคาราคาซัง “วิคเตอร์ บูท” อยู่โยงกินข้าวแดงในคุกไทยต่อไป บนความหวาดระแวง ของ 2 ชาติมหาอำนาจที่มีให้ไทย
ประติมากรรมสีเทาชิ้นล่าสุดฉบับเทพประทาน นั่นคือการปูนบำเหน็จเลื่อนขั้น “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” นั่งแท่น ผู้ช่วย ผบ.ตร. บนความอิดแหนงแคลงใจของรัฐบาล ซาอุดีอาระเบีย เหตุของเหตุคือนายตำรวจใหญ่ท่านนี้ดันมีชื่อไปพัวพัน กับคดีอุ้มฆ่า “อัล รูไวรี่” นักธุรกิจชาวซาอุฯ
ส่งผลให้ “นาบิล อัล อัชลี่” อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ออกแถลงการณ์แสดงความ ไม่พอใจถึง 3 ฉบับติดๆ ในเวลาใกล้เคียงกัน หากจำกันได้ก็คงทราบกันดีว่า ก็เป็น “รัฐบาลเทพประทาน” นี่แหละที่รื้อคดีนี้ขึ้นมา และหากรีรันกลับไปในอดีต จะพบว่า ทุกครั้งที่มี การโหมโรงเกี่ยวกับการรื้อฟื้นคดี ชื่อของ “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” จะถูกทางรัฐบาล ซาอุดีอาระเบียกล่าวขวัญถึงอย่างจดจ่อ
งานนี้ “เทพประทาน” เขี่ยลูกเล่นเอง แต่ทำไปทำมากลับเตะลูกบอลเข้าประตูตัวเอง ซะงั้น สรุปคือ “รัฐบาลเขียนด้วยมือ แต่กลับลบด้วยเท้า”
สุดท้ายเรื่องจะไปจบลงตรงที่ไหน คงต้องรอวันที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ จะให้คำตอบกับอุปทูตซาอุดีอาระเบีย แต่ระหว่างรอมันก็ได้นำพามาซึ่งสารพัดแห่ง ความหวาดระแวง
แน่นอนหากผลสรุปสุดท้ายออกมาในทางที่ไม่เป็นคุณ ที่กระทบแน่ๆ 5 ข้อคงไม่พ้น 1.ธุรกิจอาหารฮาลาล 2.ธุรกิจการค้าระหว่าง ประเทศ 3.ธุรกิจทางด้านพลังงาน น้ำมัน 4. ธุรกิจทางด้านแรงงานในตะวันออกกลาง และ 5.มุสลิมไทยที่ประสงค์เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์
แถมล่าสุด 8 องค์กรอิสลาม ก็รวมตัวกดดันรัฐบาลให้รีบสางปัญหานี้โดยด่วน ส่วนรัฐบาลซาอุฯ ก็ประกาศถอนวีซ่ามุสลิมไทยที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ล็อจแรกแล้ว 400 คน และมีแนวโน้มว่า หากไม่มีความคืบหน้าจะมีการถอนวีซ่าสูงถึง 15,000 คน
หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย อาจบังเกิดการชุมนุมในรูปแบบใหม่ท้าทาย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ก็อาจจะเป็นได้ นี่แหละหนาผลงานที่ภูมิใจกันหนักหนา ผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศยุคนี้
อนิจจา “เทพประทาน” โชว์โบดำการทูตขั้นเทพ แต่...ไม่รับประทาน!!!
ที่มา.สยามธุรกิจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ดร.โกร่งดับเครื่องชน "ธปท.-ปธ.แบงก์ชาติ-รมว.คลัง" แก้บาทแข็งเวอร์ชั่นคนเดินตรอก เตือนระวังพัง
ที่มา. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ "ดร.โกร่ง" คนเดินตรอกออกโรงฉะแบงก์ชาติผ่านคอลัมน์"คนเดินตรอก" จวกยับผู้บริหารแบงก์ชาติตั้งแต่ผู้ว่าการฯยันประธานธปท. รมว.คลัง กระทั่งรมว.พาณิชย์ พูดได้ไงบาทแข็งไม่กระทบส่งออก-เศรษฐกิจของประเทศ ทั้งๆที่ภาคเอกชนร้องกันเซ็งแซ่ ทั้งสภาอุตฯ สภาหอการค้าฯ อัดคนแบงก์ชาติไม่รู้ศก.ไทยทั้งที่มีคนจบดอกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์นั่งตบยุงเต็มไปหมด แนะให้พูดน้อยๆหน่อย ย้ำถ้าไม่อยากให้บาทแข็งต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลง เตือนรัฐบาลอาจจะพังเพราะปัญหาบาทแข็ง ค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไปอีกแล้วคนเดินตรอก โดย...วีรพงษ์ รามางกูร ขณะนี้ในวงการธุรกิจต่างก็หวาดผวากับค่าเงินบาทที่จะ แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินตราสกุลอื่น ๆ ในทวีปเอเชียเกือบทั้งหมด รวมทั้งประเทศจีน ซึ่งนับวันจะยิ่งเป็นคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทยเราเพิ่มขึ้น ในขณะที่เอกชนไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าก็ดี สภาอุตสาหกรรมก็ดี สื่อมวลชนก็ดี ออกมาส่งเสียงเซ็งแซ่กันไปทั่วว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่านี้จะเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศเรา แต่ผู้ว่าการ ธปท.ก็ดี ประธานคณะกรรมการ ธปท.ก็ดี ออกมาพูดได้อย่างไรก็ไม่ทราบว่า เงินบาทที่แข็งขึ้นไม่กระทบการส่งออก ไม่กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ก็เป็นไปกับเขาด้วย ออกมาแก้ต่างให้ ธปท.ถ้า ธปท.ออกมาพูดฝ่ายเดียวก็พอเข้าใจ เพราะ ธปท.ไม่เคยเข้าใจและไม่สนใจความรุนแรงของการแข็งค่าของเงินต่อการ ส่งออก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สื่อมวลชนของเราก็ไม่เคยเข้าใจ คอยแต่เอาอกเอาใจ ธปท. เพื่อจะได้ข่าวจากผู้ใหญ่ใน ธปท. ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นย่อมมีผลกระทบ ต่อการส่งออก การส่งออกย่อมกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ หลายคนเข้าใจว่าเมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นก็ย่อมทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกลง แต่ไม่พูดว่าผู้ส่งออกที่ขายของเป็นเงินดอลลาร์ เมื่อนำเงินมาแลกเป็นเงินบาทก็ได้เงินบาทน้อยลงเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าการลดลงของวัตถุดิบ ชิ้นส่วนต่าง ๆ เสมอไม่ว่าจะใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วนเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนทั้งหมดก็ตาม ยิ่งมีต้นทุนจากการนำเข้าน้อย เช่น สินค้าเกษตรและอาหาร ก็ยิ่งถูกกระทบมาก ยกตัวอย่างบริษัทแห่งหนึ่งนำเข้าชิ้นส่วนวัตถุดิบเกือบทั้งหมด ณ อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าของการนำเข้าที่เป็นวัตถุดิบชิ้นส่วน คิดเป็นเงินบาทได้ 950 บาท เสียค่าขนส่ง ค่าจ้างเงินเดือน ค่าเช่า ค่าไฟ ค่าน้ำ รวมเฉลี่ย ต่อหน่วย 5 บาท ขายออกไปได้ 1,000 บาทต่อหน่วย กำไร 5 บาท หรือครึ่งเปอร์เซ็นต์ ต่อมาอัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนจาก 33 บาท มาเป็น 30 บาท หรือประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนที่นำเข้าก็จะลดลง 9 เปอร์เซ็นต์ด้วย คือประมาณ 81 บาท ส่วนรายรับเมื่อแตกเป็นเงินบาทจะลดลง 9 เปอร์เซ็นต์ด้วย กล่าวคือ ลดลง ประมาณ 90 บาท ต้นทุนลดลง 81 บาท แต่รายได้หายไป 90 บาท จากที่เคยกำไร 5 บาท ต่อชิ้น กลายเป็นขาดทุน 4 บาท ต่อชิ้น รายได้ที่แตกเป็นเงินบาทใน อัตราแลกเงินบาทที่แข็งขึ้นย่อมลดลงมากกว่าการลดลงของต้นทุนที่ลดลงเสมอ เพราะไม่มีใครทนขายของที่มีรายได้ต่ำกว่าต้นทุนได้นาน เมื่อจะตั้งราคาขายลอตใหม่ก็ต้องตั้งราคาเพิ่มขึ้น 9 บาท จึงจะกลับมาอยู่ในฐานะเดิม ทำให้ต้องตั้งราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะขายได้ยากขึ้น หรือไม่ก็ต้องลดปริมาณการส่งออกลงในกรณีที่ขึ้นราคาขายไม่ได้ เพราะตลาดมีการแข่งขันสูง ผู้ผลิตเพื่อการส่งออกอาจจะต้องเลิกการส่งออก ผลิตแค่ขายในประเทศก็พอ ทำให้การส่งออกน้อยลงกว่าที่ควรจะเป็น แม้ตัวเลขการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเงินบาทไม่แข็งขึ้น ถ้าสัดส่วนของการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วนยิ่งมีเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่านี้ เช่น มีเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ 15 เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยมากในกรณีของสินค้าจากภาคเกษตรหรืออาหาร เช่น หมู ไก่ หรืออาหารสำเร็จรูป หรือที่ต่อเนื่องจากภาคเกษตร ประโยชน์จากการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นต่อต้นทุนการนำเข้าก็จะยิ่งน้อยกว่ารายรับที่ลดลง เมื่อแลกเป็นเงินบาทมากขึ้นก็จะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรลดลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าสินค้าที่มีสัดส่วนของการนำเข้าสูงมากขึ้น เช่น สินค้าที่มีสัดส่วนของต้นทุนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนจะลดลงเพียงเล็กน้อย แต่รายรับเมื่อแตกเป็นเงินบาทจะลดลงอย่างเต็มที่ อัตราแลกเปลี่ยนย่อมกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวด้วย เพราะมีการแข่งขันกันดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมาก เมื่อเงินบาทแข็งขึ้นบริษัทนำเที่ยวก็ต้องขึ้นราคามิฉะนั้นก็ขาดทุน ทำให้การเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมีราคาแพง การกล่าวว่า ไม่กระทบกระเทือนต่อการส่งออกและการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะประเทศอื่นในภูมิภาคก็มีค่าเงินที่ แข็งขึ้น แต่ดูให้ดี ค่าเงินบาทของเราแข็งขึ้นมากกว่าประเทศอื่น ๆ มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนและสิงคโปร์ การกล่าวว่า เงินบาทที่แข็งขึ้นไม่กระทบการส่งออก ไม่กระทบต่อชาวไร่ชาวนา จึงเป็นการกล่าวอย่างไม่รับผิดชอบ หรือไม่ก็กล่าวโดยไม่รู้ หรือรู้แต่พูดแก้ตัว ถ้ารู้ก็เป็นการกล่าวเท็จ หนักยิ่งกว่านั้น เคยฟังประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและผู้ว่าการ ธปท.พูดว่า จะไม่กำหนดเป้าหมายของอัตราแลกเปลี่ยนแล้วแทรกแซงให้ได้ตามเป้าหมาย แถมย้ำว่า จำไม่ได้หรือปี 2540 เราถูกโจมตีค่าเงินบาทเจ็บแสบ แค่ไหน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำกล่าวของผู้หลักผู้ใหญ่ใน ธปท.เพราะประเทศที่ถูกโจมตีคือประเทศที่ตรึงค่าเงินไว้แข็งกว่าความเป็นจริง ทั้ง ๆ ที่ฐานะทุนสำรองก็ต่ำ ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ขาดดุล จึงถูกโจมตีให้ค่าเงินอ่อนลง แต่ถ้าค่าเงินควรแข็งและตรึงไว้ให้อ่อน ยังไม่เคยเห็นเงินของประเทศไหนถูกโจมตีให้แข็งขึ้น เพราะถ้าโจมตีก็คือ ขนเงินดอลลาร์มาซื้อเงินบาทแบบหนัก ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่ของ ธปท.ยังมีความคิดเหมือนกับเต่าล้านปีที่หงายท้อง ไม่สามารถปรับตัวปรับความคิด ทั้ง ๆ ที่ฐานะทางการเงินของประเทศไทยเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือแล้ว ก็ยังไม่ตื่นจากฝันร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 สาเหตุสำคัญที่เงินบาทแข็งเร็วมากผิดปกติ ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญก็เพราะ ธปท.ประกาศขึ้นดอกเบี้ย แถมยังประกาศล่วงหน้าว่าจะขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงปลายปี ขณะเดียวกันเจ้าของเงินดอลลาร์คือสหรัฐอเมริกาประกาศตรึงดอกเบี้ยไว้ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย จึงเป็นเหตุให้ผลต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินบาทกับเงินดอลลาร์ถ่างมากขึ้น ผลตอบแทนต่อเงินบาทสูงขึ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อการถือเงินดอลลาร์ ฝรั่งจึงขนเงินดอลลาร์มาแตกเป็นเงินบาท แล้วนำมาลงทุนในตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้นบ้าง ฝรั่งเลยได้กำไร 3 ต่อ คือ ฝากธนาคารไว้ก็ได้กำไรกว่าอยู่ที่อเมริกา เข้ามาซื้อหุ้น พอหุ้นขึ้นก็ขายได้กำไร พร้อม ๆ กันค่าเงินบาทก็แข็งขึ้น ยิ่งเข้ามาเงินก็ยิ่งแข็ง ตกลงกำไร 3 เด้ง ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ตลาดเงินตราต่างประเทศก็เล็ก ตลาดพันธบัตรก็เล็ก ตลาดหุ้นก็เล็ก ฝรั่งนำเงินเข้ามาซื้อ ราคาหุ้นก็ขึ้น ค่าเงินบาทก็ขึ้น เวลาขึ้นเขาก็ขายได้กำไร ได้กำไรไปแล้วก็ไม่ต้องเอาออก ฝากธนาคารในเมืองไทยก็ได้ดอกเบี้ยมากกว่าเมืองนอก วิธีแก้ไขของ ธปท.ก็น่ารัก คือ ผ่อนผันให้คนไทยนำเงินออกไปลงทุนใน ต่างประเทศได้ แต่คนไทยไม่ได้กินแกลบกินหญ้า ก็รู้เท่า ๆ กับฝรั่ง คือ ฝรั่งขนเงินดอลลาร์เข้าเมืองไทย มาแตกเป็นเงินบาท คนไทยมีเงินบาท ซึ่งมีอนาคตกว่าดอลลาร์ในเรื่องค่าเงิน แล้วคนไทยจะเอาเงินบาท ไปแตกเป็นดอลลาร์ไปลงทุนในต่างประเทศทำไม นอกจากเอาไปซื้อบ้านราคาถูกในสหรัฐ เราอยากเห็นอย่างนั้นหรือ ซึ่งคงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปัญหาของ ผู้ผลิตในเมืองไทยกำลังเผชิญ ขณะเดียวกันผู้คนก็ผวากลัวว่า ธปท.จะออกมาตรการแปลก ๆ อย่างที่เคยทำมาแล้ว เหมือนการออกมาตรการให้สำรองการนำเงินเข้า 30 เปอร์เซ็นต์ในปี 2550 วันเดียวดัชนีราคาหุ้นลดลงกว่า 100 จุด มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือที่เรานิยมพูดทับศัพท์ว่า ′market cap′ ลดลงกว่าแสนล้านบาท ไม่มีอะไรที่ ธปท.ทำไม่ได้ เพราะความไม่รู้เศรษฐกิจไทย ทั้ง ๆ ที่ มีนักเรียนทุนจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์นั่งตบยุงกันเต็มสำนักงาน เหลือเชื่อจริง ๆ ถ้าไม่อยากให้เงินบาทแข็งเร็วอย่างที่ผ่านมาก็ควรลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเลิกพูดว่าบัดนี้ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นแล้ว และควรลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว เพราะอัตราดอกเบี้ยกับอัตราแลกเปลี่ยนเปรียบเหมือนด้านหัวกับด้านก้อยของเหรียญอันเดียวกัน ขณะเดียวกันก็เอาเงินบาทซึ่ง ธปท. มีไม่จำกัดออกมาซื้อดอลลาร์เข้าใส่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ทุนสำรองมีมากขึ้น เงินบาทที่นำออกมาซื้อดอลลาร์ต้องมากพอจนเงินบาทอ่อนลงสู่ระดับที่เป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ในใจ ไม่ต้องบอกใครก็ได้ ค่อย ๆ เคลื่อนไหวก็ได้ แบบจีนเขาทำถ้าเห็นว่าสภาพคล่องในตลาดมากเกินไปก็ออกพันธบัตรของ ธปท.ออกมาดูดซับ กลับคืนไป อย่ากลัวเสียดอกเบี้ยมากทีขึ้นดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนยังไม่เห็นกลัว กลับไปกลัวเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเรื่องอีกนาน เพราะราคาพลังงานก็ไม่น่าจะขึ้นจากความต้องการใช้ เมืองไทยนั้นอัตราเงินเฟ้อขึ้นอยู่กับพลังงานกับอัตราแลกเปลี่ยนเอาเรื่องเฉพาะหน้าระยะสั้นก่อน เพราะนโยบายการเงินเป็นนโยบายระยะสั้นไม่ใช่ระยะยาวอย่างที่ท่านว่าที่ผู้ว่าการเข้าใจ ยิ่งตลาดเงินบาทบ้านเราเป็นตลาดเล็ก ไม่ใช่ตลาดใหญ่อย่างตลาดดอลลาร์ เราต้องเป็นเรือเข็ม ไม่ใช่เรือเอี้ยมจุ๊น อย่างอเมริกา อีกอย่างอย่าไปเชื่อไอเอ็มเอฟ หรืออยากได้คำชมเชยจากไอเอ็มเอฟมากนัก เพราะกรรมการไอเอ็มเอฟที่มีอิทธิพลมาก ที่นั่นเป็นคนที่ธนาคารกลางอเมริกาส่งมา จุดมุ่งหมายเขาเพื่อประโยชน์ของอเมริกา ไม่ใช่จะมาดูแลผลประโยชน์ของประเทศเรา ผลประโยชน์ของไทยเราก็มีแต่คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกันดูแล ถ้าผู้ใหญ่ใน ธปท.ไม่ค่อยรู้เรื่องเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะภาคผลิต ภาคการส่งออก การขยายตัวทางเศรษฐกิจ พูดน้อย ๆ หน่อยก็จะดี ผู้คนจะได้ไม่รู้ว่า ธปท.ไม่ค่อยรู้เรื่องทางภาคเศรษฐกิจที่ แท้จริงมากนัก ภาคธุรกิจทั้งส่งออกและผลิตชิ้นส่วน ส่งให้โรงงานผู้ส่งออกที่ทำงานมาทั้งปีเจอฝรั่งมาโยกตลาด 2-3 ที โดย ธปท.ช่วยพูดให้ท้ายด้วยความไร้เดียงสา ฝรั่งเอาไปกินหมด พวกเราทำงานฟรี แถมขาดทุนด้วย แล้วยังถูก ธปท.พูดให้ช้ำใจอีก เมื่อจะเปลี่ยนผู้ว่าการ ทีแรกก็ดีใจแต่พออ่านที่ว่าที่ผู้ว่าการให้สัมภาษณ์ก็ดี ฟังดูวิสัยทัศน์ก็ดี ดูจะหนักกว่าเก่าในความไม่เข้าใจเศรษฐกิจของไทย วิกฤตการณ์ทางการเงินที่ผ่านมา ธปท.เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะวินัยทางการคลังในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลังเลย ภาระการชำระหนี้ในประเทศที่เป็น ภาระแก่ผู้เสียภาษีและงบประมาณแผ่นดินก็เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาสถาบันการเงินในความดูแล ของ ธปท.เป็นส่วนใหญ่ กระทรวงการคลังต้องตั้งงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยให้ถึงปีละ 50,000 ล้านบาท ธปท.ซึ่งสัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นก็ไม่เคยผ่อนจ่ายหนี้กว่า 2.2 ล้านล้านบาทนี้เลย สื่อมวลชนก็ลำเอียง ธปท.พูดอะไรเชื่อหมด ไม่มีความรู้พอที่จะวิเคราะห์ว่าอะไรถูก อะไรผิด แถมรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ยังออกกฎหมายให้ ธปท.เป็นอิสระเต็มที่ ปราศจากการถ่วงดุลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเลย ด้วยเหตุผลเดียว ไม่ไว้ใจนักการเมือง แต่ไว้ใจสถาบันที่เคยสร้างความพินาศให้กับประเทศไทยครั้งแล้ว ครั้งเล่า การไม่รับผิดชอบ ไม่ทำอะไร ทั้ง ๆ ที่มีหน้าที่ต้องทำ บางทีเสียหายยิ่งกว่านักการเมืองที่ทุจริตเสียอีก นักการเมือง เขารู้ดีว่าจะเสียหายอย่างไร เพียงแต่เขาพูดเป็นระบบไม่ได้เท่านั้น รัฐบาลอาจจะพังด้วยเรื่องนี้ก็ได้ |
บุกรางรถไฟฟ้า เจอทีเด็ด คลี่ยิง6ศพวัดปทุม
ทีมดีเอสไอพบ ปลอกกระสุน! 'เลเซอร์'ยันวิถี เด็ดหัวเสื้อแดง ไม่มีรอยยิงต่อสู้
ผบ.สำนักคดีเทคโน โลยีดีเอสไอนำทีมขนอุปกรณ์ไฮเทคขึ้นตรวจสถานีรถไฟฟ้าสยาม และวัดปทุมวนาราม ไขปริศนาคดีการเสียชีวิต 6 ศพในเขตอภัยทานวัดปทุมฯ พบหลักฐานสำคัญเป็นปลอกกระสุนปืน 'เอชเค' กระ จายตกอยู่ใต้ราง อีกทั้งเลเซอร์ตรวจวิถีกระสุนชี้ชัด มีการยิงกระสุนปืนจากตำแหน่งที่ 'กลุ่มชายแต่งกายคล้ายทหาร' ยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัดปทุมฯ จริง และตรงจุดเดียวกันนี้ยังสาดกระสุนไปสู่จุดที่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพได้เช่นกัน แต่ไม่พบร่องรอยยิงปืนจากในวัดเข้าใส่กลุ่มชายคล้ายทหาร ส่วนดีเอสไออีกทีมลุยเก็บหลักฐานย่านบ่อนไก่-พระราม 4-ศาลาแดง เพื่อคลี่คลาย คดียิงเสื้อแดง ตะลึง! เจอรูกระสุนจริงนับร้อยรู ทั้งเอ็ม-16 และ 9 ม.ม. ทนายทักษิณยื่นร้อง 'ยูเอ็น' รบ.ไทยละเมิดกฎหมายอาญาระหว่างประเทศและสิทธิสากล ด้าน 'มาร์ค' โผล่จ้อ ซีเอ็นเอ็น ลั่นไม่ยุบสภาถ้าเสื้อแดงไม่ยอมสงบ
-ตรวจรถไฟฟ้า-วัดปทุมฯ
เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสอบ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ประมาณ 20 นาย พร้อมอุปกรณ์การตรวจสอบที่เกิดเหตุ เดินทางมาเก็บหลักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม และภายในวัดปทุมวนาราม ตรงจุดที่น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือ "น้องเกด" พยาบาลอาสา ถูกยิงเสียชีวิต พร้อมเพื่อนอาสากู้ชีพกู้ภัยและประชาชน รวม 6 ศพ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553
ก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบ พ.ต.ท. วรรณพงษ์ เรียกเจ้าหน้าที่ทุกคนมาประชุมวางแผนการค้นหาหลักฐานในครั้งนี้บริเวณด้านหน้าทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าดังกล่าว โดยนำแผนที่มาประกอบคำอธิบายประมาณ 10 นาที ก่อนเจ้าหน้าที่จะแยกย้ายกันปฏิบัติงาน โดยแยกออกเป็น 2 ชุด ชุดแรก ขึ้นไปตรวจบนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 ตั้งแต่แยกเฉลิมเผ่าจนถึงหน้าวัดปทุมฯ ชุดที่ 2 ตรวจสอบบริเวณแนวกำแพงและภายในวัดปทุมฯ
ทั้งนี้ ระหว่างปฏิบัติงานโดยรอบพื้นที่สถานีรถไฟฟ้า และหน้าวัดปทุมฯ มีกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอติดปืนกลประมาณ 5 นาย เข้าประจำจุดเพื่อคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับทีมค้นหาหลักฐานตลอดทั้งคืน
-ยิง'เลเซอร์'หาวิถีกระสุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการตรวจสอบ ทีมช่างของบีทีเอสได้เข้ามาตัดกระแสไฟบนรางทั้งหมด ก่อนจะอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและนิติ วิทยาศาสตร์ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้สื่อ มวลชนร่วมสังเกตการณ์
สำหรับการตรวจวิถีกระสุน เจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าด้านหน้าวัดปทุมวนาราม พร้อมใช้เครื่องมือยิงแสงเลเซอร์ลงมายังพื้นดินตรงจุดที่พบหลุมลักษณะคล้ายกระสุนปืน ขนาดกว้าง 3 เซนติเมตร จำนวน 3 รอย บริเวณประตูทาง ออก ภายในวัดปทุมฯ โดยมีเจ้าหน้าที่อีกชุดอยู่ภายในวัดด้วย พร้อมกับใช้เครื่องมือยิงเลเซอร์ขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าเช่นเดียวกัน เพื่อตรวจหาวิถีที่ชัดเจน และเดินตรวจหาปลอกกระสุนและหลักฐานอื่นๆ ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะกระสุนปืนและปลอกกระสุน ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะนำมา ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ ใช้เวลาค้นหาหลักฐานตั้งแต่ 01.00-05.00 น.
-เจอปลอก'เอชเค'ใต้ราง
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า การเข้าตรวจสอบหาหลักฐานครั้งนี้ เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนใช้เครื่องมือตรวจหาแนววิถีกระสุนเพื่อคลี่คลายคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมกลุ่มนปช. ภายในวัดปทุมวนา ราม ในช่วงที่มีการชุมนุมเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังประสานขอความร่วมมือจากบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ "บีทีเอส" เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบนแนวรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่วงตั้งแต่สถานีสยามจนถึงวัดปทุมฯ
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบหาหลักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชั้น 2 บริเวณด้านหน้าวัดปทุมฯ เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเป็นกุญแจไขปริศนาว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุยิงประชาชนในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง-นปช. โดยพบปลอกกระสุนปืน "เอชเค" ใช้แล้ว ตกกระจายอยู่ใต้รางรถไฟฟ้าประมาณ 3-4 ปลอก เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จึงเก็บไว้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานหัวกระสุนปืนที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ว่าตรงกันหรือไม่
-ชี้คนบนรางยิงใส่วัดปทุมฯจริง
รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่เคยเป็นข่าวใหญ่ กรณีมีกลุ่มชายแต่งกายคล้ายทหารยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า ตรงข้ามทางเข้าวัดปทุมฯ พร้อมกับเล็งปืนเข้าไปในวัดปทุมฯ ช่วงเวลาประมาณ 18.00-18.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2553 และเทียบกับผลตรวจวิถีกระสุนด้วยเลเซอร์ ทั้งยังพบปลอกกระสุนปืนบนรางรถไฟฟ้าด้วยนั้น แนวทางการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มชายคล้ายทหารดังกล่าวได้ยิงกระสุนปืนเข้าไปในวัดปทุมฯ จริง
นอกจากนั้น ตำแหน่งที่กลุ่มชายคล้ายทหารยืนอยู่ยังสามารถเล็งยิงเข้าไปได้ทุกจุดในวัดปทุมฯ รวมถึงจุดที่พบศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพในวัดปทุมฯ เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่พบร่องรอยการยิงกระสุนปืนตอบโต้จากพื้นราบในวัดปทุมฯ ขึ้นมาใส่กลุ่มชายคล้ายทหารบนรางรถไฟฟ้าดังกล่าว
-ลงพื้นที่'บ่อนไก่-ศาลาแดง'
ต่อมาเวลา 10.00 น. บริเวณหน้าสนามมวยเวทีลุมพินี ถ.พระราม 4 กทม. พ.ต.ท.บัณฑิต ประดับสุข เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษดีเอสไอ พร้อมเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กว่า 30 นาย ลงพื้นที่เดินทางตรวจสอบหาหลักฐานแนววิถีกระสุนที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553
ขั้นตอนการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่แบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกตรวจสอบบริเวณหน้าสนามมวยเวทีลุมพินี ชุมชนบ่อนไก่ จนถึงบริเวณใต้ทางด่วนพระราม 4 ระยะทางกว่า 3 ก.ม. และชุดที่ 2 ตรวจสอบบริเวณแยกศาลาแดงและซอยปลูกจิต ระยะทางประมาณ 3 ก.ม. โดยใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง
สำหรับการตรวจหาหลักฐานวิถีกระสุนนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจทั้งหมด 8 จุด ประกอบด้วย หน้าร้านระเบียงทอง จุดพบศพนายบุญมี เริ่มสุข, หน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาบ่อนไก่ จุดพบศพนาย สุพรรณ ทุมทอง, บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. จุดพบศพนายวารินทร์ วงศ์สนิท, หน้าร้านเซเว่นฯ จุดพบศพนายสมชาย พรสุวรรณ ส่วนจุดบริเวณหน้าสำนักงานไทยประกันชีวิต สาขาลุมพินี และ ริมถนนพระราม 4 เป็นจุดที่มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่เสียชีวิต และจุดที่อยู่ใต้ทางด่วนพระราม 4 พบศพนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล และนายประจวบ ประจวบสุข
ทั้งนี้ กรณีของนายบุญมี เริ่มสุข หรือลุงบุญมี นั้นเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ใช่ผู้ร่วมชุมนุม แต่ถูกลูกหลงกระสุนยิงทะลุช่องท้องขณะเดินออกมากินก๋วยเตี๋ยว
-เจอรูกระสุนปืนนับ 100 นัด
พ.ต.ท.บัณฑิตเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ในวันนี้เป็นการตรวจหาวิถีกระสุนและทิศทางการยิง เพื่อนำไปประกอบสำนวนในคดี โดยหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทันที จึงทำให้การตรวจหาวิถีกระ สุนและหลักฐานต่างๆ ล่าช้าไปมาก แต่จะเร่งรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานที่ต่างๆ และตู้โทรศัพท์สาธารณะ ที่ตั้งอยู่ริมทางเท้า ถ.พระราม 4 พบมีรอยรูกระ สุนปืนจำนวนมากนับ 100 นัด มีทั้งรูกระสุนปืนเอ็ม 16 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5.56 มิลลิเมตร และกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. การตรวจสอบเจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องวัดระยะและอุปกรณ์ของทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจพิสูจน์ จากนั้นจะนำไปประมวลผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
พ.ต.ท.บัณฑิตกล่าวอีกว่า เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบรอยวิถีกระสุนปืนพบว่า มีการยิงมาจาก 2 ทิศทาง เป็นการยิงมาจากทางด้านสะพานไทย-เบลเยียม ข้ามแยกถนนวิทยุ นอกจากนั้น จากการสอบปากคำพยานที่อยู่บริเวณจุดเกิดเหตุทราบว่ามีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเป็นชายวัยรุ่น อายุ 17 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนฟุตปาธหน้าร้านอันซีน ทราเวล สาขาลุมพินี เลขที่ 1881/9 ซึ่งผู้เสียชีวิตดังกล่าวไม่มีอยู่ในสำนวนของดีเอสไอ แต่อาจจะอยู่ในสำนวนของพนักงานสอบสวนชุดอื่น ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์เดินทางไปตรวจสอบบริเวณซอยปลูกจิต ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นจุดที่นายสมัย ทัดแก้ว อายุ 35 ปี ถูกยิงแผ่นหลัง 1 นัด ล้มลงอยู่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ ก่อนจะมีผู้นำส่งร.พ.กล้วยน้ำไท 1 ในวันที่ 19 พ.ค. เข้าพักรักษาตัวที่ร.พ.ประมาณ 14 วัน ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 31 พ.ค. และมีพยานให้ข้อมูลว่าเห็นผู้เสียชีวิตเดินอยู่บนถนนพระราม 4 ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น จึงรีบวิ่งเข้ามาในซอยประมาณ 50 เมตร ก่อนถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ได้ถ่ายรูปที่เกิดเหตุและบริเวณอาคารสูง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
จากนั้นจึงเดินทางไปตรวจจุดต่อไป คือ บริเวณ ซอยศาลาแดง 1 หน้าบริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 1010/16 แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. เป็นจุดที่ 2 ที่นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี ถูกยิงศีรษะ 1 นัดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ทางเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจวิถีกระสุน บริเวณประตูเหล็กเลื่อนหน้าบริษัทที่มีรอยกระสุนเฉี่ยวบริเวณประตูเหล็ก และเสาปูน โดยใช้เครื่องเลเซอร์วัดระยะและตรวจวิถีกระสุน ก่อนจะถ่ายภาพร่องรอยในที่เกิดเหตุใช้เวลาตรวจราว 30 นาที จึงแล้วเสร็จ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเข้าตรวจหาร่องรอยบริเวณแยกบ่อนไก่ เจ้าหน้าที่ตรวจจากร่องรอยรูกระสุนปืนจากบริเวณตามบ้านเรือน ราวบันไดสะพานลอย ป้ายโฆษณา หน้าตึกแถวร้านขายสินค้าและตู้โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งพบว่ายังมีร่องรอยรูกระสุนปืนอยู่เป็นจำนวนมาก
-'ตู่'เปิดศูนย์เยียวยาเสื้อแดง
เวลา 13.00 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว กทม. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. แถลงข่าวการเปิดศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการชุมนุม (นปช.) ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ว่า นับแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงได้ให้เงินบริจาคช่วยเหลือจำนวนมาก แต่ถูกตรวจสอบจากรัฐบาลและไม่ให้นำเงินออกมาใช้ เมื่อถึงช่วงเวลานี้ได้พูดคุยกันในหมู่ผู้ใหญ่คนเสื้อแดงและคนที่เสื้อแดงคิดถึงว่า ถึงเวลาต้องช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ได้รับความเดือดร้อน จึงตั้งศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการชุมนุม เพื่อช่วยเหลือในด้านต่างๆ โดยมีคณะกรรมการหลักๆ ที่จะร่วมประชุมกันทุกวันพฤหัสบดี อาทิ น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการพรรค นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าอิมพี เรียล ลาดพร้าว โดยกองทุนช่วยเหลือเยียวยามีเงินหมุนเวียนประมาณ 1,500,000 บาท
"ถ้าวันนี้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทย จะดูแลผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยครอบ ครัวผู้เสียชีวิตรับครอบครัวละ 10 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับการที่รัฐบาลโกงกินภาษีประชาชน" นายจตุพรระบุ
-ดีเอสไอขอข้อมูล'เพื่อไทย'
เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดี ดีเอสไอ ซึ่งได้รับการมอบหมายจากอธิบดี ดีเอสไอ เดินทางเข้าพบพล.ต.ท.วิโรจน์ เปา อินทร์ ประธานกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย.-17 พ.ค.2553 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อรับทราบข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 89 ศพ หลังจากพล.ต.ท. วิโรจน์ได้เข้าให้ข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากับ ดีเอสไอ โดยมีคณะกรรมการพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมหารือ ประกอบด้วยพล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง ใช้เวลาการประชุมนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง
พ.ต.อ.ณรัชต์ ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า การเข้าพบพล.ต.ท.วิโรจน์เพื่อแสดงความจริงจังในการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทั้ง 89 ศพจากพรรคเพื่อไทย เพื่อหาหลักฐานให้ครบถ้วนและหาสาเหตุการเสียชีวิตของทั้ง 89 ศพ จากการพูดคุยเบื้องต้น พล.ต.ท.วิโรจน์แสดงความห่วงใยต่อพยานที่จะเข้าให้ปากคำ เนื่องจากพยานบางส่วนกังวลว่าจะมีการปองร้าย และไม่สะดวกเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอโดยตรง เรื่องดังกล่าวดีเอสไอมีโครงการคุ้มครองพยาน จัดเจ้าหน้าที่ดูแลคุ้มครองความปลอดภัยอยู่แล้ว ส่วนกรณีไม่สะดวกเข้าให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ จะส่งเจ้าหน้าที่มารับทราบข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
-นัดสืบพยานฝ่ายกองทัพต.ค.นี้
"ดีเอสไอทราบข้อมูลเบื้องต้นของทั้ง 89 ศพบ้างแล้วว่าเป็นใคร เสียชีวิตจากสาเหตุอะไร เหลือเพียงว่าใครทำให้ตาย ผู้เกี่ยวข้องมีใครบ้างและมีพยานหลักฐานใดที่จะสามารถเอาผิดได้ ส่วนระยะเวลายังบอกไม่ได้แน่นอน เนื่องจากต้องดูพยานหลักฐานก่อน แต่จะทำให้เร็วและถูกต้องที่สุด" พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว
รายงานข่าวพรรคพื่อไทยแจ้งด้วยว่า ระหว่างการประชุม พ.ต.อ.ณรัชต์ชี้แจงถึงกระบวนการดำเนินการของดีเอสไอว่า การสอบสวนการเสียชีวิต 89 ศพ จะแยกการสอบสวนเป็น 25 คดี ส่วนการเข้ารับฟังข้อมูลของดีเอสไอในวันนี้ เป็นการฟังความของ 2 ฝ่าย เนื่องจากตอนนี้ทางดีเอสไอมีข้อมูลจากศอฉ. เพียงด้านเดียวเท่านั้น และจะนัดสืบพยานทางกองทัพในช่วงเดือนต.ค. และทางดีเอสไอยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนต้องการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิด ไม่ใช่เพียงขอข้อเท็จจริงให้กับสาธารณชนเท่านั้น โดยพรรคเพื่อไทยจะใช้เวลา 1 สัปดาห์เพื่อรวบรวมเรื่องที่มีอยู่ส่งต่อไปที่ดีเอสไอ และทางพรรคจะดูว่าดีเอสไอมีความจริงใจเพียงใดในการสอบสวนคดีนี้ ขณะที่พ.ต.อ.ณรัชต์ได้ชี้แจงว่า กระบวน การสอบสวนจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกรอบเวลา 45 วัน แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะยืดเวลาออกไป
-'คอป.'ชี้ตาย92ศพ-พบ'ป๊อก'
น.พ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการเยียวยา ในกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอนุกรรมการฯ ได้รวบรวมตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บและรับผลกระทบอย่างเป็นทางการ พบว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบทางการเมืองทั้งหมดมี 92 คน ไม่ใช่ 91 คน ซึ่งตนได้ไปพบปะพูดคุยกับญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ทั้ง จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ และยังมีเป้าหมายอีกหลายจังหวัด เป็นการดำเนินการภายใต้ 10 มาตรการประกอบด้วย 1.เยียวยาผู้ถูกกระทำ เยียวยาชุมชน และสังคม 2.จัดเวทีให้ผู้ได้รับผลกระทบได้พูด ซึ่งจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ 3.พบปะแลกเปลี่ยนผู้นำศาสนาและผู้นำทางสังคม 4.ประสานหน่วยงานราชการให้ความช่วยเหลือทรัพย์สินเงินทองผู้ได้รับผลกระทบ 5.เปิดศูนย์รับร้องทุกข์ 6.พบปะกับผู้ที่มีจิตใจอยากจะสร้างความสมานฉันท์ 7.สร้างจุดศูนย์กลางของจังหวัด 8.หาทางป้องกันเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 9.ทำสารคดีเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้แสดงออกและ 10.พบปะหาทางเยียวยาเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ย. กรรมการคอป.จะเดินทางเข้าพบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อขอทราบข้อมูล โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการใช้กำลังในช่วงเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.2553
-ทนายทักษิณฟ้อง'ยูเอ็น'
วันเดียวกัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนาย ความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า วัตถุประสงค์การออกจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3 ส่งไปถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชัดเจนตามถ้อยความในจดหมาย เพราะโลกเห็นว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขัดขวางและไม่เต็มใจที่จะสอบสวนสาเหตุที่พลเรือนถูกสังหารในช่วงการชุมนุมเสื้อแดง เท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎ หมายอาญาระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล จดหมายฉบับนี้ต้องการบอกว่า เราจะไม่หยุดดำเนินการเรียกร้องให้มีการสอบ สวนที่เป็นอิสระ
เมื่อถามว่าคาดหวังอะไรจากรัฐบาลไทยในการออกจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ นายอัมสเตอร์ ดัม กล่าวว่า ตนดำเนินการเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์ 2 อย่าง อย่างแรก คือเป็นตัวแทนพลเรือนที่สูญเสียญาติพี่น้อง แต่กลับไม่ได้รับการดูแล ไม่มีการสอบสวนสาเหตุการตายใดๆ ที่ผ่านมาเรียกว่าเป็นศูนย์ อย่างที่สอง ต้องการบอกว่าสมาชิกคนเสื้อแดงถูกข่มขู่คุกคามด้วยวิธีการต่างๆ สิ่งที่น่าตกใจก็คือ สมาชิกของรัฐบาลพยายามปกปิดข้อมูลและสนับสนุนคนที่ทำอันตรายต่อพลเรือนให้ได้ดี
นายอัมสเตอร์ดัมระบุว่า ในฐานะทนาย ตนไม่ได้ข่มขู่ แต่ขอเรียกจดหมายฉบับนี้ว่าเป็น Wake up letter (จดหมายปลุกให้ตื่น) เพื่อเรียกสติให้รัฐบาลรู้ว่า ขณะนี้มีกฎหมายระหว่างประ เทศอยู่ มีกฎหมายอาญาระหว่างประเทศอยู่ ให้ตัดสินใจเอาเองว่าจะทำอย่างไร ขอย้ำว่าความไม่รู้กฎหมายไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวและไม่มีอะไรที่ปกปิดความจริงได้
-'เทือก'ปัดเสนอเลิกพ.ร.ก.
ส่วนสถานการณ์บังคับใช้พ.ร.ก.บริหารราช การในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัม ภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เสนอยกเลิกพ.ร.ก.ฉุก เฉินในพื้นที่ จ.ขอนแก่น อุดรธานี และนคร ราชสีมา ว่า กระทรวงมหาดไทยเสนอมาได้ แต่ต้องดำเนินการตามที่ตนเคยสั่งการ คือให้ประ เมินสถานการณ์จนถึงวันที่ 4 ต.ค. ต้องประเมินทุกจังหวัด ส่วนจะยกเลิกจังหวัดใดนั้นต้องให้คณะกรรมการ ศอฉ.ร่วมพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนนายอภิสิทธิ์ นายกฯ จะไปร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ระหว่าง 3-6 ต.ค. นายสุเทพกล่าวว่า อาจมีความเป็นไปได้
เมื่อถามว่าเหตุที่ไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะอะไร นายสุเทพกล่าวว่า เพราะสถาน การณ์ไม่น่าไว้วางใจ หรืออาจเป็นต้นเหตุและช่องโหว่ให้เกิดความวุ่นวาย ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติสุขของประชาชน เสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพพจน์ประเทศ ต่อข้อถามว่าหากเปรียบเทียบระหว่างการประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้านเศรษฐ กิจและการท่องเที่ยวเสียหายแตกต่างกันอย่างไร นายสุเทพตอบว่า ไม่ค่อยแน่นอน เพราะตนดูจากกรณีที่ จ.เชียงใหม่ ตอนแรกมีการเรียกร้องให้ยกเลิก เพราะหวังว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ปรากฏว่าพอยกเลิกแล้วกลายเป็นสถานที่ที่คนเคลื่อนไหวชุมนุมกันและมาเรียกร้องให้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง ซึ่งเราไม่ประกาศแล้ว
-'ไก่อู'โต้ฮิวแมนไรต์วอตช์
ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพทำหน้าที่ประธานการประชุมศอฉ. มีนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการศอฉ. และผู้แทนเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุม ใช้เวลาหารือสั้นๆ 45 นาที
จากนั้นพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่า ที่ประชุมรับฟังรายงานสถาน การณ์ ตามปกติ และหารือกรณีกลุ่มสิทธิมนุษยชน "ฮิวแมนไรต์วอตช์" ระบุว่าการใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนทั่วไป และขณะนี้ยังมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอยู่ ซึ่งในที่ประชุมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นายสุเทพจึงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการศอฉ.รวบรวมข้อมูลเพื่อแถลงชี้แจงต่อไป
"ความจริงการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นำเรียนต่อที่ประชุมให้ได้รับทราบมาหลายครั้งว่าปัจจุบันไม่ได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยตามหมาย ฉฉ. แต่เป็นการควบคุมตัวในความผิดอาญาที่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว การควบคุมอยู่ในความรับผิดชอบของกรมราช ทัณฑ์กับสถานพินิจรวม 13 แห่ง จำนวน 185 คน อยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางอีก 5 คน และอยู่ที่กรมพินิจคุ้มครองเด็กอีก 3 แห่ง คือ กทม. อยุธยา และอุบลราชธานี แห่งละ 1 คน ดังนั้น สิ่งที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ฮิวแมนไรต์วอตช์เสนอไปนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง" พ.อ. สรรเสริญกล่าว
เมื่อถามถึงการพิจารณาว่าจะต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินที่จะครบกำหนดในวันที่ 7 ต.ค.นี้หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ลงในรายละเอียด เพราะยังมีเวลาพิจารณาถึงวันที่ 4 ต.ค.
-'มาร์ค'โผล่แจงซีเอ็นเอ็น
ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่ยุบสภาเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากทุกฝ่ายของประเทศเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ให้ย้อนไปดูข้อเสนอ 3 ข้อที่รัฐบาลยื่นให้และกลุ่มเสื้อแดงปฏิเสธตลอด หนึ่งในนั้นคือการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมนำไปสู่การเลือกตั้งที่สันติและทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องในกฎต่างๆ เช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า เมื่อไหร่สภาพแวดล้อมเช่นนั้นจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งทำงานเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ถ้าหากกลุ่มเสื้อแดงหยุดทุกความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และเปิดให้นักการเมืองและทุกพรรคทำงานกันอย่างมีอิสระ นักการเมืองเดินทางไปไหนต่อไหนได้อย่างเสรี อาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่สันติได้ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายเสื้อแดง รัฐบาลพูดมาตลอดว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้ฟื้นแล้ว เมื่อทุกฝ่ายยอมรับในกฎเกณฑ์และเงื่อนไขก็กลับมาดูถึงความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง
-แขวะ'แม้ว'จอมบงการ
สำหรับการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงที่ยังดำเนินอยู่ และมีบทบาทสำคัญตลอดที่รัฐบาลชุดนี้อยู่ในอำนาจนั้น นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยมีปัญหากับการชุมนุมประท้วงสันติ ถือเป็น การแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่รัฐบาลเน้นคือการดำเนินนโยบายเพื่อคนส่วนใหญ่ รัฐบาลแยกปัญหาการเมืองออกจากเศรษฐกิจ แม้แต่กระทั่งเศรษฐกิจโลก "สิ่งที่ผมทำมาตลอด คือ การสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้า สำหรับการเลือกตั้งรัฐบาลยื่นข้อเสนอไปแล้ว ขึ้นอยู่กับกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้นว่าจะรับเงื่อนไขหรือไม่" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นักข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า การที่กลุ่มเสื้อแดงยังสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และพ.ต.ท.ทักษิณเอ่ยปากแล้วว่าจะไม่แทรกแซงการเมืองไทย ส่วนตัวมีความเชื่อถือคำพูดนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะทำให้ได้เหมือนที่พูด เพราะเห็นอยู่ชัดเจนว่ามีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไปมาหาสู่กับพ.ต.ท. ทักษิณตลอดเวลา และเห็นชัดว่าอดีตนายกฯ ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวเหล่านั้นอยู่
ที่มา.ข่าวสดรายวัน
***********************************************************
ผบ.สำนักคดีเทคโน โลยีดีเอสไอนำทีมขนอุปกรณ์ไฮเทคขึ้นตรวจสถานีรถไฟฟ้าสยาม และวัดปทุมวนาราม ไขปริศนาคดีการเสียชีวิต 6 ศพในเขตอภัยทานวัดปทุมฯ พบหลักฐานสำคัญเป็นปลอกกระสุนปืน 'เอชเค' กระ จายตกอยู่ใต้ราง อีกทั้งเลเซอร์ตรวจวิถีกระสุนชี้ชัด มีการยิงกระสุนปืนจากตำแหน่งที่ 'กลุ่มชายแต่งกายคล้ายทหาร' ยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัดปทุมฯ จริง และตรงจุดเดียวกันนี้ยังสาดกระสุนไปสู่จุดที่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพได้เช่นกัน แต่ไม่พบร่องรอยยิงปืนจากในวัดเข้าใส่กลุ่มชายคล้ายทหาร ส่วนดีเอสไออีกทีมลุยเก็บหลักฐานย่านบ่อนไก่-พระราม 4-ศาลาแดง เพื่อคลี่คลาย คดียิงเสื้อแดง ตะลึง! เจอรูกระสุนจริงนับร้อยรู ทั้งเอ็ม-16 และ 9 ม.ม. ทนายทักษิณยื่นร้อง 'ยูเอ็น' รบ.ไทยละเมิดกฎหมายอาญาระหว่างประเทศและสิทธิสากล ด้าน 'มาร์ค' โผล่จ้อ ซีเอ็นเอ็น ลั่นไม่ยุบสภาถ้าเสื้อแดงไม่ยอมสงบ
-ตรวจรถไฟฟ้า-วัดปทุมฯ
เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 24 ก.ย. พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเสียชีวิตจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสอบ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ประมาณ 20 นาย พร้อมอุปกรณ์การตรวจสอบที่เกิดเหตุ เดินทางมาเก็บหลักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สยาม และภายในวัดปทุมวนาราม ตรงจุดที่น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือ "น้องเกด" พยาบาลอาสา ถูกยิงเสียชีวิต พร้อมเพื่อนอาสากู้ชีพกู้ภัยและประชาชน รวม 6 ศพ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553
ก่อนเริ่มกระบวนการตรวจสอบ พ.ต.ท. วรรณพงษ์ เรียกเจ้าหน้าที่ทุกคนมาประชุมวางแผนการค้นหาหลักฐานในครั้งนี้บริเวณด้านหน้าทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าดังกล่าว โดยนำแผนที่มาประกอบคำอธิบายประมาณ 10 นาที ก่อนเจ้าหน้าที่จะแยกย้ายกันปฏิบัติงาน โดยแยกออกเป็น 2 ชุด ชุดแรก ขึ้นไปตรวจบนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 ตั้งแต่แยกเฉลิมเผ่าจนถึงหน้าวัดปทุมฯ ชุดที่ 2 ตรวจสอบบริเวณแนวกำแพงและภายในวัดปทุมฯ
ทั้งนี้ ระหว่างปฏิบัติงานโดยรอบพื้นที่สถานีรถไฟฟ้า และหน้าวัดปทุมฯ มีกำลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอติดปืนกลประมาณ 5 นาย เข้าประจำจุดเพื่อคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับทีมค้นหาหลักฐานตลอดทั้งคืน
-ยิง'เลเซอร์'หาวิถีกระสุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการตรวจสอบ ทีมช่างของบีทีเอสได้เข้ามาตัดกระแสไฟบนรางทั้งหมด ก่อนจะอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและนิติ วิทยาศาสตร์ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้สื่อ มวลชนร่วมสังเกตการณ์
สำหรับการตรวจวิถีกระสุน เจ้าหน้าที่ขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าด้านหน้าวัดปทุมวนาราม พร้อมใช้เครื่องมือยิงแสงเลเซอร์ลงมายังพื้นดินตรงจุดที่พบหลุมลักษณะคล้ายกระสุนปืน ขนาดกว้าง 3 เซนติเมตร จำนวน 3 รอย บริเวณประตูทาง ออก ภายในวัดปทุมฯ โดยมีเจ้าหน้าที่อีกชุดอยู่ภายในวัดด้วย พร้อมกับใช้เครื่องมือยิงเลเซอร์ขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าเช่นเดียวกัน เพื่อตรวจหาวิถีที่ชัดเจน และเดินตรวจหาปลอกกระสุนและหลักฐานอื่นๆ ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะกระสุนปืนและปลอกกระสุน ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะนำมา ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ ใช้เวลาค้นหาหลักฐานตั้งแต่ 01.00-05.00 น.
-เจอปลอก'เอชเค'ใต้ราง
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า การเข้าตรวจสอบหาหลักฐานครั้งนี้ เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนใช้เครื่องมือตรวจหาแนววิถีกระสุนเพื่อคลี่คลายคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมกลุ่มนปช. ภายในวัดปทุมวนา ราม ในช่วงที่มีการชุมนุมเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังประสานขอความร่วมมือจากบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด หรือ "บีทีเอส" เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบบนแนวรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ช่วงตั้งแต่สถานีสยามจนถึงวัดปทุมฯ
รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบหาหลักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชั้น 2 บริเวณด้านหน้าวัดปทุมฯ เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเป็นกุญแจไขปริศนาว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุยิงประชาชนในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง-นปช. โดยพบปลอกกระสุนปืน "เอชเค" ใช้แล้ว ตกกระจายอยู่ใต้รางรถไฟฟ้าประมาณ 3-4 ปลอก เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์จึงเก็บไว้ตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานหัวกระสุนปืนที่เก็บได้ก่อนหน้านี้ว่าตรงกันหรือไม่
-ชี้คนบนรางยิงใส่วัดปทุมฯจริง
รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยด้วยว่า เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายที่เคยเป็นข่าวใหญ่ กรณีมีกลุ่มชายแต่งกายคล้ายทหารยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า ตรงข้ามทางเข้าวัดปทุมฯ พร้อมกับเล็งปืนเข้าไปในวัดปทุมฯ ช่วงเวลาประมาณ 18.00-18.30 น. วันที่ 19 พ.ค.2553 และเทียบกับผลตรวจวิถีกระสุนด้วยเลเซอร์ ทั้งยังพบปลอกกระสุนปืนบนรางรถไฟฟ้าด้วยนั้น แนวทางการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กลุ่มชายคล้ายทหารดังกล่าวได้ยิงกระสุนปืนเข้าไปในวัดปทุมฯ จริง
นอกจากนั้น ตำแหน่งที่กลุ่มชายคล้ายทหารยืนอยู่ยังสามารถเล็งยิงเข้าไปได้ทุกจุดในวัดปทุมฯ รวมถึงจุดที่พบศพผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพในวัดปทุมฯ เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่พบร่องรอยการยิงกระสุนปืนตอบโต้จากพื้นราบในวัดปทุมฯ ขึ้นมาใส่กลุ่มชายคล้ายทหารบนรางรถไฟฟ้าดังกล่าว
-ลงพื้นที่'บ่อนไก่-ศาลาแดง'
ต่อมาเวลา 10.00 น. บริเวณหน้าสนามมวยเวทีลุมพินี ถ.พระราม 4 กทม. พ.ต.ท.บัณฑิต ประดับสุข เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษดีเอสไอ พร้อมเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กว่า 30 นาย ลงพื้นที่เดินทางตรวจสอบหาหลักฐานแนววิถีกระสุนที่กลุ่มคนเสื้อแดงถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553
ขั้นตอนการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่แบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกตรวจสอบบริเวณหน้าสนามมวยเวทีลุมพินี ชุมชนบ่อนไก่ จนถึงบริเวณใต้ทางด่วนพระราม 4 ระยะทางกว่า 3 ก.ม. และชุดที่ 2 ตรวจสอบบริเวณแยกศาลาแดงและซอยปลูกจิต ระยะทางประมาณ 3 ก.ม. โดยใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง
สำหรับการตรวจหาหลักฐานวิถีกระสุนนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจทั้งหมด 8 จุด ประกอบด้วย หน้าร้านระเบียงทอง จุดพบศพนายบุญมี เริ่มสุข, หน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาบ่อนไก่ จุดพบศพนาย สุพรรณ ทุมทอง, บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. จุดพบศพนายวารินทร์ วงศ์สนิท, หน้าร้านเซเว่นฯ จุดพบศพนายสมชาย พรสุวรรณ ส่วนจุดบริเวณหน้าสำนักงานไทยประกันชีวิต สาขาลุมพินี และ ริมถนนพระราม 4 เป็นจุดที่มีผู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่เสียชีวิต และจุดที่อยู่ใต้ทางด่วนพระราม 4 พบศพนายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล และนายประจวบ ประจวบสุข
ทั้งนี้ กรณีของนายบุญมี เริ่มสุข หรือลุงบุญมี นั้นเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ใช่ผู้ร่วมชุมนุม แต่ถูกลูกหลงกระสุนยิงทะลุช่องท้องขณะเดินออกมากินก๋วยเตี๋ยว
-เจอรูกระสุนปืนนับ 100 นัด
พ.ต.ท.บัณฑิตเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ในวันนี้เป็นการตรวจหาวิถีกระสุนและทิศทางการยิง เพื่อนำไปประกอบสำนวนในคดี โดยหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้ทันที จึงทำให้การตรวจหาวิถีกระ สุนและหลักฐานต่างๆ ล่าช้าไปมาก แต่จะเร่งรวบรวมหลักฐานให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานที่ต่างๆ และตู้โทรศัพท์สาธารณะ ที่ตั้งอยู่ริมทางเท้า ถ.พระราม 4 พบมีรอยรูกระ สุนปืนจำนวนมากนับ 100 นัด มีทั้งรูกระสุนปืนเอ็ม 16 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5.56 มิลลิเมตร และกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. การตรวจสอบเจ้าหน้าที่จะใช้เครื่องวัดระยะและอุปกรณ์ของทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ในการตรวจพิสูจน์ จากนั้นจะนำไปประมวลผลการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
พ.ต.ท.บัณฑิตกล่าวอีกว่า เบื้องต้นเท่าที่ตรวจสอบรอยวิถีกระสุนปืนพบว่า มีการยิงมาจาก 2 ทิศทาง เป็นการยิงมาจากทางด้านสะพานไทย-เบลเยียม ข้ามแยกถนนวิทยุ นอกจากนั้น จากการสอบปากคำพยานที่อยู่บริเวณจุดเกิดเหตุทราบว่ามีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเป็นชายวัยรุ่น อายุ 17 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนฟุตปาธหน้าร้านอันซีน ทราเวล สาขาลุมพินี เลขที่ 1881/9 ซึ่งผู้เสียชีวิตดังกล่าวไม่มีอยู่ในสำนวนของดีเอสไอ แต่อาจจะอยู่ในสำนวนของพนักงานสอบสวนชุดอื่น ซึ่งต้องตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์เดินทางไปตรวจสอบบริเวณซอยปลูกจิต ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ซึ่งเป็นจุดที่นายสมัย ทัดแก้ว อายุ 35 ปี ถูกยิงแผ่นหลัง 1 นัด ล้มลงอยู่หน้าร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ ก่อนจะมีผู้นำส่งร.พ.กล้วยน้ำไท 1 ในวันที่ 19 พ.ค. เข้าพักรักษาตัวที่ร.พ.ประมาณ 14 วัน ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 31 พ.ค. และมีพยานให้ข้อมูลว่าเห็นผู้เสียชีวิตเดินอยู่บนถนนพระราม 4 ก่อนจะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น จึงรีบวิ่งเข้ามาในซอยประมาณ 50 เมตร ก่อนถูกยิงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยา ศาสตร์ได้ถ่ายรูปที่เกิดเหตุและบริเวณอาคารสูง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
จากนั้นจึงเดินทางไปตรวจจุดต่อไป คือ บริเวณ ซอยศาลาแดง 1 หน้าบริษัท กฤษณา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 1010/16 แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. เป็นจุดที่ 2 ที่นายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี ถูกยิงศีรษะ 1 นัดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ทางเจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้ตรวจวิถีกระสุน บริเวณประตูเหล็กเลื่อนหน้าบริษัทที่มีรอยกระสุนเฉี่ยวบริเวณประตูเหล็ก และเสาปูน โดยใช้เครื่องเลเซอร์วัดระยะและตรวจวิถีกระสุน ก่อนจะถ่ายภาพร่องรอยในที่เกิดเหตุใช้เวลาตรวจราว 30 นาที จึงแล้วเสร็จ
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการเข้าตรวจหาร่องรอยบริเวณแยกบ่อนไก่ เจ้าหน้าที่ตรวจจากร่องรอยรูกระสุนปืนจากบริเวณตามบ้านเรือน ราวบันไดสะพานลอย ป้ายโฆษณา หน้าตึกแถวร้านขายสินค้าและตู้โทรศัพท์สาธารณะ ซึ่งพบว่ายังมีร่องรอยรูกระสุนปืนอยู่เป็นจำนวนมาก
-'ตู่'เปิดศูนย์เยียวยาเสื้อแดง
เวลา 13.00 น. ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว กทม. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำนปช. แถลงข่าวการเปิดศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการชุมนุม (นปช.) ที่ชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ว่า นับแต่เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงได้ให้เงินบริจาคช่วยเหลือจำนวนมาก แต่ถูกตรวจสอบจากรัฐบาลและไม่ให้นำเงินออกมาใช้ เมื่อถึงช่วงเวลานี้ได้พูดคุยกันในหมู่ผู้ใหญ่คนเสื้อแดงและคนที่เสื้อแดงคิดถึงว่า ถึงเวลาต้องช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ได้รับความเดือดร้อน จึงตั้งศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในการชุมนุม เพื่อช่วยเหลือในด้านต่างๆ โดยมีคณะกรรมการหลักๆ ที่จะร่วมประชุมกันทุกวันพฤหัสบดี อาทิ น.ส.สุนีย์ เหลืองวิจิตร อดีตเลขาธิการพรรค นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างสรรพสินค้าอิมพี เรียล ลาดพร้าว โดยกองทุนช่วยเหลือเยียวยามีเงินหมุนเวียนประมาณ 1,500,000 บาท
"ถ้าวันนี้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทย จะดูแลผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยครอบ ครัวผู้เสียชีวิตรับครอบครัวละ 10 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับการที่รัฐบาลโกงกินภาษีประชาชน" นายจตุพรระบุ
-ดีเอสไอขอข้อมูล'เพื่อไทย'
เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดี ดีเอสไอ ซึ่งได้รับการมอบหมายจากอธิบดี ดีเอสไอ เดินทางเข้าพบพล.ต.ท.วิโรจน์ เปา อินทร์ ประธานกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย.-17 พ.ค.2553 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อรับทราบข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ 89 ศพ หลังจากพล.ต.ท. วิโรจน์ได้เข้าให้ข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากับ ดีเอสไอ โดยมีคณะกรรมการพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมหารือ ประกอบด้วยพล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง ใช้เวลาการประชุมนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง
พ.ต.อ.ณรัชต์ ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า การเข้าพบพล.ต.ท.วิโรจน์เพื่อแสดงความจริงจังในการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทั้ง 89 ศพจากพรรคเพื่อไทย เพื่อหาหลักฐานให้ครบถ้วนและหาสาเหตุการเสียชีวิตของทั้ง 89 ศพ จากการพูดคุยเบื้องต้น พล.ต.ท.วิโรจน์แสดงความห่วงใยต่อพยานที่จะเข้าให้ปากคำ เนื่องจากพยานบางส่วนกังวลว่าจะมีการปองร้าย และไม่สะดวกเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอโดยตรง เรื่องดังกล่าวดีเอสไอมีโครงการคุ้มครองพยาน จัดเจ้าหน้าที่ดูแลคุ้มครองความปลอดภัยอยู่แล้ว ส่วนกรณีไม่สะดวกเข้าให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ จะส่งเจ้าหน้าที่มารับทราบข้อมูลที่พรรคเพื่อไทยก็ได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน
-นัดสืบพยานฝ่ายกองทัพต.ค.นี้
"ดีเอสไอทราบข้อมูลเบื้องต้นของทั้ง 89 ศพบ้างแล้วว่าเป็นใคร เสียชีวิตจากสาเหตุอะไร เหลือเพียงว่าใครทำให้ตาย ผู้เกี่ยวข้องมีใครบ้างและมีพยานหลักฐานใดที่จะสามารถเอาผิดได้ ส่วนระยะเวลายังบอกไม่ได้แน่นอน เนื่องจากต้องดูพยานหลักฐานก่อน แต่จะทำให้เร็วและถูกต้องที่สุด" พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว
รายงานข่าวพรรคพื่อไทยแจ้งด้วยว่า ระหว่างการประชุม พ.ต.อ.ณรัชต์ชี้แจงถึงกระบวนการดำเนินการของดีเอสไอว่า การสอบสวนการเสียชีวิต 89 ศพ จะแยกการสอบสวนเป็น 25 คดี ส่วนการเข้ารับฟังข้อมูลของดีเอสไอในวันนี้ เป็นการฟังความของ 2 ฝ่าย เนื่องจากตอนนี้ทางดีเอสไอมีข้อมูลจากศอฉ. เพียงด้านเดียวเท่านั้น และจะนัดสืบพยานทางกองทัพในช่วงเดือนต.ค. และทางดีเอสไอยืนยันว่ากระบวนการสอบสวนต้องการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิด ไม่ใช่เพียงขอข้อเท็จจริงให้กับสาธารณชนเท่านั้น โดยพรรคเพื่อไทยจะใช้เวลา 1 สัปดาห์เพื่อรวบรวมเรื่องที่มีอยู่ส่งต่อไปที่ดีเอสไอ และทางพรรคจะดูว่าดีเอสไอมีความจริงใจเพียงใดในการสอบสวนคดีนี้ ขณะที่พ.ต.อ.ณรัชต์ได้ชี้แจงว่า กระบวน การสอบสวนจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกรอบเวลา 45 วัน แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะยืดเวลาออกไป
-'คอป.'ชี้ตาย92ศพ-พบ'ป๊อก'
น.พ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการเยียวยา ในกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอนุกรรมการฯ ได้รวบรวมตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บและรับผลกระทบอย่างเป็นทางการ พบว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบทางการเมืองทั้งหมดมี 92 คน ไม่ใช่ 91 คน ซึ่งตนได้ไปพบปะพูดคุยกับญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ทั้ง จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ และยังมีเป้าหมายอีกหลายจังหวัด เป็นการดำเนินการภายใต้ 10 มาตรการประกอบด้วย 1.เยียวยาผู้ถูกกระทำ เยียวยาชุมชน และสังคม 2.จัดเวทีให้ผู้ได้รับผลกระทบได้พูด ซึ่งจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ 3.พบปะแลกเปลี่ยนผู้นำศาสนาและผู้นำทางสังคม 4.ประสานหน่วยงานราชการให้ความช่วยเหลือทรัพย์สินเงินทองผู้ได้รับผลกระทบ 5.เปิดศูนย์รับร้องทุกข์ 6.พบปะกับผู้ที่มีจิตใจอยากจะสร้างความสมานฉันท์ 7.สร้างจุดศูนย์กลางของจังหวัด 8.หาทางป้องกันเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 9.ทำสารคดีเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้แสดงออกและ 10.พบปะหาทางเยียวยาเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารที่ปฏิบัติการในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ย. กรรมการคอป.จะเดินทางเข้าพบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อขอทราบข้อมูล โดยเฉพาะแผนปฏิบัติการใช้กำลังในช่วงเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.2553
-ทนายทักษิณฟ้อง'ยูเอ็น'
วันเดียวกัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนาย ความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า วัตถุประสงค์การออกจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 3 ส่งไปถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชัดเจนตามถ้อยความในจดหมาย เพราะโลกเห็นว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขัดขวางและไม่เต็มใจที่จะสอบสวนสาเหตุที่พลเรือนถูกสังหารในช่วงการชุมนุมเสื้อแดง เท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กฎ หมายอาญาระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากล จดหมายฉบับนี้ต้องการบอกว่า เราจะไม่หยุดดำเนินการเรียกร้องให้มีการสอบ สวนที่เป็นอิสระ
เมื่อถามว่าคาดหวังอะไรจากรัฐบาลไทยในการออกจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ นายอัมสเตอร์ ดัม กล่าวว่า ตนดำเนินการเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์ 2 อย่าง อย่างแรก คือเป็นตัวแทนพลเรือนที่สูญเสียญาติพี่น้อง แต่กลับไม่ได้รับการดูแล ไม่มีการสอบสวนสาเหตุการตายใดๆ ที่ผ่านมาเรียกว่าเป็นศูนย์ อย่างที่สอง ต้องการบอกว่าสมาชิกคนเสื้อแดงถูกข่มขู่คุกคามด้วยวิธีการต่างๆ สิ่งที่น่าตกใจก็คือ สมาชิกของรัฐบาลพยายามปกปิดข้อมูลและสนับสนุนคนที่ทำอันตรายต่อพลเรือนให้ได้ดี
นายอัมสเตอร์ดัมระบุว่า ในฐานะทนาย ตนไม่ได้ข่มขู่ แต่ขอเรียกจดหมายฉบับนี้ว่าเป็น Wake up letter (จดหมายปลุกให้ตื่น) เพื่อเรียกสติให้รัฐบาลรู้ว่า ขณะนี้มีกฎหมายระหว่างประ เทศอยู่ มีกฎหมายอาญาระหว่างประเทศอยู่ ให้ตัดสินใจเอาเองว่าจะทำอย่างไร ขอย้ำว่าความไม่รู้กฎหมายไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวและไม่มีอะไรที่ปกปิดความจริงได้
-'เทือก'ปัดเสนอเลิกพ.ร.ก.
ส่วนสถานการณ์บังคับใช้พ.ร.ก.บริหารราช การในสถานการณ์ฉุกเฉิน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัม ภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เสนอยกเลิกพ.ร.ก.ฉุก เฉินในพื้นที่ จ.ขอนแก่น อุดรธานี และนคร ราชสีมา ว่า กระทรวงมหาดไทยเสนอมาได้ แต่ต้องดำเนินการตามที่ตนเคยสั่งการ คือให้ประ เมินสถานการณ์จนถึงวันที่ 4 ต.ค. ต้องประเมินทุกจังหวัด ส่วนจะยกเลิกจังหวัดใดนั้นต้องให้คณะกรรมการ ศอฉ.ร่วมพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนนายอภิสิทธิ์ นายกฯ จะไปร่วมประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 8 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ระหว่าง 3-6 ต.ค. นายสุเทพกล่าวว่า อาจมีความเป็นไปได้
เมื่อถามว่าเหตุที่ไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะอะไร นายสุเทพกล่าวว่า เพราะสถาน การณ์ไม่น่าไว้วางใจ หรืออาจเป็นต้นเหตุและช่องโหว่ให้เกิดความวุ่นวาย ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติสุขของประชาชน เสียหายต่อเศรษฐกิจและภาพพจน์ประเทศ ต่อข้อถามว่าหากเปรียบเทียบระหว่างการประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินกับการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้านเศรษฐ กิจและการท่องเที่ยวเสียหายแตกต่างกันอย่างไร นายสุเทพตอบว่า ไม่ค่อยแน่นอน เพราะตนดูจากกรณีที่ จ.เชียงใหม่ ตอนแรกมีการเรียกร้องให้ยกเลิก เพราะหวังว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่ปรากฏว่าพอยกเลิกแล้วกลายเป็นสถานที่ที่คนเคลื่อนไหวชุมนุมกันและมาเรียกร้องให้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกครั้ง ซึ่งเราไม่ประกาศแล้ว
-'ไก่อู'โต้ฮิวแมนไรต์วอตช์
ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพทำหน้าที่ประธานการประชุมศอฉ. มีนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการศอฉ. และผู้แทนเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุม ใช้เวลาหารือสั้นๆ 45 นาที
จากนั้นพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่า ที่ประชุมรับฟังรายงานสถาน การณ์ ตามปกติ และหารือกรณีกลุ่มสิทธิมนุษยชน "ฮิวแมนไรต์วอตช์" ระบุว่าการใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนทั่วไป และขณะนี้ยังมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอยู่ ซึ่งในที่ประชุมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นายสุเทพจึงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการศอฉ.รวบรวมข้อมูลเพื่อแถลงชี้แจงต่อไป
"ความจริงการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นำเรียนต่อที่ประชุมให้ได้รับทราบมาหลายครั้งว่าปัจจุบันไม่ได้มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยตามหมาย ฉฉ. แต่เป็นการควบคุมตัวในความผิดอาญาที่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว การควบคุมอยู่ในความรับผิดชอบของกรมราช ทัณฑ์กับสถานพินิจรวม 13 แห่ง จำนวน 185 คน อยู่ที่ทัณฑสถานหญิงกลางอีก 5 คน และอยู่ที่กรมพินิจคุ้มครองเด็กอีก 3 แห่ง คือ กทม. อยุธยา และอุบลราชธานี แห่งละ 1 คน ดังนั้น สิ่งที่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ฮิวแมนไรต์วอตช์เสนอไปนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง" พ.อ. สรรเสริญกล่าว
เมื่อถามถึงการพิจารณาว่าจะต่ออายุพ.ร.ก. ฉุกเฉินที่จะครบกำหนดในวันที่ 7 ต.ค.นี้หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ลงในรายละเอียด เพราะยังมีเวลาพิจารณาถึงวันที่ 4 ต.ค.
-'มาร์ค'โผล่แจงซีเอ็นเอ็น
ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ระหว่างร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่ยุบสภาเปิดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากทุกฝ่ายของประเทศเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ให้ย้อนไปดูข้อเสนอ 3 ข้อที่รัฐบาลยื่นให้และกลุ่มเสื้อแดงปฏิเสธตลอด หนึ่งในนั้นคือการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมนำไปสู่การเลือกตั้งที่สันติและทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องในกฎต่างๆ เช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่า เมื่อไหร่สภาพแวดล้อมเช่นนั้นจะเกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งทำงานเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ถ้าหากกลุ่มเสื้อแดงหยุดทุกความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และเปิดให้นักการเมืองและทุกพรรคทำงานกันอย่างมีอิสระ นักการเมืองเดินทางไปไหนต่อไหนได้อย่างเสรี อาจนำไปสู่การเลือกตั้งที่สันติได้ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายเสื้อแดง รัฐบาลพูดมาตลอดว่าเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้ฟื้นแล้ว เมื่อทุกฝ่ายยอมรับในกฎเกณฑ์และเงื่อนไขก็กลับมาดูถึงความเป็นไปได้ในการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง
-แขวะ'แม้ว'จอมบงการ
สำหรับการประท้วงของกลุ่มเสื้อแดงที่ยังดำเนินอยู่ และมีบทบาทสำคัญตลอดที่รัฐบาลชุดนี้อยู่ในอำนาจนั้น นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เคยมีปัญหากับการชุมนุมประท้วงสันติ ถือเป็น การแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่รัฐบาลเน้นคือการดำเนินนโยบายเพื่อคนส่วนใหญ่ รัฐบาลแยกปัญหาการเมืองออกจากเศรษฐกิจ แม้แต่กระทั่งเศรษฐกิจโลก "สิ่งที่ผมทำมาตลอด คือ การสร้างความมั่นใจให้กับประเทศคู่ค้า สำหรับการเลือกตั้งรัฐบาลยื่นข้อเสนอไปแล้ว ขึ้นอยู่กับกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้นว่าจะรับเงื่อนไขหรือไม่" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นักข่าวซีเอ็นเอ็นถามว่า การที่กลุ่มเสื้อแดงยังสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และพ.ต.ท.ทักษิณเอ่ยปากแล้วว่าจะไม่แทรกแซงการเมืองไทย ส่วนตัวมีความเชื่อถือคำพูดนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณน่าจะทำให้ได้เหมือนที่พูด เพราะเห็นอยู่ชัดเจนว่ามีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไปมาหาสู่กับพ.ต.ท. ทักษิณตลอดเวลา และเห็นชัดว่าอดีตนายกฯ ยังคงเป็นผู้กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวเหล่านั้นอยู่
ที่มา.ข่าวสดรายวัน
***********************************************************
วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553
ช้อนทองตักขี้
ใกล้จะลาโรงเต็มที่ สำหรับรัฐนาวาประชาธิปัตย์ ของ กัปตันมาร์ค...นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..หมายกำหนดณาปนกิจแรก...ก็คือ...ข้อหาใช้เงินหลวง
หากว่า..รอดจากณาปนกิจครั้งนี้ได้...ก็ใช่ว่าจะหายใจคล่อง..เพราะ..การพายเรือกันคนละทิศละทาง..ที่เป็นมากว่า 1 ปีที่ผ่าน..คงจะพายกันไปได้อีกไม่นาน..ในปีกับเศษเดือนที่เหลือ
แน่นอนว่า..พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย..ถึงวันนี้ต่างก็มั่นใจกันแล้วว่า..ถึงวันเลือกตั้งใหญ่..พรรคที่จะมีผู้แทนแห่แหนกันเข้ามาในสภา..น่าจะเป็นพรรคใหญ่ที่ได้ดินดีน้ำหนุนในภาคเหนือและภาคอิสาน
อาการเตรียมผละเตรียมผลัก..ก็ต้องซักซ้อมกันไว้ก่อน
ที่เคยยืนชิดขวา..ก็เบี่ยงเข้ามาหาเส้นกลาง..เวลาเที่ยวซ้ายจะได้ง่ายขึ้น..เพราะถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็จะต้องหาพันธมิตรให้มากเข้าไว้..หากได้เป็นรัฐบาล
พรรคประชาธิปัตย์เอง..หากปล่อยให้ลอยไปถึงวันเลือกตั้งตามหมายกำหนดการ...อาการตกต่ำในปัจจุบันก็จะยิ่งดิ่งตรงเหมือนโจนลงเหว..
หนุ่มหล่อความรู้ดี..อาจจะเล่นเป็นพระเอกในละคอนทีวีได้...แต่ในรัฐสภาและถนนของคนแย่งอำนาจ..ความสามารถกับบารมีต้องมาก่อน..
หนุ่มหล่อความรู้ดี..อาจจะเป็นคน”มือสะอาด”แต่ถ้า..แวดวงคนล้อมข้างหรือนั่งร้านสนับสนุน..กลายเป้นพวกตะกรุ่มตะกราม..แล้วห้ามแล้วบังคับเขาไม่ได้..,มันก็ไม่ต่างอะไรกับช้อนทองที่ตักขี้
กัปตันของรัฐนาวาปัจจุบัน..ฉลาดและเรียนรู้...ย่อมรู้ว่า..การสละปัจจุบันเพื่อรักษาอนาคตนั้น..ก็เท่ากับการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต..
หากเอาขี้ออกจากช้อนทองคำไม่ได้....เลือกตั้งใหญ่มันก็วันแห่งความพินาศ..เหมือนกับพายุยักษ์..สปก.4-01 ทำรัฐนาวาอัปปางมาแล้ว..
โดยสรุปจึงน่าจะพยากรณ์ได้ว่า..เรื่องยุบสภาใหเร็วขึ้นจะเป็นประโยชน์กับพรรคมากกว่า..แต่จะต้องปรับปรุงคณะรัฐมนตรี เอาขี้ออกจากช้อนเสียก่อน...
ปรับคณะรัฐมนตรี...ซื้อเวลา...ถ้ายังรับไม่อยู่ก็ยุบสภา..เป็นรัฐบาลรักษาการณ์..หลังเลือกตั้งว่ากันใหม่..
โดย.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หากว่า..รอดจากณาปนกิจครั้งนี้ได้...ก็ใช่ว่าจะหายใจคล่อง..เพราะ..การพายเรือกันคนละทิศละทาง..ที่เป็นมากว่า 1 ปีที่ผ่าน..คงจะพายกันไปได้อีกไม่นาน..ในปีกับเศษเดือนที่เหลือ
แน่นอนว่า..พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลาย..ถึงวันนี้ต่างก็มั่นใจกันแล้วว่า..ถึงวันเลือกตั้งใหญ่..พรรคที่จะมีผู้แทนแห่แหนกันเข้ามาในสภา..น่าจะเป็นพรรคใหญ่ที่ได้ดินดีน้ำหนุนในภาคเหนือและภาคอิสาน
อาการเตรียมผละเตรียมผลัก..ก็ต้องซักซ้อมกันไว้ก่อน
ที่เคยยืนชิดขวา..ก็เบี่ยงเข้ามาหาเส้นกลาง..เวลาเที่ยวซ้ายจะได้ง่ายขึ้น..เพราะถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็จะต้องหาพันธมิตรให้มากเข้าไว้..หากได้เป็นรัฐบาล
พรรคประชาธิปัตย์เอง..หากปล่อยให้ลอยไปถึงวันเลือกตั้งตามหมายกำหนดการ...อาการตกต่ำในปัจจุบันก็จะยิ่งดิ่งตรงเหมือนโจนลงเหว..
หนุ่มหล่อความรู้ดี..อาจจะเล่นเป็นพระเอกในละคอนทีวีได้...แต่ในรัฐสภาและถนนของคนแย่งอำนาจ..ความสามารถกับบารมีต้องมาก่อน..
หนุ่มหล่อความรู้ดี..อาจจะเป็นคน”มือสะอาด”แต่ถ้า..แวดวงคนล้อมข้างหรือนั่งร้านสนับสนุน..กลายเป้นพวกตะกรุ่มตะกราม..แล้วห้ามแล้วบังคับเขาไม่ได้..,มันก็ไม่ต่างอะไรกับช้อนทองที่ตักขี้
กัปตันของรัฐนาวาปัจจุบัน..ฉลาดและเรียนรู้...ย่อมรู้ว่า..การสละปัจจุบันเพื่อรักษาอนาคตนั้น..ก็เท่ากับการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต..
หากเอาขี้ออกจากช้อนทองคำไม่ได้....เลือกตั้งใหญ่มันก็วันแห่งความพินาศ..เหมือนกับพายุยักษ์..สปก.4-01 ทำรัฐนาวาอัปปางมาแล้ว..
โดยสรุปจึงน่าจะพยากรณ์ได้ว่า..เรื่องยุบสภาใหเร็วขึ้นจะเป็นประโยชน์กับพรรคมากกว่า..แต่จะต้องปรับปรุงคณะรัฐมนตรี เอาขี้ออกจากช้อนเสียก่อน...
ปรับคณะรัฐมนตรี...ซื้อเวลา...ถ้ายังรับไม่อยู่ก็ยุบสภา..เป็นรัฐบาลรักษาการณ์..หลังเลือกตั้งว่ากันใหม่..
โดย.พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
ที่มา.บางกอกทูเดย์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นักปรัชญาชายขอบ: ตาสว่างและเดินทางต่อ
นักปรัชญาชายขอบ

ผมรู้สึกชื่นชมไอเดีย “เขียนจดหมายถึงฟ้า” กับ “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” มาก ในขณะที่ขำเกือบตกเก้าอี้เมื่อเห็นท่าน “อภิสิทธัตถะ”เทศนาอัปปมาทกถา (ถ้อยแถลงว่าด้วยความไม่ประมาท) ทางทีวีว่า ให้ระมัดระวัง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์”
แสดงว่า ในสายตาของเขาไม่ว่าคนเสื้อแดงจะขยับทำอะไร ก็ต้องรุนแรงเสมอ ไม่รุนแรงทางกายภาพก็ต้องรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ แต่โทษทีครับ สติปัญญาระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากอ๊อกฟอร์ดคิดไม่ออกเลยหรือไงว่า เป็นนายกฯ แล้วออกมาปรามประชาชนโดยอ้าง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” ในสถานการณ์ที่ประชาธิปไตยถูกใช้สัญลักษณ์กดทับไว้เช่นทุกวันนี้ มันเป็น “ทัศนะอำมหิต” ต่อการใช้เสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่จะบอกเล่าความจริงและทวงคืนประชาธิปไตยมากเกินไป!
นึกถึงประโยคสรุปในหนังสือ “สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย” ของ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ว่า “ถึงเวลาที่ต้องให้การศึกษาแก่ชนชั้นนำให้เข้าใจและรู้คุณค่าประชาธิปไตย” มันเป็นข้อสรุปที่สวนทางกับทัศนะของชนชั้นนำที่พูดซ้ำๆ ซากๆ ว่า ประชาชนโง่ ไม่รู้ประชาธิปไตย จะต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนให้เข้าใจประชาธิปไตย แต่ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ “อุปสรรค” ที่เด่นชัดของพัฒนาการประชาธิปไตยก็คือ “ชนชั้นนำ”
จดหมายถึงฟ้า มันจึงมีความหมายสำคัญว่า ประชาชน เช่น คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง กรรมกร ชาวนา แม่ค้าขายส้มตำ ลูกชิ้น ฯลฯ เขาตาสว่างแล้ว เขาเกิดปัญญารู้แจ้ง (Enlightenment) แล้วว่าประชาธิปไตยคืออะไร และเขาต้องการสอนบรรดาชนชั้นนำ โดยเฉพาะ “คนอย่างอภิสิทธัตถะ” ซึ่งถูกยกให้มีอภิสิทธิ์ทางศีลธรรมให้รู้ว่าคุณไม่สามารถต้านกระแสประชาธิปไตยได้ คนที่ต้านกระแสประชาธิปไตยคือคนที่ต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
พูดอย่างถึงที่สุด ต้านกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย คือ ต้านกระแสเรียกร้องความเป็นคน ซึ่ง “ความเป็นคน” นั้นโดยพื้นฐาน หรือโดย essence เลย คือ freedom หรือเสรีภาพ รูปแบบการปกครองของรัฐที่จำกัดเสรีภาพก็เท่ากับจำกัดความเป็นคน อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่นี่ไง เพราะเราถูกจำกัดความเป็นคนจนเคยชิน เราจึงไม่รู้ว่าความเป็นคนของตัวเองและเพื่อนมนุษย์คืออะไร เราจึงเรียกร้องอำนาจพิเศษ อำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ การใช้ พรก.ฉุกเฉิน ฯลฯ มาจำกัดความเป็นคนของตัวเองและเพื่อนมนุษย์ ไม่ให้เขา (และเรา) สามรถใช้เสรีภาพตามที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะพวกใช้เจ้าเป็นอาวุธเพื่อทำลายคนที่เห็นต่าง หรือศัตรูทางการเมืองของตนเอง ยิ่งชัดเจนว่าคุณกำลังทำลายความเป็นคนของตนเองและเพื่อนมนุษย์อย่างโง่เขลาและเลือดเย็น เพราะโดย “อาวุธ” ที่คุณใช้กับคนอื่น เขาก็จะใช้อาวุธเดียวกันกับคุณ สังคมเราจึงพยายามจำกัด หรือริบสิทธิในการใช้เสรีภาพของกันและกันไปด้วยการใช้อาวุธเช่นนี้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แต่ไม่มีใครสามารถห้ามคนไม่ให้มีเสรีภาพได้ คุณอาจจำกัดการใช้เสรีภาพของคนได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่คุณไม่อาจเอาเสรีภาพออกไปจากความเป็นคนได้ ถ้าประชาชนตระหนักถึงคุณค่าความเป็นคนที่ต้องมีเสรีภาพ อำนาจที่จำกัดเสรีภาพย่อมถูกท้าทาย และไม่อาจคงอยู่ต่อไปได้!
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คนเสื้อแดงเขาเรียกร้องเสรีภาพที่จะเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ก็คือโดยพื้นฐานที่สุดคนต้องมีเสรีภาพที่จะพูด จะคิด แสดงออกซึ่งความคิดเห็นได้ โดยเฉพาะการพูดความจริง การเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง คนมันต้องมี “อิสระทางศีลธรรม” หรือมีอิสระในการวินิจฉัยถูกผิดในเรื่องคุณค่าเชิงบรรทัดฐานหลักๆ ของสังคม ไม่ใช่ต้องคอยแต่เชื่อฟังและทำตาม ถ้าคนชั้นนำคิดผิด ทำผิดในทางศีลธรรม ประชาชนที่มีความเป็น “คน” จะต้องตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ เรียกร้องให้เขารับผิดชอบในทางศีลธรรม และทางกฎหมายได้ ถ้าเสรีภาพดังกล่าวนี้มีไม่ได้ ถูกกดทับหรือถูกจำกัดก็หมายความว่าความเป็นคนของประชาชนถูก จำกัด
คุณอยากมีชีวิตอยู่ในประเทศที่ความเป็นคนของคุณถูกจำกัดหรือครับ คุณไม่อยากให้ศักยภาพที่จะเป็นคนอย่างเต็มที่ของคุณได้แสดงตัวออกมาหรือครับ ศักยภาพความเป็นคนมันเป็น “สภาพแฝง” (potentiality) มันจะแสดงออกมาหรือกลายเป็น “สภาพจริง”(actuality) ได้ ก็ต่อเมื่อเรามีเสรีภาพ เราไม่ถูกจำกัดหรือถูกกดทับเสรีภาพเอาไว้ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่เท่าเทียมของมนุษย์
แน่นอนว่า ในสังคมประชาธิปไตย การใช้เสรีภาพอาจถูกจำกัดหากมันไปละเมิดความเท่าเทียมในความเป็นคน เช่น เราไม่มีเสรีภาพที่จะประณามคนอื่นด้วยเหตุผลว่า เรามีสถานะความเป็นคนสูงส่งกว่าคนอื่น แต่การจำกัดเสรีภาพเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล เพราะเป็นการปกป้องความเท่าเทียมของคนซึ่งเป็นรากฐานในการปกป้องเสรีภาพที่เท่าเทียม
มันต่างกับการอ้างว่า “ทุกคนมีเสรีภาพได้เต็มที่นะตราบเท่าที่ไม่ไปพูดความจริงเกี่ยวกับคนที่มีความเป็นคนเหนือกว่าทุกคน” เพราะข้ออ้างเช่นนี้มันหมายความว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีเสรีภาพไม่เท่ากัน (ระหว่างทุกคนกับคนที่เหนือกว่าทุกคน) และจำเป็นต้องถูกจำกัดเสรีภาพในการพูดความจริงเกี่ยวกับการกระทำของคนที่เหนือกว่าทุกคน ซึ่งเป็นไปได้ว่าการกระทำนั้นอาจส่งผลด้านลบต่อทุกคน และหรือกล่าวอย่างรวบยอด ทุกคนย่อมไม่มีอิสระทางศีลธรรมหากคนที่เหนือกว่าทุกคนเป็นผู้กำหนดถูก-ผิด ในเรื่องศีลธรรมที่เป็นบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง การมีชีวิตที่ดี ฯลฯ แทนประชาชน และประชาชนก็ไม่สามารถตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ได้
ฉะนั้น จดหมายถึงฟ้า/ตาสว่างทั้งแผ่นดิน จึงเป็นก้าวย่างทางประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่มีความหมายสำคัญยิ่ง ก้าวต่อไปก็คือเราต้องทวงเสรีภาพเพื่อให้ทุกคนภายใต้ผืนฟ้า (จริงๆ) นี้ มีความเป็นคนที่เท่าเทียม!
ที่มา. Unrest in Bangkok
ผมรู้สึกชื่นชมไอเดีย “เขียนจดหมายถึงฟ้า” กับ “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” มาก ในขณะที่ขำเกือบตกเก้าอี้เมื่อเห็นท่าน “อภิสิทธัตถะ”เทศนาอัปปมาทกถา (ถ้อยแถลงว่าด้วยความไม่ประมาท) ทางทีวีว่า ให้ระมัดระวัง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์”
แสดงว่า ในสายตาของเขาไม่ว่าคนเสื้อแดงจะขยับทำอะไร ก็ต้องรุนแรงเสมอ ไม่รุนแรงทางกายภาพก็ต้องรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ แต่โทษทีครับ สติปัญญาระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากอ๊อกฟอร์ดคิดไม่ออกเลยหรือไงว่า เป็นนายกฯ แล้วออกมาปรามประชาชนโดยอ้าง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” ในสถานการณ์ที่ประชาธิปไตยถูกใช้สัญลักษณ์กดทับไว้เช่นทุกวันนี้ มันเป็น “ทัศนะอำมหิต” ต่อการใช้เสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่จะบอกเล่าความจริงและทวงคืนประชาธิปไตยมากเกินไป!
นึกถึงประโยคสรุปในหนังสือ “สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย” ของ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ว่า “ถึงเวลาที่ต้องให้การศึกษาแก่ชนชั้นนำให้เข้าใจและรู้คุณค่าประชาธิปไตย” มันเป็นข้อสรุปที่สวนทางกับทัศนะของชนชั้นนำที่พูดซ้ำๆ ซากๆ ว่า ประชาชนโง่ ไม่รู้ประชาธิปไตย จะต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนให้เข้าใจประชาธิปไตย แต่ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ “อุปสรรค” ที่เด่นชัดของพัฒนาการประชาธิปไตยก็คือ “ชนชั้นนำ”
จดหมายถึงฟ้า มันจึงมีความหมายสำคัญว่า ประชาชน เช่น คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง กรรมกร ชาวนา แม่ค้าขายส้มตำ ลูกชิ้น ฯลฯ เขาตาสว่างแล้ว เขาเกิดปัญญารู้แจ้ง (Enlightenment) แล้วว่าประชาธิปไตยคืออะไร และเขาต้องการสอนบรรดาชนชั้นนำ โดยเฉพาะ “คนอย่างอภิสิทธัตถะ” ซึ่งถูกยกให้มีอภิสิทธิ์ทางศีลธรรมให้รู้ว่าคุณไม่สามารถต้านกระแสประชาธิปไตยได้ คนที่ต้านกระแสประชาธิปไตยคือคนที่ต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
พูดอย่างถึงที่สุด ต้านกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย คือ ต้านกระแสเรียกร้องความเป็นคน ซึ่ง “ความเป็นคน” นั้นโดยพื้นฐาน หรือโดย essence เลย คือ freedom หรือเสรีภาพ รูปแบบการปกครองของรัฐที่จำกัดเสรีภาพก็เท่ากับจำกัดความเป็นคน อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่นี่ไง เพราะเราถูกจำกัดความเป็นคนจนเคยชิน เราจึงไม่รู้ว่าความเป็นคนของตัวเองและเพื่อนมนุษย์คืออะไร เราจึงเรียกร้องอำนาจพิเศษ อำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ การใช้ พรก.ฉุกเฉิน ฯลฯ มาจำกัดความเป็นคนของตัวเองและเพื่อนมนุษย์ ไม่ให้เขา (และเรา) สามรถใช้เสรีภาพตามที่ควรจะเป็น
โดยเฉพาะพวกใช้เจ้าเป็นอาวุธเพื่อทำลายคนที่เห็นต่าง หรือศัตรูทางการเมืองของตนเอง ยิ่งชัดเจนว่าคุณกำลังทำลายความเป็นคนของตนเองและเพื่อนมนุษย์อย่างโง่เขลาและเลือดเย็น เพราะโดย “อาวุธ” ที่คุณใช้กับคนอื่น เขาก็จะใช้อาวุธเดียวกันกับคุณ สังคมเราจึงพยายามจำกัด หรือริบสิทธิในการใช้เสรีภาพของกันและกันไปด้วยการใช้อาวุธเช่นนี้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แต่ไม่มีใครสามารถห้ามคนไม่ให้มีเสรีภาพได้ คุณอาจจำกัดการใช้เสรีภาพของคนได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่คุณไม่อาจเอาเสรีภาพออกไปจากความเป็นคนได้ ถ้าประชาชนตระหนักถึงคุณค่าความเป็นคนที่ต้องมีเสรีภาพ อำนาจที่จำกัดเสรีภาพย่อมถูกท้าทาย และไม่อาจคงอยู่ต่อไปได้!
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คนเสื้อแดงเขาเรียกร้องเสรีภาพที่จะเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ก็คือโดยพื้นฐานที่สุดคนต้องมีเสรีภาพที่จะพูด จะคิด แสดงออกซึ่งความคิดเห็นได้ โดยเฉพาะการพูดความจริง การเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง คนมันต้องมี “อิสระทางศีลธรรม” หรือมีอิสระในการวินิจฉัยถูกผิดในเรื่องคุณค่าเชิงบรรทัดฐานหลักๆ ของสังคม ไม่ใช่ต้องคอยแต่เชื่อฟังและทำตาม ถ้าคนชั้นนำคิดผิด ทำผิดในทางศีลธรรม ประชาชนที่มีความเป็น “คน” จะต้องตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ เรียกร้องให้เขารับผิดชอบในทางศีลธรรม และทางกฎหมายได้ ถ้าเสรีภาพดังกล่าวนี้มีไม่ได้ ถูกกดทับหรือถูกจำกัดก็หมายความว่าความเป็นคนของประชาชนถูก จำกัด
คุณอยากมีชีวิตอยู่ในประเทศที่ความเป็นคนของคุณถูกจำกัดหรือครับ คุณไม่อยากให้ศักยภาพที่จะเป็นคนอย่างเต็มที่ของคุณได้แสดงตัวออกมาหรือครับ ศักยภาพความเป็นคนมันเป็น “สภาพแฝง” (potentiality) มันจะแสดงออกมาหรือกลายเป็น “สภาพจริง”(actuality) ได้ ก็ต่อเมื่อเรามีเสรีภาพ เราไม่ถูกจำกัดหรือถูกกดทับเสรีภาพเอาไว้ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่เท่าเทียมของมนุษย์
แน่นอนว่า ในสังคมประชาธิปไตย การใช้เสรีภาพอาจถูกจำกัดหากมันไปละเมิดความเท่าเทียมในความเป็นคน เช่น เราไม่มีเสรีภาพที่จะประณามคนอื่นด้วยเหตุผลว่า เรามีสถานะความเป็นคนสูงส่งกว่าคนอื่น แต่การจำกัดเสรีภาพเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล เพราะเป็นการปกป้องความเท่าเทียมของคนซึ่งเป็นรากฐานในการปกป้องเสรีภาพที่เท่าเทียม
มันต่างกับการอ้างว่า “ทุกคนมีเสรีภาพได้เต็มที่นะตราบเท่าที่ไม่ไปพูดความจริงเกี่ยวกับคนที่มีความเป็นคนเหนือกว่าทุกคน” เพราะข้ออ้างเช่นนี้มันหมายความว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีเสรีภาพไม่เท่ากัน (ระหว่างทุกคนกับคนที่เหนือกว่าทุกคน) และจำเป็นต้องถูกจำกัดเสรีภาพในการพูดความจริงเกี่ยวกับการกระทำของคนที่เหนือกว่าทุกคน ซึ่งเป็นไปได้ว่าการกระทำนั้นอาจส่งผลด้านลบต่อทุกคน และหรือกล่าวอย่างรวบยอด ทุกคนย่อมไม่มีอิสระทางศีลธรรมหากคนที่เหนือกว่าทุกคนเป็นผู้กำหนดถูก-ผิด ในเรื่องศีลธรรมที่เป็นบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง การมีชีวิตที่ดี ฯลฯ แทนประชาชน และประชาชนก็ไม่สามารถตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ได้
ฉะนั้น จดหมายถึงฟ้า/ตาสว่างทั้งแผ่นดิน จึงเป็นก้าวย่างทางประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่มีความหมายสำคัญยิ่ง ก้าวต่อไปก็คือเราต้องทวงเสรีภาพเพื่อให้ทุกคนภายใต้ผืนฟ้า (จริงๆ) นี้ มีความเป็นคนที่เท่าเทียม!
ที่มา. Unrest in Bangkok
*************************************************************************************
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพแถลงประณามกรณีจับผอ.ประชาไท
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพประณามกรณีจับผอ.ประชาไท จี้ให้ถอนคดีโดยทันที พร้อมลงโทษตำรวจที่ทำคดีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างที่เลว ชี้ประชาไทได้ทำหน้าที่กำกับดูแลตนเองอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว เหมือนที่สื่อกระแสหลักมักเรียกร้องไม่ให้อำนาจรัฐเข้าแทรกแซง พร้อมทั้งเรียกร้องให้สมาคมด้านสื่อ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสภาทนายความอย่าเพิกเฉย
แถลงการณ์ของชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพกรณีจับผอ.ประชาไท
ตามที่มีการจับกุมดำเนินคดีน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซต์ประชาไท ด้วยข้อกล่าวหากระทำผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานเป็นผู้ดูแลระบบร่วมกับผู้ใช้กระทำผิดหมิ่นอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ เกิดความผิดเมื่อวันที่ 27 เมษายนนั้น
ประชาชนและวิญญูชนย่อมทราบกันดีว่า เวบไซต์ประชาไทนั้นเป็นสื่อทางเลือกบนระบบอินเตอร์เน็ตที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารความเห็นอย่างรอบด้าน และทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในกระดานสนทนา(เว็บบอร์ด)ได้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะมีทัศนะทางการเมืองอย่างใด แต่ในสถานการณ์การเมืองที่เกิดวิกฤตการณ์ในระยะที่ผ่านมานั้น ทำให้ผู้ดูแลควบคุมดูแลเว็บบอร์ดได้ยากลำบาก กระทั่งได้ตัดใจปิดเว็บบอร์ดลงเองเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ดังนั้นการอ้างเหตุในการจับกุมดำเนินคดีในคราวนี้จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาไม่สุจริตของเจ้าหน้าที่ และรัฐบาลผู้กำกับดูแล และไม่สอดคล้องต่อข้อเท็จจริงที่ว่าน.ส.จีรนุชได้แสดงความรับผิดชอบในการกำกับดูแลตัวเองอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ดังที่สื่อมวลชนกระแสหลักมักอ้างเรื่องจะ”กำกับดูแลตนเอง”เพื่อไม่ให้อำนาจรัฐแทรกแซงหรือครอบงำ
จึงขอเรียกร้องดังนี้
1.เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอนการดำเนินคดีโดยทันทีเป็นอันดับแรก และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐบาลควรต้องลงโทษตำรวจที่ดำเนินคดีน.ส.จีรนุชเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในทางที่เลวเช่นนี้อีก
2.รัฐบาลตั้งแต่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯที่กำกับดูแลเรื่องสื่อคือนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ต้องเร่งให้หลักประกันต่อเสรีภาพของสื่อสารมวลชนว่าจะไม่มีคดีที่ไร้เหตุผลทำนองนี้อีก รวมทั้งศอฉ.สมควรต้องยกเลิกประกาศปิดสื่อต่างๆทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต นับแต่ประกาศปิดมาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา เพราะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ขัดต่อบทบีญญัติรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ รวมทั้งต้องยกเลิกการกระทำเผด็จการปิดแท่นพิมพ์ของred powerด้วย เพราะน่าละอายที่มีการกระทำเผด็จการด้อยพัฒนาป่าเถื่อนเช่นนี้
3.สมาคมที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยพึงต้องแสดงความกระตือรือร้นที่จะต้องออกมาแสดงบทบาทพิทักษ์ปกป้องเสรีภาพของสื่อสารมวลชนโดยเร็ว โดยไม่เลือกปฏิบัติ
4.หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งภาครัฐ อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือสภาทนายความ หรือองค์กรรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนพึงต้องแสดงความกระตือรือร้นที่จะต้องออกมาแสดงบทบาทพิทักษ์ปกป้องเสรีภาพของสื่อสารมวลชนโดยเร็ว โดยไม่เลือกปฏิบัติ
ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
******************************************************************************
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)