![]() |
“นางร้องให้” เป็นอีกธรรมเนียมหนึ่งในพิธีของราชสำนัก ที่จัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยแต่ผู้ล่วงลับ
การมีนางร้องให้ในราชสำนักอาจได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากชนชาติ “มอญ” ในประเพณีมอญมีพวกรับจ้างร้องให้ มีเสียงร้องทำนองโอดครวญ จนนำมาตั้งเป็นชื่อทำนองเพลงว่า “มอญร้องให้”
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานการมีนางร้องให้ในคำให้การ “ขุนหลวงหาวัด” อธิบายถึงการจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ว่าได้เกณฑ์นางสนมกำนัลมาเป็นนางร้องให้ ซึ่งในการร้องให้จะควบคู่การประโคมมโหรีปี่พาทย์ ดังนี้ ...
“แล้วจึงกะเกณฑ์ให้พระสนมกำนับทั้งปวงมานั่งห้อมล้อมพระบรมศพ แล้วก็ร้องให้เปนเวลาหน้าที่เปนอันมาก แล้วมีนางขับรำเกณฑ์ทำมโหรี กำนัลนารีน้อยๆ งามๆ ดั่งกินนร กินนรี มานั่งห้อมล้อม ขับรำทำเพลงอยู่เปนอันมาก แล้วจึงให้ประโคมฆ้อง กลอง แตรสังข์ และมโหรีปี่พาทย์อยู่ทุกเวลา”
ธรรมเนียมการพระศพนี้ ทำสืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็นพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ซึ่งมีนางร้องให้ และประโคมกลองชนะตามเวลา เหมือนอย่างพระมหากษัตริย์แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
วิธีการร้องให้ต้องใช้คนจำนวนมาก ส่วนใหญจะใช้นางพระสนม นางพระกำนัล หรือผู้ที่ได้ถวายตัว มีต้นเสียง 4 คน และมีคู่ร้องรับประมาณ 80-100 คน
ครั้งสุดท้ายที่มี “นางร้องให้” ตามราชประเพณี คืองานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัด “นางร้องให้” คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี โดยให้เจ้าจอมและพนักงานคอยร้องให้ตามบท ในเวลาประโคมย่ำยาม คือ ย่ำรุ่ง เที่ยง ย่ำค่ำ ยาม สองยาม สามยาม มีเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ลดาวัลย์ เจ้าจอมพระองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ 5 เป็นต้นเสียงร้องนำ
เนื้อหาของคำร้องให้ เป็นการถวายความจงรักภักดี ที่เหล่าข้าบาทบริจาริกาขอตามไปปรนนิบัติยังสรวงสวรรค์ และถึงกับมีเรื่องเล่าในราชสำนัก ตามที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าไว้ในหนังสือประวัติต้นรัชกาลที่ 6 ว่า ...
“ได้ยินเขาเล่ากันว่า ทูลกระหม่อมปู่ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) เมื่อเสด็จลงไปเยี่ยมพระบรมศพเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 ได้ทรงฟังนางร้องให้ มีกระแสท้วงว่า..ถ้าใครๆ ก็จะขอตามเสด็จไปเสียหมดแล้วใครจะอยู่รับใช้พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่เล่า? .. ครั้งนั้นเลยต้องงดนางร้องให้ ในเวลาที่ทูลกระหม่อมปู่เสด็จลงไปอยู่ที่พระมหาปราสาท”
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็ว่า “ให้รู้สึกรกหูเสียจริงๆ และร้องซ้ำไปซ้ำมา ไม่เป็นการร้องให้จริงๆ กับทั้งยังส่งเสียงรบกวนเวลาที่พระกำลังถวายพระธรรมเทศนา รวมไปถึงความประพฤติของผู้ที่ไปฟังและตัวของนางร้องให้เอง ที่แสดงกิริยาขาดความเคารพในกาละเทศะ อย่างยิ่ง”
ความไม่เหมาะสมหลายประการ ที่ไม่ต้องด้วยพระราชนิยม ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า ทรงมีพระราชดำริที่จะยกเลิกธรรมเนียมการพระบรมศพดังกล่าว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ ทรงเขียนเล่าไว้ว่า “ฉันเองโดนเข้าอย่างนั้น ก็โกรธและต้องสั่งให้หยุดเหมือนกัน แต่มีคนที่ชอบนางร้องให้ก็มีมาก เพราะเหตุต่างๆ พวกชนชั้นเก่า มีกรมนราธิปเปนต้น ชอบเพราะเห็นว่าหรู ในพวกชั้นใหม่ๆ ไปฟังกันแน่นๆ เพราะไม่เคยฟัง จึ่งอยากฟังฉนั้นก็มี แต่ที่ไปฟังสำหรับความต้องการส่วนตัวก็มี เช่นผู้ชายไปฟังเพราะอยากเห็นตัวนางร้องให้ หรือถือเปนโอกาสไปพบปะผู้หญิงที่ไปฟังนางร้องให้อีกต่อหนึ่ง นับว่าเป็นการฟังนางร้องให้เท่ากับไปฟังสังคีตและกรอกัน”
“...ฝ่ายตัวผู้เปนนางร้องให้เองก็ออกจะถือเปนโอกาสในการประชุมคุยกัน คล้ายไปสโมสร ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ นันฉันจึ่งเกลียดนางร้องให้ และสั่งไว้ว่า เมื่อถึงงานศพฉันขออย่าให้มีนางร้องให้เลย”
............................
อิศรินทร์ หนูเมือง/เรียบเรียงจาก หนังสือธรรมเนียมพระบรมศพ และพระศพเจ้านาย : สำนักพิมพ์มติชน 2551
//////////////////////////////////////////////////////////






นายเทพไท เสนพงศ์มีประวัติในเรื่องของการพูดในสิ่งที่น่าอับอาย เมื่อครั้งยังเป็นในโฆษกส่วนตัวของนายมาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายเทพไทสร้างความน่าอับอายขายขี้หน้าให้กับให้เจ้านายตนเองมาหลายหน ด้วยการพูดจาโป้ปดและเหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง ปัจจุบัน พรรคของเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบให้กับเพื่อไทยมากกว่าร้อยที่นั่ง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากเป็นประวัติการณ์ เรายินดีที่จะยอมปล่อยให้นายเทพไทห่างหายไปจากฉากเหตุการณ์นี้และหางานทำใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ต่างจากพรรคของเขา นายเทพไทเหมือนจะไม่สามารถยอมรับข้อเท็จจริงได้ว่าประเทศไทยหมดความอดทนกับตัวเขาและพรรคพวกของเขาแล้ว แม้ว่าพรรคของเขาพยายามจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม (อีกครั้ง) โดยการพยายามหาทางทำให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบ โดยปราศจากข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเทพไทยังมีหน้ามาแนะนำให้คนเสื้อแดง “ยุติบทบาท” และเรียกร้องให้ว่าทีนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสนับสนุน