--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 3

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
(อีเมลล์ Abhisit@abhisit.org)

เรื่อง การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย
เรียน นายกรัฐมนตรี

ตามท่านทราบเป็นอย่างดีว่า สำนักงานกฎหมายแห่งนี้เป็นที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและสมาชิกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งถูกกล่าวหาทางอาญาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานครเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 (เราจะเรียกเหตุการณ์ดังกล่าวในจดหมายฉบับนี้ว่า “การชุมนุม”) เราเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงท่านในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรับมนตรี และในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลที่มีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ

เราได้ส่งจดหมายเพื่อย้ำเตือนรัฐบาลของท่านถึงสองครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2553 และครั้งล่าสุดในวันที่ 6 สิงหาคม 2553 เนื้อหาจดหมายได้ย้ำเตือนรัฐบาลไทยถึงพันธกรณีที่มีต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โดยต้องมีการจัดการสอบสวนถึงสาเหตุของการเสียชีวิตของพลเรือนกว่า 80 รายที่ถูกสังหารในระหว่างการชุมนุม และยังระบุถึงหน้าที่ที่รัฐบาลที่จะต้องให้โอกาสแก่ทีมทนายของผู้ถูกกล่าวและทางสำนักงานกฎหมายของเราในการเข้าถึงพยานหลักฐาน แต่จนถึงบัดนี้ท่านไม่ได้ตอบสนองถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวของเรา

เป็นที่ปรากฏชัดว่า แทนที่คณะรัฐบาลของคุณจะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับพยายามปกปิดอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่กองทัพไทยกระทำต่อผู้ชุมนุมที่ปราศจากจากอาวุธระหว่างการชุมนุม

โดยในวันที่ 20 เมษายน 2553 รัฐบาลของท่านได้ถอดถอนเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจากหน้าที่ในการสอบสวนเหตุการณ์การสังหารประชาชน โดยมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่ในสี่เดือนที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้ดำเนินการสอบสวนการสังหารดังกล่าวแต่อย่างใด จากพยานหลักฐานนี่รัฐบาลมีอยู่มากมาย อาทิ รูปพรรณสัณฐานผู้กระทำการ และหลักฐานที่ระบุว่าการกระทำดังกล่าวได้สัดส่วนต่อความรุนแรงหรือไม่ จึงไม่เป็นเรื่องยากแต่อย่างใดที่รัฐบาลจะดำเนินการสอบสวนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา โดยศาลไทยได้ระบุว่าจะต้องมีการระบุและแสดงรูปพรรณสัณฐานผู้กระทำความผิดในการสังหารประชาชน (อ้างอิงจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแห่งประเทศไทย บทที่ 2 มาตรา 148)

อย่างไรก็ตาม คณะรัฐบาลของท่านได้จับกุมและกล่าวหาแกนนำนปช.ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิของถูกกล่าวหา ในปัจจุบันแกนนำนปช.ทั้ง 19คนยังคงถูกรัฐบาลคุมขังตามอำเภอใจ

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2553 เป็นเวลา 4เดือนกว่าหลังจากการสังหารประชาชนในระหว่างการชุมนุม ท่านได้ตอบสนองข้อเรียกร้องสาธารณชนโดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อที่จะสอบสวนถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เราขอกล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ได้มีความเป็นธรรมหรือเป็นอิสระ เพราะคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นในวันที่ 7 เมษายน 2553 ภายใต้พระราชกำหนดฉุกเฉิน ได้กล่าวหาแกนนำเสื้อแดงหลายครั้งว่าสมรู้ร่วมคิดในการล้มล้างระบอบกษัตริย์ และยังมีการใช้พระราชกำหนดฉุกเฉินแม้ว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะกลับสู่ปกติแล้วก็ตาม ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่เอื้อต่อการสอบสวนที่มีความเป็นอิสระและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

การที่คณะรัฐบาลของท่านปฏิเสธที่จะยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉิน และเพิกถอนอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของคุณพยายามปกปิดข้อเท็จจริง แม้จะมีพยานที่อยู่ในเหตุการณ์และวิดีโอบันทึกเหตุการณ์จำนวนมากที่ระบุว่ากองทัพไทยมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือนทั้ง 80 รายก็ตาม การที่ ศอฉ. ได้ถอดถอนอำนาจหน้าที่ของกรมตำรวจในการสอบสวนคดีดังกล่าวในวันที่ 20 เมษายน 2553 ทำให้กระบวนการการสอบสวนคดีเกิดความล่าช้า กรมสอบสวนคดีพิเศษมีผลการชันสูตรพลิกศพของผู้เสียชีวิตทั้งหมด แต่ทางทีมทนายของผู้ถูกกล่าวหาและญาติของผู้เสียชีวิตไม่ได้รับผลการชันสูตรดังกล่าว หรือวิดีโอบันทึกเหตุการณ์การการสลายชุมนุมแต่อย่างใด

แม้ว่าจะมีหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายหรือวิดิโอมากมายที่ระบุรูปพรรณสัณฐานทหารที่ยิงอาวุธใส่กลุ่มผู้ชุมนุม แต่ยังไม่มีการจับกุมหรือสอบสวนสมาชิกกองทัพไทยแม้แต่คนเดียว กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ได้ดำเนินการสอบสวนพยานในเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างเช่น ไม่มีการเรียกผู้บริหารอาคารที่กลุ่มทหารมือปืนลอบสังหารใช้เป็นที่ซุ่มยิงประชาชนมาสอบสวนว่ากลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามาใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ซุ่มยิงได้อย่างไร หรือเรียกให้กลุ่มบริษัทคมนาคมขนส่งกรุงเทพมหานครระบุรูปพรรณสัณฐานบุคคลที่อยู่ในรางรถไฟฟ้าในวันที่ 19 พฤษภาคมที่ปรากฏในในวิดีโด และความล่าช้าของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นส่งผลให้หลักฐานเหล่านั้นเน่าเปื่อยผุพัง และสร้างความยากลำบากในการระบุพยาน

และยังเป็นที่แน่ชัดว่ารัฐบาลได้สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในประเทศไทย ซึ่งส่งผลให้พยานเกิดความหวาดกลัวที่จะให้ข้อมูลอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และการคงพระราชกำหนดฉุกเฉิน ยังทำให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจอย่างล้นเหลือในการคุกคามผู้ต้องสงสัย สร้างความหวาดกลัวไปทั่ว อย่างน้อยที่สุดคือ การ์ดนปช. 3รายเสียชีวิตจากสาเหตุอันผิดธรรมชาติหลังจากการชุมนุม นอกจากนี้ ศอฉ.ยังใช้อำนาจในการยึดทรัพย์สินของบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะมีการล้างแค้นโดยการสอบสวนทรัพย์สินของฝ่ายตรงข้าม และมีการใส่ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การยิงและลอบวางระเบิดเอ็ม79 โดยไม่หลักฐานที่แน่ชัดผ่านทางสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาอันมีมูลในเรื่องการทุจริตทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกระดับสูงของพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งเหล่านี้แสดงในเห็นถึงความสองมาตรฐานที่ใช้ทำลายการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงของเจ้าหน้ารัฐอย่างต่อเนื่อง และสิ่งเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นว่าคณะรัฐบาลของท่านปราศจากความน่าเชื่อถือที่จะดำเนินการสอบสวนคดีเกี่ยวกับการสังหารประชาชนอย่างเป็นอิสระหรือเป็นธรรม ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังโยนความรับผิดต่อการตายของประชาชนทั้งหมดให้กับแกนนำนปช.

เราขอย้ำเตือนในท่านเห็นถึงความล้มเหลวของท่านในการเยียวยาเหยื่อของอาชญากรรมอันทารุณ อาทิ การสังหารประชาชนโดยใช้ศาลเตี้ยหรืออำนาจมืด ซึ่งเป็นการละเมิดต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง รวมถึงบทบัญญัติกรุงโรมซึ่งเป็นรากฐานของศาลอาญาระหว่างประเทศที่บัญญัติให้ทหารหรือพลเรือนผู้มีอำนาจเหนือประชาชนที่ล้มเหลวในการดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติต้องรับผิดชอบ หากปรากฏชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวได้จงใจเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ระบุชัดแจ้งว่าผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว ซึ่งได้ระบุไว้ในบทบัญญัติกรุงโรม มาตรา 28 (b) (III) หลักการดังกล่าวยังเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่สามารถนำไปปรับใช้กับประเทศไทยได้

และจากการกระทำของรัฐบาลที่ได้กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เต็มใจและความไร้สมรรถภาพของรัฐบาลในการดำเนินการการสอบสวนคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติอย่างเป็นอิสระ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว

ด้วยความนับถือ

นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

สำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีรอฟฟ์

ลอนดอน สหราชอาณาจักร

จดหมายฉบับนี้ยังถูกส่งไปให้

Madam Navi Pillay (ทางอีเมลล์)

กรรมการข้าหลวงใหญ่สอทธมนุษยชนสหประชาชาติ

กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

Mr. Geert-Jan Alexander Knoops (ทางอีเมลล์)

สำนักงานกฎหมาย Knoops & Partners Advocaten

กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์

ที่มา.ประเทศไทย Robert Amsterdam
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ชาติของใคร...???

อนุสรณ์ อุณโณ
ที่มา:คอลัมน์ คิดอย่างคน ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน

“ชาติ” เป็นประดิษฐกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นควบคู่กับประดิษฐกรรมทางการ เมืองเช่น “รัฐ” สมัยใหม่ เพราะการใช้อำนาจเหนือชีวิตของผู้คนในเขตแดนไม่อาจอาศัยเฉพาะอาวุธ ยุทโธปกรณ์ กฎหมาย และระบบราชการ จำเป็นต้องอาศัยความยินยอมพร้อมใจของผู้คนที่จะอยู่ภายใต้การบริหารอำนาจดัง กล่าวด้วย ชาติจึงถูกสร้างขึ้นในฐานะที่เป็นพื้นที่ในจินตนาการ ทาบซ้อนลงไปบนรัฐที่มีเขตแดนในเชิงกายภาพ ทำหน้าที่เป็นแหล่งให้ผู้คนเชื่อมโยงถึงกันผ่านลักษณะร่วมบางอย่าง เช่น เผ่าพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ พร้อมกับสร้างความจงรักภักดีในหมู่ผู้คนในสังกัด จนกระทั่งพวกเขาไม่รู้สึกถึงปฏิบัติการอำนาจของรัฐ แต่สำคัญว่าเป็นพันธกรณีที่ตนเองต้องมีต่อชาติ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ในรูปของการอบรมสั่งสอน (เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ) การปฏิบัติตามกฎหมาย (วินัยจราจรสะท้อนวินัยของคนในชาติ) หรือว่าการป้องกันประเทศ (พลีชีพเพื่อชาติ)

รัฐไทยอาศัยจินตนาการเรื่องชาติในการปกครองผู้คนมาแต่แรกตั้ง สยามใหม่สถาปนามรดกร่วมของคนในชาติขึ้นเหนือสายใยเฉพาะถิ่นเพื่อว่าจะได้ สามารถผนวกรวมผู้คนต่างเผ่าต่างภาษาและวัฒนธรรมเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ผู้คนไม่ว่าจะมีจำเพาะหรือแตกต่างอย่างไร หากอยู่ในราชอาณาจักรสยามและมีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักก็นับเป็นส่วน หนึ่งของรัฐไทยที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่นี้ ขณะที่รัฐไทยในยุคต่อมานิยามความหมายของชาติแคบลง เพราะนำไปผูกกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทเพียงกลุ่มเดียว โดยนอกจากจะดำเนินนโยบายกลืนกลายทางวัฒนธรรมและกีดกันกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ แล้ว รัฐไทยสมัยนี้ยังพยายามที่จะสถาปนามหาอาณาจักรไทยที่กินขอบเขตกว้างกว่า ประเทศไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันรัฐไทยจะล้มเลิกความทะเยอทะยานที่จะสถาปนามหาอาณาจักรไทยรวมทั้ง ยกเลิกนโยบายการกลืนกลายทางวัฒนธรรมแกมบังคับ แต่ความคิดชาตินิยมไม่ได้หายไปไหน หากแต่แพร่กระจายและฝังลึกในวงกว้าง ซึ่งส่งผลให้ผู้มีบทบาทในการผลักดันความคิดเรื่องชาติ โดยเฉพาะชาตินิยม ไม่ได้จำกัดเฉพาะรัฐอีกต่อไป หากแต่หมายรวมถึงกลุ่มและองค์กรนอกภาครัฐจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะเคลื่อนไหวเรียกร้องภายใต้แนวคิดชาตินิยมอย่างเข้มข้น กลุ่มและองค์กรเหล่านี้ยังกดดันให้รัฐแสดงบทบาทปกป้องชาติอย่างเข้มแข็งใน เวลาเดียวกัน

ยกตัวอย่างกรณีปราสาทเขาพระวิหาร พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยความร่วมมือกับนักวิชาการและกลุ่มทางสังคมจำนวนหนึ่ง อาทิ สันติอโศก และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ เรียกร้องให้ยกเลิกการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ยกเลิกข้อตกลงร่วมไทย-กัมพูชา 2543 คัดค้านแผนการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนบริเวณรอบปราสาท รวมทั้งให้ขับไล่ชาวกัมพูชาออกนอกพื้นที่ดังกล่าว โดยนอกจาก UNESCO แล้ว รัฐบาลไทยเป็นอีกเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มเหล่านี้เคลื่อนไหวกดดัน เพราะเห็นว่าไม่ได้แสดงบทบาทปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลประชาธิปัตย์ (ซึ่งสมาทานแนวคิดชาตินิยมเช่นกัน แต่ว่ามีข้อจำกัดในการแสดงออกเพราะอยู่ภายใต้แรงกดดันของกติการะหว่างประเทศ ) จึงไม่เพียงแต่จะยืนยันว่าจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้ว หากแต่ยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนพันธมิตรฯ และภาคีเข้าพบปะซักถามนายกรัฐมนตรีรวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพร้อมกับ ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลตลอดรายการ

นอกจากนี้ ความคิดชาตินิยมยังแฝงฝังอยู่ในการเคลื่อนไหวขององค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาศัยความคิดเรื่องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นหนึ่งในปราการหลักใน การคัดค้านการรุกคืบของระบบทุนนิยมโลกและบรรษัทข้ามชาติในประเทศไทย พวกเขาเสนอว่าการขยายตัวของระบบทุนนิยมโลกและบรรษัทข้ามชาติไม่เพียงแต่จะ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและชุมชนเกษตรกรรม หากแต่ยังคุกคามผลประโยชน์ของชาติโดยรวมอีกด้วย การพยายามเข้ามามีอิทธิพลเหนือนโยบายรัฐของบรรษัทข้ามชาติจึงถูกเปิดโปง และการลงนามของรัฐบาลในสนธิสัญญาทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศฉบับ ต่างๆ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ภายใต้ข้อวิตกกังวลว่ารัฐบาลอาจไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติเท่า กับผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติ หรือว่าอาจเพลี่ยงพล้ำให้กับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจต่างๆในเวทีการเจรจา

ประการสำคัญก็คือ ความคิดเรื่องชาติได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เพราะสาเหตุหลักประการหนึ่งของการลุกฮือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีในเวลาต่อมาคือความรู้สึกว่าสถาบันหลักของชาติกำลังถูกคุกคาม ชาติในความเข้าใจของกลุ่มคนเหล่านี้คือดินแดนที่ผู้คนอยู่รวมกันตามลำดับ ชั้นทางศีลธรรมอย่างเคร่งครัด แต่ละคนต่างมีสิทธิและหน้าที่แตกต่างกันออกไปตามที่ได้รับการจัดสรร การตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์ระเบียบทางศีลธรรมโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในลำดับชั้นทางศีลธรรมที่สูงกว่าเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้ที่ละเมิดโดยเฉพาะผู้ที่สังกัดลำดับชั้นทางศีลธรรมระดับล่างๆ จำเป็นต้องได้รับการลงทัณฑ์อย่างสาสม

ความคิดเรื่องชาติในสังคมไทยจึงมีลักษณะเฉพาะและทำให้ปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนกว่าปกติ เพราะโดยปกติแม้ชาติและรัฐจะหนุนเสริมกันแต่ก็มีความขัดแย้งรวมอยู่ด้วย เพราะชาติเป็นพื้นที่ในจินตนาการที่มีการจัดความสัมพันธ์กันอย่างเสมอหน้า แต่ว่ารัฐเน้นการบังคับบัญชาอย่างเป็นลำดับขั้น การนำชาติมารับใช้รัฐจึงจำเป็นต้องอำพรางความขัดแย้งดังกล่าวให้มิดชิด ทว่าความคิดเรื่องชาติกระแสหลักในสังคมไทยเน้นการจัดความสัมพันธ์เชิงสูงต่ำ มาตั้งแต่แรก โดยอาศัยระเบียบทางศีลธรรมเป็นกลไกในการสร้างความชอบธรรม รัฐไทยจึงไม่ต้องกังวลกับการปิดบังอำพรางในการอาศัยความคิดเรื่องชาติใน ลักษณะเช่นนี้จัดการกับชีวิตของผู้คน เพราะว่าผู้คนเหล่านี้ยินดีที่จะอยู่ภายใต้การจัดความสัมพันธ์อย่างเป็น ลำดับขั้นมาตั้งแต่ในชั้นของชาติ

เพราะเหตุที่รัฐจะยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับชีวิตของผู้คนต่อไปอีกนาน การสลัดความคิดเรื่องชาติจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยง่ายหรือว่าในระยะอันใกล้นี้ ภารกิจหลักจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้จินตนาการเกี่ยวกับชาติที่ประกอบด้วยผู้คนอันหลากหลายแต่ว่าสัมพันธ์กันอย่างเสมอหน้าได้มีพื้นที่สาธารณะมากขึ้น และทำอย่างไรให้จินตนาการชาติในลักษณะที่ว่านี้สามารถควบคุมการใช้อำนาจแนวดิ่งของรัฐให้ได้เพิ่มขึ้น เพราะหากปล่อยให้จินตนาการชาติชนิดที่วางอยู่บนลำดับชั้นทางศีลธรรมครองความเป็นใหญ่ การหยิบใช้ความคิดเรื่องชาติในการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะโดยพันธมิตรฯ หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาเอกชนโดยปราศจากการตั้งคำถามถึงการจัดระเบียบของชาติดังกล่าว ก็รังแต่จะเสริมความอยุติธรรมขึ้นในแผ่นดินนี้ก็เท่านั้น

-----------------------------------------------------------------------

หึ่ง!ลานจอดรถสุวรรณภูมิ พาณิชย์โดดอุ้ม-GENจ่อถอนหุ้นขอคืน40ล.

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ

ปมฉาวสัมปทาน "ลานจอดรถสุวรรณภูมิ" บานปลาย "รมว.โสภณ" อ้างไม่ยุ่ง "ปิยะพันธ์" อึกอักไม่อยากตอบ ขณะที่ "สำนักงานทะเบียนธุรกิจการค้า" ทำพิลึก นายทะเบียนมีอำนาจเหนือ ผอ.สำนักงาน "เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน" คู่กรณี ทอท.บริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด ส่วน GEN ผู้ร่วมทุนจ่อถอนหุ้น 40 ล้าน

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการสัมปทานลานจอดรถในสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) "ทอท." ขัดแย้งอยู่กับเอกชนที่ได้งานนั้น ตนไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยว ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการชุดนายปิยะพันธ์ จัมปาสุต เป็นประธาน ควบคุมดูแลการทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร โดยต้องป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่องค์กร ส่วนรายละเอียดและวิธีการจะต้องไปดำเนินการกันเอง และผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการแสดงข้อมูลทั้งหมด

ขณะที่นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานคณะกรรมการ ทอท. กล่าวว่า ยังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลรายละเอียดหรือการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการสัมปทานลานจอดรถอาคารเอและบีในสนามบินสุวรรณภูมิ ขนาดพื้นที่ 1.6 แสนตารางเมตร

ต่างจากเหตุการณ์แถลงข่าวมติที่ประชุมคณะกรรมการวันจันทร์ที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ครั้งนั้นประธานคณะกรรมการเอ่ยถึงเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอ่อย ๆ ว่า สัมปทานลานจอดปัจจุบันที่ทำกันอยู่ในอาคารเอและบี ระหว่าง ทอท. กับบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด ยังไม่มีข้อยุติใด ๆ

อีกทั้งเป็นกรณีแตกต่างกันกับการยกเลิกสัมปทานโครงการสุวรรณภูมิสแควร์ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณารายได้ ทอท. ที่มีนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นประธาน อนุมัติให้นำที่ดินลานจอดรถระยะยาว (longterm parking) 62,380.50 ตารางเมตร ให้บริษัท แป้งร่ำ รีเทล จำกัด ซึ่งไม่เคยมีใครรู้จัก แถมผลการดำเนินงานมีกำไรปีละแค่ 1,200 บาท เข้าบริหารการลงทุนสูงถึง 450 ล้านบาท นานถึง 15 ปี โดยไม่ได้นำหารือหรือขอมติเข้าที่ประชุมบอร์ดแต่อย่างใด จึงยกเลิกได้อย่างรวดเร็วเพราะขัดนโยบาย

ความเคลื่อนไหวหลังจาก นำเสนอเอกสารหลักฐานสัมปทานโครงการลานจอดรถอาคารเอและบีสุวรรณภูมิ ที่นางพิมลวรรณ คชเดช ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กระทรวงพาณิชย์ อ้างอิงเอกสารหมายเลข 1 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 เรื่อง "คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน" เรียน นายธรรศ พจนประพันธ์ และนายธนกฤต เจตกิตติโชค กรรมการ บริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งหลักฐานนี้ได้นำส่งมายังคณะกรรมการพิจารณารายได้ ทอท.

ในเอกสารเพิกถอนการจดทะเบียนระบุว่า อ้างถึงคำขอจดทะเบียน คำขอที่ 81530423-05 วันที่ 23 เมษายน 2553 ตามอ้างถึงการยื่นคำขอจดทะเบียแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท และแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณฑ์สนธิข้อ 3 (วัตถุที่ประสงค์) ของบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด ทะเบียนเลขที่ 0105553045168 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร และนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2553 นั้น บัดนี้นายทะเบียนได้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนคำขอดังกล่าวแล้ว รายละเอียดตามปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ทั้งนี้หากผู้ใดไม่เห็นด้วยมีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายทะเบียนผู้ออกคำสั่งภายใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 เอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผยสู่สาธารณะโดยเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง มีผู้บริหารและเจ้าของสนามบินพาณิชย์หลายคนวิเคราะห์ว่า การทำสัญญาเพื่อให้สัมทานของ ทอท. กับบริษัทที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทนั้น จะสร้างความเสียหายแก่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะสุวรรณภูมิเป็นสนามบินนานาชาติของประเทศและคนไทย

จากนั้นอีกเพียงวันเดียวคือ 14 กันยายน 2553 สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ที่ (1) 4/2553 มีเอกสาร เรื่อง "เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน" จากกระทรวงพาณิชย์ (ซึ่งอยู่ในความดูแลของ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) สั่ง ณ วันที่ 14 กันยายน 2553 โดยนางสาวสุรีย์ ศรีภักดี นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1 เพิกถอนคำสั่งของนางพิมลวรรณ คชเดช ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1

เอกสารเพิกถอนคำสั่งเพิกถอนจดทะเบียนดังกล่าวสร้างความสับสนแก่หลายฝ่ายใน ทอท.ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหน่วยงานและสัมปทานลานจอดรถสุวรรณภูมิ รวมทั้งมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกสาร "เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน" ครั้งหลังสุดวันที่ 14 กันยายน 2553 นั้น ดำเนินการโดยนายทะเบียนธุรกิจการค้าคนหนึ่ง เหตุใดจึงมีอำนาจลงนามเพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า ครั้งแรกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2553 ได้

นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ในกรณีของบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ ทางกรมได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจริง เนื่องจากมีการร้องเรียนจากนายธรรศ พจนประพันธ์ ว่า มีการลงนามปลอมแปลงของบริษัทแบบไม่ชอบธรรม หลังจากนั้นนายธนกฤต เจตกิตติโชค มายื่นอุทธรณ์คัดค้านการเพิกถอนดังกล่าว ดังนั้นตามกระบวนการทางกรมจึงต้องชะลอคำสั่งเพิกถอนในครั้งแรกออกไปก่อน

โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปฟ้องร้องพิสูจน์กันในชั้นศาลให้เรียบร้อยก่อน หากศาลมีการสืบพยาน หรือพิสูจน์ได้ว่ามีการปลอมแปลงลงนามเอกสารจริง ตามที่ฝ่ายแรกยื่นฟ้องร้องมา ทางกรมก็จะเพิกถอนใบอนุญาตการจดทะเบียนบริษัททันที พร้อมกับจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ปลอมแปลงเอกสารด้วย

"กรณีที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดกับบริษัทปาร์คกิ้ง เป็นรายแรก ปัจจุบันมีคดีที่ฟ้องร้องค้างอยู่ที่กรมถึง 218 เรื่องแล้ว ทางกรมก็ให้ไปเคลียร์กันในชั้นศาลให้เรียบร้อยก่อน กรมจะดำเนินการในอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ได้" นายบรรยงค์กล่าว

อย่างไรก็ตามตามระเบียบการยื่นคัดค้านการจดทะเบียนบริษัทนั้นกำหนดไว้ภายใน 15 วัน แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าการเพิกถอนครั้งแรกเมื่อ23 กรกฎาคมนั้น หลังเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้วถึง 3 เดือน การเพิกถอนครั้งที่ 2 หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วกว่า 2 เดือนเช่นกัน

ต่อมาเมื่อ 16 กันยายน 2553 บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GEN ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อ 27 เมษายน 2553 เคยแจ้งข่าวผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามจดหมายเลขที่ ตล.011/2553 ถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติให้ซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด 400,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท รวมเป็นเงิน 40 ล้านบาท โดยจ่ายชำระเงินค่าหุ้นล่วงหน้าไป 20 ล้านบาท เพื่อให้บริษัท ปาร์คกิ้งฯ นำไปเป็นหลักประกันการออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารแห่งหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำสัญญากับ ทอท.รับสิทธิบริหารที่จอดรถสนามบินสุวรรณภูมิ

จากข้อมูลดังกล่าวทางบริษัท เจเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด ขอชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯว่า การลงทุนซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาว่าจะลงทุนเพิ่มเติมหรือขอเงินล่วงหน้าค่าหุ้นจองคืน 20 ล้านบาท โดยจะทำให้ชัดเจนภายในกันยายนนี้ แล้วจะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบแนวทางต่อไป

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ และนายนิรันดร์ ธีรนาถสิน ผู้อำนวยการสุวรรณภูมิ ซึ่งคณะกรรมการมีมติให้ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสนามบินดอนเมือง เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ ปรากฏว่าผู้บริหาร ทอท.ทั้ง 2 คน ไม่ปริปากเอ่ยถึงแนวทางที่จะดำเนินการกับบริษัท ปาร์คกิ้ง แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งยังคงเก็บเงินสดในลานจอดสุวรรณภูมิวันละเกือบ 1 ล้านบาท โดยไม่ส่งให้เจ้าของพื้นที่คือ ทอท.แม้แต่บาทเดียว แถมยังฟ้องดำเนินคดีเพื่อเอาผิด ผอ.นิรันดร์ ศาลชั้นต้นนัด 27 กันยายนนี้
*******************************************************************

ใกล้ตาย

ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน

พรรคเพื่อไทยได้ฤกษ์คิกออฟ

ลุยเปิดแคมเปญ "4 ปีความสุขที่หายไป 4 ปีมาร่วมสร้างความสุขกันใหม่ เพื่อไทยทุกคน"

ทั้งที่ยังหา "ผู้นำ" พรรคตัวจริงไม่ได้

พรรคภูมิใจไทยก็พักรบเรื่องปลัดมหาดไทยเป็นการชั่วคราว

รอผลสอบสวนโครงการเช่าคอมพิวเตอร์อีก 30 วันข้างหน้าออกมาแล้วค่อยว่ากันต่อ

ช่วงนี้ เนวิน ชิดชอบ หันมาเปิดเกมล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 1 แสนชื่อ

ผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมการชุมนุมของคนเสื้อแดง-เสื้อเหลือง

นัยว่าจะใช้เรื่องนิรโทษกรรมคนทุกสีทุกฝ่ายนี้เป็นอาวุธเจาะทะลวงพื้นที่ภาคอีสาน

วัดรอยเท้า "อดีตนายใหญ่" ให้รู้ดำรู้แดง

จะสำเร็จเสร็จสมประการใดเป็นเรื่องต้องติดตามกันต่อไป

ด้านพรรคชาติไทยพัฒนาของนายบรรหาร ศิลปอาชา

นอกจากมีมติเห็นดีเห็นงามไปกับพรรคภูมิใจไทยในการทำคลอดกฎหมายนิรโทษกรรม

ยังล้ำหน้าส่ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคเข้าไปเยี่ยมแกนนำคนเสื้อแดงถึงในเรือนจำ

ต่อด้วยคิวเยี่ยมเยือนแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ

โหนกระแสชูแนวทาง "ปรองดอง" เป็นจุดขาย

แต่ละพรรคคึกคักกันในช่วงเวลาแปลกๆ

อย่างกับว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาอันใกล้

เหลือแต่พรรคใหญ่แกนนำรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์

นับวันยิ่งโดนมรสุมการเมืองทั้งภายในภายนอกถาโถมกดทับจนโงหัวไม่ขึ้น

เฉพาะเรื่องซาอุฯ ออกแถลงการณ์ประท้วงการตั้ง พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม เป็นผู้ช่วยผบ.ตร.

แค่เรื่องเดียวก็อ้วกแตก

ไหนจะยังมีคดียุบพรรคให้ต้องปวดหัว

ไหนจะคนเสื้อแดงที่ตอนแรกนึกว่า "ปอดแหก" กับกระสุนปืนที่รัฐบาลสั่งประเคนให้เมื่อเดือนพฤษภาฯ

ที่ไหนได้ 4 เดือนผ่านไปยังอุตส่าห์ออกจากตรอกซอกซอย

แห่กันมาชุมนุมกันล้นแยกราชประสงค์

มากเสียจน "บ.ก.ลายจุด" ตกตะลึงวางตัวไม่ถูก

แล้วก็กลายเป็นรัฐบาลที่เกิดปอดแหกขึ้นมา เสียเอง

ผลที่จะตามมาก็คือหัวเด็ดตีนขาดยังไงรัฐบาลคงไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพฯ แน่นอน

เห็นอาการแบบนี้แล้ว ตามที่มีข่าวกลุ่มคนชุดดำแอบไปฝึกปฏิบัติการที่เขมร

กลับมาเตรียมซุ่มลอบสังหารบุคคลสำคัญในรัฐบาล

ก็อยากบอกว่าไม่ต้องไปเสียเวลาวางแผนลอบสังหารให้เมื่อย

เพราะดูแล้วรัฐบาลชุดนี้จวนเจียนสิ้นลมอยู่เต็มแก่

ไม่ต้องฆ่า เดี๋ยวก็ตายเอง

***************************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

เล่นกับใครให้รู้ซะบ้าง?

อุตส่าห์ทิ้งนายเก่าที่ปากเคยพร่ำว่ารักนักรักหนามาร่วมหอลงรัฐบาลกับประชาธิปัตย์
แค่ปีกว่าๆ น้ำผึ้งพระจันทร์ทำท่าว่าจะไม่หวานเสียแล้ว
ก็ “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เล่นหักด้ามพร้าภูมิใจไทยด้วยเข่าเอาดื้อๆ ทนทานอย่างไรก็ต้องเจ็บบ้างล่ะจริงไหม??
รถเมล์เอ็นจีวี แต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม...หมูเขากำลังจะหามแท้ๆ มาร์คตาใสดันเอาคานเข้ามาสอดจนได้
ขนาดยอมเป็นบอดี้การ์ดกายใจมอบนายใหญ่ยังทิ้งมาได้
นับประสาอะไรกับแค่จับมือโอบเอวแค่นั้นจะทิ้งไม่ได้
ระวังให้ดีเถอะ บีบมากๆ เมื่อไหร่เดี๋ยวก็รู้ว่าหมู่หรือจ่า???

............................................................................

รัฐบาลสองพรรคใหญ่??
เรื่องของการเมือง เมื่อถึงทางตันอะไรๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ
ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรทางการเมือง อะไรๆ ที่ลงตัวได้ก็ไปกันได้ทั้งนั้นแหละ
ยิ่งเกิดช่องว่างระหว่างใจระหว่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพรรคภูมิใจไทยมากเท่าไหร่ โอกาสแตกดังโพละก็มีสูงขึ้นเท่านั้น
รัฐบาลสองพรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์ บวกเพื่อไทย จึงเริ่มเห็นเค้าลางเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ว่าแต่ว่า นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ไม่น่าใช่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ???

............................................................................

เป็นวีรบุรุษมันซะเลยดีไหม??
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 5 ผู้ที่ ก.ตร.เห็นชอบให้แต่งตั้งเป็น ผช.ผบ.ตร.ต้นตุลาคมนี้
อีกสองปีก็จะเกษียณอายุราชการในปี 2555 แล้ว
ขึ้นเป็น ผช.ผบ.ตร.ปีนี้โอกาสได้ขึ้นเป็นรอง ผบ.ตร.ติดยศ พลตำรวจเอก แทบมองไม่เห็น
สู้เป็นผู้บัญชาการไม่ได้มีงานทำเต็มไม้เต็มมือกว่าเป็น ผช.ผบ.ตร.เป็นไหนๆ
ยอมเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ต่อไปหรือไม่ก็ขยับมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ก็น่าจะดีกว่าเสียด้วยซ้ำ
ถ้า “มาร์คไขสือ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ คิดไม่เป็นเล่นไม่ออก
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ก็ทำบันทึกสมัครใจขอเป็นผู้บัญชาการต่อไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ...สถานการณ์เข้าทางแบบนี้ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อย่าพลาดล่ะ??

............................................................................

เผลอไผลสองมาตรฐานกับคนกันเองซะแล้ว??
คงลืมไปว่าพรรคภูมิใจไทยอยู่ร่วมรัฐบาลเสียแล้วกระมัง
พลัน มงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครองที่จะถูกแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย มีข่าวฉาวเกี่ยวกับการเช่าซื้อคอมพิวเตอร์เท่านั้นแหละ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็เบรกชะลอการแต่งตั้ง จน “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.1 เกิดอาการก้างติดคอเอาดื้อๆ
ก็ถ้ามันมีเรื่องไม่ชอบมาพากล หากตรวจสอบพบ กระบวนการลงโทษทั้งทางอาญาและทางวินัยก็มีรองรับอยู่แล้ว
ส่วนการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ขึ้นเป็น ผช.ผบ.ตร.หน่วยงานที่ประชาธิปัตย์กำกับดูแลทั้งๆ ที่ตกเป็นจำเลยในคดีฆาตกรรมอุปทูตซาอุดีอาระเบีย มิหนำซ้ำยังโดนอุปทูตซาอุดีอาระเบียออกมาแถลงการณ์ งุนงงสงสัยแถมจะลามปามบานปลายไปเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับซาอุดีอาระเบียอีกต่างหาก กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น??
ระวังคนเขาว่าได้นะว่า มาตรฐานการทำงานของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นมาตรฐานแบบไม้หลักปักขี้เลน??

............................................................................

ทางเดินเกิดก่อด้วยการเดิน
การไปเยี่ยม 7 แกนนำ นปช.ถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครของ นักประสานสิบทิศ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเมื่อไม่กี่วันก่อนถือเป็นเรื่องดี
เป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยๆ ก็ยังมีคนที่ไม่อยากเห็นทางตันของบ้านเมืองเดินมาถึงเร็วนัก
การออกมาร่วมรำลึก “4 ปีการรัฐประหาร 4 เดือนเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม” ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา น่าจะทำให้ใครต่อใครที่กำลังประมาทในการดำเนินชีวิตได้ฉุกคิดขึ้นมาบ้างว่า ช่องว่างระหว่างใจของคนไทยนั้นเริ่มห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ห่างกันจนยากประสานเมื่อไหร่ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
ถึงแม้ว่าทางเดินของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อาจจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง
แต่การเดินของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ในครั้งนี้น่าจะก่อเกิดทางเดินในวันข้างหน้าได้
ขอพระสยามเทวาธิราชอย่าปล่อยให้เสธ.หนั่น เดินเดียวดายเป็นอันขาด!!!

............................................................................
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยใต้ฟ้า
ที่มา.บางกอกทูเดย์

พรรคกับชาติ

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

กรณีวิคเตอร์ บูท ผู้ต้องหาค้าอาวุธ ที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้อง และกรณีการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ทั้งที่ตกเป็นจำเลยคดีการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียนั้น

ทำให้ภาพของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกจับตามอง และมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ายึดในหลักนิติรัฐ นิติธรรม อย่างที่ประกาศจริงหรือไม่

เพราะทั้ง 2 กรณีส่งผลกระทบกับกระบวนการยุติธรรมของไทยไม่มากก็น้อย หลังจากศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องขอให้ปล่อยตัววิคเตอร์ บูท กลับมีข่าวว่านายศิริโชค โสภา คนสนิทนายกรัฐมนตรี เข้าไปเจรจากับวิคเตอร์ บูท เพื่อใช้กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แลกกับการไม่ถูกส่งตัวไปสหรัฐ แม้จะมีการออกมาตอบโต้กันอยู่ระยะหนึ่งแต่ขณะนี้เรื่องของคดีก็เงียบหายไป หลังจากอัยการฝ่ายต่างประเทศยื่นคำร้องขอถอนฟ้องวิคเตอร์ บูท ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงินตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐแล้วก็ตาม

ล่าสุดสื่อต่างประเทศได้ประโคมข่าวว่า ทางการรัสเซียอาจสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีความสนิทสนมกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ให้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง เพื่อแลกกับการปล่อยตัววิคเตอร์ บูท ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อประเทศไทยเลย

ขณะที่ด้านสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยก็มีรายงานข่าวว่ากำลังพิจารณาเพื่อตอบโต้นายอภิสิทธิ์ที่ยืนยันการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด โดยอาจลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงอีกระดับหนึ่ง เหลือเพียงระดับเลขานุการประจำสถานทูต ซึ่งเป็นระดับล่างสุด หรือปิดสถานทูตชั่วคราว 1 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น

โดยก่อนหน้านี้นายนาบิล เอช. อัชรี อุปทูตซาอุดีอาระเบีย ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ตอบโต้ฝ่ายไทยที่ระบุว่าทางซาอุฯได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนรอบด้านทำให้ไม่เข้าใจเรื่องการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด จึงไม่เข้าใจข้อกฎหมายของไทยแล้วนำไปตีความผิดว่าไม่เป็นความจริง แต่ทางซาอุฯไม่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

กรณีวิคเตอร์ บูท และ พล.ต.ท.สมคิดรัฐบาลประชาธิปัตย์จึงต้องตอบสังคมให้ได้ว่า ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนหรือผลประโยชน์ของพรรค เพราะทั้งสองไม่อาจแยกออกจากความมั่นคงของรัฐบาลประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์

**********************************************************************

นักปกครอง-พระยาเหยียบเมือง

อีฉันเคยมีโอกาสได้ฟังการบรรยายของ คุณประสาท พงษ์ศิวาภัย คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มาจากสายปกครอง ทำให้ได้แง่คิดอะไรในหลายๆ ด้านทีเดียว โดยเฉพาะหลักการทำงานของท่านที่เน้นเรื่อง ของความสัมพันธ์กับประชาชนเป็นหลัก

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การที่จะ ให้ข้าราชการเป็นที่ยอมรับ ไว้เนื้อเชื่อใจของ ประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่ติดมาแต่อดีต แม้ขณะ นี้จะมีการปรับลุคให้ดูดีขึ้นมากก็ตาม โดยเฉพาะข้าราชการในระดับนักปกครอง มักถูกมองเป็นพระยาเหยียบเมืองอยู่ร่ำไป จึง มักเป็นการยากที่จะได้รับความร่วมมือจาก ประชาชน

การจะเป็นข้าราชการ หรือนักปกครอง ที่ดีนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับ ความไว้วางใจ แรงสนับสนุนจากภาคประชาชน มิฉะนั้นการทำงานจะเป็นไปได้โดยยากลำบาก ถึงทำได้แต่ก็ไม่ดีนัก

ในศาสตร์ของเต๋า มีอยู่บทหนึ่งว่าด้วยเรื่องการปกครองของปราชญ์ กล่าวไว้ ดังนี้

มิได้ยกย่องคนฉลาดประชาราษฎร์ก็จะไม่แก่งแย่งชิงดี มิได้ให้คุณค่าแก่สิ่งของ ที่หายากประชาราษฎร์ก็จะไม่ลักขโมย ขจัดตัวตนแห่งความอยากดวงใจแห่งประชาราษฎร์ ก็จะบริสุทธิ์

ดังนั้น ปราชญ์ย่อมปกครองโดยทำ ให้จิตใจของประชาราษฎร์ ว่าง สะอาด บำรุง เลี้ยงให้อิ่มหนำ ตัดทอนความทะยานอยาก เสริมสุขภาพแห่งร่างกาย ความคิดและความปรารถนาของประชาราษฎร์ก็จะถูกชะล้างให้บริสุทธิ์ คนฉ้อฉลก็มิอาจหาญเข้า กระทำการทุจริต

ปราชญ์ย่อมปกครองโดยการไม่ปกครอง ดังนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกปกครอง และดำเนินไปอย่างมีระเบียบ

ปราชญ์ย่อมปกครองโดยการไม่ปกครอง...ประเด็นนี้น่าสนใจยิ่งนัก การจะ ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ได้ถูกปกครอง หรือถูกกดขี่โดยกฎหมาย คือการทำให้เขาสู้ศึก เป็นธรรมชาติ เป็นพวกเดียวกัน

คุณประสาท พงษ์ศิวาภัย กล่าวไว้ว่า สิบนิ้วไหว้แต้เข้าไปหา พี่ ป้า น้า อา เสร็จหมดแต่นั่นต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจเป็นสำคัญ ไม่ใช่น็อกดอร์เข้าหาแบบ นักการเมืองหาเสียง ไหว้ปะหลกๆ แบบขอไปที เห็นแล้วก็สังเวชใจ อะไรจะดูถูกประชาชนขนาดนั้น

กลับมาเข้าเรื่องดีกว่านะเจ้าค่ะ กล่าวคือนักปกครองที่ดีต้องให้ประชาชนกล้าใช้งานเราด้วยความไว้วางใจนั่นเองหลายต่อหลายท่านอาจเคยสิ้นศรัทธา ในระบบการทำงานของภาครัฐไปแล้วจะว่า ไปก็รวมถึงตัวอีฉันด้วยแหละเจ้าค่ะ แต่ข้าราชการดีๆ ยังมีอีกมากมาย นักปกครอง ที่มีความสามารถก็อีกเยอะ เชื่อว่าท่านเหล่านั้นไม่ใช่พระยาเหยียบเมืองแน่นอน

ที่มา.สยามธุรกิจ
-------------------------------------------------------------

ในความคิดคำนึง.....จะอยู่อย่างไร หากคนเสื้อแดงไม่เอา

โดย.ใบมีดสีแดง

เมื่อราวต้นปี 51 ริมถนนเข้าตำบลหนึ่ง ในจังหวัดที่ผมอยู่ มีแผ่นป้ายติดริมทาง ขนาดไม่ใหญ่มาก เป็นรูปนายกทักษิณ พร้อมกับตัวอักษรเขียนด้วยลายมือว่า "กลับบ้านเถอะ คิดถึง" จำได้ว่าป้ายนั้นติดอยู่นานเป็นเดือน ดูแล้วคิดว่าคงเป็นป้ายที่ใครคนหนึ่งที่บ้านอยู่แถวนั้นทำขึ้นมาเอง

เมื่อเดือน พ.ย.ปี 51ในการชุมนุมใหญ่ที่สนามกีฬาหัวหมาก ผมใส่เสื้อแดงไปร่วม จำได้ถึงความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจกับผู้คนที่มากมาย บรรยากาศสนุกสนาน เสียงอึกทึกมาก แต่พอพลบค่ำ ในช่วงเวลาที่นายกทักษิณโฟนอินเข้ามาที่งาน ทุกคนนิ่ง บรรยากาศสงบเงียบ ผมเหลือบมองคนข้างๆผม ผมเห็นสองสามีภรรยาคู่หนึ่งวัยน่าจะประมาณหกสิบเศษท่าทางเป็นคนต่างจังหวัด ทั้งสองคนนั่งน้ำตาไหลตลอดเวลาที่นายกทักษิณพูด และเมื่อผมกวาดสายตาไปรอบๆ ก็รับรู้ได้ว่า หลายๆคนที่ผมเห็นรอบตัวก็คงรู้สึกไม่ต่างกับคุณลุงคุณป้าคู่นี้

เมื่อเดือนเมษา 52 ผมจำบรรยากาศการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลได้ เมื่อนายกทักษิณโฟนอินมา และพูดว่า หากกระสุนนัดแรกดังขึ้น เขาจะมานำประชาชนเดินเท้าเข้ากรุงเทพ ผมจำได้ถึงเสียงร้องเสียงปรบมือ เสียงตีนตบหัวใจตบที่ดังลั่น จำได้ถึงแววตาของคนเสื้อแดง ทั้งหมดมันสะท้อนถึงกำลังใจและพลังที่พลุ่งพล่านของผู้คนตอนนั้น

เดือนกรกฏาคมปี 52 ช่วงเวลาที่พวกเราล่ารายชื่อลงนามถวายฏีกา ขออภัยโทษให้กับนายกทักษิณ ที่ร้านอาหารที่เป็นที่พบปะกันเป็นประจำของคนเสื้อแดงในกลุ่มเรา และเป็นที่รู้ๆกันว่าเราจะเอาใบฏีกามาส่ง มารวมกันที่นี่ ผมจำได้ติดตา ถึงสายวันหนึ่ง ที่มีชาวบ้านสามคนพ่อ แม่และลูก รวมสามคน นั่งซ้อนกันมาบนรถเครื่องที่ดูเก่ามากๆ มาที่ร้านอาหารนั้ ในมือผู้เป็นพ่อ ถือกระดาษใบฏีกาที่ยับยู่ยี่ มาส่งให้กับผม ผมไม่รู้จักพวกเขา ถึงตอนนี้ก็จำหน้าไม่ได้ แต่จำคำพูดของคุณลุงที่ยื่นใบฎีกาให้กับผมได้อย่างดี ที่แกบอกว่า "ช่วยกันนะ ช่วยทักษิณเขา สงสารเขา"

วันที่ 30 ธันวา 52 ในที่ชุมนุมที่หน้าสภา หลังคำปราศรัยถามดินถามฟ้าของคุณณัฐวุฒิจบ ผมได้ไปนั่งคุยกับหนุ่มสาวสามีภรรยาคู่หนึ่ง สอบถามได้ความว่าบ้านอยู่แถววงเวียนใหญ่ กรุงเทพ อาชีพค้าขาย ขายของตามตลาดนัด ทั้งสองเล่าให้ฟังถึงความรัก ประทับใจในตัวนายกทักษิณ และที่สุดคือความคาดหวังว่าชีวิตการทำมาค้าขายของเขาจะดีขึ้น หากได้นายกทักษิณกลับมาบริหารประเทศ

หลังเหตุการณ์ 10 เมษา 53 ไม่นาน ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งนั้น ที่ห้องผู้ป่วยโรงพยาบาล ผมได้พบกับผู้บาดเจ็บ เป็นชายหนุ่ม อายุยี่สิบเศษ มาจากภาคเหนือ มีอาชีพขายและซ่อมโทรศัพท์มือถือ เขาถูกยิงขณะที่ยืนอยู่บริเวณสี่แยกคอกวัว ในจุดไม่ไกลจากที่คุณวสันต์ ภู่ทองโดนยิงศรีษะ เขาโดนกระสุนเข้าที่ต้นคอด้านหลัง เข้าด้านซ้ายและทะลุออกด้านขวา เป็นปาฏิหารย์ที่กระสุนไม่โดนอวัยวะสำคัญอันใด เขาเล่าว่า เขาเชื่อว่าที่รอดมาได้เพราะเขากำลังหันศีรษะไปด้านหลังและก้มศีรษะลงพอดีกับวินาทีที่กระสุนพุ่งเข้ามา เขาเล่าอีกว่า เขาเชื่อว่าที่วสันต์ โดนยิงเพราะถือธงโบกไปมา ทำให้ดูเป็นจุดเด่น ส่วนเขาที่ตกเป็นเป้าสังหารคงเป็นเพราะคนยิงคงส่องกล้องเห็นเสื้อที่เขาใส่ ผมถามเขาว่าเป็นยังไงหรือ เขาบอกว่า เป็นเสื้อยืดแดงธรรมดา แต่เขาเขียนข้อความว่า "ทักษิณ ไม่ใช่พ่อ แต่กูตายแทนได้" ก่อนกลับ เขายังบอกกับผมด้วยว่า เขาจะเก็บเสื้อยืดแดงตัวนั้นไว้ และรอวันที่จะได้พบนายกทักษิณและจะเอาเสื้อนี้ให้นายกทักษิณดู

ในช่วงการชุมนุมที่ราชประสงค์ เมื่อถึงวันท้ายๆ บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ มีการใช้ความรุนแรงต่อเนื่องในหลายๆจุดติดต่อกัน แม้กระนั้น ยังมีความคิดความเชื่อในมวลชนคนเสื้อแดงบางส่วนว่า นายกทักษิณไม่ทิ้งพวกเรา ไม่ต้องกลัว นายกทักษิณได้ประสานทางต่างชาติไว้แล้ว หากมีการปราบรุนแรงเกิดขึ้น นายกทักษิณได้วางแผนแล้ว และจะมีทหารหรือกองกำลังฝ่ายเราออกมาช่วย .... สุดท้ายเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนสิ้นสุดลงพร้อมวันเดียวกับที่มีภาพนายกทักษิณจูงมือลูกสาวเดินช็อปปิ้งที่ร้านหลุยส์วิตอง กรุงปารีส

สัปดาห์ที่แล้ว นายกทักษิณก็ได้ออกทวิตเตอร์ขอร้องให้คนที่รักเขาได้เข้าใจในความจงรักภักดีที่เขามีต่อสถาบันว่ามากขนาดไหน และประณามคนที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันโดยให้เหตุผลว่าเพราะสถาบันอยู่เหนือการเมือง และขอเชิญชวนคนที่รักเขาเข้าร่วมขบวนจงรักภักดี

19 กันยา ที่ผ่านมา พวกเราคนเสื้อแดง ร่วมกันมีกิจกรรมรำลึก 4ปีรัฐประหาร 4 ปีราชประสงค์ ในหลายๆ สถานที่ ท่ามกลางบรรยากาศของการเขียนจดหมายและปล่อยลูกโป่งถึงฟ้า พร้อมกับวาทะกรรม "ตาสว่างทั้งแผ่นดิน" ว่ากันว่าในทุกๆ ที่ที่มีกิจกรรม การด่า สาปแช่ง กลุ่มคนที่คนเสื้อแดงเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการสังหารประชาชน ดังระงมไปทุกๆ ที่ และในวันเดียวกันนี้เอง ที่นายกทักษิณได้ทวิตเตอร์บอกให้ ร่วมกันเสียสละยอมกลืนความเจ็บปวดคนละนิด เริ่มกระบวนการปรองดอง

ถึงวันนี้ ผมคิดถึงคนหลายๆ คน

ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ผมคิดถึงคนหลายๆ คน คิดถึงคนที่ลงแรงเอารูปนายกทักษิณมาติดข้างถนนและบอกให้กลับบ้านเถอะ คุณลุงคุณป้าที่ร้องไห้ตอนได้ยินนายกทักษิณโฟนอินที่สนามราชมังคลาฯ คิดถึงคนเสื้อแดงมากมายที่อยู่ในที่ชุมนุมรอบทำเนียบและโห่ร้องด้วยความดีใจเมื่อได้ยินเสียงนายกทักษิณว่าจะเดินเท้าเข้ากรุงเทพ คิดถึงครอบครัวที่ใช้รถเครื่องเก่าๆ ขี่ซ้อนสามมาส่งใบฏีกาให้ คิดถึงหนุ่มสาวที่อาชีพขายของตามตลาดนัดและมีความหวังว่าค้าขายจะดีขึ้น คิดถึงชายหนุ่มที่รอดจากกระสุนทะลุที่คอได้ราวปาฏิหาริย์และตั้งใจเก็บเสื้อตัวที่ใส่ขณะโดนยิงที่เขียนว่า ยอมตายแทนได้ ไว้ให้นายกทักษิณดู และสุดท้าย ผมคิดถึง อีกเกือบร้อยศพ ที่เสียชีวิตไปจากคำสั่งอันโหดเหี้ยม ทั้งช่วงสลายการชุมนุมและจากการไล่ล่าหลังจากนั้น และผู้บาดเจ็บพิการอีกจำนวนมาก

และวันนี้ ผมไม่คิดถึงคุณทักษิณเลย

หากจะคิดก็เพียงสงสัยว่า ต่อแต่นี้ไปนายกทักษิณจะอยู่อย่างไรได้ หากคนเสื้อแดงเขาไม่เอาและไม่ยืนเคียงข้างนายกทักษิณอีกต่อไป.........

ที่มา.ประชาไท
----------------------------------------------------------------

เสียงก้อง-ดอกไม้-น้ำตาในเรือนจำ "ณัฐวุฒิ" ปราศรัยปลุกขวัญสาวกแดง "พี่น้อง...อย่าร้องไห้ ผมใจเข้มแข็ง เราไม่ทิ้งกัน"

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ

โลกภายนอกเรือนจำ เคลื่อนไป ข้างหน้ารวดเร็ว-ซับซ้อนเกินกว่า 7 แกนนำ นปช.จะรับรู้

อดีตแกนกลางการเคลื่อนไหว "แดง" ทั้งแผ่นดิน กลายเป็นแกนที่รอวันหมุนตาม

เมื่อจู่ ๆ ชื่อ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เคยออกมาประกาศว่าจะเดินหน้า-ลงมือเจรจา เพื่อความปรองดอง บุกไปประชิดตัวถึงในตารางสี่เหลี่ยม

วรรคทอง-วาระสำคัญ ที่คีย์แมนการเมือง สื่อสาร-ส่งข่าว อธิบายเบื้องหลัง-เบื้องหน้าของการเจรจาใน คุกแดง มีความหมายครอบคลุมทั้งเรื่องการอภัยโทษ-ปล่อยตัว และสิทธิของคนเสื้อแดง และ "รัฐบาลต้องพิจารณา"

72 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น...แคมเปญของคนเสื้อแดงถูกจัดขึ้นหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

คนเสื้อแดงประมาณ 500 คน มารวมตัวกันวางดอกกุหลาบสีแดงหน้าประตู เรือนจำ พร้อมส่งเสียงตะโกนด่าทอ รัฐบาลและเสียงตะโกนให้กำลังใจแกนนำ ที่อยู่ในคุก บางครั้งเลยเถิดถึงขั้นดันแถวเข้ามาโยนดอกไม้ ทำเอาประตูรั้วเรือนจำสั่นไหว

เสียงขานชื่อ "นักโทษ" สลับกับเสียงปลุกปลอบขวัญผู้มาให้กำลังใจ

ทูตเสื้อแดง-ภรรยาของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ทำหน้าที่เจรจากับสาวกเสื้อแดงข้างนอกก่อนเข้าเยี่ยมสามี

ด้วยข้อจำกัดของเรือนจำ จำนวนคนเข้าเยี่ยม-เห็นหน้า-เห็นตัวเป็น ๆ ของ "ณัฐวุฒิ" จึงเต็มจำนวน เต็มพิกัด เท่าที่ถูกกำหนด

ในจำนวนจำกัด

จึงเห็นภาพ-เสียงที่ทุลักทุเลของบรรดาสาวก-แม่ยกโผเข้าหากันและกัน และส่งเสียงสนทนาที่ต่างฝ่ายต่างพูดแทบฟัง ไม่ได้สรรพผ่านรูเล็ก ๆ บนแถบแผ่นโลหะ

คำแม่ยกมีทั้งข่าวสารสด ๆ ร้อน ๆ แจ้งจำนวนมวลชนที่ร่วมใจไปวางดอกไม้หน้าเรือนจำ

"ณัฐวุฒิ" และแกนนำทุกคนรูปร่างผอมลงอย่างเห็นได้ชัด

"น้ำหนักลดลงไป 6 กิโล เพราะออกกำลังกายทุกวัน ชกมวยทุกวัน" ณัฐวุฒิอธิบายรูปกายที่เปลี่ยนไป ทำให้เหล่าสาวกตื้นตันน้ำตาคลอเบ้า

ณัฐวุฒิ-ปลอบคนเข้าเยี่ยมว่า "อย่าร้องไห้ สภาพจิตใจผมไม่มีปัญหา อยู่ในนี้จิตใจยังเข้มแข็งตลอดเวลา"

คนข่าว-ถามทุกข์-สุข และเรื่องราวประเด็นข่าวนอกคุก ทั้งเรื่องแผนปรองดอง-แผนเพื่อไทย "ณัฐวุฒิ" ตอบได้แต่เพียงว่า "ไม่รู้เรื่องมากนัก" พร้อมออกตัวว่า "ไม่อยากแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะเกรงว่าจะทำให้ทางเรือนจำเดือดร้อน"

"เวลามีคนมาเยี่ยม มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ก็ได้รับฟัง และให้กำลังใจ...ฝากความคิดไปบ้างเท่าที่จะทำได้ พยายามบอกพี่น้องให้เข้มแข็ง ยืนหยัดหลักการ สันติวิธีให้เกิดประชาธิปไตย"

ส่วนข้อถกเถียงในโลกภายนอกคุกที่ว่า นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) กับพรรคเพื่อไทย ใครจะนำใครกันแน่ ?

"ณัฐวุฒิ" บอกว่า "ประชาธิปไตยนำ ทั้ง 2 องค์กรนี้ไปด้วยกัน ทั้งเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครเดินตามใคร แต่ทั้ง 2 ส่วนเดินตามหลักการประชาธิปไตย และสังคมไทยก็ควรจะได้เดินไปในแนวทางนี้เช่นกัน"

ส่วนคำถามถึงแผนปรองดองและ ความหวังที่จะได้ประกันตัว "ณัฐวุฒิ" ปฏิเสธว่าไม่ทราบรายละเอียด รวมทั้งยังไม่ทราบว่าจะได้รับการประกันตัวหรือเกือบได้ประกันตัวจากแผนปรองดอง นอกคุกหรือไม่

นักข่าวชวนสนทนาประเด็นร้อนว่า การนอนคุกของเขาสะท้อนผลแพ้หรือชนะ ของม็อบแดง เขาตอบว่า "เราไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดผลแพ้หรือชนะ แต่ทำเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ความแพ้หรือชนะ ของใคร"

เขาอธิบายสถานการณ์ส่วนตัวของเขา และผลที่เกิดกับแกนนำทั้ง 7 คนที่ยังยืน อยู่ในคุกว่า "เป็นเพราะประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย"

คำถามเชิงปรารภ ชวนปะทะทางความคิด ที่ว่า "ณัฐวุฒิ" อยู่จุดไหนของกระบวนการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายของคนเสื้อแดง เขาตอบแต่เพียงว่า

"ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตย และจะเป็นคนหนึ่งในกระบวนการนี้จน สุดทาง..."

แม้การไร้อิสรภาพยาวนานกว่า 100 วัน โดยไม่รู้อนาคตว่าจะได้รับการปล่อยตัว เมื่อไร และมีกระบวนการอย่างไร เพื่อให้พ้นคุก แต่แกนนำ "นปช.-ณัฐวุฒิ" ไม่เคยหมดพลัง-หมดกำลังใจ

"สิ่งที่จะลดลงไปก็คือ วัน เวลาที่จะได้ทำภารกิจร่วมกับข้างนอก แต่ขวัญและกำลังใจของพวกเราไม่ลด เราต้อง เข้มแข็งเพื่อพี่น้องทุกคน แกนนำข้างใน คุกดูแลกันและกัน ความเข้มแข็งของเราจะเป็นกำลังใจให้คนข้างนอกตลอด เวลา"

ยามว่างเว้นจากห้วงคำนึงถึงครอบครัว "ณัฐวุฒิ" ลงมือใช้ความรู้-ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในฐานะ "นักกลอน" แต่งเพลงเพื่ออนาคต

"วันนี้ผมตั้งใจจะเขียนเพลงเพื่อบันทึกความรู้สึกในวันนี้ วันที่พี่น้องเสื้อแดงเอาดอกไม้มามอบให้ ผมหวังว่าดอกไม้ที่เอามาวันนี้จะได้ส่งความรู้สึกผูกพันของคนเสื้อแดงไปถึงทุกชีวิตที่จากไป"

"ถ้าวันนี้พี่น้องเสื้อแดงทำกิจกรรม มอบดอกไม้ให้ผมและแกนนำข้างใน เรือนจำ... ผมก็ขอเป็นตัวแทนจาก คนเสื้อแดงในเรือนจำ...ส่งมอบต่อไปให้ แก่ผู้เสียชีวิต รวมทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทุกคนพร้อมครอบครัว ผมอยากบอกว่า ผมรักพวกเขา เราไม่ทิ้งกัน..."

เสียงผู้คุมประกาศ "หมดเวลาเยี่ยม" ทั้งแกนนำ-สาวก-แม่ยก และภรรยาคู่ชีวิตของ "ณัฐวุฒิ" และภรรยา 7 แกนนำ นปช.ต่างทยอยกลับ

ภาพหน้าคุกมีการนำดอกกุหลาบสีแดง พร้อมกระดาษข้อความ จดหมาย เสียบไว้ตลอดแนวรั้วคุก

72 ชั่วโมงก่อนถึงวันครบรอบ 4 ปี 19 กันยา วาระ 4 เดือน จากราชประสงค์ มีทั้งดอกไม้และน้ำตา

-----------------------------------------------------------------

น้ำผึ้งหยดเดียว..แน่ๆ

ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน

มีข่าววงในพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าบรรดาส.ส. ของพรรค ชักไม่สบายใจกับกรณีแต่งตั้ง พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม ขึ้นมาอย่างจริงจังแล้ว

เพราะส่อเค้าจะเป็น "น้ำผึ้งหยดเดียว" กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โต

เนื่องจากทางการซาอุฯ เริ่มส่งสัญญาณผ่านการขอวีซ่าไปร่วมงานแสวงบุญ

ชักมีปัญหาติดขัด วีซ่าไม่ออก ด้วยเหตุผลที่ใครฟังแล้วก็ต้องรู้ว่าไม่ปกติ

ท่าทีของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ต่อปัญหานี้ ต้องใช้คำว่า "ดื้อ" สุดๆ

คล้ายๆ นายอภิสิทธิ์แสดงออกมาหนหนึ่งแล้ว ตอนตั้งหน้าตั้งตาจะผลักดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ

คราวพล.ต.อ.ปทีปก็เข้าใจได้อย่างหนึ่ง ว่าเป็นเรื่องภายในล้วนๆ จริงๆ

คนเป็นถึงนายกรัฐมนตรี คงจะรู้สึกว่า ทำไมฉันจะดันผบ.ตร.ตามที่ใจอยากไม่ได้

แต่กรณีของผู้ช่วยผบ.ตร.นี้ ปัญหาต่างกันมาก

เพราะคราวนี้มันชักกลายเป็นการกระทบกระทั่ง ระหว่างไทยกับซาอุฯ

ไม่ได้ขีดวงจำกัด ชี้แจงกันไป ชี้แจงกันมา ในหมู่คนไทยด้วยกันเท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ จะลืมตระหนักไปอย่างหนึ่ง

ซาอุฯ ไม่ใช่ประเทศที่เราจะเอาอะไรไปข่มเขาได้

ปัญหาจากคดีฆ่าทูตซาอุฯ เพชรซาอุฯ อะไรพวกนี้ ซาอุฯ ไม่เคยแสดงให้เราเห็นหรอกหรือ?

ว่าเขาสามารถสั่งแบนแรงงานไทย แบบไม่สนใจไยดี ใดๆ ทั้งสิ้น

ที่เคยแห่ไปขุดทองกันมั่งคั่งกลับมา กลายเป็นเรื่องราวเก่าๆ ในอดีต ไม่มีต่อไปอีกแล้ว

ยิ่ง ฯพณฯ ทั้งสอง เอาแต่ชูกฎระเบียบเป็นหลัก ย้ำแต่คำจะชี้แจงต่อไปให้เข้าใจ

กับอ้างถึงการแปลเอกสารที่ยังไม่แล้วเสร็จ

ซึ่งถามจริง อุปทูตซาอุฯ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือ?

ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของระเบียบการโยกย้ายของไทยหรือ?

ไม่ต้องไปเสียเวลาแปล หรือเอาแต่อ้างเรื่องการแปลเลย ทางซาอุฯ รู้ยิ่งกว่ารู้ อะไรเป็นอะไร

เขาแค่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนของเขา ซึ่งสูญเสียไปในประเทศไทย

และการเรียกร้องนั้น ก็ไม่เกินเลย ในเมื่อมันเป็นคดีอยู่ในศาลอาญาอยู่ ไม่ใช่เรื่องพูดกล่าวหากันลอยๆ

พล.ต.ท.สมคิดจะเป็นคนผิดหรือผู้บริสุทธิ์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลในบั้นปลาย ซึ่งมีถึง 3 ศาล

แต่เบื้องต้นนี้ เขาเรียกกันว่าคดี "มีมูล"

นาทีนี้ จึงน่าวิตกอย่างยิ่งกับท่าทีรัฐบาล

ขนาดแรงงานไทย เขายังเล่นไม้แข็งกับเรามาแล้ว แล้วกรณีผู้แสวงบุญไปร่วมพิธีฮัจญ์

จะเกิดอะไรขึ้น?

**************************************************************

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

รถไฟฟ้ามาหา (อีกแล้ว) นะเธอ

สำรวจเรทติ้งของน้องใหม่ขบวนล่าสุด หนึ่งเดือนที่ผ่านมาดาหน้ามาทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ...อิฐก้อนใหญ่เสียด้วย

ปีก่อน คนกรุงเทพฯ (และคนทั่วประเทศไทย) ได้ทำความรู้จักกับ รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา หรือ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS Skytrain) ทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาจราจรของเมืองหลวง ขณะที่ 5 ปีต่อมา รถไฟใต้ดิน หรือ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT Blue Line) ก็เริ่มเป็นอีกชื่อที่คุ้นหู

และเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2553 กรุงเทพมหานครได้คลอด รถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ (Bus Rapid Transit หรือ BRT) โดยหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหา "รถติด" ให้คลายตัวอีกระดับ แต่เสียงตอบรับยังไม่ดีพอ เพื่อนร่วมถนนยังไม่เคารพในกติกา วิ่งเข้าเบียดในช่องทางพิเศษจนเกิดปัญหา ล่าสุดถึงแม้จะหั่นราคา จูงใจให้คนใช้บริการ สถานการณ์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น จนเริ่มมีกระแสว่า อาจต้องม้วนเสื่อกลับบ้าน พับโครงการก่อนกำหนด

วันนี้ โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ แอร์พอร์ตเรลลิงก์ หรือ แอร์พอร์ตลิงก์ (Airport rail link) ได้กลายมาเป็นอีก "ตัวช่วย" น้องใหม่ สำหรับ "คนชานเมือง" ในการเดินทางสู่ใจกลาง "มหานคร"

1 เดือนหลังเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ หลากหลายสุ้มเสียงทั้ง "ดอกไม้" และ "ก้อนอิฐ" จากผู้ใช้บริการก็ปลิวว่อนจากทั่วทุกสารทิศ

"ราง" เปลี่ยน "ชีวิต"

ดูเหมือนการย่นระยะเวลาการเดินทางของ "ม้าเร็ว" สายสุวรรณภูมิ ถือเป็นแต้มต่อสำคัญในความรู้สึกของ พิทยะพันธ์ ศรีแววเนตร หนุ่มลาดกระบังที่ต้องข้ามฟากมาทำงานในออฟฟิศย่านราชประสงค์อยู่พอสมควร

เป็นประจำ เขาต้องเดินทางออกจากบ้านก่อน 6 โมงเช้าโบกแท็กซี่มาลงตรงสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช ก่อนต่อบีทีเอสเข้าเมืองมาทำงาน ที่ต้องออกเช้าขนาดนี้ก็เพื่อเลี่ยงช่วงการจราจรติดขัด หรือถ้าออกสายกว่านั้นก็ต้องใช้ถนนอีกเส้นเพื่ออ้อมมายังปากซอยสุขุมวิท 55 ต่อรถไฟฟ้า แน่นอน นอกจากระยะทางที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ค่าใช้จ่ายก็ยังคูณสองด้วยเหมือนกัน

"รถไฟเปิดวิ่งเรายิ้มเลย เพราะบ้านอยู่ห่างจากสถานีลาดกระบังแค่ 5 นาที ห่างจากสถานีสุวรรณภูมิแค่ 10 นาที ขึ้นแอร์พอร์ตลิงก์ไปต่อบีทีเอสถึงออฟฟิศได้ภายใน 40-45 นาที เป็นเวลาที่ตัวเราสามารถควบคุมได้สบายๆ"

ไม่ต่างกับ สุวรรณ บุญเลิศวัฒนา แม่ค้าผลไม้สดที่ยึดหัวหาดหลังตึกสาทรซิตี้เป็นที่ทำกิน ทุกวันเธอต้องออกจากบ้านภายในหมู่บ้านนักกีฬาตั้งแต่ตี 1 มารับของตรงปากคลองตลาด เพื่อนำไปตั้งร้านให้เสร็จก่อนฟ้าเปิด ตกบ่าย 2 จึงเริ่มเก็บร้าน แล้วถึงนั่งรถประจำทางสาย 22 ไปต่อรถบริเวณแยกลำสาลี หรือไม่ก็นั่งรถเมล์สาย 62 และต่อสาย 93 เข้าบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง

แต่หลังจากทำความรู้จักกับแอร์พอร์ตลิงก์ เธอก็ได้เวลา 2 ชั่วโมงที่เคยเสียไปทุกวันกลับคืนมา

"ทุกวันนี้ นั่งบีทีเอสจากช่องนนทรีไปต่อรถไฟฟ้าที่สถานีพญาไทไปลงสถานีบ้านทับช้าง เบ็ดเสร็จ 40 นาที ก็ถึงบ้านแล้ว มีเวลาเถลไถลเพิ่มขึ้นอีกหน่อย (หัวเราะ)"

หรือถ้าเปรียบเทียบในความรู้สึกของเด็กรุ่นใหม่อย่าง ปนัดดา มนตรี และ มโนศิลป์ สุนทรส นักศึกษาจากรั้วลาดกระบัง รถไฟสายนี้คือเครื่องอำนวยความสะดวกราคาถูกอย่างไม่ต้องสงสัย

"ปกติต้องเข้าไปทำธุระในเมืองทุกอาทิตย์อยู่แล้ว และเข้าเมืองแต่ละครั้งถ้าไม่นั่งรถตู้ เสีย 35 บาท นั่งประมาณครึ่งชั่วโมงจะถึงอนุสาวรีย์ (ชัยสมรภูมิ) หรือไม่ก็ขึ้นรถไฟที่สถานีลาดกระบังถึงราคาถูก แต่ก็เสียเวลารอนานหน่อย พอมีแอร์พอร์ตลิงก์ก็รู้สึกดีนะคะ เพราะเสียเงินแค่ 15 บาท ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ไปเดินเล่นอยู่แถวสยามได้แล้ว" ปนัดดาออกความเห็น

นอกจากคำบอกเล่าจากปากของผู้ใช้บริการที่ยอมรับในประสิทธิภาพ วัชรชาญ สิริสุวรรณทัศน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการและมวลชนสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยังกางตัวเลขยืนยันถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ชัดเจน

"ตั้งแต่แอร์พอร์ตลิงก์เปิดให้บริการ ปริมาณผู้โดยสารก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รถไฟสายซิตี้ไลน์เปิดวิ่งอยู่บนราง 4 ขบวนเว้นระยะทุก 15 นาที โดยยอดผู้โดยสารเฉลี่ยตั้งแต่วันจันทร์ถึงพฤหัสจะอยู่ราว 33,000 คนต่อวัน ขณะที่วันศุกร์จะเพิ่มปริมาณเป็น 36,000 คน มีช่วงพีคอยู่ที่ 7 โมงถึง 9 โมงเช้า ส่วนตอนเย็นก็ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม ซึ่งช่วงนี้เราจะปล่อยรถเสริม 1 ขบวนเพื่อช่วยผ่องถ่ายผู้โดยสาร โดยเวลาจะลดลงเหลือเพียง 7-8 นาทีต่อขบวน ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ยอดจะตกลงมาอยู่ราว 27,000 คน สำหรับขบวนรถด่วนจะมียอดผู้ใช้บริการอยู่ที่ 600-700 คน และยอดวันหยุดจะเพิ่มเป็น 800-900 คน"

"กองอิฐ" บนตู้โดยสาร

ยอดผู้โดยสารกับการเปิดให้บริการเดือนแรกถือว่าใกล้เคียงกับเป้าที่กระทรวงคมนาคมวางไว้วันละ 50,000 คน ยิ่งเมื่อเทียบเคียงคำบอกเล่า และตัวเลขที่ทางรถไฟหยิบขึ้นมาให้โชว์ ก็ยิ่งการันตีถึงแนวโน้มที่น่าจะ "สดใส" ของรถไฟขบวนนี้ได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการวางแผนงานมาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้วในการสำรวจเส้นทางที่อยู่ในเขตของการรถไฟ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนการเวนคืนที่ดินลงไป โดยพิจารณาถึงจุดเชื่อมระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อย่าง บีทีเอสพญาไท และรถไฟใต้ดินเพชรบุรี เป็นต้น อีกทั้งความพยายามในการยึดทำเลใกล้เคียงกับสถานีรถไฟสายตะวันออกที่มีอยู่เดิมให้ได้มากที่สุด ซึ่งผลที่ออกมาก็ค่อนข้างตอบสนองความต้องการผู้โดยสารได้ตรงประเด็น

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี "ข้อติติง" จากผู้ใช้บริการเลย ในฐานะ "น้องใหม่" แอร์พอร์ตลิงก์จึงถูกเปรียบมวยกับ "รุ่นพี่" อย่าง บีทีเอส และเอ็มอาร์ที ไปโดยปริยาย

"ห่วยแตก!!!" เสียงสบถดังสวนเสียงประตู(ที่ดังกว่า)ขึ้นมาทันที บางครั้งไม่ถึงกับออกเสียงบ่น แต่ความระคนสงสัยกับ "ระดับเสียง" ประตูที่เกินพอดียังปรากฏบนสีหน้าของคนเดินทางอยู่เรื่อยๆ ไม่นับรูปทรงที่นั่งแปลกๆ หรือห่วงจับอันดูเหมือนจะไม่พอสำหรับชั่วโมงเร่งด่วน แม้แต่เสียงกระตุกคล้ายๆ ระบบรางขัดข้องบางช่วงที่ขบวนรถออกจากสถานี ก็สร้างความไม่แน่ใจในความปลอดภัยได้เหมือนกัน

"คนใช้เพิ่มขึ้นจนเราขึ้นรถไฟไม่ได้" เสียงยืนยันชัดเจนของ ขวัญนรี ศรีโสภา ประชาสัมพันธ์สาวจาก บจก.ไซเพรสเอ็นเตอร์ไพรส ที่เลือกความสะดวกบนรางแทนการฝ่าควันบนถนน ถึง "จุดบอด" ที่เกิดขึ้นในชั่วโมงเร่งด่วน ตลอดสัปดาห์เต็มๆ เธอไปทำงานสายทุกวัน หากขึ้นรถไฟไม่ทันเที่ยว 7.30 น.

"จริงๆ มันสะดวกนะ ที่พักเราอยู่ตรงแยกคลองตัน เดินมาที่สถานีไม่เกิน 10 นาที ต่อรถไฟฟ้าไปลงที่ทำงานได้ภายในครึ่งชั่วโมง แต่พอถึงช่วงชั่วโมงเร่งด่วน คนจะเยอะมากๆ ระยะเวลาการรอรถไฟก็ยัง 15 นาทีเท่าเดิม ซึ่งมันไม่พออยู่แล้ว แล้วภายในรถไฟก็เบียดกันมาก เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นที่ต้องเบียดในรถไฟมาทำงานกันอย่างนั้นเลย แล้วขนาดของตู้โดยสารที่มีแค่ 3 ขบวนก็ค่อนข้างเล็กจุคนได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ช่องระหว่างรถไฟกับชานชาลาก็กว้างเกินไป เคยมีคนเดินชนกันแล้วรองเท้าร่วงลงไปข้างล่างเลย แล้วถ้าเป็นขาเด็กตกลงไปล่ะ คิดดู" เธอระบาย

ความอึดอัดบนสถานีที่เธอรู้สึก ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ พิทยะพันธ์ มองเห็น เขารู้สึกว่า นอกจากการ "จัดระเบียบ" ผู้คนบนชานชลาแล้ว สิ่งที่ต้องแก้ปัญหาอย่างเร็วที่สุดก็คือเรื่องของ "ตั๋วโดยสาร" ที่น่าจะมีตั๋วสัปดาห์ หรือตั๋วเดือนออกมาสำหรับคนที่เดินทางประจำเสียที

กระทั่งการ "คิดไม่ถึง" ของการออกแบบจากมุมมองของผู้ให้บริการอย่าง วัชรชาญ เองก็ถือว่าเป็นเรื่อง "ต้องแก้ไข"

"ในบางสถานีเราก็ยอมรับว่าในตอนก่อสร้าง ที่ปรึกษาเขาไม่ได้ออกแบบสำหรับการอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้า-ออกของสถานี ที่จอดรถ หรือรถโดยสาร เห็นได้ชัดที่สถานีพญาไทปัญหาเรื่องลิฟท์ที่ออกแบบไว้สำหรับผู้โดยสารพิการ ผู้โดยสารสูงอายุ แต่ปรากฏว่า ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากสนามบินก็มาพร้อมกระเป๋าด้วย"

นอกจากนั้น ความปลอดภัยในบริเวณสถานีช่วงกลางคืนก็กลายเป็นโจทย์อีกข้อที่ไม่อาจมองข้าม เพราะบรรดามอเตอร์ไซค์วินที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารตรงสถานีบ้านทับช้าง ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า หลัง 3 ทุ่มเป็นต้นไป รัศมี 2 กิโลเมตรรอบสถานีจะค่อนข้างเปลี่ยว และน่ากลัวมาก

"น่ากลัวขนาดนี้ มิน่าถึงไม่ค่อยมีสาวออฟฟิศมาซ้อนเลยครับ (ยิ้ม)" เสียงอำติดตลกทำนองนี้มักดังในวินเสมอ

อนาคต "ขนส่งเครือข่าย"

"ประตูรถไฟขณะที่วิ่งด้วยความเร็วสูงสุดก็ต้องมั่นใจว่ามันแน่นสนิท ไม่ใช่วิ่งไปแล้วประตูเปิดผัวะออกมา" ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการและมวลชนสัมพันธ์ฯ ให้คำชี้แจงถึง "ที่มา" ของเสียงปิดประตูดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากบีทีเอส และเอ็มอาร์ทีที่ไม่ได้วิ่งด้วยความเร็วแบบแอร์พอร์ตลิงก์ ความปลอดภัยของผู้โดยสารจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

เช่นเดียวกับระบบ "ความผิดปกติ" ของรางที่เกิดจาก "สลับวงจรไฟฟ้า" บริเวณ "นิวตรอนโซน" ซึ่งจะอยู่ช่วงกลางขบวน และจะเกิดเฉพาะช่วงขบวนรถเคลื่อนออกจากสถานีหัวหมากเท่านั้น โดยพื้นที่ดังกล่าวได้มีการติดป้ายชี้แจงเอาไว้แล้ว ส่วนเรื่องการปรับปรุงพื้นที่อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมตอนนี้ เขายืนยันว่า กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก่อสร้างลานจอดรถที่กำลังทยอยทำ รถโดยสารประจำทางที่เริ่มมีบางสายวิ่งเข้าสถานีแล้วอย่าง สาย 76 ผ่านสถานีมักกะสัน สาย 145 ผ่านสถานีหัวหมาก และสาย 26 ผ่านสถานีลาดกระบัง

ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารในเวลากลางคืน ทางสถานีก็ได้เพิ่มพนักงานเพื่อดูแลความปลอดภัยภายในบริเวณสถานี แต่ถ้าเป็นพื้นที่รอบนอก วัชรชาญยอมรับว่าอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง เพราะอยู่นอกเขตความรับผิดชอบของรถไฟแล้ว เช่น สถานีหัวหมากที่มีปัญหาเรื่องการโจรกรรมสายไฟก็กำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งใหม่ อย่างพื้นที่บ้านทับช้างบริเวณรอบนอกจะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตสะพานสูง และเขตประเวศ ซึ่งกำลังประสานขอความร่วมมือไปยังเขตในเรื่องการปรับพื้นที่อยู่ เป็นต้น

ส่วนเรื่องระบบตั๋วโดยสาร เขาอธิบายว่า ตอนนี้ระบบทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทการ์ด หรือเหรียญโดยสาร เหลือแต่เพียงรอการตั้งบริษัทลูกเพื่อจัดการทางบัญชีให้เรียบร้อย ซึ่งตอนนี้เรื่องผ่านไปถึง คณะรัฐมนตรีแล้ว เหลือเพียงรอผ่านอนุมัติก็สามารถดำเนินการต่อได้ทันที

ถึงแม้จะมีเรื่องให้ "ขัดใจ" เช่น เวลาบริการเสาร์-อาทิตย์ รถไฟจะดีเลย์กว่าวันธรรมดา หรือปัญหาป้ายบอกรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ชานชาลา บันไดขึ้นลง เส้นทาง และแผนที่ภายในสถานีที่เป็นจุดสังเกตได้ง่าย ซึ่งอยู่ระหว่างปรับปรุงใหม่ก็ตาม แต่โดยภาพรวม ในความรู้สึกของผู้โดยสารก็ยัง "โอเค" และ "ยอมรับได้" กับเดือนแรกของการเปิดขบวน

"ร้อยผมให้แปดสิบห้า" หนุ่มออฟฟิศอย่างพิทยะพันธ์ประเมิน ส่วนขวัญนรีมองการจัดการเหลือแค่ 40 เต็ม 100 แต่ความคุ้มค่าเธอก็ยังเทให้ 70 คะแนน ทั้งคู่ยังมองถึงปัญหาของสถานีมักกะสันที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเช็คอิน และโหลดกระเป๋าได้ในต้นปี 2554 จะได้ฟังเสียงบ่นของคนเดินทางในเรื่องยกกระเป๋าขึ้นยกกระเป๋าลงอีกเยอะ

"มีเรื่องกระเป๋าตกหล่นด้วยไม่ต้องห่วงเลย" บางความเห็นฟันธง

ที่สุดแล้ว ความฝันถึงระบบการขนส่งมวลชนแบบเครือข่ายในความรู้สึกของใครหลายๆ คนก็ยังมีโอกาสกลายเป็นความจริงได้ในอนาคต เมื่อระบบทุกอย่างลงตัว

"ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเห็นว่า มันมีประโยชน์ค่อนข้างมาก จากการเดินทางได้ต่อเนื่อง จากรถไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ต่อไปรถไฟฟ้าอีกชนิดหนึ่ง อนาคตประเทศไทยเวลาออกแบบก่อสร้างอะไรคงต้องคิดถึงการเชื่อมต่ออย่างนี้ด้วย บางครั้งการออกแบบก็ทำไม่รอบครอบ และครอบคลุม อีกทั้งทางกระทรวงก็มีนโยบายการใช้ตั๋วร่วม ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษา และจัดตั้งหน่วยงานที่จะดูแล พร้อมทำงานได้ทันที" วัชรชาญมองความเป็นไปได้

หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในอนาคตอันใกล้เราจะสามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รอบด้าน ในราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก

เหมือนกับความหวังของมโนศิลป์ที่อยากจะสามารถขึ้นแอร์พอร์ตลิงก์ในราคาที่นักศึกษาอย่างเขาพอจะจ่ายไหว

"ผมเสนอที่สาบสิบบาทครับ รับได้" รอยยิ้มทะเล้นส่งมาพร้อมคำตอบ

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เวิร์กช็อป ดักจับโกง!

“หน้ากระดานเรียงหนึ่ง กดปุ่มอภิวัฒน์ประเทศ” ฉบับนี้ ถอดรหัสจากวงสัมมนา “รวมพลังเครือข่ายประชาชนป้องกัน การทุจริตคอร์รัปชั่น” ผ่านมุมมองของ “ประสาท พงษ์ศิวาภัย” คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอรรถาธิบายถึงความสลักสำคัญในบริบทการดักจับโกง โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนไว้ได้น่าสนใจยิ่ง

>> ปราบคอร์รัปชั่นภารกิจ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ”

“ผมเติบโตจากการเป็นปลัดอำเภอ ปลัดอำเภอโท ปลัดอำเภอเอก 8 ปี และมาเป็นนายอำเภอ 13 ปี รวมทั้งหมดอยู่อำเภอมา 21 ปี เป็นปลัดจังหวัด และมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี จนได้มาเป็น รองอธิบดี กรมการปกครอง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รวมแล้วประมาณ 3 ปี นอกนั้น อยู่บ้านนอกตลอด สุดท้ายหลังจากที่เป็นผู้ว่าฯ นครปฐม ก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ต้องทนทุกข์ทรมาน 9 ปี ตอนนี้ผ่านไป 4 ปีแล้ว เหลืออีก 5 ปี ไม่รู้จะไปรอดหรือเปล่า”

“แล้วก็ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้าย ท่านประธาน ป.ป.ช. กรุณาแบ่งงานให้ โดยดูจากภูมิหลังเห็นว่ากระผมมาสำนักงานปลัดกระทรวงกรมการพัฒนาชุมชน รวมๆ แล้วทั้งหมดที่ร้องเรียนมาจากกระทรวงมหาดไทยรวมทั้ง อปท. ในทุกเขตการปกครองไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ หรือพัทยา เทศบาล อบต. ต้องผ่านผมทั้งสิ้น คือผมต้องเป็นคนกลั่นกรองหรือประธานอนุกรรมการการไต่สวน ซึ่งไม่รู้ โชคดีหรือโชคร้ายเพราะเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่กันทั้งนั้นผมเติบโตมาจากตรงนั้นแล้วมาให้ผมนั่งชี้มูล คอยตรวจสอบพี่ๆ น้องๆ ยอมรับว่าเซ็งจริงๆ ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ในอีกมุมมองท่านประธานท่านมองว่า เราโตมาจากกระทรวงมหาดไทย เพราะฉะนั้น รู้ทันมันก็ทำให้เรารู้ทันและทำงานได้รวดเร็ว มีการประสานงานกันได้ดี การทำงานเราก็เข้าใจกฎหมายระเบียบมันก็ดีไปอีกอย่าง แต่อย่างว่ามันก็เหมือน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ก็หมายความ ว่า เวลาเจอเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทยหรือ อปท. ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นมันหนีกันไม่พ้น”

>> จับโกงประชาชนต้องมาก่อน

“ผมเองกับประชาชนทำงานสนิทสนม ใกล้ชิด ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชน คือสิ่งที่จะ ทำให้ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการต่อต้าน การทุจริตทั้งเรื่องยาเสพติด ความยากจน อะไรก็แล้วแต่ผมกล้ารับประกันด้วยชีวิตข้าราชการของผมว่า ถ้าไม่มีประชาชนเข้า มาช่วยเหลือ เกี่ยวข้องประสานงาน ชี้เบาะแสเป็นพยานงานจะไม่มีทางสำเร็จหรือ สำเร็จก็ไม่ได้สำเร็จด้วยดี ซึ่งมันเป็นความ จริงทั้งสิ้นเราเกิดร้อยเอ็ด เป็นเขยร้อยเอ็ด ทำงานอยู่ร้อยเอ็ดจะไม่รู้ได้อย่างไร ว่าใคร ค้ายาในร้อยเอ็ด ใครเป็นคนยากจนตัวจริง หรือตัวปลอม หรือใครยากจน ใครทุจริต ใครคอร์รัปชั่น เรารู้หมดจริง”

“มันรู้หมดแหละครับแทบจะจำต้นไม้ ทุกต้นได้เพราะเราเกิดที่นั่น แผ่นดินแม่ของ เราคือแผ่นดินนั้นพวกข้าราชการ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ป่าไม้ ที่ดิน สรรพากรเดี๋ยวมา เดี๋ยวก็ไปอย่างผู้ว่าไปอยู่ไม่เกิน 4 ปี เต็มที่ ก็ 5 ปีก็ต้องไป ไม่ได้มาอยู่นานแต่ประชาชนอย่างไรก็ต้องอยู่ที่นั่นท่านย้ายหนีไม่ได้เพราะมันเป็นแผ่นดินแม่แผ่นดินเกิด เกิดที่นั่นตายที่นั่นหนีไม่พ้นหรอกครับ เพราะฉะนั้น ท่านต้องทำให้แผ่นดินแม่แผ่นดินที่อาศัยอยู่นั้น ใสสะอาดปราศจาก ความทุจริตให้จงได้”

>> บ้านเมืองสะอาดด้วยผ้าขี้ริ้ว

“ผมจะพูดเรื่องคุณพ่อผมตอนที่ผม จะไปเป็นปลัดอำเภอที่จังหวัดกาฬสินธุ์ อ.ท่าตะโก คุณพ่อผมท่านเป็นคนต่างจังหวัด จบ ป.4 เท่านั้นเอง แต่ท่านเป็นคนใฝ่รู้ทั้งวิทยุ ทีวี ท่านติดตามตลอดแกรู้หมดเรื่อง การเมือง ผมจบกฎหมายธรรมศาสตร์กลับไปบ้าน ไปเจอหนังสือกฎหมายอาญา ก็แปลกใจว่าใครซื้อมา คุณพ่อผมท่านว่าท่านซื้อมาเองแหละเอามาอ่านเป็นความรู้ คนจบแค่ป.4 แต่ซื้อกฎหมายอาญามาอ่าน ธรรมดาไหมครับ ...ไม่ธรรมดา!”

“วันนั้นท่านเรียกผมมาคุยท่านกล่าว ว่า ประสาท แกจะไปเป็นปลัดอำเภอใช่ไหม พ่อจะสอนให้ แกไปเป็นปลัดอำเภอต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไปถึงให้ไปฝากเนื้อฝากตัวกับบรรดาคนในพื้นที่ เจ้าอาวาส กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เขาแก่กว่าเราก็เรียกเขา น้า อา ทำตัวให้น่ารักให้เขาเมตตาไปให้รู้จักพื้นที่ รู้จักบุคคล ท่านสอนผมเหมือนนักปกครองสอนทั้งที่ผมจบนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ กำลังจะไปเป็นปลัดอำเภอ สุดท้ายท่านพูดมาอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมจำได้มาจนบัดนี้ เพราะเอาไปปรับใช้ท่านบอกว่า เอ็งจะไปเป็นปลัดอำเภอ เอ็งอย่าดูถูก ผ้าขี้ริ้วนะ ผ้าขี้ริ้วเป็นแค่ผ้าเก่าๆ ผ้าที่เรา ไม่ใช้แล้ว แถมยังน่ารังเกียจเป็นของต่ำ แต่ผ้าขี้ริ้วใช่ไหมที่ทำให้โรงพัก ที่ว่าการอำเภอ สถานีอนามัยมันสะอาด เท่านี้แหละ เอ็งไปเป็นปลัดอำเภอได้”

“ผมจึงสำนึกได้ว่า สิ่งที่พ่อสอนคือ ปรัชญา ซึ่งหมายความว่า ให้เรานึกถึงบุญคุณ ประโยชน์ของผ้าขี้ริ้ว ไม่มีใครหรอกครับ ที่จะเอาผ้าใหม่ๆ ผ้าสะอาดๆ ผ้าดีๆ มาทำ ผ้าขี้ริ้วเช็ดสิ่งสกปรกสิ่งโสโครก เราต้องเอาผ้าเก่าๆ ที่ไม่ใช้มาเช็ดถูสิ่งเหล่านี้ ตรงนี้แหละครับที่ผมนำมาใช้กับการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ระดับปลัดอำเภอ จนเจริญขึ้นมาเราต้องให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับเสมียน หรือเจ้าหน้าที่ที่เป็นลูกน้องของเราเสมอ และต้องนึกไว้เสมอว่าทุกตำแหน่ง ทุกฝ่ายเขามีดีแต่มีดีกันไปคนละอย่าง คนละแบบ อย่าว่าแต่ข้าราชการ ตาสีตาสา ยังมีประโยชน์ อย่างเอาผมที่จบกฎหมาย ไปตีความไปร่างหนังสือ ผมเชื่อว่าชาวนาสู้ผมไม่ได้ แต่ถ้าเอาผมไป แข่งกับชาวนาหว่านข้าวดำนาผมก็สู้ชาวนา ไม่ได้ เพราะเก่งคนละอย่างเหมือนเอาม้ามาวิ่งแข่งกับวัว ม้าก็ต้องชนะ แต่ถ้าเอาวัวมาขวิดกับม้า วัวก็ต้องชนะ”

>> ประชาชนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

“ตรงนี้แหละครับที่ผมจะเรียนว่า ผม เป็นหนี้บุญคุณประชาชน ผมโตมาวันนี้ผ่าน การเป็นผู้ว่าฯ มาหลายจังหวัดจนถึงมาเป็น กรรมการ ป.ป.ช. 4 ปี ผมยังเป็นหนี้บุญคุณ ประชาชน เพราะผมได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากประชาชน ไม่ว่าไปอยู่อำเภอไหน จังหวัดไหน สิบนิ้วพนมเข้าไปคุณป้า คุณน้า คุณอา คุณยาย รับรองอยู่ ผมหมด ครั้งหนึ่งผมไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ที่พิจิตร มีโทรศัพท์ดังขึ้นมา ตอนตี 3 มีคนโทร.มาให้เบาะแสการขนถ่าย ยาเสพติด ผมก็ถามเขาไปว่าทำไมไม่โทร. ไปแจ้งตำรวจ เขาตอบกลับมาว่าไม่เอาหรอก แจ้งผู้ว่าฯ นี่แหละ แล้วก็วางหูไปเลย ผมก็คิดอยู่ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเท็จกันแน่ จนแล้วจนรอดผมได้ประสานงานไปกับฝ่ายตำรวจถึงเรื่องราวดังกล่าว ไม่น่าเชื่อ ว่ายาเสพติดล็อตนั้นมีจำนวนเป็นแสนเม็ด งานนั้นผมได้รับโล่จากการปราบปราม ยาเสพติดดีเด่น จากท่านนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น”

“สังเกตได้ว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความ สำเร็จ ล้วนมาจากประชาชนทั้งสิ้น นิ้วโป้ง นิ้วเดียวไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีนิ้วอื่น คอยช่วยหลักการทำงานของนักปกครองก็เช่นกัน เพราะฉะนั้น ในวันนี้ ป.ป.ช. ตระหนักดีว่าเราจะไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์หากไม่มีการประสานกับหน่วยงานอื่น และได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เนื่องจาก หน่วยงานของ ป.ป.ช. โดยหลักใหญ่อยู่ใน กรุงเทพฯ การสืบเสาะหาข้อมูล การทุจริต คอร์รัปชั่นต่างๆ จึงเป็นไปได้ยาก ต่างจาก พวกที่อยู่ในพื้นที่ เราจึงจำเป็นต้องอาศัย หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยการรับรองจาก ป.ป.ช. อย่างเครือข่ายประชาชนป้องกัน การทุจริต ฉะนั้นหลักใหญ่สามประการที่ผมอยากจะมอบให้คือ 1.ทำให้เขารู้จัก ป.ป.ช. 2.ทำให้เขาเชื่อใจ ป.ป.ช. 3.ทำให้เขาใช้ ป.ป.ช. นั่นคือหน้าที่สำคัญของท่าน”

>> เปิดโมเดล ป.ป.ช.จังหวัด

“สำหรับเรื่องของ ป.ป.ช.จังหวัด เรื่องนี้มีผู้สอบถามกันมาเยอะมาก ต้องเรียนให้ทราบว่า น่าจะทราบผลกันในเร็ววันนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอน การพิจารณาของสภาซึ่งใกล้จะเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องเรียนให้ทราบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นมากเพราะอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าองค์กร ป.ป.ช..มีหน่วยงานหลักอยู่ ในกรุงเทพฯ การจะทราบข้อมูลโดยละเอียด ของคดีต่างๆ จึงเป็นไปได้ยาก ซึ่งต่างจาก คนในพื้นที่จะทราบรายละเอียดได้ดีกว่า สำหรับคุณสมบัติ ที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์ ไม่เคยมีเรื่องด่างพร้อย และต้องมีความรู้ แต่ที่สำคัญเมื่อคุณจะเป็น ป.ป.ช.จังหวัดแล้วจะทำอาชีพอื่นไม่ได้ เพราะจะส่งผลในภายหลัง หากมีข้อกล่าวหาในเรื่องของส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับค่าตอบแทน กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา เพราะภายใน 4 ปีนี้ ป.ป.ช.จังหวัดจะทำอาชีพอื่นไม่ได้ เรื่องค่าตอบแทนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ และก็ต้องให้สมน้ำสมเนื้อกับ การทำงาน”

ปราบโกงโดยอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชน นั่นคือการเชือดทุจริต ที่ยั่งยืน จากมุมมอง “ประสาท พงษ์ศิวาภัย” คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้เชี่ยวชาญในการดักจับคอร์รัปชั่นในแวดวงนักปกครอง

ที่มา.สยามธุรกิจ
************************************************************************